เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
เชียงราย – ประเทศไทย, 22 มีนาคม 2026 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2026 บรรยากาศเงียบสงบของบ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลิ่นกาแฟสดลอยอยู่ทั่วพื้นที่ เสียงพูดคุยของผู้มาเยือนดังอย่างมีชีวิตชีวา…
เชียงราย – ประเทศไทย, 22 มีนาคม 2026 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2026 บรรยากาศเงียบสงบของบ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กลิ่นกาแฟสดลอยอยู่ทั่วพื้นที่ เสียงพูดคุยของผู้มาเยือนดังอย่างมีชีวิตชีวา และความภูมิใจของชาวสวนก็สัมผัสได้ตั้งแต่ก้าวแรก
เทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก ไม่ได้เป็นแค่งานท่องเที่ยวหรืออีเวนต์สำหรับคนรักกาแฟเท่านั้น แต่เป็นการประกาศตัวของชุมชนเล็ก ๆ ที่อยากเล่าเรื่องของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาให้คนภายนอกได้รู้จัก
ปางขอนตั้งอยู่บนความสูงราว 1,250 ถึง 1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่มีประมาณ 300 ครัวเรือน และหลายครอบครัวเป็นชาวอาข่า เกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้วิ่งตามกระแสกาแฟหายากที่มักถูกพูดถึงในเวทีประมูลราคาแพง แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับการดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ไปจนถึงคั่ว
เพราะความใส่ใจแบบนี้ กาแฟจากปางขอนจึงค่อย ๆ ยืนได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก และพิสูจน์ให้เห็นว่า ความสม่ำเสมอ ความรักในงาน และพลังของชุมชน สามารถพาไปได้ไกลไม่แพ้แหล่งกาแฟชื่อดังใด ๆ
ยาบ้าอีกราย">เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก" width="2048" height="1365" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/TOR_8599_11zon.webp 2048w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/TOR_8599_11zon-300x200.webp 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/TOR_8599_11zon-1024x683.webp 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/TOR_8599_11zon-768x512.webp 768w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/03/TOR_8599_11zon-1536x1024.webp 1536w" sizes="(max-width: 2048px) 100vw, 2048px" />
ทำไมเทศกาลกาแฟปางขอนจึงสำคัญกว่างานเฉลิมฉลองทั่วไป
ผู้จัดงานและคนในชุมชนพูดตรงกันว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนเห็นที่มาอย่างชัดเจน และได้ฟังเรื่องราวจากเจ้าของพื้นที่จริง ๆ ผู้เข้าร่วมได้เดินชมไร่กาแฟ ดูการสาธิตการเก็บเชอร์รีสุก การแปรรูปแบบ Natural และ Washed รวมถึงการประยุกต์วิธีแบบเคนยาที่เกษตรกรในพื้นที่นำมาปรับใช้เอง
นอกจากนั้น ยังมีการชิมกาแฟที่สะท้อนเอกลักษณ์ของปางขอนอย่างชัดเจน ทั้งความเปรี้ยวสดใส ความหวานคล้ายแยม กลิ่นอายแครนเบอร์รี และโทนดอกไม้บาง ๆ ที่ทำให้รสชาติซับซ้อนแต่ดื่มง่าย
งานนี้ต่างจากงานกาแฟในเมืองใหญ่ เพราะจัดขึ้นในสนามนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนของหมู่บ้านและพื้นที่สวนโดยรอบ มีภูเขาหมอกและต้นไม้เขียวสดเป็นฉากหลัง ผู้มาเยือนไม่ได้เห็นแค่กาแฟในแก้ว แต่ได้เห็นชีวิตจริงของเกษตรกรที่ช่วยกันเปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นในอดีต ให้กลายเป็นแหล่งปลูกกาแฟที่ยั่งยืน ผ่านแรงสนับสนุนจากโครงการหลวงและการรวมตัวของชุมชน
เกษตรกรคนหนึ่งเล่าว่า “เราไม่ได้แค่ปลูกกาแฟ แต่เราอยู่กับมันทุกวัน ดูแลต้น กลับเมล็ดบนลานตาก และพยายามให้ทุกเมล็ดเล่าเรื่องของเราได้”
ภายในงานมีทั้งทัวร์ไร่ เซสชันคัปปิง ร้านอาหารท้องถิ่นที่จับคู่กาแฟกับเมนูเหนือ และการแข่งขันดริปกาแฟที่มีบาริสต้าจากหลายพื้นที่มาร่วมสร้างสีสัน

กาแฟเชียงราย, จากจุดเริ่มต้นของโครงการหลวงสู่เวทีโลก
เชียงราย เป็นแหล่งผลิตกาแฟอาราบิก้าราว 60% ของไทย พื้นที่อย่างดอยช้าง ดอยตุง แม่สลอง และปางขอน เติบโตได้ดีเพราะอากาศเย็นและระดับความสูงที่เหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่สูงของปางขอนหรือที่หลายคนรู้จักในชื่อดอยปางขอน
สภาพแวดล้อมของเชียงรายช่วยให้เมล็ดกาแฟพัฒนารสชาติได้ช้าและเต็มขึ้น ทั้งดินที่อุดมสมบูรณ์ หมอกยามเช้า และอุณหภูมิที่ต่างกันระหว่างกลางวันกับกลางคืน จึงทำให้กาแฟมีมิติ ตั้งแต่โทนช็อกโกแลตและถั่ว ไปจนถึงผลไม้เมืองร้อนและชาดำ
การปลูกกาแฟในภาคเหนือเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 จากโครงการหลวงในพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป้าหมายคือการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายและอยู่ได้จริง เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่นในอดีต ชุมชนชาติพันธุ์บนดอย เช่น อาข่าและลาหู่ จึงได้รับต้นกล้าอาราบิก้า ทั้ง Catimor, Typica, Caturra และ Bourbon พร้อมความรู้ด้านการปลูกแบบสมัยใหม่
ทุกวันนี้ สวนกาแฟจำนวนมากยังเป็นแปลงเล็ก ๆ ของครอบครัว เกษตรกรหลายรายใช้วิธีปลูกแบบอินทรีย์หรือใช้สารเคมีน้อยมาก พวกเขาคัดเก็บเฉพาะผลสุก และเริ่มทดลองวิธีแปรรูปใหม่ ๆ เช่น anaerobic fermentation, honey process และ Kenyan washed ซึ่งเรียนรู้ผ่านการแลกเปลี่ยนกับเกษตรกรต่างประเทศบนโซเชียลมีเดีย
ข้อมูลเด่นของกาแฟเชียงราย
- ระดับความสูงส่วนใหญ่อยู่ที่ 1,200 ถึง 1,600 เมตร เหมาะกับกาแฟอาราบิก้าคุณภาพสูง
- สายพันธุ์หลัก ได้แก่ Catimor, Typica, Bourbon และสายพันธุ์ลูกผสมต่าง ๆ
- Catimor พบมากในปางขอน เพราะทนโรคได้ดีและให้รสชาติสดใส
- วิธีแปรรูปที่น่าสนใจมีทั้งการตากบน raised beds, การหมักสองรอบแบบเคนยา และการหมักแบบ anaerobic ร่วมกับยีสต์
- หลายชุมชนทำงานผ่านสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ รวมถึงให้ความสำคัญกับราคาที่เป็นธรรมและการขายตรง
เพราะลงมือดูแลเองทุกขั้นตอน กาแฟเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดท้องถิ่นอีกต่อไป ตอนนี้เมล็ดจากพื้นที่นี้ไปอยู่ในคาเฟ่สาย specialty ที่กรุงเทพฯ โรงคั่วในยุโรป และบางล็อตก็ไปถึงเวทีประกวดระดับนานาชาติ

กาแฟ Specialty เชียงรายกำลังเป็นที่จับตาในตลาดโลกอย่างไร
ตลาดกาแฟ specialty ของไทยโตขึ้นต่อเนื่อง โดยมีอัตราเพิ่มราว 15 ถึง 20% ต่อปี และเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักที่ถูกพูดถึงเสมอ แม้ดอยช้างจะยังเป็นต้นทางที่คนรู้จักมากที่สุด ผ่านแบรนด์ Doi Chaang Coffee ซึ่งเกษตรกรเป็นเจ้าของร่วมกันและส่งออกกาแฟ single-origin ไปหลายประเทศ แต่หมู่บ้านเล็กอย่างปางขอนก็กำลังสร้างชื่อของตัวเองได้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กาแฟไทยทำคะแนนได้ดีในเวที Cup of Excellence และ Thai Specialty Coffee Awards หลายล็อตจากเชียงรายได้คะแนนเกิน 85 คะแนน โรงคั่วต่างประเทศจำนวนไม่น้อยชื่นชอบสมดุลของกาแฟไทย เพราะให้ความหวานที่ชัด แก้วสะอาด และราคาเข้าถึงได้
กาแฟจากปางขอน โดยเฉพาะล็อตที่ดูแลโดยเกษตรกรรุ่นใหม่ มักให้โน้ตรสชาติอย่างแยม แครนเบอร์รี กลิ่นหวานคล้ายลูกอม หรือผลไม้เมืองร้อน ชาดำ และกลิ่นดอกไม้บางเบา รสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากการใส่ใจในรายละเอียดทุกช่วง ตั้งแต่การกลับผลกาแฟบนลานตากหลายครั้งต่อวัน การควบคุมเวลาหมัก ไปจนถึงการคัดแยกอย่างละเอียด
การยอมรับจากตลาดโลกยังมาจากความร่วมมือโดยตรง โรงคั่วจากกรุงเทพฯ เช่น Roots และ Beanspire ทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรปางขอน เพื่อช่วยพัฒนาการแปรรูปและทำให้ชุมชนได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็ช่วยให้การแลกเปลี่ยนความรู้เร็วขึ้น เกษตรกรอาข่าสามารถเรียนรู้เทคนิคจากเกษตรกรเคนยา นำมาปรับใช้ และทดลองต่อเนื่องในแต่ละฤดูกาล

ปัจจัยที่ทำให้กาแฟเชียงรายได้รับความสนใจมากขึ้น
- ความยั่งยืน, หลายสวนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม การปลูกป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ
- การตรวจสอบย้อนกลับ, ล็อตเล็กทำให้รู้ที่มาชัดตั้งแต่ไร่ถึงแก้ว
- เรื่องราวที่ชัดเจน, วัฒนธรรมชนเผ่าบนดอยผสมกับแนวคิดใหม่ ทำให้คนดื่มรู้สึกเชื่อมโยง
- คุณภาพที่ดีขึ้นต่อเนื่อง, หลายล็อตทำคะแนนคัปปิงเกิน 85 คะแนน
- ราคาที่แข่งขันได้, เมื่อเทียบกับกาแฟชื่อดังจากอเมริกากลางหรือแอฟริกา
โรงคั่วรายหนึ่งที่มาร่วมงานพูดไว้ชัดเจนว่า “กาแฟปางขอนแข่งในตลาดโลกได้ ไม่ใช่เพราะเป็นสายพันธุ์ที่หายากที่สุด แต่เพราะทุกขั้นตอนทำด้วยความตั้งใจและความแม่นยำ”
ไฮไลต์จากเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกิจกรรมตลอดทั้งวันแบบใกล้ชิด ไม่ใช่แค่เดินชิมกาแฟแล้วจบ แต่ได้เห็นที่มาของรสชาติในแก้วแบบเต็ม ๆ
กิจกรรมเด่นภายในงาน
- เดินชมไร่พร้อมไกด์ท้องถิ่น ดูการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้พื้นถิ่น
- ชมการคั่วสดทั้งด้วยอุปกรณ์แบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่
- ร่วมคัปปิง เปรียบเทียบกาแฟแบบ Natural, Washed และล็อตทดลอง
- ชมการแสดงวัฒนธรรมอาข่า และเลือกซื้อสินค้าหัตถกรรมจากชุมชน
- ลองจับคู่กาแฟกับอาหารพื้นบ้าน ข้าวเหนียว ชาสมุนไพร และผักจากดอย
- ดูการแข่งขันบาริสต้ารุ่นเยาว์ที่ใช้เมล็ดจากปางขอนเป็นหัวใจหลัก
งานนี้ดึงดูดผู้คนจากเชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจกาแฟเดินทางมาร่วมด้วย หลายคนกลับบ้านพร้อมเมล็ดกาแฟคั่วสด และความเข้าใจที่ลึกขึ้นว่า กาแฟหนึ่งแก้วต้องผ่านแรงงานและความพิถีพิถันมากแค่ไหน
ทางผู้จัดหวังให้งานนี้กลายเป็นประเพณีประจำปีของชุมชน เพราะนอกจากช่วยเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบแล้ว ยังทำให้เสียงของเกษตรกรเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ถูกกลบด้วยภาพลักษณ์เชิงการตลาด

อนาคตของปางขอนและกาแฟเชียงราย
ความสำเร็จของเทศกาลครั้งแรกสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ชัดขึ้นในวงการกาแฟเชียงราย จากเดิมที่หลายพื้นที่ผลิตกาแฟแบบสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ตอนนี้หลายชุมชนเริ่มยืนในฐานะต้นกำเนิดกาแฟ specialty ที่มีเรื่องราว มีตัวตน และมีความภูมิใจในคุณภาพของตัวเอง
เกษตรกรรุ่นใหม่กำลังรับช่วงต่อจากคนรุ่นก่อน พวกเขานำแนวคิดใหม่เข้ามา แต่ก็ยังเคารพความรู้ดั้งเดิมของชุมชนไปพร้อมกัน นี่คือจุดแข็งสำคัญของปางขอน
แน่นอนว่าเส้นทางข้างหน้ายังมีความท้าทาย ทั้งเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนเร็ว ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และความผันผวนของตลาด แต่สิ่งที่เห็นจากปางขอนทำให้หลายคนยังเชื่อมั่นได้ว่า หากชุมชนควบคุมคุณภาพเองตั้งแต่ต้นทาง กาแฟก็จะไม่ใช่แค่รสชาติดีเท่านั้น แต่ยังช่วยพยุงรายได้ รักษาวัฒนธรรม และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
สำหรับคนรักกาแฟทั่วโลก การมาเชียงรายในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการชมวิวภูเขาหรือแวะวัดดัง เพราะคุณจะได้พบคนที่ปลูกเมล็ดกาแฟจริง ๆ ได้ฟังความพยายามของพวกเขา และได้ชิมความต่างที่เกิดจากความตั้งใจในทุกขั้นตอน
ไม่ว่าคุณจะดื่ม Catimor แบบ Natural Process จากปางขอนที่คาเฟ่ในกรุงเทพฯ หรือเดินทางไปเยือนหมู่บ้านด้วยตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ มุมเล็ก ๆ ของภาคเหนือแห่งนี้กำลังเขียนบทใหม่ให้วงการกาแฟโลก ด้วยถ้วยกาแฟที่ทำอย่างประณีตและจริงใจในทุกแก้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในจังหวัดเชียงรายกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ขับขี่รถยนต์ต้องต่อแถวรอเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
เชียงราย - Chiang Rai News
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – วันที่ 1 กันยายน 2569 พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เปิดมิติใหม่แห่งการกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ท่านรับชมการสาธิตโดรนยักษ์เพื่อยุทธวิธีจาก บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กองพลทหารราบที่ 4 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก งานนี้มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เช่น พล.ต.เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาเพื่อใช้แก้ปัญหาไฟป่าและช่วยผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
บริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด ได้นำโดรนรุ่น DJI Flycart 100 ซึ่งเป็นโดรนขนส่งสัมภาระขนาดใหญ่มาจัดแสดงและบินสาธิต โดรนรุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อลดปัญหาหมอกควันและไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขนส่งเสบียง อุปกรณ์ดับไฟ ยารักษาโรค อาหาร และน้ำดื่ม ทำได้รวดเร็วมาก ช่วยลดความเสี่ยงของกำลังพลที่ต้องเดินเท้าเข้าป่าลึก และลดการใช้แรงงานคนในสภาพที่ทัศนวิสัยย่ำแย่จากกลุ่มควันไฟ
ประเด็นสำคัญ
- กองทัพภาคที่ 3 จับมือเอกชนนำโดรน DJI Flycart 100 มาใช้ขนส่งเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัยในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก
- เทคโนโลยีโดรนช่วยสนับสนุนการทำแนวกันไฟป่าบนดอยสุเทพ ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน
- ในเหตุการณ์น้ำท่วมน่าน โดรนช่วยค้นหาผู้สูญหายและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้หมู่บ้านที่ถูกตัดขาดได้อย่างรวดเร็ว
ในทุกๆ ปี พื้นที่ภาคเหนือต้องเผชิญกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างหนัก ในช่วงปี 2569 นี้ ทีมงานจิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง โดรนอาสาถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำแนวกันไฟบนดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมทั้งหน่วยงานเฝ้าระวังในพื้นที่
การใช้อากาศยานไร้คนขับช่วยขนส่งเครื่องเป่าลม น้ำมัน น้ำดื่ม และเสบียง ช่วยให้ทีมงานทำงานได้สะดวกขึ้นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดรนสามารถบินฝ่าอุปสรรคเพื่อส่งยารักษาโรคขึ้นภูเขาได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติภารกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด

ภารกิจค้นหาและช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดน่าน
นอกจากปัญหาไฟป่าแล้ว โดรนยังมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่จังหวัดน่าน กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้ชายวัย 58 ปีสูญหายไปพร้อมกับเรือในพื้นที่อำเภอเวียงสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจึงร่วมกับบริษัท ซิสทรอนิกส์ จำกัด และทีมชุดนักบินโดรนนครบาล ขึ้นบินสำรวจพื้นที่เหนือน้ำทันที
การขยายขอบเขตการค้นหาจากมุมสูงในจุดที่เข้าถึงยาก ช่วยให้ทีมกู้ภัยภาคพื้นดินได้รับข้อมูลที่ชัดเจน พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการค้นหาได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นการทำงานที่สอดประสานกันเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ลดระยะทาง เพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ประสบภัย
ในเวลาต่อมา โรงพยาบาลปัว จังหวัดน่าน ได้ประสานขอความช่วยเหลือให้นำโดรนขนาด 30 กิโลกรัมไปส่งถุงยังชีพให้ชาวบ้าน บ้านห้วยปูด กว่า 150 คน พื้นที่นี้ประสบปัญหาเส้นทางถูกตัดขาดจากน้ำป่าไหลหลาก เดิมทีชาวบ้านต้องเดินเท้าไปกลับกว่า 20 กิโลเมตรด้วยความยากลำบากเพื่อหาอาหาร
การใช้โดรนช่วยร่นระยะทางที่ชาวบ้านต้องลงมารับของเหลือเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น นักบินทำการบินลำเลียงสิ่งของถึง 8 รอบ ขนส่งรอบละ 27 กิโลกรัม ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนสำเร็จภารกิจในเวลา 18.00 น. ภารกิจนี้ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับการกู้ภัยให้รวดเร็วและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงราย ประเทศลาว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายรับตัวชาวไทย 92 คนที่ถูกเนรเทศจากลาว
เชียงราย – ทางการ สปป.ลาว ได้ส่งตัวคนไทยจำนวน 92 คน กลับคืนสู่ประเทศไทยแล้วในวันนี้ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจับกุมจากหลายข้อหา ทั้งการลักลอบเข้าเมืองและการทำงานร่วมกับแก๊งมิจฉาชีพทางออนไลน์ เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ">อาชญากรรมข้ามชาติที่ยังคงน่าเป็นห่วงและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
การส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการประสานงานระหว่างทางการไทยและลาว เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยเตรียมพร้อมรับตัวผู้ต้องสงสัยและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ทางการลาวส่งมอบคนไทย 92 คน กลับประเทศ หลังลอบเข้าเมืองและพัวพันแก๊งสแกมเมอร์
- เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า 15 คนในกลุ่มนี้ มีหมายจับติดตัวในคดียาเสพติด ฉ้อโกง และเปิดบัญชีม้า
- เจ้าหน้าที่ ตม. เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหางานออนไลน์ที่อ้างรายได้สูง เพราะอาจตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคนกลุ่มนี้ถึงยอมเสี่ยงเดินทางข้ามประเทศไปทำงานที่นั่น จากการสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่ถูกหลอกลวงผ่านประกาศรับสมัครงานบนโซเชียลมีเดีย ประกาศเหล่านี้มักเสนอเงินเดือนที่สูงถึง 18,000-25,000 บาท พร้อมสวัสดิการที่พักและอาหารฟรี
ด้วยข้อเสนอที่ดึงดูดใจ ทำให้หลายคนตัดสินใจลักลอบข้ามแม่น้ำโขงไปหางานทำ บางคนเพิ่งเดินทางไปถึงและยังไม่ได้เริ่มงานก็ถูกทางการลาวเข้าจับกุมเสียก่อน โชคดีที่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบเบาะแสว่ากลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
แม้จะไม่ใช่เหยื่อค้ามนุษย์ แต่การกระทำของพวกเขาก็ถือว่าผิดกฎหมายอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของการหลบหนีเข้าเมืองและการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตอนนี้ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองและตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด เพื่อแยกแยะว่าใครคือผู้กระทำผิดตัวจริง
ตรวจพบหมายจับสารพัดคดีร้ายแรง
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในการรับตัวกลุ่มคนไทยครั้งนี้ คือการตรวจพบผู้ต้องหาที่มีหมายจับจากศาลไทยถึง 15 คน โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 11 คน และผู้หญิงอีก 4 คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีติดตัวที่แตกต่างกันไปและล้วนแต่เป็นคดีที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม
คดีที่พบมีตั้งแต่การจำหน่ายยาเสพติด ลักทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน ไปจนถึงการรับจ้างเปิดบัญชีม้าให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางรายถึงขั้นพัวพันกับคดีซ่องโจรและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศอย่างมาก
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการคัดแยกตัวผู้ที่มีหมายจับทั้ง 15 คน ออกจากกลุ่มทันที เพื่อนำตัวส่งฟ้องและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีการละเว้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกส่งเข้าสู่ขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป
คำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางเจ้าหน้าที่ ตม.เชียงแสน ได้ฝากความห่วงใยและคำเตือนถึงประชาชนทุกคน ขอให้ระมัดระวังการชักชวนไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะงานที่โฆษณาว่าทำง่าย รายได้ดี และไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน
งานเหล่านั้นมักจะเป็นหลุมพรางของแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติที่ตั้งใจมาหลอกลวง ผู้ที่หลงเชื่ออาจถูกบังคับให้ไปเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อหลอกลวงคนอื่นต่อ หรืออาจถูกขโมยข้อมูลส่วนตัวไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น หากใครที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ ควรติดต่อผ่านกรมการจัดหางานหรือหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้เท่านั้น การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณปลอดภัย และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุมหรือตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจเชียงรายให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยในภาวะฉุกเฉิน
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – นักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนอนุบาลเชียงรายจัดอบรมความปลอดภัย ฝึกนักเรียนชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 เรียนรู้หลัก “หนี ซ่อน สู้” หรือ Run Hide Fight เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินและเหตุรุนแรงในสถานศึกษา
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย เป็นประธานเปิดการอบรมสถานศึกษาปลอดภัย กิจกรรมป้องกันภัยในสถานศึกษา หลักสูตร “หนี ซ่อน สู้” (Run Hide Fight) ณ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย พื้นที่ในเมือง จังหวัดเชียงราย โดยมีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 และอนุบาลปีที่ 3 เข้าร่วมกิจกรรม
การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายให้นักเรียนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเหตุรุนแรง ทั้งภายในสถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ โดยโรงเรียนได้รับความอนุเคราะห์จากทีมวิทยากร สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงราย ซึ่งร่วมให้ความรู้และแนะนำแนวทางการเอาตัวรอดที่เหมาะสมกับเด็ก
ประเด็นสำคัญ
- โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จัดอบรม “หนี ซ่อน สู้” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำหรับนักเรียนอนุบาล 2 และอนุบาล 3
- นักเรียนได้เรียนรู้หลัก Run Hide Fight เพื่อรู้จักการหนีออกจากพื้นที่อันตราย การหาที่ปลอดภัย และการป้องกันตัวเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
- กิจกรรมมุ่งสร้างความตระหนักด้าน ความปลอดภัยในสถานศึกษา ตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมเสริมความพร้อมให้ครูและบุคลากรรับมือเหตุไม่คาดฝัน
หลัก Run Hide Fight เป็นแนวทางรับมือเหตุรุนแรงที่แบ่งการปฏิบัติออกเป็น 3 ขั้นตอน โดยแต่ละขั้นจะเลือกใช้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง สิ่งสำคัญคือการตั้งสติและประเมินความปลอดภัยก่อนตัดสินใจ
ขั้นแรกคือ “หนี (Run)” หากมีเส้นทางออกจากพื้นที่อันตรายที่ปลอดภัย ควรรีบออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด และไม่เสียเวลากับการเก็บสิ่งของหรือทรัพย์สิน แนวทางนี้เน้นการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้
หากไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ขั้นต่อมาคือ “ซ่อน (Hide)” โดยหาพื้นที่กำบังที่เหมาะสม อยู่ให้พ้นจากสายตา ปิดประตู และหากทำได้ควรล็อกประตู รวมถึงปิดเสียงโทรศัพท์หรืออุปกรณ์ที่อาจส่งเสียง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งถูกเปิดเผย
ส่วน “สู้ (Fight)” ถือเป็นทางเลือกสุดท้าย ใช้เฉพาะกรณีที่เผชิญอันตรายต่อชีวิตโดยตรง และไม่สามารถหนีหรือซ่อนได้แล้ว หลักสำคัญคือการตั้งสติและปกป้องตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอด
ตำรวจร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านความปลอดภัย
การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาร่วมให้ความรู้ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้จากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
สำหรับเด็กระดับอนุบาล การฝึกด้านความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับอายุ เนื้อหาจึงควรเน้นการจดจำขั้นตอนง่าย ๆ การฟังคำสั่งครู และการรู้จักพื้นที่ปลอดภัย มากกว่าการสร้างความหวาดกลัว
กิจกรรมลักษณะนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของสถานศึกษาหลายแห่งที่นำหลัก “หนี ซ่อน สู้” มาใช้ในการเตรียมความพร้อม โดยมีทั้งการอบรมและการซักซ้อมสถานการณ์จำลอง เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถตอบสนองได้อย่างเป็นระบบ
สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่วัยอนุบาล
โรงเรียนอนุบาลเชียงรายระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียนรู้จักการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก
นอกจากนักเรียนแล้ว ครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีบทบาทสำคัญในการรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพราะในสถานการณ์จริง เด็กเล็กจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำและการดูแลจากผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัว
การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้เด็กจดจำคำว่า “หนี ซ่อน สู้” แต่ต้องการสร้างความคุ้นเคยกับการฟังคำสั่ง การรักษาสติ และการเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ
ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องอาศัยทุกฝ่าย
การเตรียมพร้อมรับมือเหตุรุนแรงในสถานศึกษาเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเด็กเล็ก การให้ความรู้ควรดำเนินไปอย่างเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนก ขณะเดียวกัน การซ้อมเป็นระยะจะช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
กิจกรรม “หนี ซ่อน สู้” ของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการยกระดับความปลอดภัยในสถานศึกษา และเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีระบบและปลอดภัยมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


