เชียงราย - Chiang Rai News
วิกฤตแม่น้ำโขง: เมื่อเชียงรายเสี่ยงกลายเป็น ‘อ่างรับมลพิษ’ จากเขื่อนยักษ์ขนาบหัวท้าย
ยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด">เชียงราย – แม่น้ำโขงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในภูมิภาคนี้มาอย่างยาวนาน แต่วันนี้สายน้ำที่ยิ่งใหญ่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โครงการสร้างเขื่อนขนาดมหึมาที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งบริเวณต้นน้ำและปลายน้ำ กำลังสร้างความกังวลใจอย่างหนักให้กับคนในพื้นที่ วิกฤตนี้อาจเปลี่ยนแม่น้ำโขงที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระ ให้กลายเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำที่นิ่งสนิท
หากโครงการเมกะโปรเจกต์เหล่านี้เดินหน้าจนเสร็จสมบูรณ์ พื้นที่แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านเชียงรายจะถูกปิดกั้นทั้งสองด้าน สภาพเช่นนี้เปรียบเสมือนการสร้างประตูระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ขนาบหัวและท้ายเมือง ผลที่ตามมาคือความเสี่ยงที่แม่น้ำโขงช่วงนี้จะกลายเป็น “อ่างรับมลพิษ” ขนาดมหึมา ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชาวริมฝั่งโขงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นสำคัญ
- โครงการเขื่อนปากแบงตอนล่างและเขื่อนพม่า-ลาวตอนบน กำลังเปลี่ยนพื้นที่แม่น้ำโขงในเชียงรายให้กลายเป็นแหล่งน้ำปิดตาย
- การกั้นแม่น้ำโขงทั้งสองด้านมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการสะสมของตะกอนและสารพิษ กระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง
- ชาวบ้านในพื้นที่เวียงแก่นและเชียงแสนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของระดับน้ำ และวิถีชีวิตที่อาจเปลี่ยนไปตลอดกาล
เขื่อนปากแบง: มหึมาโปรเจกต์ที่ปลายน้ำ
เมื่อมองลงไปทางตอนใต้ของแม่น้ำโขง โครงการ เขื่อนปากแบง กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โครงการนี้กำลังอยู่ในช่วงการเตรียมพื้นที่ก่อสร้างอย่างจริงจัง จุดที่ตั้งของเขื่อนอยู่ห่างจากพรมแดนไทยเพียงไม่ถึง 100 กิโลเมตร โดยจุดที่ใกล้ที่สุดคือบริเวณแก่งผาได ในอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย การเตรียมการก่อสร้างนี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา
โครงการเขื่อนปากแบงถูกออกแบบมาให้เป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่านที่ยกระดับน้ำให้สูงขึ้น แม้จะระบุว่าน้ำยังคงไหลผ่านได้ แต่ความจริงคือกระแสน้ำจะถูกควบคุมและกักเก็บไว้ด้านหลังเขื่อน การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนไปถึงพรมแดนไทย แก่งหินและกระแสน้ำวนตามธรรมชาติจะหายไป และกลายเป็นเพียงผืนน้ำที่นิ่งสงบ
สำหรับชุมชนในอำเภอเวียงแก่น การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลย แก่งผาไดซึ่งเคยเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งหาปลาที่สำคัญ จะจมอยู่ใต้น้ำที่สูงขึ้นและนิ่งผิดปกติ การสูญเสียสภาพแวดล้อมดั้งเดิมหมายถึงการสูญเสียแหล่งรายได้ของชาวบ้าน ความมั่นคงทางอาหารของชุมชนริมแม่น้ำโขงกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก
เขื่อนร่วมพม่า-ลาว: ภัยเงียบที่ต้นน้ำ
ในขณะที่เขื่อนปากแบงกำลังคืบหน้า ทางตอนบนของแม่น้ำโขงก็มีความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลไม่แพ้กัน เมื่อไม่นานมานี้ มีการลงนามเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของ โครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงระหว่างพม่าและลาว โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าร่วมกันในภูมิภาคมาตั้งแต่ปี 2018
บริษัท Primus Sapphire Power Co., Ltd. ได้ร่วมมือกับกลุ่มทุนต่างๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการนี้ โดยมีระยะเวลาในการศึกษาที่กำหนดไว้ประมาณ 34 เดือน หากโครงการนี้ได้รับการอนุมัติและสร้างจริง จะเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมากถึง 2,790 เมกะวัตต์ เขื่อนยักษ์แห่งนี้จะตั้งตระหง่านอยู่ทางตอนบนของแม่น้ำโขง ก่อนที่น้ำจะไหลเข้าสู่จังหวัดเชียงราย
การปรากฏตัวของเมกะโปรเจกต์ต้นน้ำนี้ ทำให้สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของเชียงรายยิ่งน่าเป็นห่วง เมื่อมีเขื่อนกั้นทั้งด้านบนและด้านล่าง กระแสน้ำที่เคยเป็นอิสระจะถูกควบคุมโดยมนุษย์อย่างสมบูรณ์ แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านภาคเหนือของไทยจะสูญเสียความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองตามธรรมชาติไปอย่างสิ้นเชิง
วิกฤต ‘อ่างรับมลพิษ’: เมื่อสายน้ำถูกปิดตาย
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมกังวลมากที่สุด คือการเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “อ่างรับมลพิษ” เมื่อแม่น้ำโขงถูกขนาบด้วยเขื่อนยักษ์ทั้งสองแห่ง การไหลเวียนของกระแสน้ำจะลดความเร็วลงอย่างมาก น้ำที่เคยไหลเชี่ยวและมีพลวัตจะกลายเป็นน้ำที่นิ่งสนิท ซึ่งสภาพน้ำนิ่งนี้เอื้อต่อการสะสมของสารเคมีและมลพิษต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
ในอดีต กระแสน้ำที่ไหลแรงจะทำหน้าที่พัดพาตะกอนและล้างทำความสะอาดแม่น้ำตามธรรมชาติ แต่เมื่อทางน้ำถูกกักไว้ มลพิษจากการทำเกษตรกรรมและน้ำเสียจากชุมชน จะตกตะกอนสะสมอยู่ในเขตพื้นที่เชียงราย สภาพการณ์เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการนำน้ำไปขังไว้ในอ่างขนาดใหญ่ ที่ไม่มีประตูให้ระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือคุณภาพน้ำที่เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว การลดลงของออกซิเจนในน้ำนิ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสัตว์น้ำ ปลาแม่น้ำโขงหลายชนิดที่ต้องการกระแสน้ำไหลแรงเพื่อวางไข่ จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ระบบนิเวศทางน้ำของเชียงรายอาจถึงขั้นวิกฤต หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข
ผลกระทบต่อตะกอนดินและเกษตรกรรมริมโขง
นอกจากเรื่องมลพิษแล้ว ปัญหาการกักเก็บตะกอนดินก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่มองข้ามไม่ได้ แม่น้ำโขงขึ้นชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่อุดมไปด้วยตะกอนดินที่เต็มไปด้วยแร่ธาตุ ตะกอนเหล่านี้คือปุ๋ยชั้นดีตามธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมริมตลิ่งมาอย่างยาวนาน เมื่อเขื่อนต้นน้ำสร้างเสร็จ ตะกอนเหล่านี้จะถูกกักไว้ที่หน้าเขื่อนทั้งหมด
ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “น้ำหิวตะกอน” เมื่อน้ำที่ไหลลงมาไม่มีตะกอนผสมอยู่ กระแสน้ำจะพยายามกัดเซาะตลิ่งเพื่อชดเชยตะกอนที่หายไป สิ่งนี้จะทำให้ตลิ่งฝั่งไทยพังทลายรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกินริมน้ำไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พื้นที่เกษตรกรรมที่เคยได้ผลผลิตดีในช่วงหน้าแล้ง จะไม่สามารถพึ่งพาดินปนทรายที่อุดมสมบูรณ์ได้อีกต่อไป ชาวบ้านจะต้องหันไปพึ่งพาปุ๋ยเคมีมากขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น สารเคมีตกค้างเหล่านี้ก็จะไหลกลับลงสู่แม่น้ำ ซ้ำเติมปัญหามลพิษให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
ความกังวลเรื่องการจัดการน้ำ
หลายคนอาจได้รับข้อมูลว่า เขื่อนแบบน้ำไหลผ่านนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าเขื่อนขนาดใหญ่ แต่สำหรับแม่น้ำโขง เขื่อนประเภทนี้ยังคงสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มหาศาล การยกระดับน้ำให้สูงขึ้นเพื่อปั่นไฟ หมายถึงการสร้างผืนน้ำที่ทอดยาวไปไกลหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของลำน้ำไปอย่างสิ้นเชิง
การยกระดับน้ำหน้าเขื่อนปากแบง จะทำให้น้ำไหลย้อนกลับหรือเท้อขึ้นมาถึงเขตแดนไทยอย่างแน่นอน แม้จะมีการปรับลดระดับความสูงของเขื่อนเพื่อพยายามลดผลกระทบแล้วก็ตาม นักวิชาการยังคงมีข้อสงสัยถึงสถานการณ์ในฤดูน้ำหลาก เมื่อปริมาณน้ำฝนสมทบกับระดับน้ำที่สูงอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ตลิ่งของจังหวัดเชียงราย
ความไม่แน่นอนของการบริหารจัดการน้ำคือสิ่งที่ชาวบ้านหวาดกลัวที่สุด การที่ระดับน้ำจะสูงหรือต่ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลตามธรรมชาติอีกต่อไป แต่อยู่ที่การเปิดปิดประตูระบายน้ำของผู้ดูแลโครงการ สิ่งนี้สร้างความสับสนและทำลายภูมิปัญญาการหาปลาและการเพาะปลูกดั้งเดิมไปจนหมดสิ้น
สัญญาณเตือนจากบทเรียนในอดีต
ปัญหาที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นเพียงการคาดเดาถึงอนาคต ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนบนได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงประจักษ์มาแล้ว ระดับน้ำที่ขึ้นลงอย่างผิดธรรมชาติ ทำให้ปลาหลายชนิดสูญพันธุ์ และทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างเห็นได้ชัด
การเพิ่มเขื่อนปากแบงและเขื่อนพม่า-ลาวเข้าไปในพื้นที่นี้ เปรียบเสมือนการปิดช่องทางหายใจของแม่น้ำโขงตอนล่าง หากพื้นที่แม่น้ำถูกตัดขาดเพิ่มอีก ชีวิตของสายน้ำแห่งนี้ก็จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เชียงรายจะกลายเป็นเพียงทางผ่านของน้ำที่ถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ
บทเรียนจากอดีตเหล่านี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความเสียหาย การพัฒนาพลังงานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ชุมชนท้องถิ่นต้องแบกรับ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการพัฒนากับธรรมชาติ
อนาคตที่ท้าทายของการท่องเที่ยวเชียงราย
ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก จุดชมวิวริมแม่น้ำโขงและแก่งหินที่สวยงามในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือน อาจถูกน้ำท่วมมิดตลอดทั้งปี ความสวยงามตามธรรมชาติที่เคยเป็นจุดเด่นของอำเภอเวียงแก่นและเชียงแสนจะเลือนหายไป
ธุรกิจร้านอาหารริมน้ำ ที่พักโฮมสเตย์ และกลุ่มเรือท่องเที่ยวท้องถิ่น จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากระดับน้ำที่คาดเดาไม่ได้ การลงทุนด้านการท่องเที่ยวริมฝั่งแม่น้ำจะยากลำบากขึ้น การสูญเสียเสน่ห์ของแม่น้ำโขงตามธรรมชาติ คือการสูญเสียรายได้ก้อนใหญ่ของชาวบ้านในจังหวัด
หากเชียงรายต้องเผชิญกับปัญหาน้ำนิ่งและคุณภาพน้ำที่แย่ลง ภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ก็จะถูกสั่นคลอน การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมา จะเป็นงานที่ท้าทายและต้องใช้เวลาอย่างมหาศาล
บทสรุป: การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยชีวิตสายน้ำ
ชะตากรรมของแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านเชียงรายกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ โครงการเขื่อนปากแบงและเมกะโปรเจกต์เขื่อนพม่า-ลาว อาจนำมาซึ่งการผลิตพลังงานไฟฟ้าจำนวนมหาศาล แต่คำถามสำคัญคือ การแลกมาด้วยความเสื่อมโทรมของแม่น้ำสายหลักนี้ คุ้มค่าในระยะยาวหรือไม่?
การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม คือสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนที่สุด รัฐบาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องลงพื้นที่เพื่อรับฟังเสียงของชาวบ้านอย่างจริงใจ การรักษาแม่น้ำโขงให้มีชีวิตต่อไป คือการรักษาความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตของคนนับล้าน
สุดท้ายแล้ว เราต้องตระหนักว่าการพัฒนาที่ทำลายระบบนิเวศและวิถีชีวิตดั้งเดิม จะไม่ใช่ความเจริญที่ยั่งยืน การปกป้องแม่น้ำโขงในวันนี้คือการพยายามส่งต่อสายน้ำที่สะอาด อุดมสมบูรณ์ และมีชีวิต ให้กับชุมชนริมน้ำและคนรุ่นหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
วิกฤตแม่น้ำกก: “ฆาตกรเงียบ” สีแดงขุ่น ภัยคุกคามข้ามพรมแดนที่กำลังทำลายล้างเชียงราย
เชียงราย - Chiang Rai News
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
เชียงราย – เมื่อคืนวันที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลาประมาณ 19.45 น. เจ้าหน้าที่ไทยได้สกัดกั้นยาเสพติด">ขบวนการค้ายาเสพติดครั้งใหญ่ น.อ.อูนนที มุสิกะนันทน์ ผู้บังคับการ นรข.เขตเชียงราย ได้สั่งการด่วนให้ น.ท.วรวิทย์ นพเก้า นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษออกลาดตระเวนทันที เป้าหมายคือการเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนไทยและสปป.ลาว ติดแม่น้ำโขง ด้านอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
การลาดตระเวนครั้งนี้มีความสำคัญมากในการป้องกันสิ่งผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศ เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างหนักและเข้มงวดตลอดแนวชายแดนริมน้ำ พวกเขาเฝ้าระวังทุกจุดเสี่ยงในเวลากลางคืน จนกระทั่งพบความผิดปกติในพื้นที่เป้าหมายอย่างชัดเจนและนำไปสู่การตรวจค้น
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ไทยยึดยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 6.1 ล้านเม็ด ริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย
- พบรถยนต์ต้องสงสัยจอดทิ้งไว้ พร้อมกระสอบบรรจุยาเสพติดจำนวน 21 ใบซ่อนอยู่ใกล้ๆ
- ยึดโทรศัพท์มือถือและเสื้อแจ็คเก็ตในรถ เพื่อใช้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป
พบรถต้องสงสัยและกองถุงดำ
เมื่อทีมลาดตระเวนเดินทางถึงบริเวณริมฝั่งแม่น้ำในพื้นที่หมู่บ้านแซว หมู่ 1 ตำบลบ้านแซว พวกเขาพบรถยนต์ส่วนบุคคลคันหนึ่งจอดอยู่ริมฝั่ง ท่าทีของรถคันนี้ดูน่าสงสัยมาก เจ้าหน้าที่จึงค่อยๆ เข้าตรวจสอบพื้นที่รอบรถอย่างระมัดระวัง แต่กลับไม่พบบุคคลใดอยู่บริเวณนั้นเลย คาดว่าผู้ก่อเหตุน่าจะไหวตัวทันและอาศัยความมืดหลบหนีไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง
แม้จะไม่พบตัวผู้กระทำผิด แต่บริเวณใกล้กับรถยนต์คันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นถุงพลาสติกสีดำกองใหญ่ตั้งอยู่ เมื่อเปิดถุงเพื่อตรวจสอบ พวกเขาพบกระสอบฟางสีรุ้งซุกซ่อนอยู่ด้านใน รวมทั้งหมดจำนวน 21 ใบ ซึ่งนี่เป็นวิธีที่กลุ่มคนร้ายมักใช้ในการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติมาโดยตลอด
ตรวจยึดยาบ้า 6.1 ล้านเม็ด
เจ้าหน้าที่ได้ทำการเปิดกระสอบทั้งหมดเพื่อตรวจสอบสิ่งของด้านในอย่างละเอียด ผลปรากฏว่ากระสอบใบที่ 1 ถึง 20 บรรจุยาบ้าเอาไว้ใบละประมาณ 300,000 เม็ด ส่วนกระสอบใบที่ 21 ซึ่งเป็นใบสุดท้าย บรรจุยาบ้าจำนวน 100,000 เม็ด เมื่อนับรวมกันแล้ว มียาบ้าของกลางทั้งหมดประมาณ 6,100,000 เม็ด การตรวจยึดของกลางในครั้งนี้ช่วยป้องกันยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้กระจายเข้าสู่ชุมชนได้สำเร็จ
นอกจากยาบ้าแล้ว การตรวจค้นภายในรถยนต์เพิ่มเติมยังพบหลักฐานสำคัญอีกสองชิ้น ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ 1 ตัว เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที หลังจากนั้นได้ส่งมอบให้กองบังคับการ นรข.เขตเชียงราย เพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักฐานเหล่านี้จะถูกนำไปตรวจสอบหาลายนิ้วมือและข้อมูลการติดต่อ เพื่อสืบสวนขยายผลและตามล่าตัวผู้ร่วมขบวนการมาลงโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มรภ.เชียงราย จัดพิธีรำลึก 9 ปี วันนวมินทรมหาราช ร.9
ตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
เชียงราย - Chiang Rai News
มรภ.เชียงราย จัดพิธีรำลึก 9 ปี วันนวมินทรมหาราช ร.9
เชียงราย – มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้จัดงานบุญครั้งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 งานนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาส “วันนวมินทรมหาราช” วันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว พิธีนี้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ณ หอปรัชญารัชกาลที่ 9 โดยมีประชาชนและนักศึกษาเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจบุกเข้าตรวจค้นวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย และจับกุมชาวจีนที่อินเตอร์โพลต้องการตัว
ยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด">เชียงราย – กรมการปกครองสนธิกำลังร่วมกับตำรวจและหน่วยงานความมั่นคง เปิดฉากกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อยุทธการ “เผยเงาเหนือ” (ปฏิบัติการนอร์เทิร์นชาโดว์) เจ้าหน้าที่มุ่งเป้าตัดวงจรกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้เอกสารปลอมและทุจริตระบบทะเบียนราษฎร ขบวนการนี้ลักลอบนำคนต่างด้าวมาสวมสิทธิเพื่อทำบัตรประจำตัวของไทยโดยมิชอบในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายบุกค้นบ้านร้าง พบเยาวชนเสพยาเสพติด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoครอบครัวไพบูลย์เลิศบริจาคเงิน 700,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News20 hours agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

