เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
เชียงราย – ประเทศไทย, 22 มีนาคม 2026 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2026 บรรยากาศเงียบสงบของบ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลิ่นกาแฟสดลอยอยู่ทั่วพื้นที่ เสียงพูดคุยของผู้มาเยือนดังอย่างมีชีวิตชีวา…
เชียงราย – ประเทศไทย, 22 มีนาคม 2026 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2026 บรรยากาศเงียบสงบของบ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลิ่นกาแฟสดลอยอยู่ทั่วพื้นที่ เสียงพูดคุยของผู้มาเยือนดังอย่างมีชีวิตชีวา และความภูมิใจของชาวสวนก็สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรก
เทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก ไม่ได้เป็นแค่งานท่องเที่ยวหรืออีเวนต์สำหรับคนรักกาแฟเท่านั้น แต่เป็นการประกาศตัวของชุมชนเล็ก ๆ ที่อยากเล่าเรื่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาให้คนภายนอกได้รู้จัก
ปางขอนตั้งอยู่บนความสูงราว 1,250 ถึง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่มีประมาณ 300 ครัวเรือน และหลายครอบครัวเป็นชาวอาข่า เกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้วิ่งตามกระแสกาแฟหายากที่มักถูกพูดถึงในเวทีประมูลราคาแพง แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับการดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงคั่ว
เพราะความใส่ใจแบบนี้ กาแฟจากปางขอนจึงค่อย ๆ ยืนได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก และพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสม่ำเสมอ ความรักในงาน และพลังของชุมชน สามารถพาไปได้ไกลไม่แพ้แหล่งกาแฟชื่อดังใด ๆ

ทำไมเทศกาลกาแฟปางขอนจึงสำคัญกว่างานเฉลิมฉลองทั่วไป
ผู้จัดงานและคนในชุมชนพูดตรงกันว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนเห็นที่มาอย่างชัดเจน และได้ฟังเรื่องราวจากเจ้าของพื้นที่จริง ๆ ผู้เข้าร่วมได้เดินชมไร่กาแฟ ดูการสาธิตการเก็บเชอร์รีสุก การแปรรูปแบบ Natural และ Washed รวมถึงการประยุกต์วิธีแบบเคนยาที่เกษตรกรในพื้นที่นำมาปรับใช้เอง
นอกจากนั้น ยังมีการชิมกาแฟที่สะท้อนเอกลักษณ์ของปางขอนอย่างชัดเจน ทั้งความเปรี้ยวสดใส ความหวานคล้ายแยม กลิ่นอายแครนเบอร์รี และโทนดอกไม้บาง ๆ ที่ทำให้รสชาติซับซ้อนแต่ดื่มง่าย
งานนี้ต่างจากงานกาแฟในเมืองใหญ่ เพราะจัดขึ้นในสนามนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนของหมู่บ้านและพื้นที่สวนโดยรอบ มีภูเขาหมอกและต้นไม้เขียวสดเป็นฉากหลัง ผู้มาเยือนไม่ได้เห็นแค่กาแฟในแก้ว แต่ได้เห็นชีวิตจริงของเกษตรกรที่ช่วยกันเปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นในอดีต ให้กลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ยั่งยืน ผ่านแรงสนับสนุนจากโครงการหลวงและการรวมตัวของชุมชน
เกษตรกรคนหนึ่งเล่าว่า “เราไม่ได้แค่ปลูกกาแฟ แต่เราอยู่กับมันทุกวัน ดูแลต้น กลับเมล็ดบนลานตาก และพยายามให้ทุกเมล็ดเล่าเรื่องของเราได้”
ภายในงานมีทั้งทัวร์ไร่ เซสชันคัปปิง ร้านอาหารท้องถิ่นที่จับคู่กาแฟกับเมนูเหนือ และการแข่งขันดริปกาแฟที่มีบาริสต้าจากหลายพื้นที่มาร่วมสร้างสีสัน
กาแฟเชียงราย, จากจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงสู่เวทีโลก
เชียงราย เป็นแหล่งผลิตกาแฟอาราบิก้าราว 60% ของไทย พื้นที่อย่างดอยช้าง ดอยตุง แม่สลอง และปางขอน เติบโตได้ดีเพราะอากาศเย็นและระดับความสูงที่เหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่สูงของปางขอนหรือที่หลายคนรู้จักในชื่อดอยปางขอน
สภาพแวดล้อมของเชียงรายช่วยให้เมล็ดกาแฟพัฒนารสชาติได้ช้าและเต็มขึ้น ทั้งดินที่อุดมสมบูรณ์ หมอกยามเช้า และอุณหภูมิที่ต่างกันระหว่างกลางวันกับกลางคืน จึงทำให้กาแฟมีมิติ ตั้งแต่โทนช็อกโกแลตและถั่ว ไปจนถึงผลไม้เมืองร้อนและชาดำ
การปลูกกาแฟในภาคเหนือเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 จากโครงการหลวงในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป้าหมายคือการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายและอยู่ได้จริง เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นในอดีต ชุมชนชาติพันธุ์บนดอย เช่น อาข่าและลาหู่ จึงได้รับต้นกล้าอาราบิก้า ทั้ง Catimor, Typica, Caturra และ Bourbon พร้อมความรู้ด้านการปลูกแบบสมัยใหม่
ทุกวันนี้ สวนกาแฟจำนวนมากยังเป็นแปลงเล็ก ๆ ของครอบครัว เกษตรกรหลายรายใช้วิธีปลูกแบบอินทรีย์หรือใช้สารเคมีน้อยมาก พวกเขาคัดเก็บเฉพาะผลสุก และเริ่มทดลองวิธีแปรรูปใหม่ ๆ เช่น anaerobic fermentation, honey process และ Kenyan washed ซึ่งเรียนรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรต่างประเทศบนโซเชียลมีเดีย
ข้อมูลเด่นของกาแฟเชียงราย
- ระดับความสูงส่วนใหญ่อยู่ที่ 1,200 ถึง 1,600 เมตร เหมาะกับกาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูง
- สายพันธุ์หลัก ได้แก่ Catimor, Typica, Bourbon และสายพันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ
- Catimor พบมากในปางขอน เพราะทนโรคได้ดีและให้รสชาติสดใส
- วิธีแปรรูปที่น่าสนใจมีทั้งการตากบน raised beds, การหมักสองรอบแบบเคนยา และการหมักแบบ anaerobic ร่วมกับยีสต์
- หลายชุมชนทำงานผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ รวมถึงให้ความสำคัญกับราคาที่เป็นธรรมและการขายตรง
เพราะลงมือดูแลเองทุกขั้นตอน กาแฟเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่นอีกต่อไป ตอนนี้เมล็ดจากพื้นที่นี้ไปอยู่ในคาเฟ่สาย specialty ที่กรุงเทพฯ โรงคั่วในยุโรป และบางล็อตก็ไปถึงเวทีประกวดระดับนานาชาติ
กาแฟ Specialty เชียงรายกำลังเป็นที่จับตาในตลาดโลกอย่างไร
ตลาดกาแฟ specialty ของไทยโตขึ้นต่อเนื่อง โดยมีอัตราเพิ่มราว 15 ถึง 20% ต่อปี และเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักที่ถูกพูดถึงเสมอ แม้ดอยช้างจะยังเป็นต้นทางที่คนรู้จักมากที่สุด ผ่านแบรนด์ Doi Chaang Coffee ซึ่งเกษตรกรเป็นเจ้าของร่วมกันและส่งออกกาแฟ single-origin ไปหลายประเทศ แต่หมู่บ้านเล็กอย่างปางขอนก็กำลังสร้างชื่อของตัวเองได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กาแฟไทยทำคะแนนได้ดีในเวที Cup of Excellence และ Thai Specialty Coffee Awards หลายล็อตจากเชียงรายได้คะแนนเกิน 85 คะแนน โรงคั่วต่างประเทศจำนวนไม่น้อยชื่นชอบสมดุลของกาแฟไทย เพราะให้ความหวานที่ชัด แก้วสะอาด และราคาเข้าถึงได้
กาแฟจากปางขอน โดยเฉพาะล็อตที่ดูแลโดยเกษตรกรรุ่นใหม่ มักให้โน้ตรสชาติอย่างแยม แครนเบอร์รี กลิ่นหวานคล้ายลูกอม หรือผลไม้เมืองร้อน ชาดำ และกลิ่นดอกไม้บางเบา รสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการใส่ใจในรายละเอียดทุกช่วง ตั้งแต่การกลับผลกาแฟบนลานตากหลายครั้งต่อวัน การควบคุมเวลาหมัก ไปจนถึงการคัดแยกอย่างละเอียด
การยอมรับจากตลาดโลกยังมาจากความร่วมมือโดยตรง โรงคั่วจากกรุงเทพฯ เช่น Roots และ Beanspire ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรปางขอน เพื่อช่วยพัฒนาการแปรรูปและทำให้ชุมชนได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้เร็วขึ้น เกษตรกรอาข่าสามารถเรียนรู้เทคนิคจากเกษตรกรเคนยา นำมาปรับใช้ และทดลองต่อเนื่องในแต่ละฤดูกาล
ปัจจัยที่ทำให้กาแฟเชียงรายได้รับความสนใจมากขึ้น
- ความยั่งยืน, หลายสวนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การปลูกป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ
- การตรวจสอบย้อนกลับ, ล็อตเล็กทำให้รู้ที่มาชัดตั้งแต่ไร่ถึงแก้ว
- เรื่องราวที่ชัดเจน, วัฒนธรรมชนเผ่าบนดอยผสมกับแนวคิดใหม่ ทำให้คนดื่มรู้สึกเชื่อมโยง
- คุณภาพที่ดีขึ้นต่อเนื่อง, หลายล็อตทำคะแนนคัปปิงเกิน 85 คะแนน
- ราคาที่แข่งขันได้, เมื่อเทียบกับกาแฟชื่อดังจากอเมริกากลางหรือแอฟริกา
โรงคั่วรายหนึ่งที่มาร่วมงานพูดไว้ชัดเจนว่า “กาแฟปางขอนแข่งในตลาดโลกได้ ไม่ใช่เพราะเป็นสายพันธุ์ที่หายากที่สุด แต่เพราะทุกขั้นตอนทำด้วยความตั้งใจและความแม่นยำ”
ไฮไลต์จากเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกิจกรรมตลอดทั้งวันแบบใกล้ชิด ไม่ใช่แค่เดินชิมกาแฟแล้วจบ แต่ได้เห็นที่มาของรสชาติในแก้วแบบเต็ม ๆ
กิจกรรมเด่นภายในงาน
- เดินชมไร่พร้อมไกด์ท้องถิ่น ดูการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้พื้นถิ่น
- ชมการคั่วสดทั้งด้วยอุปกรณ์แบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่
- ร่วมคัปปิง เปรียบเทียบกาแฟแบบ Natural, Washed และล็อตทดลอง
- ชมการแสดงวัฒนธรรมอาข่า และเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมจากชุมชน
- ลองจับคู่กาแฟกับอาหารพื้นบ้าน ข้าวเหนียว ชาสมุนไพร และผักจากดอย
- ดูการแข่งขันบาริสต้ารุ่นเยาว์ที่ใช้เมล็ดจากปางขอนเป็นหัวใจหลัก
งานนี้ดึงดูดผู้คนจากเชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจกาแฟเดินทางมาร่วมด้วย หลายคนกลับบ้านพร้อมเมล็ดกาแฟคั่วสด และความเข้าใจที่ลึกขึ้นว่า กาแฟหนึ่งแก้วต้องผ่านแรงงานและความพิถีพิถันมากแค่ไหน
ทางผู้จัดหวังให้งานนี้กลายเป็นประเพณีประจำปีของชุมชน เพราะนอกจากช่วยเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบแล้ว ยังทำให้เสียงของเกษตรกรเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ถูกกลบด้วยภาพลักษณ์เชิงการตลาด
อนาคตของปางขอนและกาแฟเชียงราย
ความสำเร็จของเทศกาลครั้งแรกสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นในวงการกาแฟเชียงราย จากเดิมที่หลายพื้นที่ผลิตกาแฟแบบสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ตอนนี้หลายชุมชนเริ่มยืนในฐานะต้นกำเนิดกาแฟ specialty ที่มีเรื่องราว มีตัวตน และมีความภูมิใจในคุณภาพของตัวเอง
เกษตรกรรุ่นใหม่กำลังรับช่วงต่อจากคนรุ่นก่อน พวกเขานำแนวคิดใหม่เข้ามา แต่ก็ยังเคารพความรู้ดั้งเดิมของชุมชนไปพร้อมกัน นี่คือจุดแข็งสำคัญของปางขอน
แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้ายังมีความท้าทาย ทั้งเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนเร็ว ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และความผันผวนของตลาด แต่สิ่งที่เห็นจากปางขอนทำให้หลายคนยังเชื่อมั่นได้ว่า หากชุมชนควบคุมคุณภาพเองตั้งแต่ต้นทาง กาแฟก็จะไม่ใช่แค่รสชาติดีเท่านั้น แต่ยังช่วยพยุงรายได้ รักษาวัฒนธรรม และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
สำหรับคนรักกาแฟทั่วโลก การมาเชียงรายในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการชมวิวภูเขาหรือแวะวัดดัง เพราะคุณจะได้พบคนที่ปลูกเมล็ดกาแฟจริง ๆ ได้ฟังความพยายามของพวกเขา และได้ชิมความต่างที่เกิดจากความตั้งใจในทุกขั้นตอน
ไม่ว่าคุณจะดื่ม Catimor แบบ Natural Process จากปางขอนที่คาเฟ่ในกรุงเทพฯ หรือเดินทางไปเยือนหมู่บ้านด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มุมเล็ก ๆ ของภาคเหนือแห่งนี้กำลังเขียนบทใหม่ให้วงการกาแฟโลก ด้วยถ้วยกาแฟที่ทำอย่างประณีตและจริงใจในทุกแก้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในจังหวัดเชียงรายกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องต่อแถวรอเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด
เชียงราย – ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายร่วมกับ สภ.พาน แถลงผลงานสำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติด การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าได้ 300,000 เม็ด และยาไอซ์อีก 350 กิโลกรัม การจับกุมแบ่งออกเป็น 2 คดีสำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอพาน
คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของขบวนการค้ายาเสพติด ที่มักจะใช้เส้นทางจากชายแดนภาคเหนือเพื่อลักลอบขนของผิดกฎหมายเข้าสู่พื้นที่ตอนใน เจ้าหน้าที่มักพบการใช้รถยนต์ดัดแปลงเพื่อซ่อนยาเสพติดอย่างแนบเนียน อย่างไรก็ตาม ตำรวจประจำด่านตรวจปูแกงได้ทำงานอย่างหนักเพื่อตรวจค้นและสกัดจับรถต้องสงสัยเหล่านี้อย่างเข้มงวด
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจ สภ.พาน จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมยาบ้า 3 แสนเม็ด และยาไอซ์ 350 กิโลกรัม
- คดีแรกพบการซุกซ่อนยาบ้าในช่องลับของรถอเนกประสงค์ เพื่อเตรียมส่งไปจังหวัดนครสวรรค์
- คดีที่สองมีการดัดแปลงพื้นกระบะรถบรรทุกน้ำดื่ม ซ่อนยาไอซ์เตรียมส่งไปจังหวัดสมุทรปราการ
คดีที่ 1: รวบหนุ่มเชียงราย ซุกยาบ้าในรถ MU-X
คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ตำรวจด่านปูแกงได้รับแจ้งข่าวกรอง จึงตั้งจุดสกัดรถ Isuzu MU-X สีดำ เมื่อถึงเวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่พบรถคันดังกล่าวและเรียกตรวจค้น ผลการตรวจพบยาบ้า 300,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ตามโครงสร้างของรถยนต์ เจ้าหน้าที่จึงจับกุมนายสุรศักดิ์ พรมภิบาล อายุ 34 ปี พร้อมยึดของกลาง
นายสุรศักดิ์สารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากชายชื่อ “นายจะสอ” ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ให้ไปส่งยาบ้าที่จังหวัดนครสวรรค์ เขาตกลงรับงานในราคา 240,000 บาท และได้รับเงินล่วงหน้ามาแล้ว 50,000 บาท นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ขยายผลไปตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหา และสามารถยึดรถกระบะเพิ่มเติมได้อีกหนึ่งคันเพื่อตรวจสอบ
คดีที่ 2: สกัดรถบรรทุกน้ำ ซ่อนยาไอซ์ 350 กก.
สำหรับคดีที่สอง ตำรวจชุดสืบสวนและสายตรวจได้ร่วมกันสกัดจับรถบรรทุกยี่ห้อฮีโน่ สีขาว รถคันนี้บรรทุกแพ็กน้ำดื่มมาเต็มคันเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อตรวจค้นอย่างละเอียดตามแนวทางการปราบปราม ข่าวอาชญากรรม พบว่ามีการดัดแปลงพื้นกระบะทำเป็นช่องลับ เจ้าหน้าที่พบยาไอซ์ 350 ถุง น้ำหนักรวม 350 กิโลกรัม ซ่อนอยู่ใต้แผ่นเหล็กอย่างแน่นหนา
เจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายวรวุฒิ และ น.ส.ปภัสรา ชาวจังหวัดหนองคาย นายวรวุฒิยอมรับว่าเคยรับจ้างขนยาเสพติดแบบนี้มาแล้ว 3 ครั้ง โดยได้ค่าจ้างเที่ยวละ 300,000 บาท เพื่อนำไปส่งที่จังหวัดสมุทรปราการ เบื้องต้นผลการตรวจปัสสาวะของทั้งคู่ไม่พบสารเสพติด ขณะนี้ผู้ต้องหาถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.พาน ดำเนินคดีและขยายผลจับกุมเครือข่ายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายจับกุมกลุ่มชาวจีนในแม่สาย
รถกระบะคันหนึ่งเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
เชียงราย - Chiang Rai News
รถกระบะคันหนึ่งเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
ยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด">เชียงราย – เกิดอุบัติเหตุระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อรถกระบะซึ่งบรรทุกคนงานรวม 12 ชีวิต เกิดเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างรุนแรง บริเวณบ้านเหมืองกลาง ตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยทีมกู้ภัยต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อนำส่งโรงพยาบาล
อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่กลุ่มคนงานทั้งหมดกำลังเดินทางกลับจากการทำงานในตัวเมืองเชียงราย เพื่อมุ่งหน้ากลับที่พักในพื้นที่อำเภอแม่สาย แต่เมื่อขับมาถึงจุดเกิดเหตุ รถกลับเสียการควบคุมและพุ่งเข้าชนเสาไฟฟ้าอย่างจัง ส่งผลให้ผู้โดยสารในรถได้รับความตื่นตระหนกและมีผู้บาดเจ็บติดอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ
ประเด็นสำคัญ
- จุดเกิดเหตุและเส้นทาง: รถกระบะบรรทุกคนงาน 12 คน ประสบอุบัติเหตุเสียหลักชนเสาไฟฟ้าที่บ้านเหมืองกลาง ตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน ขณะมุ่งหน้ากลับอำเภอแม่สาย
- การเข้าช่วยเหลือเร่งด่วน: หน่วย กู้ภัยแสงธรรมแม่จัน ได้จัดรถพยาบาล 3 คัน ลงพื้นที่และนำผู้บาดเจ็บ 3 รายส่งโรงพยาบาลอย่างปลอดภัย
- อยู่ระหว่างการสอบสวน: เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบพื้นที่และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุ
เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันเกิดเหตุ ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุได้รับการประสานงานว่า มีอุบัติเหตุรถกระบะชนเสาไฟฟ้าและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทางหน่วยกู้ภัยแสงธรรมแม่จันจึงไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดส่งทีมเจ้าหน้าที่กู้ชีพพร้อมด้วยรถพยาบาลฉุกเฉินจำนวน 3 คัน ลงพื้นที่เกิดเหตุทันทีเพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ
เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถกระบะในสภาพพังเสียหายจากการชนเสาไฟฟ้าข้างทาง โดยมีคนงานที่โดยสารมาด้วยทั้งหมด 12 คนอยู่ในอาการตกใจ ทีมแพทย์และกู้ภัยจึงได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมทั้งคัดกรองอาการของผู้ประสบเหตุอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
ผลจากการตรวจสอบพบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วนจำนวน 3 ราย เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บทั้งหมดส่งไปยังโรงพยาบาลแม่จัน เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาต่อไป ทั้งนี้ ผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่เหลือปลอดภัยและมีเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อยเท่านั้น

การสืบสวนหาสาเหตุเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต
หลังจากการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจในพื้นที่ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด มีการบันทึกภาพและรวบรวมหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบร่องรอยการเบรกบนพื้นถนนเพื่อประกอบการพิจารณาทางกฎหมาย
เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าอุบัติเหตุอาจเกิดจากสภาพถนน ความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ หรืออาจมีการหักหลบสิ่งกีดขวางกะทันหัน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จะทำการเรียกตัวผู้ขับขี่และพยานที่เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อสรุปสำนวนและหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่มรถกระบะบรรทุกคนงานที่ต้องรับน้ำหนักมาก การขับขี่ด้วยความระมัดระวังและตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคนบนท้องถนน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายจับกุมกลุ่มชาวจีนในแม่สาย
นักยกน้ำหนักเยาวชนจากเชียงรายคว้าเหรียญทอง 2 เหรียญ
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายจับกุมกลุ่มชาวจีนในแม่สาย
เชียงราย – เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายสืบสวนของด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย ได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามดูพฤติกรรมของขบวนการลักลอบนำคนเข้าเมืองอย่างใกล้ชิด กลุ่มคนเหล่านี้มักจะแอบพาชาวต่างชาติข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่รอยต่อแนวชายแดนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
การสืบสวนครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสสำคัญจากชาวบ้านในพื้นที่ ข้อมูลระบุว่ามีกลุ่มคนต้องสงสัยไปรับชาวต่างชาติมาจากริมฝั่งแม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงแสน จากนั้นพวกเขาได้พาคนเหล่านั้นไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักแห่งหนึ่งในหมู่บ้านป่าแฝ อำเภอแม่สาย บ้านหลังนี้ถูกใช้เป็นจุดพักคอยเพื่อรอเวลาเดินทางต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่บุกรวบชาวจีน 6 คนและคนไทย 2 คนที่ซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักอำเภอแม่สาย
- กลุ่มชาวจีนแอบนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขง หนีออกจากเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศลาว
- ผู้ต้องหาชาวไทยรับสารภาพว่าได้เงินหัวละ 200 บาท เพื่อดูแลที่พักและอาหารรอคนมารับต่อ
เส้นทางหลบหนีจากสามเหลี่ยมทองคำ
หลังจากสืบสวนจนแน่ใจ เจ้าหน้าที่จึงนำกำลังเข้าปิดล้อมและตรวจค้นบ้านพักเป้าหมายในตำบลโป่งผา ผลการตรวจค้นพบผู้ต้องหาอยู่ภายในบ้านรวมทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็นคนไทย 2 คนและชาวจีนอีก 6 คน ผู้ต้องหาชาวจีนมีอายุหลากหลายตั้งแต่ 15 ปีไปจนถึง 36 ปี ทุกคนไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้องตามกฎหมายมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำชาวจีนทั้งหมดผ่านล่ามแปลภาษา พวกเขาเล่าว่าได้ลักลอบเดินทางออกมาจากเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ของประเทศลาว พวกเขาเลือกใช้วิธีจ้างเรือให้นำพาข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทยในเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ
เมื่อเรือมาถึงฝั่งไทย พวกเขาแอบขึ้นฝั่งทางช่องทางธรรมชาติในอำเภอเชียงแสน แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ผ่านการตรวจอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตามขั้นตอนปกติ หลังจากขึ้นฝั่งได้สำเร็จ ก็มีรถมารับตัวและพามาหลบซ่อนที่บ้านพักในอำเภอแม่สาย เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครในขั้นตอนต่อไป
ขบวนการจัดหาที่พักและจุดซ่อนตัว
สำหรับผู้ต้องหาชาวไทยที่ถูกจับกุมได้ในครั้งนี้คือ นายสุธิวัตร อายุ 43 ปี และ นางสาวพรชัย อายุ 54 ปี จากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้งสองคนยอมรับสารภาพว่าได้ร่วมกันจัดหาและทำสัญญาเช่าบ้านหลังนี้ พวกเขาจ่ายค่าเช่าในราคา 5,000 บาทต่อเดือน โดยเริ่มเช่ามาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 เพื่อเตรียมไว้เป็นเซฟเฮ้าส์โดยเฉพาะ
ผู้ต้องหาชาวไทยเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีนายหน้าคนหนึ่งชื่อ “นายต้น” เป็นผู้ว่าจ้างและสั่งการทั้งหมด นายต้นเป็นคนจ่ายเงินให้พวกเขาในราคาหัวละ 200 บาท แลกกับการจัดหาอาหารและน้ำดื่มมาให้ชาวจีนที่มาพักรอ เมื่อถึงเวลานัดหมาย นายต้นจะส่งทีมงานอีกชุดหนึ่งมารับชาวต่างชาติเหล่านี้เพื่อพาเดินทางต่อไปยังเมืองหลวง
ในท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาหนักกับคนไทยทั้งสองคนในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นและช่วยเหลือคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ส่วนชาวจีนทั้ง 6 คนถูกแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวแอบเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทองร่วง 300 บาท รูปพรรณขาย 67,000 ตลาดจับตาเฟด
นาฬิกา Casio กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางการเมืองในประเทศไทย
-
ข่าวกีฬา Sports5 days ago
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ครูคนหนึ่งในจังหวัดเชียงรายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าพูดถูก หลังจากการสืบสวนสอบสวนนาน 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
เด็กหนุ่มจากเชียงรายคนนี้สุดยอดมาก! เขาได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นประจำปี 2027
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
ตำรวจยึดยาไอซ์ 350 กิโลกรัม ที่ด่านตรวจเชียงราย





