ข่าวธุรกิจ
กรมศุลกากรจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าออนไลน์ในอัตรา 1 บาท ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป
กรุงเทพฯ – กรมศุลกากรไทยจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ที่มีมูลค่าต่ำ เริ่มต้นที่ 1 บาท ในปี 2569
กรมศุลกากรไทยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ 5 ราย เพื่อเพิ่มการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านออนไลน์ และเริ่มจัดเก็บอากรขาเข้ากับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ซึ่งเท่ากับยุติการยกเว้นอากรสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำที่ใช้มานาน
อธิบดีกรมศุลกากร พันตำรวจโท พันธง ลอยกุลนันท์ ระบุว่า กติกาใหม่นี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 และจะมาแทนเกณฑ์เดิมที่ยกเว้นอากรสำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท เขากล่าวว่าช่องว่างนี้ทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาต่ำกว่า และกระทบผู้ประกอบการไทย
แพลตฟอร์มที่ร่วมลงนาม ได้แก่ Lazada, Shopee Thailand, SHEIN, TikTok Shop Thailand และ TEMU
หน่วยงานประเมินว่าในปี 2026 จะมีพัสดุนำเข้าประมาณ 250 ล้านชิ้น มูลค่ารวมมากกว่า 45,000 ล้านบาท (ราว 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ความร่วมมือครั้งนี้คาดว่าจะช่วยยกระดับมาตรฐานการนำเข้า เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
พันธงกล่าวว่า การเก็บภาษีครั้งใหม่นี้จะครอบคลุมสินค้าเกือบทั้งหมดที่เคยได้ประโยชน์จากการยกเว้น โดยปีที่แล้วเพียงปีเดียว สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทมีมูลค่าราว 30,000 ล้านบาท หรือประมาณ 150 ถึง 160 ล้านชิ้น
มาตรการนี้คาดว่าจะเพิ่มรายได้ภาษีราว 3,000 ล้านบาทต่อปี แต่เป้าหมายหลักคือช่วยลดความเสียเปรียบด้านราคาของผู้ประกอบการในประเทศ เมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าที่ไม่ถูกเก็บอากร
โครงสร้างภาษีใหม่ สินค้ามูลค่าต่ำจำนวนมากอยู่ในกลุ่มแฟชั่น
เสื้อผ้าและรองเท้าจะถูกเก็บอากรราว 30% กระเป๋าราว 20% ส่วนสินค้าอื่น ๆ จะคิดตามพิกัดศุลกากรของแต่ละประเภท โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10% ถึง 20% ขึ้นกับชนิดและวัสดุ
ศุลกากรยังระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยกันสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากตลาด โดยกรมจะส่งรายชื่อสินค้าควบคุมให้แพลตฟอร์ม เพื่อคัดกรองสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต เช่น การอนุมัติจาก อย. หรือมาตรฐานจาก สมอ. ให้ได้ตั้งแต่ก่อนนำมาขาย
ในด้านการชำระเงิน แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะรวมภาษีและอากรไว้ในราคาที่แสดง ทำให้ผู้ซื้อจ่ายครั้งเดียวก่อนจัดส่ง ส่วนพัสดุที่ส่งผ่านไปรษณีย์ไทยอาจยังมีการเรียกเก็บอากรตอนส่งมอบได้
พันธงกล่าวว่า เมื่อแพลตฟอร์มร่วมมือกันตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยลดภาระการตรวจที่ด่านศุลกากร และทำให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เขาย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้มองแค่รายได้ แต่ต้องการสร้างระบบการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม และอยู่บนกฎหมายในระยะยาว
ด้าน ธมกร ศุภธนารังศรี รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ Lazada Thailand กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนสำคัญมาก เพราะต้องใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลและมาตรฐานร่วมกัน แพลตฟอร์มไม่สามารถจัดการทุกประเด็นด้านกฎระเบียบได้ลำพัง และต้องทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อให้การเติบโตเป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค
เขายอมรับว่าผู้ขายบางรายอาจได้รับผลกระทบในช่วงเริ่มปรับตัว แต่ระยะยาวจะเป็นผลดี เพราะทุกฝ่ายอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และช่วยให้ระบบการซื้อขายปลอดภัยขึ้น พร้อมเสริมว่า Lazada ได้สื่อสารกับผู้ขายและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนเริ่มใช้จริงในเดือนมกราคม 2026
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
การโจมตีจากกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้นในจังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย
ข่าวธุรกิจ
Saucony Thailand เดินเกมปี’69 สู่ Lifestyle Running ปักหมุด ‘House of Endorphin’
กรุงเทพฯ – บริษัท เรฟ เอดิชั่น จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและนำเข้าแบรนด์รองเท้าวิ่ง Saucony แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย แบรนด์รองเท้าวิ่งชื่อดังระดับโลกจากสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติยาวนานกว่า 128 ปี ประกาศแผนธุรกิจสำคัญสำหรับปี 2026
บริษัทตั้งเป้าที่จะยกระดับตัวเองจากแบรนด์อุปกรณ์วิ่งสมรรถนะสูงไปสู่ส่วนสำคัญของวัฒนธรรมการเคลื่อนไหวในเมือง โดยตั้งเป้าหมายยอดขาย 400 ล้านบาท พร้อมทั้งสร้างแลนด์มาร์คชุมชนแห่งใหม่ใจกลางเมือง “House of Endorphin” ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพาร์ค เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นผ่านกลยุทธ์การตลาดแบบชุมชนนำ (Community-Led Marketing) โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ บริษัทยังได้ดึง “เฟย-พัทธรา เอกสังข์กุล” มาเป็น Friend of Saucony คนแรกในประเทศไทยอีกด้วย
นายพรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรฟ อีดิชั่น จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันตลาดรองเท้าวิ่งในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องจากกระแสสุขภาพที่เป็นมากกว่าเทรนด์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ในฐานะที่ Saucony อยู่ในกลุ่ม Top 5 ของตลาด Performance ในประเทศไทย และมีสัดส่วนยอดขายใน Specialty Running Stores แข็งแกร่งถึง 15% เรามองเห็นโอกาส มหาศาลในการขยายฐานจาก Core Runners สู่กลุ่มคนเมืองที่ใช้ชีวิตแบบ Active โดยในปี 2569 เป้าหมายของเราคือการพาแบรนด์ Saucony ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นรองเท้าสำหรับนักวิ่งอาชีพ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเคลื่อนไหวของคนเมือง (Urban Movement Culture) เราตั้งเป้าการเติบโตของมูลค่าการตลาดที่ 20% หรือประมาณ 400 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้งานจริงและความน่าเชื่อถือของนวัตกรรม (Performance Credibility) เป็นสำคัญ”
Saucony เดินหน้าวางแผนการตลาดเชิงกลยุทธ์ระยะยาว มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
- City-Based Strategy & Community: เจาะลึกตลาดระดับเมืองที่มีวัฒนธรรมการวิ่งที่แข็งแกร่ง ผ่านการสร้าง Run Club และกิจกรรม Pop-up เพื่อให้แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติ
- Hero Product Experience: ยกระดับการเล่าเรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น SPEEDROLL Technology และโฟม PWRRUN PB ที่ให้แรงส่งคืนสูงสุด โดยเชื่อมโยงเทคโนโลยีระดับโลกที่เคยผลิตรองเท้าให้นักบินอวกาศ NASA เข้ากับชีวิตประจำวัน
- Lifestyle Expansion: ขยายฐานสู่กลุ่ม Urban Lifestyle Runners โดยนำเสนอแนวคิด ‘Seamless Integration’ ที่มุ่งทลายเส้นกั้นแบบไร้รอยต่อระหว่างรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงและไอเทมแฟชั่นในชีวิตประจำวัน เราเชื่อว่านวัตกรรมระดับโลกที่ช่วยให้นักวิ่งทำความเร็วได้ในสนาม ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่บนลู่วิ่ง แต่ต้องสามารถผสานเข้ากับทุกกิจกรรมการใช้ชีวิตได้อย่างไร้รอยต่อ (Lifestyle Connectivity) ด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ความวินเทจร่วมสมัยผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด
นอกจากนี้หัวใจสำคัญที่ทำให้ Saucony สร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นในตลาดรองเท้าวิ่ง คือการยึดถือแนวคิด “Total Comfort Architecture” ซึ่งเป็นกลยุทธ์การออกแบบที่เหนือกว่าเพียงแค่ความนุ่มสบายทั่วไป แต่เน้นการสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างประสิทธิภาพระดับสูง (Performance) และความสบายที่สวมใส่ได้จริงในทุกวัน (Everyday Comfort) ผ่านนวัตกรรม “Plate Technology” ที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Carbon Fiber สำหรับการทำความเร็วสูงสุด หรือ Nylon Plate ที่เน้นความมั่นคงในการฝึกซ้อม ผสานเข้ากับระบบซัพพอร์ตอัจฉริยะอย่างแผ่นรองพื้น SRS (Super Responsive Sockliner) ที่โอบรับรูปเท้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ และพื้นยาง XT-900 ที่มอบแรงยึดเกาะอันดีเยี่ยมในทุกสภาพพื้นผิว ส่งผลให้ Saucony สามารถส่งมอบประสบการณ์การเคลื่อนไหวที่มั่นใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของ Urban Runners ได้อย่างแท้จริง
โดยในปีนี้ Saucony พร้อมเขย่าตลาดด้วยการเปิดตัว Endorphin Azura ผลิตภัณฑ์เรือธงในกลุ่ม Fast & Light ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทลายกำแพงระหว่าง “รองเท้าแข่ง” และ “รองเท้าซ้อม” โดยการนำนวัตกรรมระดับท็อปอย่าง “ซูเปอร์โฟม” มาปรับใช้กับการวิ่งในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว ด้วยจุดเด่นของพื้นกลาง PWRRUN PB แบบเต็มแผ่น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับเดียวกับรองเท้าทำความเร็วในสนามแข่ง มอบสัมผัสที่นุ่มเด้งพร้อมการส่งคืนพลังอย่างมีประสิทธิภาพแต่ยังคงความเสถียรที่ควบคุมได้ง่าย ส่งผลให้ Endorphin Azura กลายเป็นตัวเลือกที่ทรงพลังสำหรับกลุ่ม Everyday Active Consumers และ Urban Lifestyle Runners ที่มองหาไอเทมที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของเบาสบายสูงสุดและดีไซน์ที่ทันสมัย สะท้อนภาพลักษณ์ความโฉบเฉี่ยวที่พร้อมยกระดับศักยภาพการวิ่งในทุก ๆ วัน
“Presenter Marketing Strategy: ‘เฟย-ภัทร’ กับบทบาทการสร้าง Brand Authenticity ที่มากกว่าการเป็นพรีเซนเตอร์”
“การเปิดตัว ‘เฟย-ภัทร เอกแสงกุล’ ในฐานะ Friend of Saucony คนแรกของประเทศไทย คือหมากสำคัญในการขับเคลื่อน Humanize Marketing เพื่อทำให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย ทันสมัย และเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ” โดยเฟย-ภัทร ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็น หน้าตาของแบรนด์ แต่คือ Active Lifestyle Creator ที่ใช้ผลิตภัณฑ์จริงในชีวิตประจำวัน มีวินัยในการดูแลตัวเอง และถ่ายทอดไลฟ์สไตล์การเคลื่อนไหวที่เข้าถึงได้ สะท้อน DNA ของคนรุ่นใหม่ที่บาลานซ์ Work-Life-Active ได้อย่างลงตัว กลยุทธ์นี้ช่วยยกระดับการสื่อสารจากการขายสินค้า ไปสู่การเล่าเรื่องผ่านมุมมองผู้ใช้งานจริง สร้างความรู้สึกจริงใจ ความเชื่อถือ และเปลี่ยนจาก “ผู้ชม” ให้กลายเป็น “ผู้ใช้งานจริง” ในระยะยาว
ปักหมุด ‘House of Endorphin’ คอมมูนิตี้แลนด์มาร์คเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางเมือง
เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคอมมูนิตี้ของนักวิ่ง Saucony เดินหน้ายกระดับกลยุทธ์ Experiential Marketing ด้วยการเปิดตัว “Saucony House of Endorphin” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค (Central Park) ซึ่งถูกวางตำแหน่งให้เป็น “Experience Hub” แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโชว์รูมสินค้า แต่คือพื้นที่แห่งการเคลื่อนไหวที่ครบวงจร ซึ่งรวมทั้งโซนทดลองผลิตภัณฑ์ กิจกรรม Running Challenge ที่ชวนทุกคนมาท้าทายตัวเอง และการผสานวัฒนธรรม Street Culture เข้ากับโลกของ Performance Running ได้อย่างลงตัวการสร้าง Physical Space ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การขยายหน้าร้าน แต่คือการสร้างประสบการณ์ร่วมที่เชื่อมโยงแบรนด์กับกลุ่ม Urban Lifestyle Runners ให้ใกล้ชิดและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
“ในมุมของการเติบโตอย่างยั่งยืน เราไม่ได้โฟกัสแค่การสร้างกระแสในระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ผ่านปรัชญา ‘ความไหลของน้ำ’ ซึ่งเป็นความหมายของชื่อ Saucony ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง เป้าหมายของเรฟ อีดิชั่น คือการทำให้ Saucony กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Run Lifestyle ของคนไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่แบรนด์รองเท้า แต่เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตแอคทีฟ เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแรงควบคู่ไปกับการส่งเสริมสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืน” นายพรศักดิ์ กล่าวสรุป สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของ Saucony Thailand ได้ทาง: Saucony Thailand
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวธุรกิจ
ราคาทองวันนี้ (23 ม.ค. 2569) เช็กให้เป็นก่อนซื้อขาย เพราะเช้าเดียวก็เปลี่ยนได้หลายรอบ
ถ้าเคยเปิดดู ราคาทองวันนี้ แล้วงงว่า “ทำไมเมื่อกี้ยังราคาเดิม อยู่ๆ ขยับอีกแล้ว” คุณไม่ได้คิดไปเอง เพราะราคาทองไทยสามารถปรับขึ้นลงหลายครั้งในวันเดียว โดยเฉพาะวันที่ทองโลกแกว่งแรง หรือค่าเงินบาทขยับเร็ว
อีกเรื่องที่ทำให้หลายคนพลาดคือ ราคาทอง “ไม่ใช่ตัวเลขเดียว” ทองแท่งกับทองรูปพรรณราคาไม่เท่ากัน และคำว่า “รับซื้อ” กับ “ขายออก” ก็หมายถึงคนละมุมกันเลย วันนี้บทความนี้จะพาอ่านราคาหน้าจอให้เข้าใจแบบคนใช้งานจริง ตั้งแต่ดูแหล่งอ้างอิง, อ่านตารางให้เป็น, ไปจนถึงปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาแกว่ง
ตัวอย่างล่าสุดเช้าวันนี้ (23 ม.ค. 2569) สมาคมค้าทองคำมีการปรับราคาในช่วงเช้าหลายครั้ง โดยเริ่มเปิดตลาดปรับขึ้นแรง และยังมีการขยับราคาระหว่างเช้า นี่แหละเหตุผลว่าทำไม “เช็กก่อนตัดสินใจ” ถึงสำคัญมาก
อัปเดตราคาทองวันนี้ดูตรงไหน และตัวเลขไหนคือ “ราคาจริง” สำหรับเรา
แหล่งที่คนไทยใช้เทียบกันบ่อยสุดคือ “ราคาประกาศสมาคมค้าทองคำ” เพราะเป็นเหมือนราคาอ้างอิงกลางที่ร้านทองจำนวนมากยึดตาม (แต่ละร้านอาจบวกหรือลดเล็กน้อยตามต้นทุนและนโยบายหน้าร้าน)
สิ่งที่ควรดูคู่กันเสมอมี 2 อย่าง
- เวลาอัปเดต (บางวันเปลี่ยนถี่มาก)
- แยก ทองคำแท่ง กับ ทองรูปพรรณ และแยก รับซื้อ กับ ขายออก
ตัวอย่างราคา “ประกาศครั้งที่ 3 เวลา 09.38 น.” วันที่ 23 ม.ค. 2569 จากสมาคมค้าทองคำ มีตัวเลขสำคัญดังนี้
| ประเภท | รับซื้อ (บาท/บาททองคำ) | ขายออก (บาท/บาททองคำ) |
|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | 73,050 | 73,150 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 71,585.52 | 73,950 |
และเช้าวันเดียวกันยังมีการปรับราคาเป็นรอบๆ เช่น 09.05 น. ขึ้นแรง, 09.34 น. ขึ้นต่อ, 09.38 น. ขึ้นอีก, 09.51 น. ขึ้นอีกครั้ง แปลว่า ถ้าดูราคาแต่เช้าแล้วเดินเข้าร้านตอนสาย ตัวเลขอาจไม่เหมือนเดิมแล้ว
อีกจุดที่ต้องเข้าใจคือ “ราคาหน้าร้าน” อาจต่างจากประกาศเล็กน้อย โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่มีค่ากำเหน็จและโปรโมชันเฉพาะของร้าน ดังนั้นถ้าจะซื้อจริง ให้โทรถามหรือเช็กช่องทางประกาศราคาของร้านนั้นๆ พร้อมดูเวลาล่าสุดเสมอ
อ่านตารางราคาให้เป็น, รับซื้อ vs ขายออก ต่างกันยังไง
จำง่ายๆ แบบนี้
- รับซื้อ คือ “ราคาที่ร้านรับซื้อทองจากเรา” (ตอนเราจะขาย)
- ขายออก คือ “ราคาที่ร้านขายทองให้เรา” (ตอนเราจะซื้อ)
ดังนั้น
- ถ้าคุณกำลังคิดต้นทุนการซื้อ ให้ดูที่ ขายออก
- ถ้าคุณกำลังคำนวณว่าจะขายได้เท่าไหร่ ให้ดูที่ รับซื้อ
ลองดูเคสสั้นๆ เพื่อเห็นภาพ “ส่วนต่างราคา” (สเปรด) ของทองแท่งจากประกาศ 09.38 น.
- ซื้อทองแท่ง 1 บาททองคำที่ราคาขายออก 73,150 บาท
- ถ้าหมุนตัวจะขายทันที ร้านรับซื้อ 73,050 บาท
ส่วนต่างคือ 100 บาท/บาททองคำ
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่หวัง “ซื้อปุ๊บกำไรปั๊บ” มักผิดหวัง เพราะต้องชนะส่วนต่างตรงนี้ให้ได้ก่อน ยิ่งเป็นทองรูปพรรณ ส่วนต่างมักมากกว่าเพราะมีค่ากำเหน็จและค่าแปรรูปเข้ามาเกี่ยว
ทองแท่งกับทองรูปพรรณทำไมราคาไม่เท่ากัน
ทองแท่งกับทองรูปพรรณแม้จะเป็นทอง 96.5% เหมือนกัน แต่ “ต้นทุน” ไม่เหมือนกัน
- ทองแท่งต้นทุนหลักคือราคาทองล้วนๆ และค่าดำเนินการบางส่วน
- ทองรูปพรรณมีค่ากำเหน็จ, ค่าแรงช่าง, การออกแบบ, และค่าเสียหายจากการใช้งาน
จากตัวอย่างราคา 09.38 น. จะเห็นว่า ทองรูปพรรณขายออก 73,950 บาท สูงกว่า ทองแท่งขายออก 73,150 บาท อย่างชัดเจน นี่คือภาพจริงของ “ค่าความสวยงาม” และการแปรรูปที่ถูกใส่เข้ามาในราคาขาย
ตอนขายคืนก็เช่นกัน หลายร้านจะคิดตามเงื่อนไขของร้าน บางกรณีอาจมีการหักค่ากำเหน็จ (โดยเฉพาะถ้าสภาพมีรอย, บิดงอ, หรือน้ำหนักคลาดเคลื่อน) เพราะฉะนั้นถ้าซื้อทองรูปพรรณด้วยเหตุผลเรื่องการลงทุน ต้องถามให้ชัดตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินว่า ร้านรับซื้อคืนคิดแบบไหน
ทำไมราคาทองวันนี้ขึ้นลงเร็ว, 3 ปัจจัยที่กระทบชัดที่สุด
ราคาทองไทยไม่ได้ขึ้นลงจากปัจจัยในประเทศอย่างเดียว แต่ “โยงกับโลก” ตลอดเวลา โดยแกนหลักๆ คือ ราคาทองโลก, ค่าเงินบาท, และข่าวเศรษฐกิจการเงินที่ทำให้นักลงทุนย้ายเงินไปมา
เช้าวันนี้ที่ราคาปรับหลายรอบก็เป็นตัวอย่างชัด เพราะมีรายงานว่าทองโลกขึ้นแรง และตัวเลขอ้างอิงบางช่วงอยู่แถว 4,954 ถึง 4,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเรื่องดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) อ่อนลงต่อเนื่อง ซึ่งมักช่วยหนุนราคาทองโลกในมุมของนักลงทุนต่างชาติ
ราคาทองโลก (Gold Spot) ส่งผลยังไงกับราคาทองไทย
Gold Spot คือราคาทองคำในตลาดโลกที่ซื้อขายกันแบบอ้างอิงสากล (หน่วยมักเป็นดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์) ไม่ใช่ “บาททองคำ” แบบที่เราใช้หน้าร้านในไทย
หลักการทำงานแบบง่ายๆ คือ
- ถ้า Gold Spot กระโดดขึ้นแรง ราคาทองในไทยมักถูกปรับขึ้นตาม
- ถ้า Gold Spot ย่อลง ราคาทองไทยก็มักอ่อนลง (ยกเว้นช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนมากจนชดเชย)
จากข้อมูลเช้าวันนี้ มีการรายงาน Gold Spot แถว 4,955.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเวลา 09.38 น. และมีข่าวว่าทองโลกทำสถิติใหม่ นี่เป็นชนวนที่ทำให้ราคาทองไทยขยับถี่ในช่วงเช้า
ค่าเงินบาททำให้ราคาทองไทยแพงหรือถูกลงได้
ทองโลกซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่คนไทยจ่ายเป็นเงินบาท เพราะฉะนั้น “ค่าเงินบาท” คืออีกตัวที่ดันราคาขึ้นลงแบบเห็นได้ทันที
จำภาพนี้ไว้
- บาทอ่อน (ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อ 1 ดอลลาร์) ราคาทองในไทยมัก “แพงขึ้น”
- บาทแข็ง ราคาทองในไทยมัก “ถูกลง” หรือขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เช้าวันนี้มีข้อมูลค่าเงินบาทแถว 31.20 ถึง 31.23 บาทต่อดอลลาร์ (ราว 31.22) ซึ่งเป็นโซนที่บาทค่อนข้างแข็งเมื่อเทียบกับบางช่วงก่อนหน้า จึงอาจช่วยกดแรงขึ้นของราคาทองไทยไว้บางส่วน แม้ทองโลกจะพุ่ง
ลองนึกสถานการณ์จำลอง: ถ้าทองโลกเท่าเดิม แต่เงินบาทอ่อนจาก 31.2 ไป 32.2 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองในไทยมีโอกาสขยับขึ้นได้ แม้ไม่มีข่าวอะไรเพิ่ม เพราะต้นทุนเป็นเงินบาทสูงขึ้นทันที
จะซื้อหรือขายวันนี้ดี, เช็กลิสต์ตัดสินใจแบบไม่ซับซ้อน
การตัดสินใจซื้อขายทองไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่แยก “เป้าหมาย” ให้ชัด แล้วดูตัวเลขให้ถูกช่อง
- ซื้อเก็บ: เน้นต้นทุนรวมต่ำ, ขายคล่อง, ส่วนต่างไม่แรง
- ซื้อใส่: ยอมจ่ายค่ากำเหน็จเพื่อความสวยและความชอบ
- ขายทำกำไร: ต้องดู “รับซื้อ” เป็นหลัก และเผื่อส่วนต่างราคาไว้เสมอ
อีกอย่างที่มักพลาดคือ หลายคนจำราคา “ขายออก” แล้วคิดว่าเวลาขายจะได้เท่านั้น แต่ความจริงต้องอิง “รับซื้อ” และยังมีเงื่อนไขหน้าร้านเข้ามาเกี่ยว
ถ้าซื้อเก็บ, เลือกทองแบบไหนคุ้มกว่า
ถ้าเป้าหมายคือซื้อเก็บเพื่อความคล่องตัว คนส่วนใหญ่มักเลือกทองแท่ง เพราะโดยทั่วไป ค่ากำเหน็จน้อยกว่า และราคามักอิงประกาศสมาคมค้าทองคำชัดเจนกว่า
ส่วนทองรูปพรรณเหมาะกับคนที่ “อยากใส่จริง” และโอเคกับค่ากำเหน็จ แต่ควรถามตั้งแต่ต้นว่า
- ร้านคิดค่ากำเหน็จเท่าไหร่
- ถ้าขายคืนร้านเดิม รับซื้อคืนคิดแบบไหน
- ต้องมีใบเสร็จหรือหลักฐานอะไรบ้าง
เก็บใบเสร็จไว้ให้ดี และอย่ามองข้ามเรื่องสภาพสินค้า เพราะตอนขายจริง รายละเอียดเล็กๆ อาจกลายเป็นเงินก้อนหนึ่งได้
ก่อนเดินเข้าร้าน, 5 อย่างที่ควรเตรียมและถามให้ชัด
- เช็ก เวลาอัปเดตราคา ล่าสุดของวันนั้น (อย่าดูแต่รูปที่แชร์ต่อกัน)
- ถาม ค่ากำเหน็จ และมีส่วนลดค่ากำเหน็จหรือไม่ (ถ้าซื้อรูปพรรณ)
- ถาม ราคารับซื้อคืนของร้าน และเงื่อนไขตอนขาย (ต้องมีใบเสร็จไหม)
- เตรียม บัตรประชาชน ตามข้อกำหนดของร้านและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจ น้ำหนัก, ตราประทับ, และความเรียบร้อยของสินค้า ก่อนออกจากร้าน
ทำครบ 5 ข้อนี้ คุณจะคุมความเสี่ยงได้เยอะ และไม่ต้องมานั่งเสียดายทีหลังว่า “รู้งี้ถามก่อนก็ดี”
สรุป: เช็กราคาทองวันนี้ให้ทัน, แล้วค่อยตัดสินใจ
จำ 3 เรื่องนี้ให้ขึ้นใจ เวลาเช็ก ราคาทองวันนี้ จะไม่หลงทาง
- ดูแหล่งอ้างอิงและ เวลาอัปเดต เพราะราคาอาจปรับหลายรอบในวันเดียว
- แยกทองแท่งกับทองรูปพรรณ และอ่านคำว่า รับซื้อ กับ ขายออก ให้ถูกช่อง
- เข้าใจแรงขับหลักจากทองโลกและค่าเงินบาท แล้วคุณจะเดาทิศทางได้มีเหตุผลขึ้น
ก่อนซื้อหรือขายจริง เปิดดูอัปเดตล่าสุดอีกครั้งเสมอ เพราะในวันที่ตลาดคึก ราคาอาจเปลี่ยนเร็วพอๆ กับการกะพริบตา และการเช็กให้ชัวร์คือวิธีง่ายที่สุดในการปกป้องเงินของตัวเอง
กำลังเป็นที่นิยม
สำนักงานสอบสวนอาชญากรรม (CIB) ได้จับกุมเจ้าหน้าที่ 6 คน ในข้อหาออกบัตรประจำตัวประชาชนไทยให้แก่พลเมืองชาวจีน
ข่าวธุรกิจ
การปฏิรูปการนำเงินตราต่างประเทศกลับประเทศของไทยก่อให้เกิดการถกเถียง
กฎระเบียบของประเทศไทยเกี่ยวกับการโอนเงินรายได้จากต่างประเทศ: การปรับปรุงล่าสุดและแนวทางแก้ไขที่ถกเถียงกันในหมู่ชาวต่างชาติและผู้พำนักอาศัยในประเทศไทย
กรุงเทพฯ 22 มกราคม 2569 รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีเงินได้ที่โอนมาจากต่างประเทศของไทยยังคงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย นักท่องเที่ยวอิสระ ผู้เกษียณอายุ และคนไทยที่มีรายได้จากต่างประเทศ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2567 กรมสรรพากรได้เริ่มใช้การตีความที่เข้มงวดมากขึ้นในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศ ทำให้เกิดการอภิปรายเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม การยกเว้น และข้อเสนอผ่อนปรนสำหรับปี 2568
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ระบบภาษีเงินได้จากต่างประเทศของไทย การเก็บภาษีตามการโอนเงิน และวิธีการที่ผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีในประเทศไทย (พำนักอยู่ในประเทศไทย 180 วันขึ้นไปต่อปี) ต้องจัดการรายได้จากต่างประเทศ เช่น เงินเดือน เงินบำนาญ เงินปันผล รายได้จากการลงทุน ค่าเช่า หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์
การปรับปรุงครั้งสำคัญในปี 2567 การปิดช่องโหว่สำหรับการโอนเงินข้ามปี
ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 ประเทศไทยโดยทั่วไปใช้ระบบที่รายได้จากต่างประเทศ… รายได้ที่ได้รับในต่างประเทศและโอนเข้ามาในประเทศไทยในปีเดียวกันกับที่ได้รับรายได้นั้น จะถูกเก็บภาษีเป็นหลัก ดังนั้น รายได้ที่ได้รับในต่างประเทศและโอนเข้ามาในปีต่อๆ ไป โดยปกติแล้วจะไม่อยู่ภายใต้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าอัตรา 5% ถึง 35%
ต่อมา กรมสรรพากรได้ออกคำสั่ง พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2509 ซึ่งเป็นการตีความมาตรา 41 แห่งประมวลกฎหมายรายได้ใหม่ คำสั่งดังกล่าวระบุว่า รายได้ที่ได้รับในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไป เมื่อโอนเข้ามาในประเทศไทย จะถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี หากบุคคลนั้นเป็นผู้มีถิ่นพำนักอาศัยในประเทศไทยในปีที่ได้รับรายได้นั้น รายได้ที่ได้รับก่อนปี 2567 ยังคงได้รับการคุ้มครอง การโอนที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นจะไม่ถูกเก็บภาษีภายใต้แนวทางใหม่นี้
เป้าหมายของนโยบายนี้คือการทำให้ประเทศไทยใกล้เคียงกับมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ ลดการหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มฐานรายได้จากผู้มีรายได้สูงที่ย้ายมาอยู่ประเทศไทย รวมถึงผู้ถือวีซ่าพำนักระยะยาว (LTR) อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้เกษียณอายุและนักลงทุน เนื่องจากเงินบำนาญหรือรายได้จากแหล่งอื่น ๆ แม้จะโอนมาในภายหลัง ก็อาจกลายเป็นภาระภาษีได้
ผลกระทบต่อชาวต่างชาติและผู้พำนักในประเทศไทย
สำหรับผู้พำนักจำนวนมาก กฎใหม่นี้ทำให้การวางแผนทางการเงินซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ถือวีซ่าเกษียณอายุ ผู้ทำงานทางไกล หรือผู้ที่มีรายได้จากนอกประเทศไทย พวกเขาจะต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดการโอนเงินมากขึ้น การไม่ส่งหรือรายงานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนอาจส่งผลให้ถูกตรวจสอบ ถูกปรับ หรือต้องชำระภาษีย้อนหลัง
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับวีซ่าบางประเภท เช่น วีซ่า LTR ภายใต้หมวดหมู่พลเมืองโลกผู้มั่งคั่ง ผู้รับบำนาญผู้มั่งคั่ง หรือผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานจากประเทศไทย ซึ่งในบางกรณีจะได้รับอัตราภาษี 0% สำหรับรายได้จากต่างประเทศที่ตรงตามเงื่อนไขบางประการ
ในทางกลับกัน กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเงินทุน เนื่องจากบางคนอาจเลือกที่จะชะลอการโอนเงินกลับประเทศไทย หรือหลีกเลี่ยงการนำเงินเข้ามาโดยสิ้นเชิงเพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเงินฝากและการลงทุนภายในประเทศ
ข้อเสนอสำหรับปี 2025: มาตรการผ่อนปรนที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
หลังจากได้รับความคิดเห็นจำนวนมาก กรมสรรพากรได้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมสำหรับกลางปี 2025 เพื่อบรรเทาภาระดังกล่าว แนวคิดหลักคือการเพิ่ม “ระยะเวลายกเว้น 2 ปี” สำหรับการโอนรายได้จากต่างประเทศกลับประเทศไทย ภายใต้ร่างนี้ รายได้ที่ได้รับในปีหนึ่ง (เช่น ปี 2025) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากโอนในปีเดียวกันหรือปีถัดไป (ปี 2025 หรือ 2026) อย่างไรก็ตาม หากโอนหลังจากนั้น (ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป) จะกลับไปใช้ระบบภาษีเดิม
นายพานุวัฒน์ หลวงวิไล รองอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการโอนเงินจากต่างประเทศ เพิ่มสภาพคล่องภายในประเทศ และดึงดูดกลุ่มบุคคลร่ำรวย โดยไม่ย้อนกลับไปสู่สถานการณ์ก่อนปี 2567 หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะครอบคลุมรายได้ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไปในหลายกรณี
ณ ต้นปี 2569 ร่างแก้ไขกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและรอขั้นตอนทางกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีหลายท่านแนะนำให้ยื่นภาษีสำหรับปี 2568 ภายใต้กฎระเบียบปัจจุบัน โดยพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการโอนเงินจากต่างประเทศหลังปี 2566 และติดตามความคืบหน้า เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้อาจเปลี่ยนแปลงภาระการยื่นภาษีในฤดูกาลถัดไป (ครอบคลุมรายได้ตั้งแต่ปี 2568) อย่างมีนัยสำคัญ
ภาพรวมและประเด็นสำคัญ:
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่สำคัญของประเทศไทยในการหาความสมดุลระหว่างรายได้ภาษีของรัฐบาลและการเป็นประเทศที่น่าดึงดูดใจสำหรับชาวต่างชาติ การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีการตรวจสอบการโอนเงินและบัญชีต่างประเทศมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงหันไปหาที่ปรึกษาด้านภาษีเพื่อวางแผนภาษีส่วนบุคคล เช่น การจัดเตรียมเอกสารแสดงแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน การกำหนดเวลาการโอนเงิน หรือการใช้สิทธิยกเว้นวีซ่า สำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์ในต่างประเทศจำนวนมาก การวางแผนล่วงหน้ามักช่วยลดความเสี่ยงและจัดการภาษีได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังปรับปรุงระเบียบภาษีเงินได้ทั่วโลกและกฎภาษีสำหรับชาวต่างชาติ
ตำรวจกำลังใช้สุนัขและโดรนในการติดตามตัวชายชาวเมียนมาร์วัย 20 ปีที่ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ
-
ข่าวระดับชาติ - National5 days ago
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว




