ข่าวอาชญากรรม - Crime
ศาลฎีกาพิพากษาคดีเมาแล้วขับ ชน “น้องอ๊อฟ ธนกฤต” จนพิการติดเตียง
ลำพูน – ที่จังหวัดลำพูน ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกหญิงสาวผู้ขับรถในสภาพมึนเมา ชน “น้องอ๊อฟ ธนกฤต วุฒิโรธง” อดีตนักแสดงภาพยนตร์ “16 ห้าว 19 เดือด” จนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงตลอดชีวิต หลังครอบครัวต่อสู้คดีมานาน 3 ปี 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยจำนวน 4 ล้านบาทตามคำพิพากษา และไม่เคยได้รับคำขอโทษจากคู่กรณีแม้แต่ครั้งเดียว
ผู้บาดเจ็บในคดีนี้คือ นายธนกฤต วุฒิโรธง หรือ “อ๊อฟ” นักแสดงหนุ่มจากภาพยนตร์ “16 ห้าว 19 เดือด” ที่ประสบอุบัติเหตุขณะขับรถมอเตอร์ไซค์ บนถนนสายหนึ่งในจังหวัดลำพูน
ขณะเกิดเหตุ รถยนต์ที่หญิงสาวขับในสภาพมึนเมาได้พุ่งชนท้ายมอเตอร์ไซค์ของน้องอ๊อฟอย่างแรง จนศีรษะกระแทกพื้น กะโหลกแตกและร้าว บาดเจ็บสาหัส ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
ปัจจุบัน น้องอ๊อฟยังคงพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านในห้องปลอดเชื้อ ต้องได้รับการดูแลแบบใกล้ชิดตลอดเวลา เคยต้องนั่งรถกู้ภัยไปตรวจร่างกายที่หน่วยตรวจเลือกทหารกองเกิน อำเภอเมืองลำพูน เมื่อเดือนเมษายน 2566 ด้วยสภาพร่างกายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกา จำคุก 1 ปี เมาแล้วขับชนคนพิการตลอดชีวิต
วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ให้ลงโทษจำคุกหญิงสาวผู้ขับรถในขณะมึนเมา เป็นเวลา 1 ปี จากเหตุขับรถชน “อ๊อฟ ธนกฤต” จนกลายเป็นผู้ป่วยทุพพลภาพ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียง “แม่อ้อม” นางสาวดวงกมล วุฒิโรธง มารดาของน้องอ๊อฟ ที่เป็นผู้ดูแลลูกชายเพียงลำพังทั้งกลางวันและกลางคืน
นายเหมวัต อภิวัง ทนายความฝ่ายโจทก์ เปิดเผยหลังออกจากห้องพิจารณาคดีศาลจังหวัดลำพูน ว่า คดีอาญาสิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยรับโทษจำคุก 1 ปีเต็ม
ส่วนคดีแพ่ง ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ครอบครัวของน้องอ๊อฟเป็นจำนวน 4 ล้านบาท แต่จนถึงปัจจุบัน จำเลยยังไม่เคยจ่ายเงินชดใช้แม้แต่บาทเดียว
ครอบครัวเคยยื่นคำร้องขอสืบทรัพย์เพื่อบังคับคดีแล้ว แต่กระบวนการยังเดินหน้าไม่มาก อย่างไรก็ตาม อายุความการบังคับคดีอยู่ที่ 10 ปี นับจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ครอบครัวยังคงต้องรอดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป
ความรู้สึกของแม่ หลังสู้คดีมานานกว่า 3 ปี
นางสาวดวงกมล หรือแม่อ้อม แม่ของน้องอ๊อฟ เล่าว่า วันนี้ศาลจังหวัดลำพูนได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของลูกชาย หลังจากต่อสู้คดีมานาน 3 ปี 8 เดือน รู้สึกว่าครอบครัวได้รับความยุติธรรมและความเมตตาจากศาลแล้วในระดับหนึ่ง
ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำคุก น.ส.ญาสุมิน ผู้ขับรถยนต์ในสภาพเมาแล้วชนท้ายมอเตอร์ไซค์ของน้องอ๊อฟ เป็นเวลา 1 ปี จากการกระทำที่ทำให้ลูกชายต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
แม่อ้อมเล่าว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่และน้องอ๊อฟเฝ้ารอด้วยความหวัง ว่าจำเลยจะนำเงินมาช่วยเยียวยาบ้าง ไม่ว่าจะจำนวนน้อยหรือมาก เพราะศาลชั้นต้นเคยพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายกว่า 4 ล้านบาท
แต่จนถึงตอนนี้ แม่ยังไม่เคยได้รับเงินแม้แต่สลึงเดียวจากคู่กรณี
สิ่งที่ทำให้แม่เจ็บปวดมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการที่ไม่เคยได้ยินคำว่า “ขอโทษ” จากปากจำเลยเลยสักครั้ง แม่ยอมรับว่า เคยคาดหวังว่าคู่กรณีจะสำนึกผิดและแสดงความเสียใจ แต่วันนี้แม่บอกกับตัวเองว่า จะไม่คาดหวังอะไรจากคนที่ไม่ยอมรับผิดชอบอีกต่อไป
ชีวิตครอบครัวหลังอุบัติเหตุ เปลี่ยนไปแบบไม่เหลือเค้าเดิม
แม่ของน้องอ๊อฟเล่าต่อว่า หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ชีวิตของทั้งครอบครัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนต้องทนทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ลูกชายที่เคยเป็นเสาหลัก หาเงินเลี้ยงครอบครัว กลับต้องมานอนติดเตียงอย่างไม่รู้ว่าจะดีขึ้นเมื่อไร รายได้ที่เคยมีหายไปเกือบหมด แต่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลกลับสูงขึ้นเรื่อยๆ
ทุกวันนี้ แม่ต้องอยู่กับลูกชายตลอด 24 ชั่วโมง คอยพลิกตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำ ทำกายภาพ ดูแลความสะอาด และจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ใช้เวลาว่างเพียงเล็กน้อยที่พอจะมี เปิดขายของออนไลน์ผ่านโซเชียล เพื่อหารายได้มารักษาลูกตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันนี้ โดยแทบไม่มีใครมาช่วยแบ่งเบาภาระ
ช่องทางช่วยเหลือ “น้องอ๊อฟ ธนกฤต” และครอบครัว
สำหรับคนที่มีจิตศรัทธา หรืออยากช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการรักษาและการดูแลน้องอ๊อฟ สามารถสนับสนุนได้ด้วยการอุดหนุนสินค้าที่แม่อ้อมขายผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่
- เพจ Facebook: “แม่น้องอ๊อฟธนกฤต ลำพูน”
- TikTok: “แม่น้องอ๊อฟธนกฤต ลำพูน”
- หรือโทรติดต่อโดยตรงที่เบอร์ 081-950-9611
ทุกการอุดหนุนและกำลังใจ มีความหมายกับครอบครัวนี้มากในช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้
เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2565 ขณะนั้น “น้องอ๊อฟ ธนกฤต วุฒิโรธง” นักแสดงจากภาพยนตร์ “16 ห้าว 19 เดือด” กำลังขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านตามปกติ
จังหวะนั้น รถยนต์ที่หญิงสาวซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาเป็นผู้ขับ ได้พุ่งชนท้ายมอเตอร์ไซค์ของน้องอ๊อฟอย่างแรง ทำให้กะโหลกศีรษะแตกและยุบ สมองกระทบกระเทือนรุนแรง ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลและเข้ารับการผ่าตัดด่วนทันที
ระหว่างการรักษา แพทย์ต้องผ่าตัดกะโหลกศีรษะของน้องอ๊อฟหลายครั้ง เพื่อประคองอาการและลดความเสี่ยงต่อชีวิต จนในที่สุด แพทย์แนะนำให้ใส่กะโหลกเทียม เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว และทำให้การดูแลเป็นไปได้ง่ายขึ้น
นอกจากการผ่าตัดใหญ่หลายครั้ง น้องอ๊อฟยังต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อฝ่อลีบและข้อยึด แม้วันนี้ยังต้องนอนติดเตียงและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่ครอบครัวยังคงดูแลอย่างเต็มที่ ไม่เคยทิ้งความหวังของคนเป็นแม่ ที่อยากเห็นลูกดีขึ้นสักวันหนึ่ง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
จีนส่งเครื่องบินไปยังแม่สอดเพื่อรับชาวจีนกว่า 1,000 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
กรุงเทพฯ – ศาลอาญาถนนรัชดาภิเศกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายสารรัตน์ รังสิวุฒิพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แอม ไซยาไนด์” ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในข้อหาฆาตกรรมพันตำรวจโท นิภา แสนชน หรือ “สารวัตรปู่” ซึ่งถูกวางยาพิษด้วยไซยาไนด์ในจังหวัดนครปฐมเมื่อปี 2566
ศาลเห็นว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าและวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อชิงทรัพย์ และเพื่อปกปิดความผิดเดิม อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาว่าคำให้การบางส่วนเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษจากประหารชีวิต เหลือจำคุกตลอดชีวิต
คำพิพากษานี้เป็นสำนวนที่สองในคดีของ “แอม ไซยาไนด์” หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลเคยพิพากษาประหารชีวิตในอีกสำนวนหนึ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์
ลำดับเหตุการณ์: วางแผนใช้ไซยาไนด์อย่างเป็นขั้นตอน
คดีนี้เกิดขึ้นวันที่ 1 เมษายน 2566 ในตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม ตอนนั้นจำเลยอายุ 39 ปี ศาลระบุว่าจำเลยเตรียมสารพิษไซยาไนด์ แล้วนำไปปนในอาหารหรือเครื่องดื่ม เพื่อให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา รับประทานหรือดื่ม จนเสียชีวิต
จากแนวทางไต่สวนของศาล พบว่าจำเลยเคยยืมเงินผู้ตาย 50,000 บาท และคืนไปแล้วบางส่วน ขณะเดียวกัน ผู้ตายยังพยายามช่วยเหลือสามีเก่าของจำเลยเรื่องการโยกย้ายตำแหน่งราชการด้วย
ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน ผู้ตายถอนเงินสด 140,000 บาท แต่หลังเสียชีวิต เงินจำนวนนี้หายไป ต่อมาพบว่าในบัญชีของจำเลยมีการฝากเงิน 2 ครั้ง รวม 140,000 บาทพอดี ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลเรื่องพฤติกรรมเล่นพนันออนไลน์อย่างหนักของจำเลย
ศาลยังระบุด้วยว่า จำเลยมีภาระหนี้จากการพนันออนไลน์ระดับหลักสิบล้านบาท รวมถึงหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อออนไลน์อีกหลายล้านบาท จึงก่อเหตุเพื่อเอาทรัพย์ไปใช้หนี้ พฤติการณ์เข้าข่ายฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)
ข้อมูล “แอม ไซยาไนด์” กับข้อสงสัยคดีเสียชีวิตต่อเนื่อง 14 ราย
นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ เป็นอดีตภรรยาของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตตำรวจระดับสูง เจ้าหน้าที่จับกุมเธอครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566 หลังเกิดคดีเสียชีวิตที่มีข้อสงสัยของคนใกล้ชิด
จากการสอบสวน ตำรวจมองว่าเธอเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดีวางยาพิษไซยาไนด์ต่อเนื่อง ช่วงปี 2563 ถึง 2566 รวมอย่างน้อย 14 ราย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพื่อน ญาติ หรือคนรู้จัก ที่ถูกชักชวนลงทุน หรือมีเรื่องกู้ยืมเงิน ก่อนจะพบการปนเปื้อนในอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาแคปซูลสมุนไพรปลอม
- คดีที่มีคำพิพากษาแล้ว
- น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ (ก้อย) เสียชีวิตเดือนเมษายน 2566 ริมแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดราชบุรี (ศาลพิพากษาประหารชีวิต 20 พฤศจิกายน 2567)
- พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ (สารวัตรปู) เสียชีวิตที่จังหวัดนครปฐม (ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 20 กุมภาพันธ์ 2569)
- คดีอื่นที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ตำรวจยังขยายผลอีกมากกว่า 10 คดี และพบร่องรอยไซยาไนด์ในร่างผู้เสียชีวิตทุกศพตามข้อมูลการสอบสวน
โดยรวมแล้ว เธอถูกแจ้งข้อหามากกว่า 80 ข้อหา ครอบคลุมความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ปลอมปนอาหารหรือยา ปลอมเอกสาร และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
เสียงจากครอบครัวผู้เสียหาย และกระแสในสังคม
พี่สาวของสารวัตรปู ซึ่งเข้าฟังคำพิพากษา สะท้อนความรู้สึกหดหู่ หลังได้ยินรายละเอียดการวางแผนก่อเหตุ ครอบครัวขอบคุณศาลที่ลงโทษหนัก แต่ก็ยังมีบางส่วนที่อยากให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต เหมือนสำนวนแรก
คดี “แอม ไซยาไนด์” ทำให้สังคมไทยสะเทือนใจ เพราะรูปแบบการก่อเหตุเงียบและรุนแรง ใช้สารพิษที่ตรวจพบยาก อีกทั้งยังพัวพันกับประเด็นเรื่องเครือข่ายคนใกล้ชิด วงการตำรวจ และการพนันออนไลน์ที่คนจำนวนมากกังวล
สรุปภาพรวม และทิศทางหลังจากนี้
คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันจำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำหญิงบางเขน และยังต้องต่อสู้คดีอื่นอีกหลายสำนวน ซึ่งศาลอาจพิจารณาแยกคดีหรือรวมโทษตามขั้นตอน
สังคมยังติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทุกฝ่ายอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน โปร่งใส และทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มอลลี่ ไซบีเรียนฮัสกี้จากไปอย่างสงบ หลังสู้จนถึงที่สุด ท่ามกลางพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์
ภูเก็ต – หญิงคนดังกล่าวถูกจับกุมโดย “ตำรวจไซเบอร์” หลังจากพบว่าซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในภูเก็ต ประเทศไทย คดีนี้เกี่ยวข้องกับความเสียหายรวมกว่า 10.617 พันล้านบาท
เวลา 11.00 น. วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผู้บังคับบัญชาหลายหน่วยร่วมแถลงผลปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญรายนี้
พล.ต.ต.ศิลา กาญจน์รักษ์ ระบุว่า ตำรวจได้รับการประสานจากหน่วยงานความมั่นคงและบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ให้ช่วยติดตามจับกุม น.ส.โอเล อายุ 42 ปี สัญชาติยูเครน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่สหรัฐฯ ต้องการตัว หลังถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงชาวอเมริกันในรูปแบบแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสียหายประมาณ 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,617 ล้านบาท
ทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีในข้อหา “สมคบกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์ (การฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์) ในลักษณะแชร์ลูกโซ่ (แผนการหลอกลวงแบบปิรามิด/ปอนซี)” ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายของสหรัฐฯ โดยผู้ต้องหาได้หลบหนีและเดินทางเข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทย
ด้าน พ.ต.อ.ธีระ เชื้อสุวรรณ เปิดเผยว่า ชุดสืบสวน กก.1 บก.สอท.5 ตรวจสอบจนทราบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้าไทยช่วงเดือนธันวาคม 2568 และพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต จากนั้นตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดภูเก็ต แล้วเข้าตรวจค้นห้องพักก่อนจับกุมตัวได้สำเร็จ
ระหว่างปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางหลายรายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป iPad และเอกสารสำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี เบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ และขอไปให้การในชั้นศาล
หลังจับกุม ตำรวจควบคุมตัวส่งพนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีหน่วยงานของสหรัฐฯ เช่น FBI, HSI และ USSS ร่วมสังเกตการณ์ เพื่อดำเนินการตามคำร้องผ่านความร่วมมือด้านคดีอาญาระหว่างประเทศ (MLAT) และเตรียมขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์ภาค 5 จับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีออนไลน์ ซึ่งถูกจ้างให้เปิดบัญชีธนาคารปลอมและถอนเงินสด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ทหารเชียงรายยึดยาบ้า 9 ล้านเม็ดในเชียงแสน
เชียงราย – ทหารเรือจากหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ออกลาดตระเวนแนวชายแดนไทย-สปป.ลาว ช่วงกลางดึก ก่อนพบรถกระบะคอกเหล็กจอดทิ้งไว้ริมฝั่งในพื้นที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เมื่อตรวจค้นพบกระสอบฟางจำนวนมากซุกซ่อนยาบ้า รวมประมาณ 9,000,000 เม็ด จึงยึดของกลางพร้อมรถไว้ตรวจสอบและขยายผล
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาราว 22.00 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา หลัง น.อ.ภากร มาเนียม ผู้บังคับการ นรข.เขตเชียงราย มอบหมายให้ น.ท.วรวิทย์ นพเก้า หัวหน้าสถานีเรือเชียงแสน จัดกำลังออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบตามแนวริมแม่น้ำโขง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคดียาเสพติดที่มักใช้เส้นทางแม่น้ำโขงเป็นช่องทางลำเลียง
ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ติดตั้งโครงเหล็กสำหรับบรรทุกสินค้า จอดอยู่บริเวณป่าละเมาะใกล้หมู่บ้านแซว ต.บ้านแซว หมู่ 1 อ.เชียงแสน ลักษณะผิดปกติจึงเข้าตรวจสอบ แต่ไม่พบคนขับ โดยพบว่าเปิดประตูรถทิ้งไว้และคาดว่าหลบหนีไปกับความมืด
เมื่อเปิดตรวจบริเวณกระบะท้าย พบกระสอบฟางบรรจุในถุงพลาสติกสีดำเต็มคัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจดูภายในกระสอบ พบเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยแต่ละห่อมีประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางทั้งหมดราว 9,000,000 เม็ด
หลังจากนั้น นรข.เขตเชียงรายได้นำของกลางและรถที่ใช้ขนส่งส่งเก็บรักษาไว้ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และเร่งขยายผลติดตามผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท








