ฟุตบอล
ลิเวอร์พูลสะดุดอีกครั้ง, เปิดแอนฟิลด์เจ๊าเบิร์นลีย์ 1-1 แบบน่าหงุดหงิด
ลิเวอร์พูลเจองานหนักตามเดิมเวลาเจอทีมที่ตั้งรับลึก, เกมพรีเมียร์ลีกวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 ที่แอนฟิลด์จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 กับ เบิร์นลีย์ ทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น แม้ทีมของ อาร์เน่ สล็อต จะครองบอลมากกว่าและบุกแทบทั้งเกม แต่ก็เก็บได้แค่แต้มเดียวในบ้านอีกครั้ง นี่เป็นการเสมอในลีก 4 นัดติด และแม้ยังไม่แพ้ แต่เกมรุกยังจบสกอร์ไม่คมพอ
เกมนี้เป็นนัดที่ 22 ของฤดูกาล 2025-26 ลิเวอร์พูลยิงรวม 32 ครั้ง (เข้ากรอบ 11) และค่า xG เกือบแตะ 3.0 แต่ทำได้แค่ประตูเดียว ส่วนเบิร์นลีย์ที่ไม่ชนะในพรีเมียร์ลีกมา 13 นัดก่อนหน้านี้ ยืนระบบ 5-4-1 แน่นๆ แล้วใช้โอกาสจากการยิงเข้ากรอบครั้งเดียว เปลี่ยนเป็นแต้มสำคัญในการลุ้นอยู่รอด

ครึ่งแรก: ลิเวอร์พูลบุกต่อเนื่อง แต่ทิ้งโอกาสสำคัญ
ลิเวอร์พูลออกสตาร์ตได้ดี ขยับบอลเร็วและพยายามเจาะแนวรับที่ถอยต่ำของเบิร์นลีย์ โอกาสช่วงต้นเป็นของ มิลอส เคอร์เคซ และ โคดี กัคโป แต่ มาร์ติน ดูบราฟก้า ยังเซฟช่วยทีมเยือนไว้ได้
จังหวะที่น่าจะเปลี่ยนเกมเกิดขึ้นเมื่อ กัคโป ถูกทำฟาวล์ในเขตโทษโดย ฟลอเรนติโน ลุยส์ ผู้ตัดสินให้จุดโทษทันที โดมินิก โซโบสไล รับหน้าที่สังหาร แต่ยิงไปชนคานแบบน่าเสียดาย ทำให้เบิร์นลีย์รอดตัวไปอีกครั้ง
ลิเวอร์พูลยังเดินหน้ากดดันไม่หยุด ก่อนหมดครึ่งแรก ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ทำให้แอนฟิลด์ได้เฮ จากจังหวะรับบอลต่อจาก เคอร์ติส โจนส์ แล้วกดเต็มข้อจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุมบนอย่างสวยงาม เจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0 ตอนพักครึ่งตามภาพรวมของเกม

ครึ่งหลัง: เบิร์นลีย์เอาคืน, ลิเวอร์พูลจบไม่ลง
กลับมาครึ่งหลัง เบิร์นลีย์เพิ่มความดุดันขึ้น และเกือบได้ประตูจากจังหวะสวนกลับที่ทำให้ อิบราฮิมา โกนาเต้ เกือบสกัดเข้าประตูตัวเอง แต่ อลิสซง เบ็คเกอร์ ยังป้องกันไว้ได้ทัน
นาที 65 เบิร์นลีย์ตามตีเสมอสำเร็จ จากความผิดพลาดตอนลิเวอร์พูลพยายามต่อบอลจากแดนหลัง บอลหลุดมาเข้าทาง มาร์คัส เอ็ดเวิร์ดส์ ที่รับต่อจาก ฟลอเรนติโน ก่อนจบสกอร์ผ่านอลิสซงเข้าไปเป็น 1-1
หลังเสียประตู บรรยากาศในสนามเริ่มหงุดหงิด ลิเวอร์พูลเร่งเกมช่วงท้าย ส่งตัวสำรองอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ เฟเดริโก เคียซ่า ลงมาเติมความสด แต่ยังเจาะไม่เข้า แนวรับเบิร์นลีย์ช่วยกันบล็อกและเคลียร์แบบถวายชีวิต โดยเฉพาะ บาชีร์ ฮัมฟรีส์ ที่มีจังหวะสกัดบนเส้น ช่วยให้ทีมเยือนประคองแต้มกลับบ้านได้

สถิติเด่นของเกม
ตัวเลขชี้ชัดว่าลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายคุมเกม: ครองบอล 73%, ยิง 32 ครั้งต่อ 7 ครั้ง และเข้ากรอบ 11 ครั้ง ขณะที่เบิร์นลีย์เข้ากรอบแค่ครั้งเดียว แต่ผลการแข่งขันก็ย้ำปัญหาเดิมของทีมสล็อต เวลาเจอทีมตั้งโซนแน่นและรอจังหวะสวน
ผลงานเด่นของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | เรตติ้ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Alisson Becker | GK | 6 | เซฟสำคัญจากจังหวะเกือบเข้าประตูตัวเอง |
| Jeremie Frimpong | RB | 7 | เติมเกมริมเส้นต่อเนื่อง |
| Virgil van Dijk | CB | 7 | คุมแนวรับได้ดี |
| Ibrahima Konate | CB | 6 | มีจังหวะเสี่ยงเกือบทำเข้าประตูตัวเอง |
| Milos Kerkez | LB | 7 | เปิดบอลอันตรายหลายครั้ง |
| Ryan Gravenberch | CM | 7 | คุมจังหวะกลางสนาม |
| Curtis Jones | CM | 7 | แอสซิสต์ให้เวิร์ตซ์ยิงนำ |
| Dominik Szoboszlai | AM | 6 | พลาดจุดโทษ |
| Florian Wirtz | AM | 8 | ยิงประตูสุดสวย (เด่นสุดของทีม) |
| Cody Gakpo | FW | 6 | เรียกจุดโทษและได้โอกาสหลายครั้ง |
| Hugo Ekitike | FW | 7 | สร้างปัญหาให้แนวรับคู่แข่งตลอดเกม |
ฝั่ง เบิร์นลีย์ เกมรับทำงานหนักและทำได้ตามแผน
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | เรตติ้ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Martin Dubravka | GK | 8 | เซฟหลายจังหวะ ช่วยทีมอยู่ในเกม |
| Axel Tuanzebe | CB | 7 | เข้าปะทะแข็งแรง |
| Bashir Humphreys | CB | 8 | เคลียร์บนเส้น, เด่นมาก |
| Maxime Esteve | CB | 7 | จัดระเบียบเกมรับดี |
| Kyle Walker | RWB | 7 | ช่วยปิดพื้นที่ฝั่งขวา |
| Lesley Ugochukwu | CM | 7 | ตัดเกมและไล่บี้กลางสนาม |
| Florentino Luis | CM | 6 | จ่ายให้เอ็ดเวิร์ดส์ก่อนตีเสมอ |
| Pires | CM | 7 | วิ่งไม่มีหมด ช่วยเกมรับตลอด |
| Marcus Edwards | AM | 8 | ยิงประตูตีเสมอสำคัญ |
| Jaidon Anthony | LWB | 7 | มีบทบาทตอนสวนกลับ |
| Armando Broja | FW | 6 | พักบอลช่วยทีมขึ้นเกม |

ผลเสมอนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลอยู่อันดับ 4 มี 36 แต้ม นำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 แต้ม แต่พลาดโอกาสไล่จี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 ส่วนเบิร์นลีย์ยังอยู่อันดับ 19 มี 14 แต้ม ตามโซนปลอดภัย 7 แต้ม แต่แต้มที่แอนฟิลด์ช่วยเพิ่มความหวังในการหนีตกชั้น
ภาพรวมแล้ว นี่คืออีกเกมที่ลิเวอร์พูลครองทุกอย่าง แต่เปลี่ยนความเหนือกว่าให้เป็นชัยชนะไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมท้ายตารางหรือทีมน้องใหม่ที่มาเน้นรับแน่นและรอสวนกลับในจังหวะเดียวให้คุ้มที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ฟุตบอล
เบรนท์ฟอร์ด เสมอ อาร์เซนอล 1-1 อาร์เซนอลเสียแต้มในเส้นทางลุ้นแชมป์
เบรนท์ฟอร์ดโชว์ความแข็งแกร่งในบ้าน แบ่งแต้มกับจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในเกมล่าสุด คืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนาม Gtech Community Stadium ส่งผลให้อาร์เซนอลนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหลือ 4 แต้ม – ชมไฮไลท์การแข่งขัน

ไฮไลท์เกมแบบจังหวะต่อจังหวะ
เกมนี้ใส่กันตลอด 90 นาที เบรนท์ฟอร์ดของโธมัส แฟรงค์ เล่นดุดันตามสไตล์ เน้นความแน่นและอาวุธลูกตั้งเตะ ส่วนอาร์เซนอลของมิเกล อาร์เตต้า ครองบอลได้มากกว่า แต่จบสกอร์ไม่คมเท่าที่ควร
ครึ่งแรกยังไม่มีประตู อาร์เซนอลมีลุ้นจากลูกนิ่งหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับเจ้าถิ่น ขณะเดียวกัน เบรนท์ฟอร์ดยืนตำแหน่งกันดี แล้วคอยสวนกลับเมื่อมีช่อง
กลับมาครึ่งหลัง อาร์เซนอลเร่งเกมบุกชัดเจน และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 61 เมื่อ Noni Madueke โหม่งจากลูกครอสเข้าเขตโทษ ส่งทีมเยือนนำ 1-0 ประตูนี้ช่วยให้เกมของกันเนอร์ไหลลื่นขึ้น เพราะเป็นโอกาสยิงเข้ากรอบครั้งแรกของพวกเขาในนัดนี้
อย่างไรก็ตาม เบรนท์ฟอร์ดไม่ถอย และใช้ทีเด็ดเดิมตอบโต้ได้ทันที นาทีที่ 71 Keane Lewis-Potter โหม่งตีเสมอ 1-1 จากจังหวะ long throw ของ Michael Kayode ที่ทำให้กรอบเขตโทษชุลมุน นี่คือรูปแบบที่เบรนท์ฟอร์ดทำได้อันตรายเสมอ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมใหญ่

ช่วงท้ายเกมต่างฝ่ายต่างเปิดหน้าแลก อาร์เซนอลเกือบได้ประตูชัยจาก Gabriel Martinelli ที่หลุดไปยิงตัวต่อตัว แต่ Caoimhín Kelleher เซฟสำคัญช่วยทีมไว้ได้ ด้านเบรนท์ฟอร์ดก็มีโอกาสปิดเกมเหมือนกัน เมื่อ Igor Thiago ได้จังหวะจบสกอร์ แต่เปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้
ผลเสมอนี้ทำให้อาร์เซนอลทำแต้มหลุดมือในช่วงสำคัญของการลุ้นแชมป์ ขณะที่เบรนท์ฟอร์ดได้แต้มล้ำค่าในบ้าน และย้ำชัดว่าพวกเขาเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้
หลังเกม มิเกล อาร์เตต้า พูดถึงความผิดหวังว่า “เราเสียแต้มที่น่าผิดหวัง แต่เรายังควบคุมสถานการณ์ได้ ต้องกลับไปโฟกัสเกมต่อไป” ส่วน โธมัส แฟรงค์ ชมทีมของเขาว่า “นี่คือจุดแข็งของเรา เราสู้ไม่ถอยแม้เจอจ่าฝูง”

ตารางคะแนนเบรนท์ฟอร์ด (พรีเมียร์ลีก 2025/26)
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 7 | Brentford | 25 | 12 | 3 | 10 | – | – | 39 |
(เบรนท์ฟอร์ดรั้งอันดับ 7 ฟอร์มในบ้านแข็ง และมักทำให้ทีมใหญ่เจองานหนัก)
ผู้เล่นตัวหลักของเบรนท์ฟอร์ด (ฤดูกาล 2025/26)
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | เบอร์ | สัญชาติ | อายุ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| GK | Caoimhín Kelleher | 1 | ไอร์แลนด์ | 27 | นายทวารมือหนึ่ง, เซฟสำคัญหลายจังหวะ |
| DF | Aaron Hickey | 2 | สกอตแลนด์ | 23 | แบ็คขวาแข็งแกร่ง |
| DF | Rico Henry | 3 | อังกฤษ | 28 | แบ็คซ้ายตัวหลัก |
| DF | Ethan Pinnock | 5 | อังกฤษ | 32 | เซ็นเตอร์แบ็คมากประสบการณ์ |
| DF | Sepp van den Berg | 4 | เนเธอร์แลนด์ | 24 | เซ็นเตอร์แบ็คหน้าใหม่ |
| MF | Jordan Henderson | 6 | อังกฤษ | – | แกนหลักแดนกลาง, กัปตันทีม |
| FW | Keane Lewis-Potter | – | อังกฤษ | – | ทำประตูตีเสมอเกมนี้ |
| FW | Kevin Schade | 7 | เยอรมนี | – | ปีกความเร็วสูง |
ตารางคะแนนอาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก 2025/26)
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 25 | – | – | – | – | – | – |
(อาร์เซนอลยังนำเป็นจ่าฝูง แต่ระยะห่างลดเหลือ 4 แต้มจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้หลังจบเกมนี้)
ผู้เล่นตัวหลักของอาร์เซนอล (ฤดูกาล 2025/26)
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | เบอร์ | สัญชาติ | อายุ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| GK | David Raya | 1 | สเปน | 30 | นายทวารตัวจริง |
| DF | William Saliba | 2 | ฝรั่งเศส | – | เซ็นเตอร์แบ็คตัวหลัก |
| DF | Gabriel | 6 | บราซิล | – | ยืนคุมแนวรับร่วมกับซาลีบา |
| DF | Ben White | 4 | อังกฤษ | – | เล่นได้หลายบทบาทในแนวรับ |
| MF | Martin Ødegaard | 8 | นอร์เวย์ | – | กัปตันทีม, ตัวทำเกม |
| FW | Bukayo Saka | 7 | อังกฤษ | – | ปีกขวาคนสำคัญ (อาจบาดเจ็บบางเกม) |
| FW | Gabriel Martinelli | 11 | บราซิล | 24 | พลาดโอกาสสำคัญช่วงท้าย |
| FW | Noni Madueke | – | อังกฤษ | – | โหม่งประตูนำ นาทีที่ 61 |
โดยรวมแล้ว เกมนี้สะท้อนความโหดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้ชัด ต่อให้เป็นทีมอันดับ 1 ก็พลาดแต้มได้ทุกนัด โดยเฉพาะเมื่อเจอเบรนท์ฟอร์ดที่เล่นเป็นระบบ และอันตรายมากจากลูกตั้งเตะ
ฝั่งอาร์เซนอลน่าจะเสียดาย เพราะมีจังหวะปิดเกมแต่ทำไม่ได้ ส่วนแฟนเบรนท์ฟอร์ดมีเหตุผลให้ภูมิใจ เพราะทีมสู้ถึงที่สุด และเก็บแต้มสำคัญได้อีกครั้ง ต่อจากนี้ทั้งสองทีมต้องรีบปรับให้ไว เพื่อเดินหน้าลุ้นเป้าหมายของตัวเองในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
ฟุตบอล
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
แอตเลติโก มาดริด ทำแฟนบอลทั้งสเปนตะลึง หลังไล่ถล่ม บาร์เซโลนา 4-0 ในศึกโคปาเดลเรย์ ฤดูกาล 2025/26 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามเมโทรโปลิตาโน่ (ริยาด แอร์ เมโทรโปลิตาโน่) ภายใต้การคุมทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่พาลูกทีมเล่นเกมสวนกลับได้คมกริบ และจบสกอร์ได้แบบไม่ไว้หน้า
แอตเลติโก มาดริด พบกับ บาร์เซโลนา – ชมไฮไลท์
อีกด้านหนึ่ง บาร์เซโลนาของ ฮันซี่ ฟลิค ซึ่งกำลังนำเป็นจ่าฝูงลาลีกา เจอคืนที่ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด โดยเฉพาะ 45 นาทีแรกที่โดนไปถึง 4 ประตู ทำให้นัดสองที่สปอติฟาย คัมป์ นู กลายเป็นงานหนักสุด ๆ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเตะ

ไฮไลต์เกม: ครึ่งแรกยิงกระจาย ครึ่งหลังคุมจังหวะจบงาน
เกมเปิดฉากได้ไม่นาน บาร์เซโลนาเสียหายจากความผิดพลาดของแนวรับ นาทีที่ 6 เอริค การ์เซีย พยายามคืนหลังให้ผู้รักษาประตู แต่บอลไหลผ่าน ฌอน การ์เซีย ที่ออกมาตัดสินใจพลาด สุดท้ายกลายเป็นประตูเข้าประตูตัวเอง ส่งให้แอตเลติโกนำ 1-0 ตั้งแต่ต้นเกม
จากนั้นแค่ 8 นาที นาทีที่ 14 อันโตนี่ กรีซมันน์ อดีตผู้เล่นบาร์ซ่า รับบอลจากแดนกลางแล้วลากเข้าเขตโทษ ก่อนกดด้วยซ้ายเสียบตาข่ายแบบเฉียบขาดเป็น 2-0 และเจ้าตัวก็ฉลองใส่อดีตทีมแบบสะใจ
เจ้าบ้านยังเดินเกมได้ต่อเนื่อง นาทีที่ 33 แอตเลติโกสวนกลับเร็วจากแดนหลัง บอลไปถึง จูเลียน อัลวาเรซ ก่อนต่อให้ อเดโมลา ลุคแมน จับแล้วซัดไม่พลาด หนีเป็น 3-0

ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาทีที่ 45+2 จูเลียน อัลวาเรซ จัดให้แฟนบอลทั้งสนามลุกฮือ ด้วยการยิงไกลนอกกรอบด้วยเท้าขวา บอลพุ่งเสียบมุมบนอย่างสวยงาม จบครึ่งแรกที่ 4-0
ครึ่งหลัง บาร์เซโลนาพยายามเร่งเกมเพื่อเอาประตูคืน อย่างไรก็ตาม แอตเลติโกยืนตำแหน่งแน่น และปิดพื้นที่ได้ดี ทำให้โอกาสจบแบบจะแจ้งแทบไม่มา แม้ฟลิคส่ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ ลามีน ยามาล ลงมาเพิ่มมิติเกมรุก แต่ก็ยังเจาะไม่เข้า สุดท้ายจบเกมด้วยชัยชนะขาดลอยของแอตเลติโก 4-0

สถิติทีมแอตเลติโก มาดริด
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ได้ | 4 |
| ประตูเสีย | 0 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 48% |
| ช็อตทั้งหมด | 12 (เข้ากรอบ 6) |
| การผ่านบอลสำเร็จ | สูง |
| ผู้ทำประตู | Eric Garcia (OG), Griezmann, Lookman, Alvarez |
| ผู้เล่นเด่น | Griezmann, Alvarez, Lookman |
ภาพรวมแล้ว แอตเลติโกยังคงเป็นทีมสไตล์ซิเมโอเน่ที่แฟนบอลคุ้นตา พวกเขารับให้แน่น แล้วสวนกลับเร็วและตรงจุด ที่สำคัญคือแนวรุก 4 คนอย่าง Griezmann, Alvarez, Lookman และ Giuliano Simeone ช่วยกดดันแนวรับบาร์ซ่าจนเล่นเกมไลน์สูงได้ไม่ถนัด
สถิติทีมบาร์เซโลนา
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ได้ | 0 |
| ประตูเสีย | 4 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 52% |
| ช็อตทั้งหมด | 8 (เข้ากรอบ 2) |
| การผ่านบอลสำเร็จ | ปานกลาง |
| โอกาสสำคัญ | น้อยมาก |
| ผู้เล่นเด่น | ยังไม่มีใครเด่นชัด |
ฝั่งบาร์เซโลนามีปัญหาชัดในแนวรับ โดยเฉพาะจังหวะเสียบอลและการยืนสูงที่โดนสวนกลับทันที นอกจากนี้ เกมรุกก็ขาดความเฉียบคม พอเสียประตูเร็ว ความมั่นใจก็ยิ่งหาย ทำให้รูปเกมยิ่งเข้าทางเจ้าบ้าน
ซิเมโอเน่ ชนะฟลิคแบบขาด ๆ ในเกมแท็กติก
หลังเกม ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ พูดประมาณว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทีมเล่นด้วยพลังและความตั้งใจเต็มที่ และพร้อมสำหรับนัดสอง ส่วน ฮันซี่ ฟลิค ยอมรับว่านี่คือคืนที่แย่มาก เพราะทีมเสียประตูเร็วเกินไป แล้วแก้เกมกลับมาไม่ได้ เขายังขอโทษแฟนบอล และยืนยันว่าจะสู้ต่อในบ้าน
สำหรับนัดที่สอง จะเตะวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่สปอติฟาย คัมป์ นู ซึ่งบาร์เซโลนาต้องยิงอย่างน้อย 4 ลูกและห้ามเสียประตู เพื่อมีโอกาสกลับมาเข้ารอบ และถ้าโดนสวนเสียเพิ่ม งานจะยากขึ้นไปอีก
ผลสกอร์นัดแรกทำให้แอตเลติโก มาดริด ขยับเข้าใกล้รอบชิงชนะเลิศมากขึ้น โดยทีมที่ผ่านเข้าชิงจะต้องไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง เรอัล โซเซียดาด หรือ แอธเลติก บิลเบา ต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชลซีสะดุดคาบ้าน! ลีดส์ ยูไนเต็ด ฮึดไล่เจ๊า 2-2 ชวดแต้มลุ้นท็อปโฟร์
ฟุตบอล
เชลซีสะดุดคาบ้าน! ลีดส์ ยูไนเต็ด ฮึดไล่เจ๊า 2-2 ชวดแต้มลุ้นท็อปโฟร์
ค่ำคืนที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เกมเหมือนจะเป็นของเชลซีเต็มๆ ทีมของ ลิอัม โรเซนิเออร์ เกือบคว้าชัยในลีกเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน และมีโอกาสขยับขึ้นพื้นที่ท็อปโฟร์ด้วย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในครึ่งหลัง เมื่อลีดส์ ยูไนเต็ดที่กำลังมั่นใจ ไล่จากตาม 0-2 กลับมาเสมอ 2-2 ทำให้ “สิงห์บลู” ทำแต้มหล่นแบบน่าเสียดาย
เชลซีออกสตาร์ตได้ดี ครองบอลมากกว่าและเจาะได้ต่อเนื่อง นาทีที่ 24 โคล พาลเมอร์ แทงทะลุช่องให้ โจเอา เปดรู หลุดเดี่ยว ก่อนยกบอลข้ามหัวคาร์ล ดาร์โลว์เข้าไปอย่างเหนือชั้น เจ้าถิ่นนำ 1-0 แบบสมเหตุสมผล – ชมไฮไลท์
จบครึ่งแรก เชลซีดูคุมเกมได้ชัด ลีดส์แทบไม่ค่อยมีจังหวะจบสกอร์ใส่โรเบิร์ต ซานเชซ

ครึ่งหลังเชลซีมาได้เพิ่ม นาทีที่ 58 ผู้ตัดสินให้จุดโทษหลังเปดรูโดน แจกา บิโจล เบียดล้มในเขตโทษ พาลเมอร์รับหน้าที่สังหาร ยิงเรียดไปมุมขวาล่างไม่พลาด สกอร์เป็น 2-0 บรรยากาศในสนามเหมือนชัยชนะกำลังอยู่แค่เอื้อม
แต่ลีดส์ไม่ยอมง่ายๆ นาทีที่ 67 ทีมเยือนได้จุดโทษคืน เมื่อ โมอิเซส ไกเซโด ไปทำฟาวล์ เจย์เดน โบเกิล ในกรอบเขตโทษ ลุคัส นเมชา ยิงเข้ามุมซ้ายอย่างเฉียบคม ไล่มา 2-1
จากนั้นอีก 6 นาที เกมก็กลับมาเท่ากัน นาทีที่ 73 แนวรับเชลซีมีพลาดจังหวะสำคัญ เปิดทางให้ โนอาห์ โอกาฟอร์ ตัวสำรองของลีดส์ หลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบตาข่ายเป็น 2-2 ทำเอาสแตมฟอร์ด บริดจ์เงียบลงทันที ขณะที่แฟนทีมเยือนฉลองกันสุดเสียง

ท้ายเกมเชลซีเร่งหาประตูชัย ช่วงทดเจ็บ โจเรล ฮาโต้ เปิดบอลโค้งให้เปดรูโหม่ง แต่บอลชนคานเต็มๆ ต่อด้วยโอกาสทองของพาลเมอร์จากจังหวะเปิดต่ำเข้ามาหน้าประตู เขายิงข้ามคานจากระยะใกล้มากแบบไม่น่าเชื่อ กลายเป็นช็อตที่แฟนบอลพูดถึงกันทั้งเกม
หลังจบเกม ลิอัม โรเซนิเออร์ ให้สัมภาษณ์ว่า “เราน่าเก็บชัยชนะได้ เราเริ่มเกมดีมาก แต่เราเสียประตูจากจุดโทษ และมีข้อผิดพลาดในแนวรับจนเสียแต้ม พาลเมอร์พลาดโอกาสท้ายเกมก็จริง แต่เขาคือนักเตะระดับท็อป เราไม่โทษใคร นี่คือฟุตบอล เราต้องเรียนรู้และไปต่อ”
ฝั่ง แดเนียล ฟาร์เก้ กุนซือลีดส์พอใจกับหนึ่งแต้ม “กลับมาจากตามหลังสองประตูที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ไม่ใช่เรื่องง่าย นักเตะสู้กันสุดใจ แต้มนี้สำคัญมากกับเป้าหมายหนีโซนตกชั้นของเรา”

สรุปผลการแข่งขันและไฮไลท์สำคัญ
- เชลซีคุมบอลและสร้างโอกาสได้เยอะ แต่จบไม่เด็ดขาด
- ลีดส์อาศัยจุดโทษและความผิดพลาดคู่แข่ง กลับมามีแต้ม
- VAR มีบทบาทกับจุดโทษทั้งสองฝั่ง แต่ไม่มีดราม่าใหญ่
- เชลซีอดขยับขึ้นอันดับ 4 หลังแมนยูฯ เสมอเวสต์แฮม

ตารางนักเตะเชลซี (ตัวจริงและเปลี่ยนตัวหลัก พร้อมบทบาท)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | โรเบิร์ต ซานเชซ | มีเซฟสำคัญ แต่ช่วยไม่ได้กับ 2 ประตู |
| กองหลัง | มาร์ค คูคูเรญ่า (ออก) → โจเรล ฮาโต้ | เปลี่ยนครึ่งหลัง ฮาโต้เติมเกมและสร้างโอกาส |
| กองหลัง | เวสลีย์ โฟฟานา | โดยรวมแน่น แต่มีส่วนกับจังหวะเสียประตูตีเสมอ |
| กองหลัง | เทรโวห์ ชาโลบาห์ | อ่านเกมดี แต่แผงหลังหลุดสมาธิช่วงสำคัญ |
| กองหลัง | ริซ เจมส์ | จ่ายบอลดี แต่จังหวะเข้าพื้นที่อันตรายมีไม่มาก |
| กองกลาง | โมอิเซส ไกเซโด | เสียจุดโทษและโดนใบเหลือง |
| กองกลาง | เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ | คุมจังหวะและเชื่อมเกมได้ดี |
| ปีกขวา | โคล พาลเมอร์ | ยิงจุดโทษ 1 ประตู แต่พลาดโอกาสทองท้ายเกม |
| ปีกซ้าย | เอสเตวอง วิลเลียน | มีส่วนกับการขึ้นเกม แต่จังหวะจบยังไม่คม |
| กองหน้า | โจเอา เปดรู | ยิง 1 ประตู เรียกจุดโทษ เกือบเป็นฮีโร่ช่วงท้าย |
| กองหน้า | นิโคลัส แจ็คสัน | ลงมาเพิ่มมิติในแดนหน้า |
เชลซีมีเพิ่มเป็น 44 คะแนน จาก 26 นัด รั้งอันดับ 5 ชั่วคราว
ตารางนักเตะลีดส์ ยูไนเต็ด (ตัวจริงและเปลี่ยนตัวหลัก พร้อมบทบาท)
| ตำแหน่ง | นักเตะ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | คาร์ล ดาร์โลว์ | เจองานหนัก เซฟหลายครั้งแต่เสีย 2 ประตู |
| กองหลัง | แจกา บิโจล | เสียจุดโทษให้เชลซี |
| กองหลัง | โจ ราดซินสกี้ | ช่วยเกมรับดี โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรก |
| กองหลัง | เบน คริสเตนเซ่น | อ่านเกมรับและซ้อนตำแหน่งได้ดี |
| แบ็กขวา | เจย์เดน โบเกิล | เรียกจุดโทษให้ทีม จุดเปลี่ยนสำคัญของเกม |
| กองกลาง | อิลลาน เมซลิเยร์ | ทำหน้าที่กลางสนามได้เนียน คุมจังหวะช่วยทีม |
| กองกลาง | อาร์เซน ซัคก้า | ช่วยต่อบอลและพาเกมรุกเดินหน้า |
| ปีก | ลุคัส นเมชา | ยิงจุดโทษไล่คืน เป็นคีย์แมนของการคัมแบ็ก |
| ปีก | ดาเนียล เจมส์ | ลงมาเพิ่มความเร็วและช่วยไล่เพรส |
| กองหน้า | โจเอล พิโร่ | ลงมาช่วยเก็บบอลและกดดันแนวรับ |
| กองหน้า | โนอาห์ โอกาฟอร์ | ตัวสำรองซูเปอร์ซับ ยิงประตูตีเสมอ 2-2 |
ลีดส์เก็บเพิ่มเป็น 30 คะแนน ขึ้นมาอยู่อันดับ 15 ปลอดภัยขึ้นจากโซนตกชั้น
เกมนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเชลซี แม้จะเล่นดีแต่การเสียสมาธิเพียงชั่วครู่ก็ทำให้เสียแต้มสำคัญ ส่วนลีดส์แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้ ภายใต้แดเนียล ฟาร์เก้ พวกเขายังมีลุ้นรอดพ้นตกชั้นต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เวสต์แฮม vs แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ประตูของเชโก้ทำให้สถิติชนะรวดของคาร์ริคต้องหยุดลง
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวระดับชาติ - National2 days ago“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเตือนประชาชนเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ในสามเหลี่ยมทองคำ
-
ข่าวการเมือง6 days agoซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น คว้าชัยในการเลือกตั้งปี 2026 และก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคง

