Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

ข่าวระดับชาติ - National

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษผู้นำเข้าและผู้ส่งออกแร่ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำทางตอนเหนือ

เชียงราย – สถานการณ์การปนเปื้อนในลำน้ำชายแดนภาคเหนือยังถูกจับตาใกล้ชิด หลังมีรายงานตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก, แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง บริเวณ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่อง กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำทุก 2 เดือน โดยการตรวจครั้งที่…

Naree Srisuk

Published

on

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษผู้นำเข้าและผู้ส่งออกแร่ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำทางตอนเหนือ

เชียงราย – สถานการณ์การปนเปื้อนในลำน้ำชายแดนภาคเหนือยังถูกจับตาใกล้ชิด หลังมีรายงานตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก, แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง บริเวณ จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่อง

กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำทุก 2 เดือน โดยการตรวจครั้งที่ 14 ช่วงวันที่ 9-12 ธ.ค. 2568 พบว่าแม่น้ำสายมีค่าสารหนู 0.011-0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐาน ขณะที่แม่น้ำรวกตรวจพบทองแดงบริเวณสถานีสูบน้ำเกาะช้าง 0.154 มิลลิกรัมต่อลิตร เกินมาตรฐานเช่นกัน ส่วนจุดตรวจอื่นๆ ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน

ประเด็นนี้ทำให้หลายฝ่ายยังกังวลว่าเหมืองแร่ใกล้ลำน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา อาจยังเป็นต้นทางของปัญหา เพราะการขนส่งแร่ยังเดินหน้า และมีข้อมูลว่าแร่จำนวนหนึ่งถูกลำเลียงผ่านไทย ก่อนส่งออกต่อผ่านท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ไปยังประเทศจีน

ข้อมูลนำเข้าแร่จากเมียนมา ผ่านด่านชายแดนหลายจุด

ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ช่วงปี 2565-2568 ไทยนำเข้าแร่เฟอโรซิลิโคแมงกานีสผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยมีตัวเลขดังนี้

  • ปี 2565 ปริมาณ 1.7 ตัน มูลค่า 39.3 ล้านบาท
  • ปี 2566 ปริมาณ 4.1 ตัน มูลค่า 133.8 ล้านบาท
  • ปี 2567 ปริมาณ 4.6 ตัน มูลค่า 151.3 ล้านบาท
  • ปี 2568 ปริมาณ 1.7 ตัน มูลค่า 58.3 ล้านบาท

ส่วนแร่แมงกานีส ปี 2565 มีการนำเข้า 10,925 ตัน และหากดูยาวตั้งแต่ปี 2559-2568 พบมีเอกชน 41 รายเกี่ยวข้อง บางรายนำเข้าปีละมากกว่า 20,000-30,000 ตัน โดยผ่านด่านศุลกากรแม่สาย อ.แม่สาย เป็นหลัก

นอกจากแม่สาย ยังมีการนำเข้าแร่ผ่านด่านอื่นๆ ด้วย เช่น ด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก, ด่านศุลกากรสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และด่านศุลกากรแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

สำหรับแร่ตะกั่ว มีการนำเข้าในปี 2568 มูลค่า 940.6 ล้านบาท ส่วนใหญ่ผ่านด่านศุลกากรแม่สอด อีกทั้งยังพบการนำเข้าแร่ทองแดงและทังสเตนในปริมาณไม่มาก

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษผู้นำเข้าและผู้ส่งออกแร่ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำทางตอนเหนือ

แร่พวงพุ่งสูง โดยเฉพาะผ่านด่านแม่สอด

แร่ที่ถูกนำเข้าในปริมาณสูงมากช่วงปี 2567-2568 โดยเฉพาะปี 2568 (9 เดือนแรก) คือแร่พวง พบเอกชน 88 รายเป็นผู้นำเข้า

ที่ด่านศุลกากรแม่สอด มีเอกชนบางรายนำเข้าแร่พวงสูงถึง 59,265.5 ตัน มูลค่า 2,558.8 ล้านบาท รายที่ตามมานำเข้า 28,847.3 ตัน และรายอื่นๆ ลดหลั่นกันไป

รวมทั้งปี 2568 ไทยนำเข้าแร่พวงผ่านด่านศุลกากรแม่สอดรวม 106,289.1 ตัน มูลค่า 5,729.7 ล้านบาท และยังมีการนำเข้าแร่พวงที่ยังไม่ได้ขึ้นรูปในปีเดียวกันอีก 4,253.7 ตัน มูลค่า 7,170.2 ล้านบาท

ส่งออกผ่านแหลมฉบัง ก่อนปลายทางไปจีน

ข้อมูลอีกด้านที่ถูกพูดถึงคือ แร่เฟอโรซิลิโคแมงกานีส, แร่แมงกานีส และแร่พวง มีการส่งออกผ่านท่าเรือแหลมฉบังในจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่พวง เมื่อรวมการส่งออกทุกจุดในปี 2568 พบปริมาณส่งออก 39,593.17 ตัน มูลค่า 3,260.78 ล้านบาท

รายงานข่าวระบุว่า แร่ที่ขนไปท่าเรือแหลมฉบังจะถูกส่งต่อด้วยเรือสินค้าไปยังผู้ซื้อในประเทศจีน ขณะที่ต้นทางเหมืองในเมียนมามีทุนจีนเข้าไปลงทุนตั้งแต่ระดับเหมือง และในพื้นที่รัฐฉานเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจในท้องถิ่น เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่ม รวมถึงบางพื้นที่ที่อยู่ในเขตกองทัพเมียนมา

ภาพรวมของห่วงโซ่นี้มักมีหลายกลุ่มเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ลงทุนเหมือง, ผู้คุมพื้นที่, ผู้ขนส่งลำเลียงผ่านเมียนมาและไทย, ไปจนถึงปลายทางผู้รับซื้อในจีน ซึ่งบางส่วนอาจเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ลงทุนต้นทาง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษผู้นำเข้าและผู้ส่งออกแร่ที่ปนเปื้อนในแม่น้ำทางตอนเหนือ

ผลกระทบต่อแม่น้ำชายแดน และเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบย้อนกลับ

แม้การทำเหมืองแร่และการค้าแร่สร้างรายได้ให้หลายฝ่าย แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับตกกับชุมชนริมแม่น้ำ มีการตั้งข้อสังเกตว่าในบางพื้นที่ เช่น อ.แม่สอด อาจมีโกดังใกล้แม่น้ำ และเสี่ยงเกิดการปล่อยของเสียลงแม่น้ำเมย ขณะที่บริเวณต้นน้ำแม่น้ำสายและแม่น้ำกกมีการทำเหมืองหลายจุด บางแห่งมองเห็นได้จากฝั่งไทย เช่น บริเวณเทือกเขาใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

ด้าน อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ข้อมูลว่า ประสบการณ์การหารือกับฝ่ายเมียนมาที่ผ่านมา มักติดปัญหาเรื่อง “มาตรฐานไม่เท่ากัน” เช่น เมื่อไทยแจ้งตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในแม่น้ำสาย ฝั่งเมียนมาระบุว่ามาตรฐานของเขาอยู่ที่ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร อีกทั้งบางพื้นที่ฝ่ายรัฐเข้าไม่ถึง เพราะอยู่ในเขตของกลุ่มติดอาวุธ ทำให้การแก้ปัญหาด้วยการหารืออย่างเดียวเดินหน้าได้ยาก

ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการกดดันเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการร่วม และทำระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ชัด ตั้งแต่เหมือง, เส้นทางขนส่งผ่านเมียนมาและไทย, จนถึงปลายทางในจีน เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นภาพรวมว่าแนวริมแม่น้ำสาย, แม่น้ำกก และลำน้ำสำคัญอื่นๆ มีเหมืองกี่แห่ง เป็นเหมืองประเภทใดบ้าง

หากมีข้อมูลครบ จะชี้เป้าได้ว่าเหมืองไหนทำให้เกิดการปนเปื้อน และสามารถใช้มาตรการกับการนำเข้าแร่จากแหล่งนั้นได้โดยตรง ขณะที่ชุมชนไทยในลุ่มน้ำแทบไม่ได้ประโยชน์จากการค้าแร่ แต่กลับต้องรับความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนในแม่น้ำแทน

ข่าวที่กำลังมาแรง:

ส.ส.เชียงรายโต้วาทีแก้ปัญหาน้ำพิษ มลพิษทางอากาศ PM2.5 ยา และการซื้อเสียงเรียกร้อง

ข่าวระดับชาติ - National

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

Naree Srisuk

Published

on

ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น

ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย

ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
  • ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
  • ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ

ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย

ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง

สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ

ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง

ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว

ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน

จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย

การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย

ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

Published

on

จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C

เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

ประเด็นสำคัญ

  • จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
  • บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
  • รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ

พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011

หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี

อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ

บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore

ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II

ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล

ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ

ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม

กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้

เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ

 

Continue Reading

ข่าวระดับชาติ - National

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

Naree Srisuk

Published

on

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ

ประเด็นสำคัญ 

  • รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
  • เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
  • ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ

ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า

เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ

ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา

หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.

การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ

อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต

อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending