สุขภาพและการแพทย์
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
กรุงเทพฯ – ความเครียดและความวิตกกังวลเป็นปัญหาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในที่ทำงาน โดยพนักงานประมาณ 40% ระบุว่า ตนเองเผชิญกับความเครียดในระดับที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา1 ด้วยเหตุนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) บริษัทผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก จึงได้เรียกร้องให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินการเชิงรุกร่วมกัน เพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตของพนักงานภายในองค์กร เนื่องในวัน “Blue Monday” ซึ่งถือเป็นวันที่มีความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่สุดวันหนึ่ง และปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 20 มกราคม
อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ได้เปิดเผยสามปัญหาสุขภาพจิตที่พนักงานทั่วโลกจากหลากหลายภาคส่วนร้องขอความช่วยเหลือเข้ามามากที่สุดในช่วงสามปีที่ผ่านมา2 ได้แก่
1. โรควิตกกังวล: ความหวาดกลัวและความวิตกกังวลอย่างรุนแรงและเกินกว่าที่ควร มักจะเป็นอาการที่มาพร้อมกับความตึงเครียดทางกาย
2. โรคซึมเศร้า: ภาวะสุขภาพจิตที่ทำให้รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หรือหมดความสนใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์ พฤติกรรม และสุขภาพร่างกายของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ
3. โรคแพนิค: ภาวะอาการตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับความกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต การได้ทำงานที่มีความหมายสามารถส่งผลดีต่อการฟื้นฟูและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความมั่นใจในตนเองและพัฒนาทักษะทางสังคมให้ดียิ่งขึ้น ผลการวิจัยระบุว่า การได้ทำงานส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้งมากกว่าการรักษาทางจิตเวชแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว3 อย่างไรก็ตาม หากพนักงานต้องเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ระดับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลจะเพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้พนักงานรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้ ดังนั้น หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพจิตอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพนักงาน ทั้งในแง่ของความมั่นใจในตนเอง ความพึงพอใจในการทำงาน และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
นพ.โรดริโก โรดริเกซ-เฟอร์นันเดซ (Dr. Rodrigo Rodriguez-Fernandez) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพระดับโลก แผนกสุขภาวะและสุขภาพจิตของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เดือนมกราคมและช่วงเริ่มต้นปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับใครหลายคน ภาวะความหดหู่หลังช่วงเทศกาลวันหยุด การกลับเข้าสู่กิจวัตรการทำงานตามปกติ และสภาพอากาศหนาวเย็นในซีกโลกเหนือ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตและสุขภาวะของพนักงาน ดังนั้น Blue Monday จึงเป็นโอกาสสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ จะร่วมกันบริหารจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังตลอดทั้งปี และส่งเสริมวัฒนธรรมสุขภาวะที่ดี ไม่ใช่แค่ในวันนี้เพียงวันเดียว”
“องค์กรต่าง ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยงที่แยกจากกันไม่ได้ระหว่างสุขภาพจิตที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และประสิทธิภาพขององค์กร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออัตราความเครียดและความวิตกกังวลในที่ทำงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีประชากรในวัยทำงานทั่วโลกประมาณ 15% เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต4 ในขณะที่ผลกระทบเชิงลบจากความเครียดมีหลากหลายแง่มุม ทั้งปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินอาหาร รวมถึงผลกระทบทางกายภาพและทางอารมณ์5 ทั้งนี้ การส่งเสริมและรักษาสุขภาพจิตในที่ทำงานมีความเชื่อมโยงกับการเสริมสร้างศักยภาพ การเพิ่มความตระหนักรู้ และการเปิดโอกาสให้พนักงานได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที”
อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอนำเสนอ 5 แนวทางให้องค์กรต่าง ๆ ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อบริหารจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวลของพนักงาน ดังนี้
1. สนับสนุน
ส่งเสริมวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน: สร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่ให้ความสำคัญกับการเปิดอกพูดคุยกันและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยส่งเสริมให้พนักงานเปิดเผยระดับความเครียดของตนเอง และจัดเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความกังวลโดยไม่ต้องกลัวการตัดสินหรือผลกระทบที่ตามมา
2. สร้างสมดุล
ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว พร้อมจัดให้มีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น: โดยพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการลาให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพจิตของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนและกำหนดขอบเขตของชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจน
3. ประเมิน
ประเมินความเครียดอย่างสม่ำเสมอ: ประเมินระดับความเครียดภายในองค์กรเป็นประจำ ด้วยการสำรวจความคิดเห็น การรับฟังฟีดแบคจากพนักงาน และการตรวจคัดกรองสุขภาพ จากนั้นใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อระบุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด และให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดเพื่อจัดการกับปัจจัยเหล่านั้น
4. ช่วยเหลือ
นำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAP): ให้พนักงานสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ทั้งกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคการจัดการความเครียด บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และสายด่วนสุขภาพจิต
5. ฝึกอบรม
ฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้านสุขภาพจิตให้กับผู้จัดการ: เพื่อให้ผู้จัดการสามารถพัฒนาทักษะในการสังเกตสัญญาณของความเครียด และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พนักงานที่กำลังเผชิญปัญหา
มูลนิธิอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS Foundation) จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมว่าด้วยสุขภาวะของพนักงาน ในระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม เพื่อเสริมสร้างทักษะความสามารถที่จำเป็นในการวางแผน ออกแบบ และนำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่รับผิดชอบด้านสุขภาวะของพนักงานในองค์กรของตนเอง
นักท่องเที่ยวเชียงรายสัมผัสอากาศเย็นสบายและดอกซากุระป่าหิมาลัย
นักท่องเที่ยวเชียงรายสัมผัสอากาศเย็นสบายและดอกซากุระป่าหิมาลัย
สุขภาพและการแพทย์
การติดเชื้อเอชไอวีพุ่งสูงขึ้นในกลุ่มเยาวชนไทยอายุ 15-24 ปี
**เอชไอวีในเยาวชนไทยเพิ่มขึ้น: สัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบรับมือ**
**ข้อมูลกรมควบคุมโรคชี้ ปีที่ผ่านมาเจอผู้ติดเชื้อใหม่ 13,357 ราย, กลุ่มอายุ 15-24 ปีคิดเป็น 35%, สาเหตุหลักมาจากเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน**
กรุงเทพฯ – ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาพที่น่าห่วง เพราะประเทศไทยยังพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่จำนวนมาก ในปีที่ผ่านมา มีผู้ได้รับการวินิจฉัยใหม่ 13,357 ราย ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสมที่ยังมีชีวิตอยู่เพิ่มเป็น 547,556 ราย
ที่น่ากังวลที่สุดคือ สัดส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 35% อยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่ใกล้กับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขยืนยันว่า 96.4% ของการติดเชื้อเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน แนวโน้มนี้มักเชื่อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในกลุ่มเยาวชน เช่น การนัดเจอผ่านแอปหาคู่ การใช้ถุงยางลดลง และความเข้าใจผิดว่า ถ้ามียาต้านแล้วเอชไอวีก็ไม่น่ากลัว แม้บางแหล่งข้อมูลคาดว่าในปี 2568 ผู้ติดเชื้อใหม่อาจลดลงเหลือราว 8,000-9,000 ราย แต่สัดส่วนในกลุ่มเยาวชนยังสูง และหลายพื้นที่ยังเพิ่มเร็ว
เยาวชนกลายเป็นกลุ่มหลักของผู้ติดเชื้อรายใหม่
กลุ่มอายุ 15-24 ปี กลายเป็นจุดที่ต้องจับตา เพราะหลายปัจจัยมาเจอกันพอดี ทั้งการเริ่มทดลองมีเพศสัมพันธ์ ความเข้าถึงคอนเทนต์ออนไลน์ที่กระตุ้นพฤติกรรมเสี่ยง และความกลัวโรคที่ลดลงจากความก้าวหน้าของการรักษา ผลคือ หลายคนตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือป้องกันไม่สม่ำเสมอ
ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถูกจัดว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง มีรายงานผู้ติดเชื้อใหม่หลายร้อยรายต่อปี โดยพบมากในกลุ่ม MSM (ชายรักชาย) และในเยาวชนบางส่วน นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคยังระบุว่า บางจังหวัดเห็นแนวโน้มผู้ติดเชื้อวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้น หน่วยงานรัฐและภาคีอย่าง Aids Healthcare Foundation (AHF) Thailand จึงเดินหน้าแคมเปญ “Just Use It” เพื่อชวนให้ใช้ถุงยาง และช่วยลดการตีตราเรื่องเอชไอวี
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “กลุ่มเสี่ยงหลัก” อีกแล้ว เพราะกระจายไปถึงเยาวชนทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และวัยทำงานตอนต้นด้วย ที่สำคัญคือ เมื่อโรงเรียนและครอบครัวให้ความรู้เรื่องเพศแบบไม่ครอบคลุม เด็กจำนวนหนึ่งจึงโตมากับข้อมูลไม่ครบ และตัดสินใจจากความเชื่อหรือคำบอกต่อ
อุตสาหกรรมบริการทางเพศไทย, บทเรียนเก่า และความเสี่ยงที่ยังอยู่
ในอดีต อุตสาหกรรมบริการทางเพศเคยเป็นปัจจัยสำคัญของการระบาดเอชไอวี ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึงต้น 1990 อัตราติดเชื้อในกลุ่มผู้ให้บริการและลูกค้าเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลไทยจึงเริ่มโครงการ “100% ถุงยาง” ในปี 2534 เพื่อผลักดันให้ใช้ถุงยางในสถานบริการทุกแห่ง
โครงการดังกล่าวได้ผลชัดเจน เพราะการใช้ถุงยางในเพศสัมพันธ์เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นจนเกิน 90% ภายในไม่กี่ปี ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ลดลงเร็ว และเคยถูกยกเป็นตัวอย่างในต่างประเทศ
แต่ปัจจุบัน รูปแบบบริการเปลี่ยนไป ซ่องแบบเดิมลดลงก็จริง อย่างไรก็ตาม บริการทางอ้อมยังมีอยู่ เช่น บาร์ นวดแผนไทย สปา หรือการนัดหมายผ่านออนไลน์ นั่นทำให้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเยาวชนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม ยังเสี่ยงถ้าขาดการป้องกัน แม้ภาพรวมวันนี้การติดเชื้อจำนวนมากจะเกิดจากเพศสัมพันธ์นอกระบบบริการ และในกลุ่ม MSM มากขึ้น แต่เครือข่ายทางเพศที่มีความเสี่ยงสูงยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง
ป้องกันเอชไอวีในไทยทำได้จริง, เครื่องมือมีพร้อม
การป้องกันเอชไอวีไม่ได้ยาก และทำได้ผลดีมาก ไทยมีบริการรองรับทั้งโรงพยาบาลรัฐ คลินิกชุมชน และหน่วยบริการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในหลายพื้นที่
วิธีหลักที่ทำได้ทันที ได้แก่
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
เลือกถุงยางแบบ latex หรือ polyurethane และใช้คู่กับน้ำยาหล่อลื่นแบบฐานน้ำเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือช่องปาก หลายหน่วยบริการมีถุงยางแจกฟรี เช่น โรงพยาบาลรัฐ ศูนย์สุขภาพชุมชน และจุดบริการต่างๆ - ตรวจเอชไอวีสม่ำเสมอ
คนไทยตรวจฟรีได้ปีละ 2 ครั้งที่หน่วยบริการรัฐ หรือเลือกใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง (HIV Self-Test) ที่หาซื้อได้ตามร้านยา เมื่อรู้สถานะเร็ว ก็เริ่มรักษาได้เร็ว และลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น - ใช้ PrEP (ยาป้องกันก่อนสัมผัส)
ยากินทุกวัน (เช่น tenofovir/emtricitabine) ช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า 99% เมื่อกินต่อเนื่อง ไทยเริ่มครอบคลุม PrEP ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ตั้งแต่ปี 2562 และขยายจุดบริการกว่า 300 แห่ง รวมถึงศูนย์ KPLHS (Key Population-Led Health Services) นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกแบบฉีดออกฤทธิ์ยาวในโครงการทดลองตามข้อมูลปีล่าสุด - ใช้ PEP (ยาป้องกันหลังสัมผัส)
ถ้าเกิดเหตุเสี่ยง เช่น ถุงยางแตก หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ให้ไปพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมง จากนั้นกินยาต่อเนื่อง 28 วัน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ - ลดจำนวนคู่นอน และคุยกันให้ชัด
การพูดเรื่องสถานะเอชไอวีกับคู่นอนช่วยลดความเสี่ยงได้มาก นอกจากนี้ ควรเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ตอนมึนเมาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลสารเสพติด เพราะมักทำให้ตัดสินใจพลาด - ไม่ใช้เข็มร่วมกัน
สำหรับผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด ควรใช้เข็มใหม่ทุกครั้ง และเข้าร่วมบริการลดอันตรายที่มีในบางพื้นที่
แนวทางที่ถูกใช้บ่อยคือการป้องกันแบบผสมผสาน (Combination Prevention) ซึ่งรวม PrEP, การใช้ถุงยาง และการตรวจสม่ำเสมอ หลายจังหวัดมีคลินิกเยาวชนและบริการแบบ one-stop ที่เน้นความเป็นมิตร และลดการตีตรา
มองไปข้างหน้า, โอกาสยุติเอดส์ยังมี แต่ต้องผ่านด่านเยาวชน
ประเทศไทยลงทุนงบภายในประเทศต่อเนื่อง และตั้งเป้าลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ให้ต่ำกว่า 1,000 รายต่อปีภายในปี 2573 อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เพิ่มในเยาวชนยังเป็นอุปสรรคใหญ่ เพราะยังมีทั้งการตีตรา ความรู้เรื่องเพศที่ไม่ครอบคลุม และการเข้าถึง PrEP ที่ยังไม่ทั่วถึง
ภาครัฐจึงผลักดันให้เพิ่มการให้ความรู้ ทำแคมเปญสื่อสารที่เข้าถึงเยาวชน และผูกบริการสุขภาพเข้ากับชีวิตจริงมากขึ้น เมื่อใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น PrEP และ ART (เมื่อรักษาจน viral load ตรวจไม่พบ โอกาสแพร่เชื้อแทบเป็นศูนย์) เป้าหมายการยุติเอดส์ในฐานะภัยคุกคามด้านสาธารณสุขก็ยังเป็นไปได้
สุดท้ายแล้ว ทุกคนช่วยกันได้ด้วยการตรวจ ใช้การป้องกัน และเข้ารับบริการที่มีให้ฟรี เพราะเอชไอวีป้องกันได้ เมื่อรู้ให้พอและทำให้จริง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
น่าเศร้า! หญิงสาวอายุ 20 ปีจากเชียงรายถูกรถกระบะชนขณะข้ามถนน
สุขภาพและการแพทย์
สธ.เร่งสื่อสารสยบข่าวลือ “ไวรัสนิปาห์” หลังข้อมูลผิดพลาดแพร่ในออนไลน์
ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ แม้เพื่อนบ้านในภูมิภาคมีความกังวล
กรุงเทพฯ – ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” หลังมีข่าวการระบาดเฉพาะพื้นที่ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ปลายเดือนมกราคม 2026 กรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคนแม้แต่รายเดียว
กระแสกังวลส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือในโลกออนไลน์ ที่พยายามโยงไวรัสเข้ากับค้างคาวในไทย จนหลายคนรู้สึกคล้ายบรรยากาศช่วงเริ่มต้นโควิด-19
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 1998 เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยพาหะหลักคือค้างคาวกินผลไม้ (flying foxes) การติดเชื้อในคนเกิดได้จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ อาหารปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด หรือบางกรณีพบการติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราเสียชีวิตรายงานอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับความพร้อมของระบบรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ ทำให้เมื่อมีการระบาดที่ไหนก็มักถูกจับตาเป็นพิเศษ
ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง
ความไม่สบายใจในไทยรอบนี้เกิดจากโพสต์และข้อความส่งต่อที่ยังไม่ตรวจสอบ บางเนื้อหาบอกว่า “ค้างคาวไทยติดเชื้อจำนวนมาก” และกำลังจะเกิดการระบาดใหญ่ มีการเทียบกับโควิด-19 พร้อมภาพค้างคาวในถ้ำหรือวัดที่ถูกแชร์ต่อใน Facebook และ Line อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนเริ่มเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือกังวลกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การกินผลไม้ทั่วไป
นักวิชาการด้านไวรัส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า เคยมีการตรวจพบแอนติบอดีหรือร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์ในค้างคาวกินผลไม้ในไทยราว 10% ถึง 16% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพื้นที่ที่พบการระบาดบ่อย (บางแห่งพบได้ถึง 40% ถึง 50%) ที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากค้างคาวไปสู่สุกรหรือคนในไทย โดยไทยมีมาตรการป้องกันมานาน เช่น ข้อจำกัดเรื่องการเลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าเป็นการพบเชื้อในสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินทันที
ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่อง “จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เหมือนโควิด-19” หน่วยงานรัฐย้ำความต่างชัดเจนว่า นิปาห์แพร่ได้ยากกว่าโควิด-19 มาก โดยการติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายแบบละอองฝอยทั่วไป จึงไม่ค่อยเกิดการระบาดในชุมชนวงกว้าง หากไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ
เพิ่มการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อกันการนำเชื้อเข้าประเทศ
หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตก (พบ 5 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ไทยจึงกลับมาใช้มาตรการคัดกรองแบบเจาะจงที่สนามบินหลัก
ตั้งแต่ 25 มกราคม 2026 เป็นต้นไป มีการเพิ่มมาตรการที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เบงกอลตะวันตกของอินเดีย ขั้นตอนประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ กรอกแบบฟอร์มสุขภาพ และประเมินอาการในจุดคัดกรอง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก หากพบอาการเข้าข่าย จะถูกส่งต่อไปยังจุดกักกันเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง
ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงยังได้รับ “Health Beware Card” ระบุอาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนะนำให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หากมีอาการภายใน 21 วันหลังเดินทางถึงไทย มาตรการนี้เน้นเที่ยวบินจากโกลกาตาเป็นหลัก และไม่ได้ขยายไปยังผู้เดินทางจากทุกพื้นที่ของอินเดีย เพราะการระบาดยังอยู่ในวงจำกัด
มาตรการเฝ้าระวังในประเทศ เดินตามแนวคิด One Health
นอกเหนือจากสนามบิน ภาครัฐยังขยายการเฝ้าระวังตามแนวคิด “One Health” ที่ทำงานร่วมกันทั้งด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มคำแนะนำสำหรับแหล่งท่องเที่ยวถ้ำและธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการสัมผัสมูลค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง หากสัมผัสควรล้างทำความสะอาดทันที
คำแนะนำต่อประชาชนยังเน้นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้จริง เช่น ล้างมือหลังจับสัตว์ ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลที่ตกพื้น และเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลโตนดสดหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปอินเดีย หน่วยงานรัฐแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ เลี่ยงพื้นที่ระบาด และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
โรงพยาบาลทั่วประเทศถูกสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องแยก บุคลากรเฉพาะทาง และระบบตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตามสุขภาพสัตว์ป่า และการเฝ้าระวังในฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดการข้ามสายพันธุ์สู่คน
ย้ำความมั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท
หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรครุนแรงในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่ไทยยังปลอดผู้ป่วยในคน การคัดกรองตามจุดเสี่ยง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดการด้านสัตว์ป่า ช่วยให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้เป็นระบบ
ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้นิปาห์เป็นเชื้อที่ต้องจับตาเพราะมีโอกาสก่อการระบาด ไทยเลือกแนวทางที่ระมัดระวังแบบพอดี ไม่ทำให้คนตื่นกลัวเกินจำเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรยึดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก มากกว่าข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เมื่อเฝ้าระวังต่อเนื่องและทำตามคำแนะนำพื้นฐาน ประเทศก็พร้อมรับมือหากมีความเสี่ยงใหม่ โดยไม่ต้องกลับไปเจอผลกระทบหนักแบบช่วงโควิด-19 อีกครั้ง
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ
สุขภาพและการแพทย์
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 7 วัน
เชียงราย – กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย ให้เฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่อาจแย่ลงจากฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ พร้อมกับอากาศที่จะอุ่นขึ้นต่อเนื่อง
จากพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน ระบุว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นในช่วงวันที่ 26 ถึง 31 มกราคม 2026 ความเย็นที่เป็นอยู่จะค่อยๆ เบาลง แต่สภาพอากาศที่ลมอ่อนและการระบายอากาศไม่ดี อาจทำให้มลพิษสะสมใกล้พื้นมากขึ้น
อากาศอุ่นขึ้นในหลายพื้นที่ เหนือเด่นสุด เพิ่มราว 1 ถึง 4°C
Thai Meteorological Department (TMD) ระบุว่ามวลอากาศสูงที่ปกคลุมตอนบนของไทยเริ่มอ่อนกำลังลง ส่งผลให้หลายพื้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 4°C โดยภาคเหนือมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดในช่วง 26 ถึง 31 มกราคม
ช่วงเช้ายังมีอากาศเย็นถึงหนาวในหลายจุด อุณหภูมิต่ำสุดราว 14 ถึง 20°C และมีโอกาสเกิดหมอกหรือหมอกลงจัดในหุบเขาและพื้นที่ลุ่ม
ช่วงบ่ายจะอุ่นขึ้นมาก บางพื้นที่อาจแตะ 29 ถึง 33°C ต่างจากช่วงที่อากาศเย็นกว่านี้เมื่อต้นเดือน
พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนก็มีแนวโน้มอุ่นขึ้นเช่นกัน แต่ตอนบนของประเทศจะอุ่นขึ้นเด่นกว่า โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือที่คุ้นชื่ออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพิษณุโลก หลังผ่านระลอกอากาศเย็นปลายเดือนมกราคมที่อุณหภูมิลดลงเหลือเลขหลักสิบกลางๆ เข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว แต่เช้าๆ ยังต้องเตรียมเสื้อกันหนาวไว้
ฝุ่น PM2.5 มีโอกาสเพิ่ม โดยเฉพาะเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม
อากาศที่อุ่นขึ้นมักมาพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้ PM2.5 สูงได้ง่าย เช่น ลมอ่อน การยกตัวของอากาศน้อย และภาวะอุณหภูมิผกผันในตอนเช้า ทำให้ฝุ่นละอองกระจายตัวได้ไม่ดี
กรมอุตุฯ เตือนว่าปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อุตสาหกรรมของภาคเหนือ รวมถึงบางส่วนของภาคกลาง
ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนมกราคม ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่แกว่งขึ้นลง บางวันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับเริ่มกระทบต่อสุขภาพ พยากรณ์ล่าสุดชี้ว่าช่วงปลายเดือนยังมีโอกาสเจอเหตุการณ์ฝุ่นสูงต่อเนื่อง หรือหนักขึ้นได้
พื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ซึ่งมักเจอหมอกควันตามฤดูกาลจากการเผาในที่โล่งและควันข้ามแดน อาจได้รับผลมากขึ้นหากลมยังนิ่ง เมื่อการระบายอากาศลดลง ควันรถ ฝุ่นถนน และควันจากการเผา จะค้างใกล้พื้นนานกว่าเดิม
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนในกรุงเทพฯ ที่บางช่วงฤดูหนาวค่าฝุ่นขึ้นระดับสีส้ม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือลดการเผาในที่โล่ง และลดการใช้รถในวันที่ความเสี่ยงสูง
คำแนะนำด้านสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงต้องระวังมากขึ้น
หน่วยงานสาธารณสุขขอให้กลุ่มที่ไวต่อมลพิษเพิ่มความระมัดระวัง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างหอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ
PM2.5 particles มีขนาดเล็กมาก สามารถลงลึกถึงถุงลมปอด และบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ กระตุ้นอาการหอบ และเพิ่มความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด
แนวทางที่แพทย์มักแนะนำเมื่อค่าฝุ่นสูง ได้แก่
- ลดเวลานอกอาคาร โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ช่วงเช้ามืดและหัวค่ำที่มักมีหมอกและฝุ่นสะสม
- ใส่หน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่ออยู่นอกบ้าน หากค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ปลอดภัย
- ดูแลอากาศในบ้าน ปิดหน้าต่างเมื่อฝุ่นสูง และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA
- ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์จากแอปหรือบริการของหน่วยงานทางการ หรือบริการอย่าง IQAir
ในช่วงที่ PM2.5 หนัก โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ภาคเหนือมักมีผู้ป่วยอาการทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จึงยังย้ำเรื่องพื้นฐานที่ช่วยลดควันและฝุ่น ได้แก่ งดเผาในที่โล่ง เลี่ยงการทำอาหารกลางแจ้งที่เกิดควันมาก และลดการเดินทางด้วยรถที่ไม่จำเป็นในวันที่ค่าฝุ่นพุ่ง
มลพิษฤดูแล้งของไทยมาจากหลายแหล่ง ทั้งไอเสียรถ ฝุ่นก่อสร้าง การปล่อยจากโรงงาน รวมถึงควันจากการเผาพื้นที่เกษตรในไทยและประเทศใกล้เคียง ภาครัฐเพิ่มการตรวจเข้มเรื่องห้ามเผา และผลักดันทางเลือกที่สะอาดขึ้นให้เกษตรกร แต่หมอกควันข้ามแดนยังเป็นโจทย์ที่ควบคุมได้ยาก
พยากรณ์สัปดาห์นี้จึงเป็นสัญญาณว่า อากาศอุ่นขึ้นไม่ได้แปลว่าอากาศจะดีขึ้นเสมอ ช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนจากหนาวจัดไปสู่ช่วงอุ่นขึ้นในกุมภาพันธ์ คนในภาคเหนือและภาคกลางควรตามประกาศจาก TMD และรายงานคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะเช้าที่มีหมอกและบ่ายที่ร้อนขึ้น อาจทำให้ฝุ่นถูกกักไว้ใกล้พื้น และทำให้หลายวันรู้สึกอึดอัดกว่าปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
-
ข่าวระดับชาติ - National5 days ago
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว




