เชียงใหม่ - Chiang Mai
วิจารณ์สนั่น! นักท่องเที่ยวสาวปีนกำแพงโบราณ ‘แจ่งศรีภูมิ’ เชียงใหม่ เสี่ยงอันตรายและทำลายประวัติศาสตร์
เชียงใหม่ – เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากมีผู้พบเห็นนักท่องเที่ยวสาวคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนกำแพงเมืองโบราณ เธอสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงขาสั้น และรองเท้าผ้าใบสีขาว โดยขึ้นไปนั่งอย่างสบายใจบนขอบอิฐชั้นบนสุดของ “แจ่งศรีภูมิ” สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในสี่มุมเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมากของเมืองเชียงใหม่ การกระทำดังกล่าวสร้างความตกใจและหวาดเสียวให้กับผู้คนที่ขับรถสัญจรผ่านไปมาเป็นอย่างยิ่ง
จุดที่นักท่องเที่ยวหญิงรายนี้ปีนขึ้นไปนั้นมีความสูงจากพื้นดินหลายเมตร ที่สำคัญคือเธอไม่มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยใดๆ เลยแม้แต่น้อย หลายคนกังวลว่าหากเธอก้าวพลาดหรือเกิดลื่นไถล อาจทำให้พลัดตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากนี้หากอิฐโบราณเกิดหลุดร่วงลงมา ก็อาจทำอันตรายต่อผู้คนที่เดินอยู่ด้านล่างได้เช่นกัน เหตุการณ์นี้จึงถือเป็นความเสี่ยงที่สร้างความกังวลให้กับชุมชนอย่างมาก
สรุปประเด็นสำคัญ
- นักท่องเที่ยวหญิงปีนขึ้นไปนั่งบนกำแพงเมืองโบราณบริเวณแจ่งศรีภูมิโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย
- พฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและอาจทำให้โครงสร้างอิฐเก่าแก่ชำรุดเสียหายได้
- ประชาชนเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและติดตั้งป้ายเตือนหลายภาษาเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
กระทบจิตใจชาวเชียงใหม่และเสี่ยงทำลายโบราณสถาน
นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยังมองว่าพฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง กำแพงเมืองเชียงใหม่ถือเป็นโบราณสถานอันทรงคุณค่าและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวเชียงใหม่หวงแหน การปีนป่ายขึ้นไปนั่งเล่นหรือถ่ายรูปในลักษณะนี้ถือเป็นการไม่เคารพสถานที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างอิฐเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปีอาจชำรุดและพังทลายได้ง่ายจากการรับน้ำหนัก ชาวบ้านจึงอยากให้นักท่องเที่ยวทุกคนตระหนักถึงการอนุรักษ์สถานที่เหล่านี้ให้มากขึ้น
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านและผู้เห็นเหตุการณ์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน หน่วยงานต่างๆ เช่น กรมศิลปากร เทศบาลนครเชียงใหม่ และตำรวจท่องเที่ยว ควรประสานงานกันเพื่อเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่สายตรวจอาจเป็นทางออกที่จะช่วยตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้
การจัดทำป้ายเตือนเป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่ควรเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรติดตั้งป้ายเตือนอย่างชัดเจนและมีหลายภาษา โดยเน้นภาษาอังกฤษและภาษาจีนในจุดที่เสี่ยงต่อการปีนป่าย การให้ข้อมูลและกฎระเบียบที่ถูกต้องจะช่วยสร้างความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี แนวทางเหล่านี้จะช่วยป้องกันเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของการท่องเที่ยวและความปลอดภัยของทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
โซเชียลเดือด! แก๊งวัยรุ่นหญิงเชียงใหม่ลวงเด็ก 13 รุมทำร้าย ปมเข้าใจผิดโพสต์คำคม
เกิดเหตุทะเลวิวาทรุนแรงบนถนนในเชียงใหม่!! นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวบ้านปะทะกัน
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ตำรวจบุกช่วย นศ.เชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลฯ หลอกขังตัวรีดเงิน
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์งัดมุกใหม่มาใช้หลอกลวง มิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้หลอกนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ไปขังตัวเองอยู่ภายในห้องพักโรงแรม จากนั้นก็บังคับให้แต่งเรื่องหลอกขอเงินจากพ่อแม่เพื่อนำไปโอนต่อเข้าบัญชีม้า
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเหยื่อได้รับสายโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยปลายสายอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ พวกเขาข่มขู่ว่าบัตรประชาชนของนักศึกษาถูกนำไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งไปพัวพันกับคดียาเสพติดและการฟอกเงินรายใหญ่
ประเด็นสำคัญ
- แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่เหยื่อว่าพัวพันคดีฟอกเงิน เพื่อสร้างความหวาดกลัวและบังคับให้ทำตามคำสั่ง
- มิจฉาชีพบังคับให้นักศึกษาแยกตัวไปอยู่โรงแรมคนเดียว และต้องเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ตำรวจภูพิงคราชนิเวศน์แกะรอยจากเบาะแสที่เพื่อนแจ้งความคนหาย จนสามารถบุกเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
วิธีการของแก๊งนี้ถือว่าแยบยลและเล่นกับความกลัวของเหยื่ออย่างมาก พวกเขาสั่งให้นักศึกษาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไปเช่าโรงแรมอยู่เพียงลำพัง นอกจากนี้ยังบังคับให้เหยื่อเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหว
เมื่อเหยื่อถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มิจฉาชีพก็เริ่มแผนการขั้นต่อไป พวกเขาขู่ให้นำเงินมาวางประกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากไม่มีเงิน ก็บังคับให้นักศึกษาแต่งเรื่องโกหกพ่อแม่เพื่อขอเงิน เช่น อ้างว่าสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เป็นค่ามัดจำบัญชี
เมื่อผู้ปกครองถูกหลอกและโอนเงินไปแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพทางโทรศัพท์จะสั่งให้นักเรียนโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีสำรองหลายบัญชี โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สิน และเงินจะถูกคืนในภายหลัง
ตำรวจแกะรอยช่วยเหลือ บุกโรงแรมก่อนสูญเงิน
โชคดีที่เพื่อนของนักศึกษารายนี้สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้รีบไปแจ้งความคนหายตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยตามหาตัว จนกระทั่งทราบว่าเหยื่อไปเปิดห้องพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
ทันทีที่ทราบพิกัด ตำรวจและผู้ปกครองได้บุกเข้าไปให้ความช่วยเหลือที่ห้องพัก เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในสายวิดีโอคอลเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่มาช่วย พวกเขาก็รีบกดยกเลิกข้อความทั้งหมดแล้วตัดสายหลบหนีไปทันที ทำให้นักศึกษาคนนี้รอดพ้นจากการสูญเสียเงินจำนวนมากได้อย่างหวุดหวิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาว่า หากมีสายแปลกโทรมาข่มขู่เรื่องคดีความ ให้รีบตั้งสติและตัดสายทิ้งทันที อย่าหลงเชื่อหรือทำตามคำสั่งใดๆ หากสงสัยให้รีบปรึกษาครอบครัวหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน
สำหรับผู้ปกครอง หากบุตรหลานที่เรียนอยู่ต่างจังหวัดโทรมาขอเงินก้อนใหญ่กะทันหัน ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะการอ้างเรื่องทุนการศึกษา หรือมีพฤติกรรมเก็บตัวติดต่อยาก ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางมหาวิทยาลัยหรือเพื่อนสนิทของลูกให้แน่ใจก่อนโอนเงินเสมอ
ยุคนี้มิจฉาชีพมาในหลากหลายรูปแบบและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา หากท่านรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ หรือไม่สามารถติดต่อบุตรหลานได้ สามารถโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.go.th เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ผู้ซื้อบ้านในเชียงใหม่ผงะ พบศพคุณยายที่หายตัวไป
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ผู้ซื้อบ้านในเชียงใหม่ผงะ พบศพคุณยายที่หายตัวไป
เชียงใหม่ – เหตุการณ์สุดช็อกนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อมีชาวบ้านรายหนึ่งกำลังมองหาบ้านมือสอง เขาให้ความสนใจบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งที่ถูกธนาคารยึด ซึ่งปัจจุบันเป็นทรัพย์สินรอการขายทอดตลาดจากกรมบังคับคดี บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ใกล้ตลาดชุมชนบ้านท่าเดื่อ ตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมืองเชียงใหม่
ด้วยความสนใจ ผู้ซื้อจึงขออนุญาตเข้าไปสำรวจสภาพบ้านก่อนตัดสินใจประมูล เมื่อเดินสำรวจบริเวณชั้นล่าง เขาพบเตียงนอนที่มีมุ้งครอบอยู่ และเมื่อเปิดมุ้งออกก็ต้องตกใจสุดขีด เพราะพบศพมนุษย์สภาพแห้งจนเหลือเพียงโครงกระดูกนอนอยู่บนเตียง
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์หลัก: ผู้สนใจซื้อบ้านเข้าไปสำรวจบ้านยึดจากกรมบังคับคดี แต่กลับผงะพบศพแห้งเป็นโครงกระดูกอยู่บนเตียง
- สถานที่เกิดเหตุ: บ้านไม้สองชั้นที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ตั้งอยู่ใจกลางชุมชน ใกล้ตลาดสดในจังหวัดเชียงใหม่
- ข้อสันนิษฐาน: คาดว่าเป็นศพคุณยายวัย 93 ปี เจ้าของบ้านเดิม ที่อาจเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมานานกว่า 5 ปีโดยไม่มีใครทราบ
หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง พร้อมด้วยแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทันที (อ้างอิงข้อมูลจาก: ไทยรัฐออนไลน์) เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บหลักฐานอย่างระมัดระวัง เพื่อนำโครงกระดูกส่งไปชันสูตรอย่างละเอียด
การตรวจสอบนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพื่อยืนยันอัตลักษณ์บุคคลและหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่าบ้านหลังนี้เคยเป็นของคุณยายศรีวรรณ แซ่ตั้ง ในอดีตท่านเคยอาศัยอยู่กับลูกชาย
ชาวบ้านเห็นทั้งคู่ครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน หลังจากนั้นบ้านก็ถูกธนาคารยึดไป ชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าใจว่าคุณยายย้ายไปอยู่กับญาติในตัวเมืองแล้ว จึงไม่ได้มีใครติดใจสงสัย หรือเข้าไปตรวจสอบความผิดปกติภายในบ้านร้างหลังนี้เลย
ปริศนาการเสียชีวิตกลางชุมชนที่พลุกพล่าน
เมื่อตำรวจทำการสืบสวนเพิ่มเติม พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ลูกชายของคุณยายปัจจุบันถูกจำคุกอยู่ที่จังหวัดตาก ส่วนคุณยายศรีวรรณในขณะที่หายตัวไปนั้น มีอายุประมาณ 93 ปีแล้ว เจ้าหน้าที่จึงสันนิษฐานว่าโครงกระดูกที่พบน่าจะเป็นคุณยาย
หากผลชันสูตรออกมายืนยันตามนี้ จะถือเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจอย่างมาก เพราะหมายความว่าคุณยายเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวภายในบ้านมานานหลายปี สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจคือ บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ติดกับตลาดสด ซึ่งมีผู้คนสัญจรไปมาตลอดทั้งวัน
ชาวบ้านเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยได้กลิ่นเหม็น หรือสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ เลย จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ เริ่มมีกลิ่นแปลกๆ โชยออกมา แต่ก็ไม่มีใครรู้ต้นตอ จนกระทั่งมีคนเข้าไปดูบ้านและพบศพในที่สุด
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใส่ใจดูแลเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชุมชน และยังเป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านมือสอง ว่าควรตรวจสอบสภาพทรัพย์สินอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ระทึกกลางดึก! สาวหึงโหด ขับรถไล่ชนอดีตแฟนหนุ่มกลางถนนเชียงใหม่
สลด! สาว 26 ถูกฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ระทึกขวัญดอยสุเทพ! ต้นสนยักษ์อายุ 60 ปี โค่นทับรถสี่ล้อแดงพังยับ โชคดีไร้คนเจ็บ
เชียงใหม่ –เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงสายของวันนี้ เมื่อต้นสนขนาดใหญ่อายุกว่า 60 ปี หักโค่นลงมาอย่างกะทันหัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณใกล้กับซุ้มประตูบันไดทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของทั้งชาวไทยและต่างชาติ เสียงต้นไม้ล้มดังสนั่นทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นตกใจกันอย่างมาก
เคราะห์ดีที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งนี้ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว บรรดาร้านค้าของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงก็รอดพ้นจากความเสียหายไปได้อย่างหวุดหวิด อย่างไรก็ตาม มีรถสี่ล้อแดงรับจ้างซึ่งจอดอยู่บริเวณนั้น ถูกกิ่งไม้และลำต้นทับจนพังเสียหายไปหนึ่งคันเต็มๆ
จุดสำคัญที่ควรทราบ
- ต้นสนเก่าแก่อายุกว่า 60 ปี หักโค่นหน้าซุ้มประตูทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่
- เหตุการณ์นี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่มีรถสี่ล้อแดงรับจ้างได้รับความเสียหาย 1 คัน
- ชาวบ้านเคยขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบต้นไม้แล้ว แต่ก่อนหน้านี้ได้รับการประเมินว่ายังปลอดภัย
สาเหตุหลักและการระดมกำลังเข้าช่วยเหลือ
เหตุระทึกนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น สาเหตุหลักของการหักโค่นมาจากสภาพลำต้นที่เก่าแก่และเริ่มผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อรับน้ำหนักไม่ไหว กิ่งก้านและลำต้นจึงร่วงหล่นมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง สิ่งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวอย่างมาก
หลังจากเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว พร้อมประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวบ้านในพื้นที่ และคนงานของทางวัด ทุกฝ่ายร่วมมือกันเพื่อเร่งเคลียร์พื้นที่ให้กลับมาปลอดภัย
ทีมงานได้ช่วยกันนำเลื่อยยนต์มาตัดแต่งกิ่งไม้และลำต้นที่ขวางทาง พวกเขาเก็บกวาดเศษซากทั้งหมดอย่างรวดเร็ว การทำงานที่เป็นระบบทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ นักท่องเที่ยวจึงสามารถเดินขึ้นไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ต่อเนื่อง

ปัญหาที่ถูกมองข้าม สู่มาตรการป้องกันที่รัดกุม
รายงานจากสื่อข่าวท้องถิ่น MGR Online ระบุข้อมูลว่า ต้นสนยักษ์ต้นนี้ถูกปลูกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยสังเกตเห็นความผิดปกติบริเวณลำต้น พวกเขาได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบสภาพความแข็งแรงแล้ว
ในตอนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและแจ้งกลับมาว่า ไม่พบปัญหาหรือความเสี่ยงใดๆ ที่น่ากังวล จนกระทั่งต้นไม้ทนสภาพความผุพังไม่ไหวและโค่นล้มลงมา นับว่าเป็นความโชคดีอย่างมากที่จังหวะนั้นไม่มีประชาชนเดินผ่าน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต หน่วยงานที่ดูแลพื้นที่เตรียมยกระดับมาตรการความปลอดภัย พวกเขาจะระดมกำลังเข้าตรวจสอบสภาพต้นไม้ใหญ่ทุกต้นบริเวณรอบวัดพระธาตุดอยสุเทพอย่างละเอียดและรอบคอบมากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต้องมาก่อน
การตรวจสอบครั้งใหม่นี้จะเน้นไปที่ความแข็งแรงของรากและลำต้นของต้นไม้ใหญ่ หากพบต้นไม้ที่มีความเสี่ยงต่อการโค่นล้ม เจ้าหน้าที่จะทำการตัดแต่งกิ่งหรือนำไม้มาค้ำยันทันที มาตรการเชิงรุกนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกคน
นอกเหนือจากการจัดการต้นไม้แล้ว เจ้าหน้าที่ยังเตรียมจัดทำป้ายเตือนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง การสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังตัวได้ดียิ่งขึ้นในช่วงฤดูฝนหรือวันที่มีลมแรง การเตรียมพร้อมรับมือกับอุบัติเหตุทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย
วัดพระธาตุดอยสุเทพถือเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ การดูแลสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องใส่ใจ หากใครพบเห็นต้นไม้ที่ดูไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่อุทยานได้ทันที เพื่อให้เราทุกคนได้เที่ยวชมธรรมชาติอย่างสบายใจ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
สลด! สาว 26 ถูกฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoบาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
-
การเงิน -Finance4 days agoเริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoระทึก! กระบะเสียหลักชนเสาไฟแม่สาย ตำรวจลุยจับจอดผิดกฎ
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoเชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน

