ข่าวอาชญากรรม - Crime
จุดจบที่น่าเศร้า! ตำรวจยิงภรรยาแล้วยิงตัวเองตายเพราะหนี้สินและความหึงหวง
เพชรบุญ – สังคมไทยต้องพบกับเรื่องราวสะเทือนใจอีกครั้ง จากเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ. จ.ส.ต.ธนกฤต อายุ 29 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิง น.ส.จีรภา ภรรยาวัย 30 ปี. เหตุการณ์สุดสลดนี้เกิดขึ้นขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินทาง ด้วยรถยนต์เก๋งฮอนด้าสีขาวบนท้องถนน.
หลังจากกระสุนพุ่งเจาะศีรษะภรรยา รถยนต์ได้เสียหลักพุ่งเข้าชนบ้านอาคารพาณิชย์ริมทางอย่างรุนแรง. จากนั้นผู้ก่อเหตุได้ตัดสินใจใช้ปืนกระบอกเดียวกัน ยิงตัวเองเพื่อหวังปลิดชีพตามและหนีความผิด. ญาติและเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาล แต่ น.ส.จีรภา เสียชีวิตในเวลาต่อมา. คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวต้นฉบับเพิ่มเติมได้ที่ สำนักข่าวไทยรัฐ.
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์สะเทือนขวัญ: ตำรวจยิงภรรยาเสียชีวิตคารถ ก่อนที่รถจะเสียหลักพุ่งชนบ้าน และตัดสินใจยิงตัวเองตาม.
- ผู้ก่อเหตุเสียชีวิต: ล่าสุด จ.ส.ต. ผู้ก่อเหตุ ทนพิษบาดแผลไม่ไหว และได้เสียชีวิตลงแล้วที่โรงพยาบาล.
- ปมปัญหาครอบครัว: ปู่ของผู้ตายระบุว่า สาเหตุหลักมาจากหนี้สินจากการเทรดหุ้นนับล้านบาท และปัญหาความหึงหวง.
หลังจากเกิดเหตุการณ์น่าเศร้า หลายคนต่างตั้งคำถามถึงสาเหตุที่แท้จริง ของการลงมือในครั้งนี้. ร.ต.ต.จำรัส ปู่ของ น.ส.จีรภา ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับหลานเขย. เขาเล่าว่า จ.ส.ต.ธนกฤต ชื่นชอบการดื่มสังสรรค์ และหลงใหลในการลงทุนเทรดหุ้นอย่างหนัก.
การลงทุนดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จ และนำมาซึ่งปัญหาหนี้สินก้อนโตในครอบครัว. ผู้ก่อเหตุได้ไปกู้เงินจากสหกรณ์ตำรวจมาถึงหนึ่งล้านบาท เพื่อนำไปเทรดหุ้นแต่กลับขาดทุนยับเยิน. ปู่และย่าของฝ่ายหญิงต้องเข้ามาช่วยใช้หนี้ไปแล้วกว่าแปดหมื่นบาท เพื่อประคับประคองครอบครัวนี้.
แม้จะพยายามแก้ไขปัญหา แต่หนี้สินก็ยังคงเหลืออยู่อีกประมาณห้าแสนบาท. ทว่าผู้ก่อเหตุกลับตัดสินใจไปกู้เงินก้อนใหม่เพิ่มอีก จนยอดหนี้กลับมาแตะหลักล้านบาทเช่นเดิม. ปู่เพิ่งทราบเรื่องนี้เพียงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุการณ์สลด พร้อมกับคำบ่นว่าหลานเขยไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว.
ความหึงหวงทำลายรัก: ฟางเส้นสุดท้ายของชีวิตคู่
นอกจากปัญหาเรื่องเงินทองแล้ว ความหึงหวงยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ที่ทำลายความสัมพันธ์ของทั้งคู่. ฝ่ายชายมักจะมีนิสัยขี้หึงอย่างรุนแรง และไม่พอใจเวลาที่ภรรยาต้องออกไปทำงาน. น.ส.จีรภา ทำงานอยู่ในแผนกสังคมสงเคราะห์ ซึ่งจำเป็นต้องเดินทางไปกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน.
การทำงานเป็นทีมทำให้เธอต้องออกพื้นที่บ่อยครั้ง แต่สามีกลับไม่เข้าใจและมักจะโทรศัพท์ไปต่อว่า. ปู่ของฝ่ายหญิงเคยพยายามตักเตือนหลานเขยแล้ว ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เหมาะสมและส่งผลเสียต่องาน. แต่ดูเหมือนว่าคำเตือนเหล่านั้นจะไม่เป็นผล จนนำมาสู่การทะเลาะเบาะแว้งครั้งใหญ่ในรถยนต์.
ในช่วงเย็นของวันเกิดเหตุ หลานสาวยังส่งรูปลูกมาให้ครอบครัวดู ด้วยความรักและความผูกพัน. แต่เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงต่อมา พ่อแม่ของเธอกลับได้รับสายโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายว่าเกิดการยิงกันขึ้น. ปู่ถึงกับเอ่ยปากด้วยความเสียใจว่า แม้แต่สัตว์ยังรักลูกรักเมีย ทำไมคนถึงทำร้ายครอบครัวได้ลงคอ.
ร่างอันไร้วิญญาณของ น.ส.จีรภา ถูกนำไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาที่วัดปทุมวงษา จังหวัดนครนายก. ครอบครัวได้เดินทางไปติดต่อขอรับศพที่โรงพยาบาล ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า. พิธีเชิญดวงวิญญาณถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เพื่อส่งสการให้ผู้ล่วงลับเดินทางไปสู่สุคติ.
บทเรียนราคาแพงจากความรุนแรงในครอบครัว
ในขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมเมื่อเวลา 16.30 น. ว่า จ.ส.ต.ธนกฤต ได้เสียชีวิตลงแล้วเช่นกัน. ครอบครัวของฝ่ายชายเตรียมติดต่อขอรับศพ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ. โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทิ้งบาดแผลลึกไว้ในใจของทั้งสองครอบครัว อย่างไม่อาจลบเลือนได้.
เหตุการณ์สลดใจครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเครียดสะสมในสังคมยุคปัจจุบัน ได้อย่างชัดเจน. การแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาลจากการลงทุนที่ผิดพลาด มักจะสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับชีวิตคู่. เมื่อผสมผสานกับปัญหาความหึงหวงที่ไร้เหตุผล จึงกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความสูญเสีย.
หลายฝ่ายต่างออกมาเรียกร้อง ให้มีมาตรการดูแลสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างจริงจังมากขึ้น. การเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่ง่ายดายเกินไป ก็เป็นอีกประเด็นที่หน่วยงานต้นสังกัดควรนำไปทบทวน. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมที่สร้างความเจ็บปวด ให้กับครอบครัวและสังคมเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต.
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดและพบยาไอซ์หนักหนึ่งตันซ่อนอยู่ใต้กองกะหล่ำปลี
ตำรวจศุลกากรเชียงแสนจับกุมแก๊งค้าเนื้อเถื่อนได้! ยึดเนื้อแช่แข็งหนัก 5.2 ตัน ซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ปฏิเสธการจ่าย! “ลุงเดช” ขับรถขณะเมาสุราชนเด็กอายุ 2 ขวบเสียชีวิต อ้างว่าตนไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชดเชยได้
ลำปาง – อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านชื่อ “ลุงเดช” เมาแล้วขับรถกระบะชนรถที่จอดอยู่ แรงกระแทกรุนแรงทำให้รถกระบะไถลไปชน “น้องเทอร์มฟาน” เด็กหญิงวัย 2 ขวบ เสียชีวิต นอกจากนี้แม่ของเด็กได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาและซี่โครงหัก การไกล่เกลี่ยทางแพ่งรอบแรกสิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อสรุป
การเจรจาครั้งนี้จัดขึ้นที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของศาลจังหวัดลำปาง เพื่อตกลงค่าเยียวยาระหว่างผู้ก่อเหตุและครอบครัวผู้สูญเสีย แต่ฝ่ายผู้ก่อเหตุกลับอ้างว่าตนเองไม่มีเงินและไม่มีทรัพย์สินที่จะชดใช้ให้ได้ โดยเขาระบุว่าปัจจุบันมีเงินติดบัญชีเพียงแค่หลักหมื่นบาทเท่านั้น ส่วนรถกระบะคันที่ใช้ก่อเหตุก็ได้ขายซากทิ้งไปเรียบร้อยแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- การไกล่เกลี่ยค่าเสียหายรอบแรกไม่สำเร็จ เนื่องจากผู้ก่อเหตุอ้างว่าไม่มีเงินชดใช้ และมีเงินในบัญชีเพียง 3-4 หมื่นบาท
- ครอบครัวผู้สูญเสียรู้สึกผิดหวังที่ผู้ก่อเหตุไม่มีท่าทีสำนึกผิด ขณะที่แม่ของเด็กยังบาดเจ็บสาหัสและเดินไม่ได้ตามปกติ
- ศาลนัดเจรจาอีกครั้งในวันที่ 21 กันยายน โดยทนายความเน้นย้ำว่าผู้ก่อเหตุต้องหาเงินก้อนมาเยียวยาผู้เสียหาย
ทางด้านผู้เสียหายซึ่งประกอบด้วยพ่อและแม่ของน้องเติมฝัน รวมถึงเจ้าของรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายอีก 2 คัน ต่างรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของผู้ก่อเหตุอย่างมาก พวกเขามองว่าอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนนี้ไม่ได้แสดงความสำนึกผิดต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และยังพยายามกล่าวโทษปัจจัยอื่นแทนที่จะรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ไม่ได้เข้ามาขอโทษครอบครัวผู้สูญเสียตั้งแต่แรก ผู้ก่อเหตุกลับอ้างว่าเป็นเพราะเขารู้สึกกดดันจากนักข่าว ท่าทีดังกล่าวทำให้ฝ่ายผู้เสียหายหมดหวังที่จะได้รับการเยียวยาอย่างสมน้ำสมเนื้อ ในขณะที่ครอบครัวยังคงบอบช้ำทางจิตใจ แม่ของน้องเติมฝันต้องใช้ไม้เท้าพยุงเดินและต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องอีกกว่าครึ่งปี
2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png" alt="ปฏิเสธการจ่าย! "ลุงเดช" ขับรถขณะเมาสุราชนเด็กอายุ 2 ขวบเสียชีวิต อ้างว่าตนไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชดเชยได้" width="1920" height="1080" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png?w=1920&ssl=1 1920w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png?resize=300%2C169&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png?resize=1024%2C576&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png?resize=768%2C432&ssl=1 768w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png?resize=1536%2C864&ssl=1 1536w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/16_9_3bb88c69a7-overlay1.png?w=1480&ssl=1 1480w" sizes="auto, (max-width: 740px) 100vw, 740px" />
ทนายความชี้ ต้องหาเงินเยียวยาก่อนนัดครั้งหน้า
สำหรับความคืบหน้าในส่วนของคดีความ ทนายความขอแรงที่ศาลแต่งตั้งให้ผู้ก่อเหตุเปิดเผยว่า คดีอาญานั้นถือว่าได้ข้อยุติลงแล้ว เนื่องจากผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งยังต้องมีการเจรจากันต่อไป โดยศาลได้กำหนดวันนัดไกล่เกลี่ยรอบสองในวันที่ 21 กันยายนที่จะถึงนี้
ทนายความได้ให้คำแนะนำทางกฎหมายแก่ผู้ก่อเหตุอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาจำเป็นต้องไปปรึกษาครอบครัวเพื่อหาเงินก้อนมาเยียวยาผู้เสียหาย ทนายความเน้นย้ำว่าไม่ว่าจำนวนเงินจะมากหรือน้อย ก็จำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หากสุดท้ายแล้วไม่มีการเยียวยาใดๆ เลย กระบวนการทางกฎหมายก็มีช่องทางบังคับคดีรออยู่แล้ว

ผู้ก่อเหตุหลบสื่อ เลี่ยงเผชิญหน้าครอบครัวผู้สูญเสีย
บรรยากาศภายหลังเสร็จสิ้นการไกล่เกลี่ยเป็นไปอย่างตึงเครียด ครอบครัวผู้เสียหายและสื่อมวลชนจำนวนมากต่างยืนรออยู่บริเวณหน้าศาลเพื่อพูดคุยเพิ่มเติม แต่ปรากฏว่าผู้ก่อเหตุพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า เขาเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องไกล่เกลี่ยเป็นเวลานาน ก่อนจะให้ญาติขับรถมารับที่หน้าศาลและรีบเดินทางออกไปทันทีโดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ
เหตุการณ์สลดครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสังคมถึงผลกระทบอันร้ายแรงของการเมาแล้วขับ พฤติกรรมมักง่ายเพียงชั่ววูบสามารถสร้างบาดแผลลึกให้กับครอบครัวของผู้บริสุทธิ์ ทุกฝ่ายยังคงต้องจับตาดูความคืบหน้าของการเจรจาในศาลนัดต่อไป หากผู้อ่านต้องการติดตามรายละเอียดข่าวต้นฉบับ สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ MGR Online ซึ่งเกาะติดรายงานข่าวในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
คนขับรถเมาสุราชนรถจักรยานยนต์ คร่าชีวิตเด็กหญิงวัย 14 ปี
แม่ของเด็กอายุ 2 ขวบที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่เกิดจากคนขับรถเมาสุราในจังหวัดลำปาง เรียกร้องค่าชดเชย 10 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดและพบยาไอซ์หนักหนึ่งตันซ่อนอยู่ใต้กองกะหล่ำปลี
กรุงเทพฯ – เจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล 7 โชว์ผลงานสกัดจับแก๊งยาเสพติด">ขนยาเสพติดรายใหญ่ได้สำเร็จ การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นบนถนนสายหลัก ก่อนที่ยาเสพติดล็อตใหญ่จะทะลักเข้าสู่กรุงเทพมหานคร คนร้ายใช้รถกระบะเพื่อพรางตัวหวังตบตาเจ้าหน้าที่อย่างแยบยล
ตำรวจพบยาไอซ์น้ำหนักกว่า 1 ตัน ถูกซุกซ่อนมาอย่างแนบเนียนใต้กองผักกะหล่ำปลี ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกควบคุมตัวไว้ได้พร้อมกับของกลางทั้งหมด การปฏิบัติการนี้เป็นผลจากการทำงานหนักและสืบสวนขยายผลมาอย่างต่อเนื่อง
สรุปประเด็นสำคัญ
- ตำรวจบุกยึดยาไอซ์จำนวน 1,000 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนมาใต้กองกะหล่ำปลีในรถกระบะ
- ผู้ต้องหา 4 คนรับสารภาพว่าเคยลักลอบขนยามาแล้ว 3 ครั้ง โดยได้ค่าจ้างสูงถึง 2-3 ล้านบาทต่อเที่ยว
- การจับกุมครั้งนี้ขยายผลมาจากการยึดยาบ้าล็อตใหญ่ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและลพบุรีก่อนหน้านี้
ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมยาบ้าเกือบ 9 ล้านเม็ดในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี การจับกุมครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการสืบสวนเครือข่ายนี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ตำรวจสามารถตามยึดยาบ้าได้อีก 8 ล้านเม็ดที่จังหวัดลพบุรี แม้ผู้ต้องหาจะทิ้งของและหลบหนีไปได้ แต่ข้อมูลจากทั้งสองคดีก็นำไปสู่การตามรอยเครือข่ายค้ายาเสพติดรายนี้ เจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มคนร้ายมักใช้เส้นทางภาคเหนือในการขนส่ง
จากการขยายผลอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่สืบทราบว่าแก๊งนี้มักใช้รถกระบะใหม่เอี่ยมสองคันในการทำงาน ยาเสพติดล็อตล่าสุดนี้ถูกลำเลียงมาจากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา พวกเขาวางแผนขับรถลงมาทางใต้เพื่อส่งของให้กลุ่มลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นาทีสกัดจับ และคำสารภาพของผู้ต้องหา
การสกัดจับเครือข่ายนี้เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 8 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังดักรอที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งบนถนนนครสวรรค์-ชัยนาท ในจังหวัดชัยนาท เมื่อรถเป้าหมายขับเข้ามา ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นทันที
จากการตรวจค้น ตำรวจพบรถกระบะสองคันขับตามกันมา คันแรกทำหน้าที่ขับนำทางและไม่มีของบรรทุกอยู่ด้านหลัง ส่วนรถกระบะอีกคันใช้ผ้าใบสีดำคลุมกองกะหล่ำปลีไว้มิดชิดเพื่ออำพรางสายตาผู้คนและหลบเลี่ยงด่านตรวจ
เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดผ้าใบและรื้อกองผักออก ก็พบกระสอบสายรุ้งจำนวน 40 ใบซ่อนอยู่ด้านล่าง ภายในกระสอบเหล่านั้นเต็มไปด้วยถุงชาที่บรรจุยาไอซ์น้ำหนักรวมถึง 1 ตัน สิ่งนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวผู้ต้องหาไว้ได้อย่างแน่นหนา
นอกจากนี้ สภาพกระสอบยังมีรอยเปื้อนเศษดินลูกรังและโคลนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายาเสพติดล็อตนี้ถูกขนลำเลียงมาตามเส้นทางธรรมชาติบริเวณชายแดน ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนจึงถูกจับกุมตัวทันทีในที่เกิดเหตุ

เดินหน้าทลายเครือข่ายยาเสพติด
ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) อย่างผิดกฎหมาย ข้อหานี้ครอบคลุมถึงการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างรุนแรง
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา พวกเขายอมรับว่ารับจ้างขนยาเสพติดในลักษณะนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 2-3 ล้านบาทต่อเที่ยว ซึ่งเป็นแรงจูงใจหลักในการก่อเหตุ
ปัจจุบัน ผู้ต้องหาและของกลางทั้งหมดถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งสืบสวนเพื่อตามล่าผู้ร่วมขบวนการที่เหลือต่อไป
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของกลุ่มค้ายา ที่มักสรรหาวิธีการใหม่ๆ มาตบตาเจ้าหน้าที่อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทของตำรวจก็สามารถสกัดกั้นภัยร้ายนี้ไว้ได้ ก่อนที่ยาเสพติดปริมาณมหาศาลจะกระจายเข้าสู่ชุมชน
การปราบปรามยาเสพติดถือเป็นวาระสำคัญระดับชาติที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ประชาชนทุกคนสามารถเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ได้ หากพบเห็นเบาะแสใดๆ สามารถแจ้งตำรวจเพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย
สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้ สามารถเข้าไปอ่านข้อมูลฉบับเต็มได้โดยตรงที่แหล่งข่าวหลัก อ้างอิงเนื้อหาจากข่าว สืบนครบาล 7 สกัดจับกระบะขนไอซ์ 1 ตัน ของไทยรัฐออนไลน์ เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเข้าแทรกแซงหลังพบชายชรากำลังทำลายแผงกั้นน้ำในแม่สาย
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร
ลำปาง – เหตุการณ์สะเทือนใจคนรักสัตว์เกิดขึ้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อ “น้องตังตัง” สุนัขแสนรู้พันธุ์ใหญ่วัย 4 ขวบ ถูกรถจักรยานยนต์ลากไปตามถนนไกลกว่า 2 กิโลเมตร คนขับได้ทิ้งสุนัขที่ได้รับบาดเจ็บไว้ที่ตลาดสดออมสินในเขตเทศบาลนครลำปาง พ่อค้าแม่ค้าในตลาดเห็นสุนัขมีเลือดออกเต็มตัวจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เทศกิจให้เข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำน้องตังตังส่งโรงพยาบาลสัตว์และช่วยกันระดมทุนค่ารักษาพยาบาล เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา
หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์จาก กล้องวงจรปิดตามท้องถนน นายณชเขตุ เจ้าของน้องตังตัง ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความสงสารสุนัข เขาได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ล่าสุดในช่วงบ่ายของวันที่ 7 สิงหาคม ผู้ก่อเหตุในคลิปคือ “ลุงแสน” พ่อค้าวัย 57 ปี ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองลำปาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- เหตุการณ์สะเทือนใจ: น้องตังตัง สุนัขวัย 4 ขวบ ถูกรถจักรยานยนต์ลากไปตามถนนไกลกว่า 2 กิโลเมตรจนบาดเจ็บสาหัส
- คำให้การผู้ก่อเหตุ: ผู้ก่อเหตุวัย 57 ปี เข้ามอบตัว โดยอ้างว่าตกใจกลัวสุนัขกัดและขี่รถหนี โดยไม่รู้ว่าโซ่สุนัขติดกับรถ
- ความขัดแย้งทางความเชื่อ: เจ้าของสุนัขไม่เชื่อคำอ้าง เนื่องจากสุนัขหนักถึง 43 กิโลกรัม คนขี่รถย่อมต้องรู้สึกถึงแรงลากอย่างแน่นอน
คำให้การของผู้ก่อเหตุ และข้อสงสัยจากสังคม
ลุงแสนให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาทารุณกรรมสัตว์ โดยเล่าว่าตนขับรถผ่านหน้าบ้านเจ้าของสุนัขเป็นประจำทุกเช้า แม้จะเคยเห็นน้องตังตังแต่สุนัขก็ไม่เคยวิ่งไล่กวดมาก่อน แต่วันเกิดเหตุตนรู้สึกกลัวเพราะเคยมีประวัติถูกสุนัขกัด จึงรีบขี่รถจักรยานยนต์หนี ลุงแสนยืนยันว่าไม่รู้ว่าโซ่ของน้องตังตังติดอยู่ที่รถของตน เขาคิดเพียงว่าสุนัขวิ่งตามมาจึงพยายามขับหนีไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณตลาด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงภาพในคลิปที่ลุงแสนหันไปมองสุนัขขณะถูกลาก ทำไมถึงไม่ยอมจอดรถ ลุงแสนอ้างว่าตนไม่ได้สังเกตเห็นโซ่ เขาคิดแค่ว่าสุนัขกำลังวิ่งตามมาเท่านั้น เมื่อถึงตลาดและมีคนพลุกพล่าน เขาจึงจอดรถและอ้างว่าเพิ่งรู้ว่าโซ่ติดรถอยู่ หลังจากนั้นเขาก็รีบออกจากจุดเกิดเหตุทันทีเพื่อไปเปิดร้านขายของตามปกติโดยไม่ได้ช่วยเหลือสุนัข
2026/08/3-14.jpg" alt="น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร" width="1024" height="575" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/3-14.jpg?w=1024&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/3-14.jpg?resize=300%2C168&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/3-14.jpg?resize=768%2C431&ssl=1 768w" sizes="auto, (max-width: 740px) 100vw, 740px" />
เจ้าของสุนัขไม่เชื่อคำแก้ตัว ปล่อยให้กฎหมายจัดการ
ทางด้านนายณชเขตุ เจ้าของน้องตังตัง เมื่อได้ฟังคำให้การของลุงแสนก็ถึงกับส่ายหน้าด้วยความไม่เชื่อ เขาตั้งคำถามว่าคนขับจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสุนัขถูกลากไปกับพื้นถนน น้องตังตังมีน้ำหนักตัวมากถึง 43 กิโลกรัม ดังนั้นคนขับรถจักรยานยนต์จะต้องรู้สึกถึงแรงดึงและแรงลากที่ผิดปกติอย่างแน่นอน นายณชเขตุระบุว่าเขาจะไม่โต้เถียงต่อ แต่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการทางกฎหมายในการจัดการเรื่องนี้
ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ในระหว่างการสอบปากคำลุงแสนอย่างละเอียด ตำรวจยังต้องรอให้นายณชเขตุ เจ้าของน้องตังตัง เข้ามาให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง หลังจากรวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ทางตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายและเป็นกรณีตัวอย่างในสังคม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ระทึก! สุนัขตัดหน้ามอเตอร์ไซค์ล้ม ขาตั้งแทงทะลุขาแม่ ลูกชาย 10 ขวบรอดหวุดหวิด
พระภิกษุรูปหนึ่งถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจับกุมหลังก่อเหตุทารุณกรรมลูกสุนัขอย่างน่าตกใจ
-
ข่าว - News5 days agoน้ำท่วมรุนแรงถล่มภาคเหนือของประเทศไทย!! ทีมกู้ภัยเร่งให้ความช่วยเหลือ
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoเตือนภัยน้ำท่วม!! อ่างเก็บน้ำแม่ช้างขาว จังหวัดเชียงราย มีระดับน้ำสูง ใกล้ล้นแล้ว
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoหญิงชาวเชียงรายรายหนึ่งสารภาพว่า “ฆ่าเพื่อนบ้านและขโมยเงินของเธอ” ขณะกำลังเก็บเห็ด
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai5 days agoโซเชียลเดือด! แก๊งวัยรุ่นหญิงเชียงใหม่ลวงเด็ก 13 รุมทำร้าย ปมเข้าใจผิดโพสต์คำคม



