เชียงใหม่ - Chiang Mai
ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมที่หลบหนีถูกจับกุมหลังก่อเหตุฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญในอพาร์ตเมนต์ที่เชียงใหม่
เชียงใหม่ – เหตุการณ์อาชญากรรมมักทิ้งร่องรอยของความสูญเสียและคำถามไว้เบื้องหลังเสมอ โดยเฉพาะคดีที่สะเทือนขวัญชุมชนอย่างกรณีการฆาตกรรมหญิงสาวชาวไทใหญ่ และนำศพไปซ่อนไว้ในห้องน้ำของหอพักแห่งหนึ่งในตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ คดีนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีนี้ลงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการประสานงานข้ามพรมแดนจนสามารถจับกุมนาย “จายสู้” ผู้ต้องหาที่พยายามหลบหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้านได้สำเร็จ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ ลำดับเวลา และเบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงและเรียบเรียงจากรายงานข่าวของ MGR Online
หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ทุกอย่างเริ่มต้นจากการนัดพบปะกันธรรมดา ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันไปสู่โศกนาฏกรรม โดยสามารถสรุปลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้:
- ช่วงเย็น: นายจายสู้ อายุ 46 ปี สัญชาติเมียนมา (ผู้ต้องหา) กำลังทำงานขายถั่วและน้ำอ้อยอยู่ที่ตลาดป่าข่อย จากนั้นผู้เสียชีวิตได้โทรศัพท์มาหาและชักชวนให้ดื่มเบียร์ด้วยกัน
- เวลา 20.30 น.: นายจายสู้ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียชีวิตที่หอพักบริเวณย่านแม่โจ้
- เวลา 21.00 น.: ทั้งคู่เดินทางมาถึงหอพักของนายจายสู้ในย่านตำบลสันผีเสื้อ ผู้เสียชีวิตเริ่มดื่มเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ตัวนายจายสู้เองระบุว่าตนไม่ได้ดื่มด้วย
- จุดเปลี่ยนของคืนนั้น: หลังจากการพูดคุย เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง นำไปสู่การลงมือทำร้ายร่างกายจนฝ่ายหญิงเสียชีวิตในที่สุด จากนั้นผู้ก่อเหตุได้ลากศพไปซ่อนไว้ในห้องน้ำ เก็บเสื้อผ้าส่วนตัว 2-3 ชุด และหลบหนีออกจากพื้นที่ไปภายในเวลาเพียง 10 นาที
คำสารภาพและปมสังหารที่คาดไม่ถึง
หลังจากที่ถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง (สภ.แม่ปิง) จังหวัดเชียงใหม่ นายจายสู้ได้ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมทั้งเปิดเผยถึงมูลเหตุจูงใจที่นำไปสู่การฆาตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลายคน
ผู้ต้องหาให้การอ้างว่า แม้ตนเองจะมีสภาพร่างกายเป็นผู้ชาย แต่ลึกๆ แล้วจิตใจเป็นผู้หญิง ในคืนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตได้พยายามคะยั้นคะยอและตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่ยอมรับเธอเป็นภรรยา และพยายามกดดันให้เขามีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่เขาได้ยืนกรานปฏิเสธไปอย่างชัดเจน
การปฏิเสธนี้นำไปสู่ความไม่พอใจอย่างรุนแรง ผู้ต้องหาเล่าว่าผู้เสียชีวิตได้เข้ามาเขย่าตัวและบีบคอเขา เขาก็บีบคอสวนกลับไป ในตอนแรกสถานการณ์เหมือนจะสงบลง ทั้งคู่กลับมานั่งคุยกันบนเตียงอีกครั้ง ทว่าผู้เสียชีวิตยังคงคาดคั้นเรื่องเดิมซ้ำๆ จนเกิดการทะเลาะวิวาทขั้นรุนแรงอีกรอบ
จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียชีวิตใช้ผ้าเช็ดตัวมารัดคอของเขา ทำให้เขาเกิดความโมโหสุดขีด จึงตัดสินใจใช้มือบีบคอผู้เสียชีวิตอย่างแรงจนฝ่ายหญิงขาดใจตายบนเตียงนอน เมื่อรู้ว่าตนเองพลาดพลั้งและกลัวความผิด เขาจึงตัดสินใจอำพรางศพแล้วรีบหลบหนีไป
ปฏิบัติการไล่ล่าข้ามแดนของตำรวจไทย
คดีนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากกว่าที่จะมีผู้ไปพบศพและแจ้งความในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ผู้ก่อเหตุก็ได้ใช้เวลาล่วงหน้าถึง 2 วันในการหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังรัฐฉาน ประเทศเมียนมาเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) จึงได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้เร่งติดตามตัวผู้ต้องหามาลงโทษให้ได้ กระบวนการทำงานมีดังนี้:
- การประสานงานรวดเร็ว: ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ติดต่อไปยังทางการของประเทศเมียนมาทันที เพื่อแบ่งปันข้อมูลคดีและรูปพรรณสัณฐานของผู้หลบหนี
- การจับกุมในรัฐฉาน: ความร่วมมือนี้เป็นผลสำเร็จ ทางการเมียนมาสามารถรวบตัวนายจายสู้ได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนหลังจากวันเกิดเหตุ
- ส่งมอบตัวผ่านด่านแม่สาย: ผู้ต้องหาถูกส่งตัวข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ก่อนจะถูกคุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายที่จังหวัดเชียงใหม่
การขยายผลล่าตัวผู้ให้การช่วยเหลือ
แม้ตัวการหลักจะถูกจับกุมแล้ว แต่คดีนี้ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.แม่ปิง กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อขยายผลหาตัวผู้ร่วมขบวนการที่อาจให้การช่วยเหลือในการหลบหนี
เป้าหมายหลักในตอนนี้คือบุคคลที่ชื่อ “นายแดง” ชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนขับรถพานายจายสู้หลบหนีไปยังอำเภอแม่สาย ตำรวจได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่บ้านของนายแดงแล้ว แต่พบเพียงลูกสาว นอกจากนี้ จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ยังพบเบาะแสสำคัญเป็นรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยที่จอดทิ้งไว้บริเวณป้อมยามเหมืองแก้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อตามล่าตัวนายแดงมารับโทษต่อไป
บทสรุปและแง่คิดจากคดีนี้ดีฆาตกรรมที่เชียงใหม่คดีนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่รุนแรงจากการขาดสติและการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน การจับกุมที่รวดเร็วช่วยคืนความสงบสุขและความรู้สึกปลอดภัยให้กับชุมชนตำบลสันผีเสื้อได้อีกครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นว่าความยุติธรรมสามารถเอื้อมไปถึงผู้กระทำความผิดได้เสมอ ไม่ว่าจะพยายามหลบหนีไปไกลแค่ไหนก็ตาม
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
คู่สามีภรรยาจากเชียงใหม่ถูกจับกุมในข้อหาล่อลวงผู้คนไปเป็นทาสในศูนย์บริการทางโทรศัพท์แห่งหนึ่งในกัมพูชา
บริษัท บัส เทอร์มินัล (BTC) ได้เปิดให้บริการรถโดยสารประจำทาง 3 เส้นทางใหม่ เชื่อมต่อเชียงใหม่ เชียงราย และอุบลราชธานี
เชียงใหม่ - Chiang Mai
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
เชียงใหม่ – วันที่ 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี">อาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 นำกำลังพร้อมหมายศาล บุกเข้าค้นบ้านหลังหนึ่งในอำเภอสันทราย ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำรวจสืบทราบว่า มีการลักลอบขายอาวุธปืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ถือเป็นภัยอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้ล่อซื้อปืนจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ใช้ชีวิต ให้คุ้มค่า” ซึ่งโพสต์ขายปืนลมแรงดันสูงในกลุ่มที่มีสมาชิกกว่า 2,200 คน เมื่อทีมตรวจค้นไปถึงบ้านเป้าหมาย พบว่ามีสุนัขเฝ้าบ้าน 3 ตัว โดยหนึ่งในนั้นเป็นสุนัขพันธุ์ไทยหลังอานที่ดุร้ายมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องนำอาหารไปหลอกล่อให้สุนัขเชื่องและเดินออกไปก่อน จึงจะสามารถบุกเข้าไปในบ้านได้อย่างปลอดภัย
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจภาค 5 บุกค้นบ้านในจังหวัดเชียงใหม่ ทลายแหล่งผลิตอาวุธปืนเถื่อนออนไลน์
- เจ้าหน้าที่ต้องใช้อาหารล่อสุนัขดุร้าย 3 ตัว ก่อนเข้าจับกุมผู้ต้องหาวัย 50 ปีได้สำเร็จ
- ผู้ต้องหาสั่งอะไหล่จากอินเทอร์เน็ตมาประกอบปืนขาย สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน
เมื่อเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ด้านหลังบ้าน ตำรวจก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกดัดแปลงเป็นโกดังผลิตอาวุธปืนเถื่อน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวนายดวงจันทร์ อายุ 50 ปี ชาวตำบลแม่แฝก อำเภอสันทราย ทันที พร้อมยึดของกลางเป็นปืนลมแรงดันสูง (PCP) จำนวน 4 กระบอก นอกจากนี้ยังพบกล้องเล็ง กระสุนหัวตะกั่ว กระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 17 นัด และอุปกรณ์ประกอบปืนอีกหลายรายการ
จากการสอบถามเบื้องต้น นายดวงจันทร์เล่าว่าตนเองเรียนจบแค่ชั้นมัธยมศึกษา แต่เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เขาใช้ประสบการณ์ที่คลุกคลีกับการทำปืนเถื่อนมานานกว่า 15 ปีเป็นทุนเดิม โดยมักจะสั่งซื้อชิ้นส่วนต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชันซื้อขายออนไลน์ชื่อดัง จากนั้นก็นำอะไหล่ทั้งหมดมานั่งประกอบชิ้นส่วนในห้องหลังบ้านของตนเอง
รายได้งามจากการขายอาวุธปืนออนไลน์
หลังจากประกอบปืนเสร็จ เขาจะนำสินค้าไปโพสต์ขายในกลุ่มเฟซบุ๊ก โดยตั้งราคาอยู่ที่กระบอกละ 9,500 ถึง 11,500 บาท นายดวงจันทร์รับสารภาพว่าเขาสามารถขายปืนได้ประมาณ 2 ถึง 5 กระบอกต่อเดือน ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 ถึง 50,000 บาทเลยทีเดียว ขณะนี้ทาง ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดแล้ว
เหตุการณ์จับกุมครั้งนี้ถือเป็นการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ การลักลอบจำหน่ายอาวุธปืนทางอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องผิดกฎหมายและสร้างความไม่ปลอดภัยในสังคม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเดินหน้าสืบสวนและกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อความสงบสุขของประชาชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แผ่นดินไหวเชียงใหม่: อ.ฮอด สั่น 3 ครั้งรวด ไร้เจ็บ
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เมาแล้วขับ! ซิ่งเก๋งชนคนกวาดถนนเชียงใหม่ดับคาที่
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 ตุลาคม 2569 อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากชายคนหนึ่งที่เมาแล้วขับรถเก๋งพุ่งชนพนักงานทำความสะอาดของเทศบาลนครเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่กวาดถนนอยู่รอบคูเมืองอย่างขยันขันแข็ง
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจอย่างมากให้กับเพื่อนร่วมงานที่ยืนเห็นเหตุการณ์ ตำรวจและหน่วยกู้ภัยรีบเดินทางมาตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว พวกเขาพบร่างของผู้เสียชีวิตติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์และต้องเร่งนำตัวคนขับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย
ประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 48 ปี ขับรถเก๋งด้วยความเมา พุ่งชนพนักงานกวาดถนนของเทศบาลนครเชียงใหม่
- ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงอายุ 67 ปี เธอถูกชนและลากไปกับพื้นถนนจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที
- ผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของคนขับพุ่งสูงถึง 172 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนด
จุดเกิดเหตุริมคูเมืองเชียงใหม่
เหตุการณ์สลดนี้เกิดขึ้นบนถนนบุญเรืองฤทธิ์ บริเวณหน้าร้านกาแฟชื่อดังในตัวเมืองเชียงใหม่ ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งเหตุและรีบลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบ พร้อมกับประสานงานหน่วยกู้ภัยมูลนิธิเพชรเกษม
เมื่อถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า ยาริส สีเทา จอดอยู่บริเวณข้างทาง นอกจากนี้ยังพบร่างของนางสาวสมจิตร จะอือ อายุ 67 ปี พนักงานกวาดขยะของเทศบาล ติดอยู่ใต้ท้องรถยนต์คันดังกล่าว
ทีมกู้ภัยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำร่างของเธอออกมาและหวังจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แต่สุดท้ายเธอก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในที่สุด ท่ามกลางความตกใจและเสียใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

ผลตรวจแอลกอฮอล์พุ่งสูงเกินกฎหมาย
จากการสอบสวนพบว่ารถยนต์คันก่อเหตุขับโดยนายชุมนัดภ์ มณีศิริ อายุ 48 ปี ในตอนที่เกิดเหตุเขามีอาการคล้ายคนเมาสุราอย่างหนัก เขาขับรถมาตามเส้นทางปกติก่อนจะเสียหลักพุ่งชนผู้เคราะห์ร้ายอย่างจัง
ตำรวจไม่ได้รอช้า รีบควบคุมตัวนายชุมนัดภ์ไปที่สถานีตำรวจเมืองเชียงใหม่ทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของเขา เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีต่อไป
ผลการตรวจวัดแอลกอฮอล์ออกมาสูงถึง 172 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้หลายเท่า ตำรวจจึงควบคุมตัวเขาไว้ดำเนินคดี ก่อนที่ทนายความของผู้ก่อเหตุจะเดินทางมายื่นเรื่องขอประกันตัวในเวลาต่อมา

ปัญหาเมาแล้วขับที่ยังแก้ไม่หาย
อุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับมักนำมาซึ่งความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้เสมอ ชุมชนในเชียงใหม่ต่างพากันแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนางสาวสมจิตรที่ต้องมาจบชีวิตลงขณะทำงานสุจริต หลายคนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวดมากขึ้น การขับรถขณะมึนเมาสุราไม่เพียงแต่ทำลายชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังทำลายครอบครัวและอนาคตของผู้กระทำผิดด้วย
แนวทางป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน
เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ขับขี่ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยอยู่เสมอ ผู้คนบนท้องถนนไม่ควรต้องมาเสี่ยงชีวิตเพียงเพราะความประมาทของใครบางคน การปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
หน่วยงานท้องถิ่นอาจต้องพิจารณาเพิ่มแสงสว่างและป้ายเตือนในจุดที่พนักงานต้องทำงานในเวลากลางคืนหรือเช้ามืด มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุซ้ำรอยในอนาคตได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แผ่นดินไหวเชียงใหม่: อ.ฮอด สั่น 3 ครั้งรวด ไร้เจ็บ
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ตำรวจบุกช่วย นศ.เชียงใหม่ ถูกแก๊งคอลฯ หลอกขังตัวรีดเงิน
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์งัดมุกใหม่มาใช้หลอกลวง มิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้หลอกนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้ไปขังตัวเองอยู่ภายในห้องพักโรงแรม จากนั้นก็บังคับให้แต่งเรื่องหลอกขอเงินจากพ่อแม่เพื่อนำไปโอนต่อเข้าบัญชีม้า
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเหยื่อได้รับสายโทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยปลายสายอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ค่ายมือถือ พวกเขาข่มขู่ว่าบัตรประชาชนของนักศึกษาถูกนำไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งไปพัวพันกับคดียาเสพติดและการฟอกเงินรายใหญ่
ประเด็นสำคัญ
- แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่เหยื่อว่าพัวพันคดีฟอกเงิน เพื่อสร้างความหวาดกลัวและบังคับให้ทำตามคำสั่ง
- มิจฉาชีพบังคับให้นักศึกษาแยกตัวไปอยู่โรงแรมคนเดียว และต้องเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง
- ตำรวจภูพิงคราชนิเวศน์แกะรอยจากเบาะแสที่เพื่อนแจ้งความคนหาย จนสามารถบุกเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
วิธีการของแก๊งนี้ถือว่าแยบยลและเล่นกับความกลัวของเหยื่ออย่างมาก พวกเขาสั่งให้นักศึกษาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง ห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด พร้อมทั้งให้ไปเช่าโรงแรมอยู่เพียงลำพัง นอกจากนี้ยังบังคับให้เหยื่อเปิดกล้องวิดีโอคอลทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหว
เมื่อเหยื่อถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มิจฉาชีพก็เริ่มแผนการขั้นต่อไป พวกเขาขู่ให้นำเงินมาวางประกันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หากไม่มีเงิน ก็บังคับให้นักศึกษาแต่งเรื่องโกหกพ่อแม่เพื่อขอเงิน เช่น อ้างว่าสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เป็นค่ามัดจำบัญชี
เมื่อผู้ปกครองถูกหลอกและโอนเงินไปแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพทางโทรศัพท์จะสั่งให้นักเรียนโอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีสำรองหลายบัญชี โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สิน และเงินจะถูกคืนในภายหลัง
ตำรวจแกะรอยช่วยเหลือ บุกโรงแรมก่อนสูญเงิน
โชคดีที่เพื่อนของนักศึกษารายนี้สังเกตเห็นความผิดปกติ จึงได้รีบไปแจ้งความคนหายตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ได้ทำงานอย่างหนักเพื่อแกะรอยตามหาตัว จนกระทั่งทราบว่าเหยื่อไปเปิดห้องพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
ทันทีที่ทราบพิกัด ตำรวจและผู้ปกครองได้บุกเข้าไปให้ความช่วยเหลือที่ห้องพัก เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในสายวิดีโอคอลเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่มาช่วย พวกเขาก็รีบกดยกเลิกข้อความทั้งหมดแล้วตัดสายหลบหนีไปทันที ทำให้นักศึกษาคนนี้รอดพ้นจากการสูญเสียเงินจำนวนมากได้อย่างหวุดหวิด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนไปยังกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาว่า หากมีสายแปลกโทรมาข่มขู่เรื่องคดีความ ให้รีบตั้งสติและตัดสายทิ้งทันที อย่าหลงเชื่อหรือทำตามคำสั่งใดๆ หากสงสัยให้รีบปรึกษาครอบครัวหรืออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน
สำหรับผู้ปกครอง หากบุตรหลานที่เรียนอยู่ต่างจังหวัดโทรมาขอเงินก้อนใหญ่กะทันหัน ขอให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น โดยเฉพาะการอ้างเรื่องทุนการศึกษา หรือมีพฤติกรรมเก็บตัวติดต่อยาก ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทางมหาวิทยาลัยหรือเพื่อนสนิทของลูกให้แน่ใจก่อนโอนเงินเสมอ
ยุคนี้มิจฉาชีพมาในหลากหลายรูปแบบและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์อยู่ตลอดเวลา หากท่านรู้ตัวว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ หรือไม่สามารถติดต่อบุตรหลานได้ สามารถโทรแจ้งสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Thaipoliceonline.go.th เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ผู้ซื้อบ้านในเชียงใหม่ผงะ พบศพคุณยายที่หายตัวไป
ระดับสารหนูในแม่น้ำในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ยังคงอยู่ในระดับสูง
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days agoตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
-
ข่าว - News4 days agoสลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม


