ข่าวอาชญากรรม - Crime
จับกุมแม่ต้องสงสัยบังคับลูกสาววัย 12 ปีค้าประเวณีในญี่ปุ่น
กรุงเทพฯ – ตำรวจจับกุมหญิงคนหนึ่งเมื่อวันอังคารในข้อหาบังคับลูกสาววัย 12 ปีให้ค้าประเวณีในญี่ปุ่น ผู้ต้องสงสัยถูกส่งตัวกลับประเทศจากไต้หวันแล้ว
ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงอายุ 29 ปี ตำรวจระบุชื่อเพียงว่า “ลัค” เธอถูกควบคุมตัวทันทีหลังเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ ราว 17.00 น. ด้วยเที่ยวบินจากไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่จับกุมตัวเธอไว้ก่อน แล้วส่งมอบให้ทางการไทย
เจ้าหน้าที่พาตัวเธอไปยังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในกรุงเทพฯ เพื่อสอบปากคำ ตำรวจระบุว่าจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมในการแถลงข่าวช่วงบ่ายวันพุธ
พนักงานสอบสวนระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทิ้งลูกสาวไว้ที่กรุงโตเกียวกับเจ้าของร้านนวดรายหนึ่ง ก่อนที่เด็กจะถูกบังคับให้ค้าประเวณี ขณะเดียวกันมีข้อมูลว่าแม่รายนี้หลบหนีไปไต้หวันเมื่อเดือนกันยายน
เด็กหญิงยังอยู่ในการดูแลของทางการญี่ปุ่น และถูกปฏิบัติในฐานะ “ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์”
ตำรวจเชื่อว่าในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนปีนี้ ผู้ต้องสงสัยซึ่งมีรายงานว่าเคยทำงานค้าประเวณี ได้จัดให้มีการซื้อบริการทางเพศจากลูกสาวในหลายจุด ทั้งในจังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ และที่ร้านนวดในกรุงโตเกียว
ตำรวจระบุว่าเธอถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง เช่น การจัดให้มีการค้าประเวณีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ และความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยโทษอาจสูงสุดจำคุก 20 ปี และปรับสูงสุด 2 ล้านบาท
ภาพรวมปัญหาการค้ามนุษย์เด็กในไทย
ในอดีต ปัญหาการค้ามนุษย์เด็กเพื่อค้าประเวณีและการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในไทย เคยมีกรณีครอบครัวยากจนมากขายลูกสาวเข้าสู่วงการค้าประเวณี เหตุการณ์ลักษณะนี้ถูกพูดถึงบ่อยในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000
ปัจจัยสำคัญมักเกี่ยวกับความยากจน หนี้สิน และความจำเป็นต้องส่งเงินกลับบ้าน โดยพบมากในพื้นที่ชนบทภาคเหนือ และบางชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง (รวมถึงกลุ่มอาข่า)
กลุ่มชุมชนบนพื้นที่สูงและแรงงานอพยพจากประเทศใกล้เคียง เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา มักมีความเสี่ยงสูงกว่า หลายคนไม่มีสัญชาติไทย ทำให้เข้าถึงโรงเรียน การรักษาพยาบาล และงานถูกกฎหมายได้ยาก ความเปราะบางเหล่านี้ทำให้ครอบครัวยิ่งติดอยู่กับความยากจน ขบวนการค้ามนุษย์มักเข้าหาด้วยคำสัญญาเรื่องงานจริง แต่สุดท้ายบังคับเด็กผู้หญิงเข้าสถานบริการในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือเมืองท่องเที่ยว
ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก ยังมีบางกรณีที่แม่หรือญาติบังคับเด็กให้ค้าประเวณี และมีรายงานเป็นระยะในช่วงปี 2010s และ 2020s โดยเด็กมีอายุราว 9 ถึง 13 ปี หน่วยงานรัฐมองกรณีเหล่านี้เป็นคดีค้ามนุษย์ และดำเนินคดีอย่างจริงจัง
การค้ามนุษย์เด็กเพื่อประโยชน์ทางเพศในไทยยังคงเกิดขึ้น แต่ภาพที่พบบ่อยขึ้นคือกรณีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานอพยพ การล่อลวงทางออนไลน์ และการบังคับโดยเครือข่ายจัดตั้ง มากกว่าการ “ขายลูก” โดยพ่อแม่โดยตรง ความยากจนยังเป็นปัจจัยหลักอยู่เสมอ การเข้าถึงการศึกษาเพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายเรียนฟรีถึงชั้น ม.6 ช่วยลดความเสี่ยงในเด็กสัญชาติไทยจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงกลับไปกระจุกอยู่ในกลุ่มเด็กไร้สัญชาติ เด็กไม่มีเอกสาร หรือเด็กอพยพที่เพิ่งเข้ามา
กฎหมายคุ้มครองเด็กและการปราบปรามค้ามนุษย์ในไทย
ไทยมีกฎหมายที่เอาผิดการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กและการค้ามนุษย์ค่อนข้างเข้ม เช่น
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี (1996) ห้ามการชักชวน จัดหา จัดให้มี หรือหาประโยชน์จากการค้าประเวณี และเพิ่มโทษเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์
- กฎหมายอายุความยินยอมและมาตรการคุ้มครองเด็ก การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่อายุต่ำกว่า 15 ปีถูกมองเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์หรือข่มขืนตามกฎหมาย การนำผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีไปเกี่ยวข้องกับสถานค้าประเวณีเป็นความผิด แม้เด็กจะแสดงท่าที “ยินยอม” ก็ตาม
- พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (2008) ครอบคลุมการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และสนับสนุนงานบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงหน่วยงานอย่าง TICAC (Thailand Internet Crimes Against Children) ที่ทำคดีเกี่ยวกับออนไลน์
หน่วยงานรัฐและองค์กรเอกชน (NGOs) รวมถึง ECPAT, Destiny Rescue และ World Vision ยังรายงานปัญหาอย่างการล่อลวงทางออนไลน์ และการล่วงละเมิดที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน มีการรายงานว่าคดีแบบเปิดเผยตามท้องถนนลดลงเมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับการบังคับใช้กฎหมายและความตระหนักของสังคมที่เพิ่มขึ้น
งานป้องกันและอุดช่องโหว่
หลายองค์กรทำงานป้องกันในพื้นที่เสี่ยง ผ่านการสนับสนุนการศึกษา บ้านพักพิง และกิจกรรมชุมชน รายงาน U.S. Trafficking in Persons ในช่วงหลังมักระบุว่ามีความคืบหน้าระดับหนึ่ง ทั้งด้านการสืบสวน การช่วยเหลือผู้เสียหาย และการดำเนินคดี แต่ก็ยังมีช่องโหว่ โดยเฉพาะเรื่องค้ามนุษย์ด้านแรงงาน และการคุ้มครองชุมชนแรงงานอพยพ
ทั้งหมดนี้ยังเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง ซึ่งผูกกับความเหลื่อมล้ำและทางเลือกที่จำกัด ไม่ใช่เรื่องที่สะท้อนว่าเป็น “ค่านิยมปกติ” ของสังคมไทยในปัจจุบัน รายงานที่น่าเชื่อถือจำนวนมากชี้ว่าแรงขับหลักของคดีส่วนใหญ่ในยุคนี้คือการหลอกลวง การบังคับ และเครือข่ายค้ามนุษย์ที่จัดตั้ง มากกว่าการขายเด็กโดยครอบครัวแบบที่เคยพบมากในอดีต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเด็กชายอายุ 13 ปี
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
กรุงเทพฯ – ศาลอาญาถนนรัชดาภิเศกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายสารรัตน์ รังสิวุฒิพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แอม ไซยาไนด์” ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในข้อหาฆาตกรรมพันตำรวจโท นิภา แสนชน หรือ “สารวัตรปู่” ซึ่งถูกวางยาพิษด้วยไซยาไนด์ในจังหวัดนครปฐมเมื่อปี 2566
ศาลเห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าและวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อชิงทรัพย์ และเพื่อปกปิดความผิดเดิม อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาว่าคำให้การบางส่วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษจากประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต
คำพิพากษานี้เป็นสำนวนที่สองในคดีของ “แอม ไซยาไนด์” หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลเคยพิพากษาประหารชีวิตในอีกสำนวนหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์
ลำดับเหตุการณ์: วางแผนใช้ไซยาไนด์อย่างเป็นขั้นตอน
คดีนี้เกิดขึ้นวันที่ 1 เมษายน 2566 ในตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ตอนนั้นจำเลยอายุ 39 ปี ศาลระบุว่าจำเลยเตรียมสารพิษไซยาไนด์ แล้วนำไปปนในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพื่อให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา รับประทานหรือดื่ม จนเสียชีวิต
จากแนวทางไต่สวนของศาล พบว่าจำเลยเคยยืมเงินผู้ตาย 50,000 บาท และคืนไปแล้วบางส่วน ขณะเดียวกัน ผู้ตายยังพยายามช่วยเหลือสามีเก่าของจำเลยเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งราชการด้วย
ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน ผู้ตายถอนเงินสด 140,000 บาท แต่หลังเสียชีวิต เงินจำนวนนี้หายไป ต่อมาพบว่าในบัญชีของจำเลยมีการฝากเงิน 2 ครั้ง รวม 140,000 บาทพอดี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเรื่องพฤติกรรมเล่นพนันออนไลน์อย่างหนักของจำเลย
ศาลยังระบุด้วยว่า จำเลยมีภาระหนี้จากการพนันออนไลน์ระดับหลักสิบล้านบาท รวมถึงหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อออนไลน์อีกหลายล้านบาท จึงก่อเหตุเพื่อเอาทรัพย์ไปใช้หนี้ พฤติการณ์เข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)
ข้อมูล “แอม ไซยาไนด์” กับข้อสงสัยคดีเสียชีวิตต่อเนื่อง 14 ราย
นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ เป็นอดีตภรรยาของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่จับกุมเธอครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 หลังเกิดคดีเสียชีวิตที่มีข้อสงสัยของคนใกล้ชิด
จากการสอบสวน ตำรวจมองว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดีวางยาพิษไซยาไนด์ต่อเนื่อง ช่วงปี 2563 ถึง 2566 รวมอย่างน้อย 14 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ที่ถูกชักชวนลงทุน หรือมีเรื่องกู้ยืมเงิน ก่อนจะพบการปนเปื้อนในอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาแคปซูลสมุนไพรปลอม
- คดีที่มีคำพิพากษาแล้ว
- น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ (ก้อย) เสียชีวิตเดือนเมษายน 2566 ริมแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี (ศาลพิพากษาประหารชีวิต 20 พฤศจิกายน 2567)
- พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ (สารวัตรปู) เสียชีวิตที่จังหวัดนครปฐม (ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 20 กุมภาพันธ์ 2569)
- คดีอื่นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ตำรวจยังขยายผลอีกมากกว่า 10 คดี และพบร่องรอยไซยาไนด์ในร่างผู้เสียชีวิตทุกศพตามข้อมูลการสอบสวน
โดยรวมแล้ว เธอถูกแจ้งข้อหามากกว่า 80 ข้อหา ครอบคลุมความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปลอมปนอาหารหรือยา ปลอมเอกสาร และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เสียงจากครอบครัวผู้เสียหาย และกระแสในสังคม
พี่สาวของสารวัตรปู ซึ่งเข้าฟังคำพิพากษา สะท้อนความรู้สึกหดหู่ หลังได้ยินรายละเอียดการวางแผนก่อเหตุ ครอบครัวขอบคุณศาลที่ลงโทษหนัก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อยากให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต เหมือนสำนวนแรก
คดี “แอม ไซยาไนด์” ทำให้สังคมไทยสะเทือนใจ เพราะรูปแบบการก่อเหตุเงียบและรุนแรง ใช้สารพิษที่ตรวจพบยาก อีกทั้งยังพัวพันกับประเด็นเรื่องเครือข่ายคนใกล้ชิด วงการตำรวจ และการพนันออนไลน์ที่คนจำนวนมากกังวล
สรุปภาพรวม และทิศทางหลังจากนี้
คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันจำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำหญิงบางเขน และยังต้องต่อสู้คดีอื่นอีกหลายสำนวน ซึ่งศาลอาจพิจารณาแยกคดีหรือรวมโทษตามขั้นตอน
สังคมยังติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทุกฝ่ายอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มอลลี่ ไซบีเรียนฮัสกี้จากไปอย่างสงบ หลังสู้จนถึงที่สุด ท่ามกลางพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์
ภูเก็ต – หญิงคนดังกล่าวถูกจับกุมโดย “ตำรวจไซเบอร์” หลังจากพบว่าซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในภูเก็ต ประเทศไทย คดีนี้เกี่ยวข้องกับความเสียหายรวมกว่า 10.617 พันล้านบาท
เวลา 11.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยร่วมแถลงผลปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้
พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ระบุว่า ตำรวจได้รับการประสานจากหน่วยงานความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ให้ช่วยติดตามจับกุม น.ส.โอเล อายุ 42 ปี สัญชาติยูเครน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่สหรัฐฯ ต้องการตัว หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงชาวอเมริกันในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายประมาณ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,617 ล้านบาท
ทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์ (การฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์) ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ (แผนการหลอกลวงแบบปิรามิด/ปอนซี)” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายของสหรัฐฯ โดยผู้ต้องหาได้หลบหนีและเดินทางเข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทย
ด้าน พ.ต.อ.ธีระ เชื้อสุวรรณ เปิดเผยว่า ชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.5 ตรวจสอบจนทราบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าไทยช่วงเดือนธันวาคม 2568 และพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต จากนั้นตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ต แล้วเข้าตรวจค้นห้องพักก่อนจับกุมตัวได้สำเร็จ
ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางหลายรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป iPad และเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ และขอไปให้การในชั้นศาล
หลังจับกุม ตำรวจควบคุมตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีหน่วยงานของสหรัฐฯ เช่น FBI, HSI และ USSS ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อดำเนินการตามคำร้องผ่านความร่วมมือด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ (MLAT) และเตรียมขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ภาค 5 จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีออนไลน์ ซึ่งถูกจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารปลอมและถอนเงินสด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ทหารเชียงรายยึดยาบ้า 9 ล้านเม็ดในเชียงแสน
เชียงราย – ทหารเรือจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ออกลาดตระเวนแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ช่วงกลางดึก ก่อนพบรถกระบะคอกเหล็กจอดทิ้งไว้ริมฝั่งในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เมื่อตรวจค้นพบกระสอบฟางจำนวนมากซุกซ่อนยาบ้า รวมประมาณ 9,000,000 เม็ด จึงยึดของกลางพร้อมรถไว้ตรวจสอบและขยายผล
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 22.00 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา หลัง น.อ.ภากร มาเนียม ผู้บังคับการ นรข.เขตเชียงราย มอบหมายให้ น.ท.วรวิทย์ นพเก้า หัวหน้าสถานีเรือเชียงแสน จัดกำลังออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามแนวริมแม่น้ำโขง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคดียาเสพติดที่มักใช้เส้นทางแม่น้ำโขงเป็นช่องทางลำเลียง
ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ติดตั้งโครงเหล็กสำหรับบรรทุกสินค้า จอดอยู่บริเวณป่าละเมาะใกล้หมู่บ้านแซว ต.บ้านแซว หมู่ 1 อ.เชียงแสน ลักษณะผิดปกติจึงเข้าตรวจสอบ แต่ไม่พบคนขับ โดยพบว่าเปิดประตูรถทิ้งไว้และคาดว่าหลบหนีไปกับความมืด
เมื่อเปิดตรวจบริเวณกระบะท้าย พบกระสอบฟางบรรจุในถุงพลาสติกสีดำเต็มคัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจดูภายในกระสอบ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยแต่ละห่อมีประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางทั้งหมดราว 9,000,000 เม็ด
หลังจากนั้น นรข.เขตเชียงรายได้นำของกลางและรถที่ใช้ขนส่งส่งเก็บรักษาไว้ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ทหารในเชียงใหม่สังหารผู้ค้ายาเสพติด 5 ราย และยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 3.5 ล้านเม็ด





