ข่าว - News
พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยถูกจับกุมในออสเตรเลีย ข้อหาซ่อนเฮโรอีนมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท
เมลเบิร์น – ตำรวจออสเตรเลียจับกุมพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทย อายุ 26 ปี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีนกว่า 1 กิโลกรัม เข้าสู่เมลเบิร์น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่เธอปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569
การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) ตรวจพบความผิดปกติในสัมภาระของเธอ กระเป๋าผ้า (Tote bags) จำนวน 12 ใบถูกตั้งข้อสงสัยขณะผ่านเครื่องเอกซเรย์ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดจึงพบผงสีขาวซุกซ่อนอยู่ในซับในของกระเป๋าอย่างแนบเนียน ผลการทดสอบเบื้องต้นยืนยันว่าเป็นเฮโรอีนที่มีมูลค่าตามท้องถนนสูงถึง 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 11.5 ล้านบาท
สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways):
- พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยวัย 26 ปี ถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
- เจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในซับในของกระเป๋าผ้าจำนวน 12 ใบ
- ยาเสพติดที่ยึดได้มีมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 11.5 ล้านบาท)
- ผู้ต้องหาถูกปฏิเสธการให้ประกันตัว และเตรียมขึ้นศาลในวันที่ 14 กันยายน 2569
การดำเนินคดีและบทลงโทษทางกฎหมาย
หลังจากการตรวจพบสิ่งผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ได้เข้าควบคุมตัวพนักงานหญิงรายนี้ทันที พร้อมทำการยึดของกลางทั้งหมดเพื่อใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล เธอถูกตั้งข้อหาในความผิดฐานนำเข้าและครอบครองยาเสพติดให้โทษในปริมาณเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงระดับชาติ
โทษสูงสุดสำหรับความผิดในลักษณะนี้ตามกฎหมายของประเทศออสเตรเลียคือการจำคุกสูงถึง 25 ปี ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกส่งตัวไปฝากขังและถูกปฏิเสธการให้ประกันตัว เธอมีกำหนดการที่จะต้องไปปรากฏตัวเพื่อรับฟังข้อกล่าวหาที่ศาลแขวงเมลเบิร์น (Melbourne Magistrates Court) ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้จาก แถลงการณ์ของตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP)
คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชนทั้งในออสเตรเลียและประเทศไทย เนื่องจากผู้ต้องหาเป็นบุคลากรของสายการบินชั้นนำ การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมการบินไทย และอาจนำไปสู่การตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับลูกเรือในอนาคต
นโยบายความอดทนเป็นศูนย์ของการบินไทย
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันว่า บุคคลที่ถูกจับกุมเป็นพนักงานของบริษัทจริง นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของการบินไทย ระบุว่าทางบริษัทกำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ทางการของออสเตรเลีย เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างราบรื่น
นอกจากนี้ การบินไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยเป็นการด่วน หากผลการสอบสวนพบว่าพนักงานมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา เธอจะถูกไล่ออกจากการเป็นพนักงานของสายการบินทันที การบินไทยขอย้ำว่าบริษัทมีนโยบายความอดทนเป็นศูนย์ (Zero-tolerance policy) ต่อยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด
พนักงานและลูกเรือทุกคนของสายการบินถูกห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทางสายการบินมีการย้ำเตือนพนักงานอย่างสม่ำเสมอ ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทและกฎหมายของประเทศปลายทางอย่างเคร่งครัด การกระทำความผิดในครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ละเมิดกฎขององค์กรอย่างชัดเจน
อาชญากรรมข้ามชาติและการพุ่งเป้าไปที่ลูกเรือ
เจ้าหน้าที่ทางการของออสเตรเลียได้ออกโรงเตือนเกี่ยวกับยุทธวิธีใหม่ๆ ของกลุ่มอาชญากร ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติมักจะพุ่งเป้าไปที่ “คนในที่ได้รับความไว้วางใจ” เช่น ลูกเรือของสายการบินและเจ้าหน้าที่สนามบิน เพื่อใช้พวกเขาเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกสำหรับการลักลอบขนของผิดกฎหมาย
นายคลินต์ ซิมส์ (Clint Sims) ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย เน้นย้ำว่า ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีตำแหน่งหรือหน้าที่การงานใด หากพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในออสเตรเลีย พวกเขาจะถูกตรวจสอบและต้องรับโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด เจ้าหน้าที่ของ ABF ทำงานอย่างหนักโดยใช้ข่าวกรองและเทคโนโลยีในการปกป้องพรมแดน
การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การจับกุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบรักษาความปลอดภัยที่สนามบินเมลเบิร์น สามารถติดตามอ่านข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ รายงานข่าวจาก 1News ซึ่งเจาะลึกถึงรายละเอียดของการปฏิบัติการนี้
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการความปลอดภัย ตำรวจออสเตรเลียและหน่วยงานของไทยอาจต้องประสานงานกันเพื่อสืบสวนขยายผล หาตัวผู้บงการและทลายเครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการส่งยาเสพติดล็อตนี้
การคัดกรองและตรวจสอบประวัติบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินอาจมีความจำเป็นต้องทำอย่างรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสื่อมเสียเช่นนี้อีก ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวของบุคคลเดียว สามารถส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ
คดีของพนักงานต้อนรับการบินไทยรายนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ ย้ำเตือนให้ทุกคนเห็นถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจากการเข้าไปพัวพันกับยาเสพติด เงินตอบแทนที่อาจดูหอมหวนไม่สามารถเทียบได้กับการต้องสูญเสียอิสรภาพและใช้ชีวิตที่เหลือในเรือนจำ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การบินไทยขยับราคาตั๋ว 10-15% รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง, สายการบินไทยรายอื่นเริ่มปรับตาม
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ประกาศระเบียบใหม่ที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับพาวเวอร์แบงค์บนเครื่องบิน
ข่าว - News
สลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม
เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นที่จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุฉุกเฉินภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ มีคนตกลงไปในหลุมลึกบริเวณใกล้น้ำตกป่าหวาย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ร่มรื่นและสวยงาม จุดเกิดเหตุเป็นทางเดินชมธรรมชาติที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย แต่กลับกลายเป็นสถานที่จบชีวิต เมื่อมีชายคนหนึ่งตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกต่อหน้าผู้คน
หลุมดังกล่าวมีความลึกมากถึง 50-60 เมตร และยังมีกระแสน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก หลังจากชายคนนี้ตกลงไป เขาไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงคาดการณ์ตั้งแต่ต้นว่าเขาอาจจะเสียชีวิตแล้ว หน่วยกู้ภัย สภ.พบพระ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงรีบลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ทันที
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 30 ปี เสียชีวิตจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง หลังกระโดดลงหลุมลึกกว่า 50 เมตร ที่น้ำตกป่าหวาย
- สาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากปัญหาความรักที่ไม่สมหวัง เนื่องจากทั้งคู่เป็นญาติใกล้ชิดที่มีนามสกุลเดียวกัน
- ทีมกู้ภัยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและเชือกสลิงยาวพิเศษ เพื่อโรยตัวลงไปกู้ร่างผู้เสียชีวิตด้วยความยากลำบาก
การนำร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย นายกุล เครือวีระ นายกเทศมนตรีนครแม่สอด ได้สั่งการด่วนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยเข้าช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ได้นำรถยนต์กู้ภัยเคลื่อนที่เร็วและอุปกรณ์กู้ชีพครบมือ มาร่วมภารกิจกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตาก สาขาแม่สอด การทำงานเต็มไปด้วยความตึงเครียดเนื่องจากสภาพพื้นที่ที่อันตราย
นอกจากนี้ ทีมงานต้องใช้ผู้ที่ชำนาญการปีนเขา โรยตัวลงไปในหลุมลึกพร้อมกับเชือกสลิงยาว พวกเขาทำงานด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็สามารถนำเปลรัดร่างของผู้เสียชีวิตดึงขึ้นมาได้สำเร็จ ผู้ตายเป็นชายหนุ่มอายุ 30 ปี ชาวตำบลคีรีราษฎร์ สวมเสื้อยืดและกางเกงสีน้ำเงิน สภาพศพบ่งบอกถึงการกระแทกกับพื้นหลุมอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงนำร่างส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตรพลิกศพต่อไป
ปมรักต้องห้ามที่จบลงด้วยน้ำตา
จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้คือเรื่องราวความรักที่แสนเศร้า ผู้ตายมีความรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง แต่ไม่สามารถคบกันได้ เนื่องจากทั้งคู่มีนามสกุลที่ใกล้เคียงกันและเป็นญาติใกล้ชิดกัน ทั้งสองคนจึงพากันมาเที่ยวที่อุทยานฯ เพื่อพูดคุยปรับทุกข์เกี่ยวกับปัญหาชีวิตรักที่ไม่มีทางออก
เชื่อกันว่าทั้งคู่ตัดสินใจจบชีวิตด้วยกันเพื่อหนีปัญหา ฝ่ายชายกระโดดลงไปในหลุมลึกและเสียชีวิต ส่วนฝ่ายหญิงไม่ได้ตามลงไป เธอทำได้เพียงร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกอยู่ริมหลุมและรีบขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญสำหรับทุกคน ความผิดหวังในเรื่องความรักเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างไรก็ตาม การหาทางออกด้วยการจบชีวิตไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียดต่อไป เพื่อปิดคดีและมอบความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
ข่าว - News
ช็อก! ลาวบุกยึดเจ็ตส่วนตัว ซุกไอซ์กว่าครึ่งตันที่สนามบิน
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่ สปป.ลาว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ สกัดจับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติรายใหญ่ กลุ่มคนร้ายเหิมเกริมถึงขั้นใช้เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวมารับยาไอซ์น้ำหนักกว่าครึ่งตัน พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะบินออกจากท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางแบบไร้ร่องรอย
ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งประวัติศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน โดยเจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางได้ทั้งเครื่องบินและยาเสพติดมูลค่ามหาศาล พร้อมรวบตัวผู้ต้องหาได้ถึง 13 ราย ข้อมูลเชิงลึกจาก MGR Online ระบุว่ามีทั้งนักบินและเจ้าหน้าที่สนามบินเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ด้วย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจลาวบุกยึดเครื่องบินส่วนตัวที่ลักลอบขนยาไอซ์กว่า 521 กิโลกรัม ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทางถึง 21 ใบ
- เจ้าหน้าที่รวบตัวผู้ต้องหาได้ 13 ราย ประกอบด้วยนักบิน ชาวต่างชาติ และพนักงานของท่าอากาศยานหลวงพระบาง
- เบาะแสสำคัญมาจากพลเมืองดีที่แจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้ตำรวจสามารถซ้อนแผนจับกุมได้ทันก่อนเครื่องบินขึ้น
เบาะแสสำคัญจากพลเมืองดี
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการจับกุมครั้งนี้มาจากข้อมูลลับของพลเมืองดี เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจแขวงหลวงพระบางได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่ผ่านเส้นทางอากาศ
ขบวนการนี้วางแผนใช้เครื่องบินส่วนตัวบินตรงจากประเทศมาเลเซีย เพื่อมารับยาเสพติดที่เมืองหลวงพระบาง ตอนแรกคนร้ายกำหนดวันก่อเหตุไว้ในวันที่ 26 กันยายน แต่ต่อมาได้เลื่อนแผนการเป็นวันที่ 1 ตุลาคมแทน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ลดความพยายามลงแต่อย่างใด
ตำรวจลาวได้จัดกำลังเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลการบินอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งสืบทราบว่าเครื่องบินเป้าหมายรหัส N73GP จะเดินทางออกจากต้นทางในเวลา 11.30 น. และมีกำหนดการเดินทางมาถึงสนามบินหลวงพระบางในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 13.30 น.
นาทีจับกุมกลางรันเวย์
เมื่อเครื่องบินลำดังกล่าวร่อนลงจอดตามเวลาที่คาดการณ์ไว้ เหตุการณ์ก็เริ่มเข้าสู่ช่วงตึงเครียด รถบรรทุกขนาดใหญ่จำนวน 2 คันได้ขับมาจอดที่บริเวณด้านหน้าของท่าอากาศยาน จากนั้นพนักงานของสนามบินได้ช่วยกันนำกระเป๋าเดินทางจำนวน 23 ใบลงจากรถ
กระเป๋าทั้งหมดถูกเข็นผ่านเครื่องเอกซเรย์ของสนามบินอย่างแนบเนียน ก่อนจะถูกลำเลียงขึ้นไปบนเครื่องบินส่วนตัวที่จอดติดเครื่องรออยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อโหลดสัมภาระเสร็จสิ้น รถบรรทุกทั้งสองคันก็รีบขับออกไปจากพื้นที่สนามบินทันที
เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยพิเศษจากกองบัญชาการตำรวจแขวงหลวงน้ำทาจึงไม่รอช้า พวกเขาตัดสินใจนำกำลังบุกเข้าตรวจค้นกระเป๋าทั้งหมดบนเครื่องบิน ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นแบบฉิวเฉียดก่อนที่เครื่องบินเจ็ตลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ผลการตรวจค้นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับตะลึงกับสิ่งที่พบซ่อนอยู่ด้านใน เมื่อพบว่าในกระเป๋าจำนวน 21 ใบเต็มไปด้วยถุงพลาสติกสีน้ำเงิน ถุงเหล่านี้ถูกประทับด้วยโลโก้รูปปลาทองเหมือนกันทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ
เปิดกระเป๋าเจอยานรกล็อตใหญ่
เมื่อเปิดดูภายในถุง พบว่าเป็นยาเสพติดประเภทไอซ์รวมจำนวนทั้งหมด 500 ห่อ ยาเสพติดล็อตนี้มีน้ำหนักรวมกันสูงถึง 521 กิโลกรัม ส่วนกระเป๋าเดินทางอีก 2 ใบที่เหลือเป็นเพียงของใช้ส่วนตัวทั่วไปที่นำมาเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
หลักฐานที่ชัดเจนและมัดตัวแน่นหนานี้ ทำให้ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แบบคาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คนในที่เกิดเหตุ กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งนักบิน ผู้ช่วยนักบิน และนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติอีกหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังมีพนักงานบริษัทที่เกี่ยวข้องถูกจับกุมอีก 3 คน และที่น่าตกใจที่สุดคือมีพนักงานของท่าอากาศยานนานาชาติหลวงพระบางร่วมขบวนการด้วยถึง 7 คน ทุกคนถูกนำตัวไปสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาความเชื่อมโยงของเครือข่าย
นอกเหนือจากยาไอซ์กว่าครึ่งตันและเครื่องบินส่วนตัวแล้ว ตำรวจยังสามารถติดตามยึดรถกระบะสีขาวได้อีก 1 คันเพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญ การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการลาวในการกวาดล้างยาเสพติด และจะมีการเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
ลาวส่งตัวชาวไทย 76 คนจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์กลับไปยังเชียงราย พร้อมจับกุม 8 คนที่มีหมายจับ
ข่าว - News
เจ้าหน้าที่กู้ภัยตกตะลึงหลังจากสุนัขที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ
เหตุการณ์สุดระทึกขวัญและน่าเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดน้ำท่วมกำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา">กำแพงเพชร เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปช่วยเก็บซากสุนัขที่เสียชีวิตแล้ว แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างไม่คาดคิด เมื่อสุนัขตัวดังกล่าวฟื้นคืนชีพขึ้นมาบนรถกู้ภัย คลิปวิดีโอนี้ถูกโพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “น้ำตา คนเลว” พร้อมข้อความว่า “#ช่วยด้วย!ระทึกกลางวันแสกๆกู้ภัยโดนผีหลอก” วิดีโอดังกล่าวกลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว โดยมียอดเข้าชมสูงถึง 4 ล้านครั้งภายในชั่วข้ามคืน
นายธีระ พึ่งพัฒน์ อายุ 53 ปี อาสาสมัครกู้ภัย เล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. บริเวณหมู่ 1 ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ทีมงานได้รับแจ้งจากชาวบ้านให้ช่วยนำร่างสุนัขเพศผู้ที่นอนตายนอกบ้านไปฝัง เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบว่าสุนัขตัวอ่อนปวกเปียกและไม่มีการตอบสนองใดๆ จึงเชื่อว่าเสียชีวิตแล้วอย่างแน่นอน และเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของ หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร ต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- กู้ภัยได้รับแจ้งให้ไปเก็บร่างสุนัขที่เชื่อว่าเสียชีวิตแล้วเพื่อนำไปฝังตามธรรมชาติ
- สุนัขฟื้นคืนชีพและลุกขึ้นยืนบนรถกู้ภัยหลังจากถูกห่อด้วยผ้าขาวเพียง 5 นาที
- คลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัล มียอดผู้เข้าชมทะลุ 4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพสุนัข พวกเขาได้ใช้ผ้าขาวดิบห่อร่างของมันอย่างมิดชิด จากนั้นจึงยกขึ้นท้ายรถกระบะเพื่อเตรียมนำไปฝัง แต่หลังจากรถออกเดินทางไปได้เพียง 5 นาที เหตุการณ์ชวนขนลุกก็เกิดขึ้น จู่ๆ สุนัขที่ถูกห่อผ้าไว้ก็ฟื้นลุกขึ้นมายืนบนรถโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ วินาทีนั้นอาสาสมัครกู้ภัยที่นั่งอยู่ท้ายรถต่างตกใจสุดขีด
กระแสไวรัลและการตอบรับจากโซเชียล
หลายคนยอมรับว่าตกใจจนคิดว่าโดนผีหลอกกลางวันแสกๆ จึงรีบตะโกนบอกให้คนขับจอดรถทันที เมื่อคนขับจอดรถและเดินมาเปิดท้ายกระบะ สุนัขตัวดังกล่าวก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์นี้สร้างความงุนงงและตกตะลึงให้กับทีมงานทุกคนเป็นอย่างมาก เพราะต่างมั่นใจว่าสุนัขหยุดหายใจไปแล้วก่อนหน้านี้
นายธีระยอมรับว่า นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิตการทำงานกู้ภัยที่เจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ หลังจากตั้งสติได้ ทีมงานจึงนำคลิปวิดีโอจากมือถือไปโพสต์ลงในกลุ่มโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลามและแชร์คลิปออกไปอย่างกว้างขวาง
บางคนรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาตกใจสุดขีดของกู้ภัย ในขณะที่หลายคนรู้สึกยินดีที่สุนัขตัวดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไป หากพบสัตว์ที่ดูเหมือนเสียชีวิต ควรตรวจสอบการหายใจให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนเสมอ ท้ายที่สุดนี้ ทีมกู้ภัยก็ยังคงได้รับคำชื่นชมในความทุ่มเทช่วยเหลือสังคมแม้จะต้องเจอกับเรื่องชวนตกใจก็ตาม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
น่าตกใจ!! ชายคนหนึ่งยอมมอบตัวตำรวจหลังจากลากสุนัขไปไกล 2 กิโลเมตร
รวบแก๊งโจ๋หญิงกำแพงเพชร รุมทำร้ายเด็ก 13 มอบตัวแล้ว
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเชียงรายชูแผนฮับโลจิสติกส์ ดันคาร์โก้รับ 2 ล้านคน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายบุกค้นบ้านร้าง พบเยาวชนเสพยาเสพติด

