Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

เชียงใหม่ - Chiang Mai

คู่สามีภรรยาจากเชียงใหม่ถูกจับกุมในข้อหาล่อลวงผู้คนไปเป็นทาสในศูนย์บริการทางโทรศัพท์แห่งหนึ่งในกัมพูชา

Naree Srisuk

Published

on

คู่สามีภรรยาชาวไทยถูกจับกุมฐานล่อลวงผู้คนไปเป็นทาสในศูนย์บริการทางโทรศัพท์ในกัมพูชา

ฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ">เชียงใหม่ตำรวจได้จับกุมคู่สามีภรรยาชาวไทยหลังจากพบว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ พวกเขาถูกจับได้ขณะล่อลวงคนไทยด้วยกันให้ไปทำงานโดยไม่สมัครใจในศูนย์บริการทางโทรศัพท์ในกัมพูชา ข่าวนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังมองหางานออนไลน์ให้ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

ตามรายงานจาก Bangkok Post ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายอังคาร อายุ 28 ปี และ นางสาวสหทัย อายุ 29 ปี ทั้งคู่ถูกจับกุมตัวได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในหมู่บ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการนำกำลังเข้าจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์

จุดเริ่มต้นจากคำสัญญางานสบาย

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ผู้เสียหายสองคนได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเล่าว่าพวกเขาถูกคู่รักคู่นี้ชักชวนให้ไปทำงานเอกสารหรืองานธุรการที่ประเทศกัมพูชา ด้วยข้อเสนอที่ดูน่าสนใจและดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางข้ามพรมแดนไปทำงานตามที่ตกลงกันไว้

แต่เมื่อไปถึงประเทศกัมพูชา ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด พวกเขาถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หน้าที่หลักคือการหลอกลวงผู้บริสุทธิ์ให้มาร่วมลงทุน หรือการหลอกเอาเงินทางออนไลน์

ฝันร้ายและการทารุณกรรมในค่ายกักกัน

ชีวิตในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นโหดร้ายมาก ผู้เสียหายเล่าว่าหากใครทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือหาเงินหลอกลวงเหยื่อได้ไม่ครบตามยอดที่หัวหน้าแก๊งกำหนด จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง

  • การทำร้ายร่างกาย: มีการใช้กระบองไฟฟ้าช็อตและทุบตีพนักงานที่ไม่สามารถทำยอดได้ตามที่ตั้งไว้
  • สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย: การกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้พนักงานไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก
  • เหตุการณ์สลด: ผู้เสียหายยืนยันว่าพวกเขาเคยเห็นคนไทยบางคนที่ถูกทำร้ายอย่างหนักจนเสียชีวิตในห้องขัง ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนในนั้น

การเจรจาเรียกค่าไถ่และการหลบหนี

เคราะห์ดีที่ผู้เสียหายทั้งสองคนล้มป่วยอย่างหนักในระหว่างที่ถูกกักขัง พวกเขาจึงขอร้องให้หัวหน้าแก๊งชาวจีนปล่อยตัวกลับประเทศไทย แต่ทางแก๊งกลับฉวยโอกาสนี้เรียกร้องเงินค่าไถ่สูงถึง 500,000 บาทต่อคน

หลังจากพยายามเจรจาต่อรอง ในที่สุดแก๊งชาวจีนก็ยอมลดค่าไถ่ลงเหลือ 120,000 บาทต่อคน เมื่อญาติของผู้เสียหายรวบรวมเงินและจ่ายให้เรียบร้อย พวกเขาก็ถูกปล่อยตัวและรีบเดินทางกลับมายังประเทศไทย เพื่อเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ปฏิบัติการตามล่าตัวผู้กระทำผิด

หลังจากได้รับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานจนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 10 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวจีนที่เป็นตัวการใหญ่ระดับสั่งการที่กบดานอยู่ต่างประเทศ

จากการติดตามตัว ตำรวจพบว่านายอังคารและนางสาวสหทัยได้ลักลอบเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยในตอนแรกทั้งคู่ไปซ่อนตัวอยู่ที่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา ก่อนจะย้ายไปกบดานที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งถูกตำรวจตามจับตัวได้ในที่สุด

เมื่อตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพัก ก็พบหลักฐานสำคัญคือประวัติการพูดคุยออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่กำลังพยายามหาทางหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ๆ เพิ่มเติม

ข้อแก้ตัวและการสืบสวนที่ยังดำเนินต่อไป

แม้หลักฐานจะมัดตัวแน่นหนา แต่ผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธ พวกเขาอ้างว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานของผู้เสียหาย และยอมรับว่าเคยเห็นการทำร้ายร่างกายรวมถึงการเรียกค่าไถ่ในกัมพูชาจริง แต่ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้เป็นคนหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงาน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว เนื่องจากมีพยานหลักฐานอื่นที่บ่งชี้ว่าคู่รักคู่นี้อาจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ “บัญชีม้า” (บัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินผิดกฎหมายเพื่อซ่อนเส้นทางการเงิน) ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย

ทำไมคนไทยถึงตกเป็นเหยื่อ?

ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นผลมาจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ทำงานอย่างเป็นระบบ พวกเขามักจะใช้ความต้องการมีรายได้ที่มั่นคงของประชาชนมาเป็นเหยื่อล่อ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง มิจฉาชีพจะสร้างประกาศรับสมัครงานปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ และเสนอเงินเดือนที่สูงเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจ

วิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพหลอกหางาน

จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทอย่างละเอียด: หากมีคนเสนอให้ไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบชื่อบริษัท สถานที่ตั้ง และความน่าเชื่อถืออย่างรอบคอบ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่ามีคนเคยพูดถึงบริษัทนี้ในแง่ลบหรือไม่
  • ระวังข้อเสนอที่ดีเกินจริง: งานที่สัญญาว่าจะให้เงินเดือนสูง มีสวัสดิการดีเลิศ แลกกับงานที่ดูง่ายดาย เช่น การตอบแชทลูกค้า หรือการทำเอกสาร มักจะเป็นการหลอกลวง
  • ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรสอบถามข้อมูลจากกรมการจัดหางาน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีนายจ้างที่มีตัวตนจริง
  • สังเกตพฤติกรรมการชักชวน: หากผู้ชักชวนเร่งรัดให้ตัดสินใจเร็วๆ หรือบอกว่าไม่ต้องใช้เอกสารสำคัญใดๆ หรืออาสาจัดการเรื่องการเดินทางข้ามแดนแบบผิดกฎหมาย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าคุณกำลังถูกหลอก
  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าบนสื่อสังคมออนไลน์: มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวมาในรูปแบบของเพื่อนใหม่ หรือคนคุยในแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ค่อยๆ สร้างความไว้ใจก่อนจะชักชวนไปทำงาน

ทางการตำรวจได้ย้ำเตือนอีกครั้งว่า การเข้าไปพัวพันกับแก๊งเหล่านี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ถูกหลอก หรือผู้ที่เต็มใจไปทำงานเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างประเมินค่าไม่ได้ เมื่อก้าวข้ามพรมแดนไปแล้ว การขอความช่วยเหลือจะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นมักถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่ร่วมมือกับแก๊งอาชญากร

คดีนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่ฝังรากลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน และสื่อมวลชนในการรับรู้ความจริง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดจำนวนผู้เสียหายในอนาคต

ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม

ระทึกกลางวัดดังเชียงใหม่! กิ่งโพธิ์ยักษ์อายุกว่า 100 ปี หักทับชาวบ้านขณะทำบุญ บาดเจ็บระนาว

บริษัท บัส เทอร์มินัล (BTC) ได้เปิดให้บริการรถโดยสารประจำทาง 3 เส้นทางใหม่ เชื่อมต่อเชียงใหม่ เชียงราย และอุบลราชธานี

 

เชียงใหม่ - Chiang Mai

ตำรวจทลายเครือข่าย “ปืนผี” ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

ตำรวจทลายเครือข่าย "ปืนผี" ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ

ฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ">เชียงใหม่ – ตำรวจสืบสวนภาค 6 เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ ทลายเครือข่ายค้าอาวุธปืนเถื่อนรายใหญ่ เจ้าหน้าที่บุกจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางได้จำนวนมาก ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และสุโขทัย การบุกค้นครั้งนี้นำไปสู่การยึดอาวุธปืนเถื่อนและปืนดัดแปลงสุดอันตราย

ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ท่านได้สั่งการให้ขยายผลกวาดล้างอย่างเด็ดขาด หลังจากพบว่าคนร้ายใช้โซเชียลมีเดียในการซื้อขายชิ้นส่วนปืนเถื่อน ช่องทางนี้ทำให้การกระจายอาวุธทำได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

ประเด็นสำคัญ

  • ตำรวจสืบสวนภาค 6 ขยายผลจับกุมเครือข่ายปืนเถื่อนข้ามจังหวัด ครอบคลุมพื้นที่สุโขทัย เชียงใหม่ และลำปาง
  • ของกลางที่ยึดได้มีทั้งปืนนำเข้าที่ถูกลบเลขทะเบียน และปืนบีบีกันดัดแปลงที่สามารถใช้ยิงกระสุนจริงได้
  • ปืนเถื่อนดัดแปลงเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อ “ใช้ก่อเหตุแล้วทิ้ง” ทำให้ตำรวจตรวจสอบรอยเกลียวลำกล้องเพื่อตามหาคนร้ายได้ยาก

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตำรวจชุดสืบสวนภาค 6 ได้เข้าจับกุมนายนิกรในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นอาวุธปืน อะไหล่ และเครื่องกระสุนจำนวนมาก ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากนั้น ตำรวจได้ขยายการสืบสวนและค้นพบข้อมูลสำคัญ คือ นายนิครได้สั่งซื้อชิ้นส่วนปืนทางออนไลน์จากหลายแหล่ง พันตำรวจเอกทวีศักดิ์ ถบูลชู จึงสั่งการให้ทีมสืบสวนรวบรวมหลักฐานเพื่อขอหมายค้นเพิ่มเติม และเริ่มปฏิบัติการบุกค้นสถานที่เป้าหมายอีก 3 แห่งที่เหลือทันที

ตำรวจทลายเครือข่าย "ปืนผี" ขนาดใหญ่ทั่วจังหวัดทางภาคเหนือ

บุกค้น 3 จุดสำคัญในพื้นที่เชียงใหม่และลำปาง

การเข้าตรวจค้นเป้าหมายดำเนินการอย่างรัดกุมและเป็นความลับ จุดแรกเป็นบ้านพักในอำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัยและสิ่งของผิดกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการในจุดที่สองและสามกลับประสบความสำเร็จอย่างมาก ในจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจนำหมายค้นเข้าตรวจอพาร์ตเมนต์ย่านตำบลพระสิงห์ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายอภิเชษฐ์ วัย 59 ปี พร้อมยึดกระสุนปืนลูกซองได้ถึง 50 นัดที่ซ่อนไว้ในห้องพัก

จุดที่สามถือเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่สุดของปฏิบัติการนี้ เจ้าหน้าที่บุกค้นบ้านพักย่านตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ที่นั่นตำรวจรวบตัวนายวิชิต อายุ 48 ปี พร้อมยึดปืนเถื่อนจำนวนมาก ของกลางประกอบด้วยปืนยาว 2 กระบอก ปืนสั้น 4 กระบอก และเครื่องกระสุนอีก 88 นัด

ตำรวจทลายเครือข่าย "ปืนผี" ขนาดใหญ่ทั่ว<a href=ภาคเหนือเตรียมรับมือกับอุทกภัยรุนแรงในเดือนสิงหาคม">จังหวัดทางภาคเหนือ" width="1200" height="900" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-6.jpg 1200w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-6-300x225.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-6-1024x768.jpg 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-6-768x576.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1200px) 100vw, 1200px" />

ภัยเงียบจากปืนบีบีกันดัดแปลง “ยิงแล้วทิ้ง”

แหล่งข่าวจากชุดปฏิบัติการเปิดเผยข้อมูลที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ปืนที่ยึดได้ทั้งหมดเป็นปืนเถื่อนที่ไม่มีหมายเลขทะเบียน หรือที่เรียกกันว่าอาวุธปืนใต้ดิน ของกลางเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามลักษณะการผลิต

ประเภทแรกคือปืนไทยประดิษฐ์ที่กลึงเหล็กขึ้นมาเองทั้งหมด ประเภทที่สองคือปืนมาตรฐานจากต่างประเทศที่ถูกโจรลบเลขทะเบียนทิ้งไปแล้ว ส่วนประเภทที่น่ากลัวที่สุดคือ ปืนดัดแปลงจากโครงบีบีกันที่มีการปรับเปลี่ยนกลไกเป็นเหล็ก เพื่อให้สามารถรองรับการยิงกระสุนจริงได้หลากหลายขนาด ทั้ง .38, 9 มม. และ 11 มม.

ปัญหาใหญ่ของปืนเถื่อนดัดแปลงเหล่านี้คือ มันถูกผลิตขึ้นมาแบบง่ายๆ และไม่มีเลขทะเบียน (ใบ ป.4) เมื่อคนร้ายนำไปก่อคดี พวกเขาสามารถโยนปืนทิ้งทำลายหลักฐานได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดเสียดายมูลค่าของมัน

นอกจากนี้ ลำกล้องที่ทำขึ้นเองยังทำให้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบรอยเกลียวปืนได้ยากมาก ปืนกลุ่มนี้จึงเป็นที่ต้องการของมิจฉาชีพและมือปืนรับจ้าง พวกเขาต้องการอาวุธสำหรับก่อเหตุระยะประชิดที่ใช้แล้วทิ้ง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตำรวจตามรอยเจอ

จากความสำเร็จในปฏิบัติการครั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 6 ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังการซื้อขายปืนออนไลน์อย่างเข้มงวด ช่องทางโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นแหล่งเพาะอาชญากรรมที่เข้าถึงได้ง่ายเกินไป การกวาดล้างเครือข่ายนี้จะช่วยลดอัตราการเกิดคดีร้ายแรงได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะทำการขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป การปราบปรามจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะสามารถทลายตลาดมืดค้าอาวุธออนไลน์ได้อย่างราบคาบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ตำรวจแม่สายบุกยึดคีตามีนล็อตใหญ่ 410 กิโลกรัม ซุกป่าชายแดนเชียงราย

จังหวัดเชียงรายเปิดตัวโครงการสะพานลอยแม่เขาตม มูลค่า 329 ล้านบาท

 

Continue Reading

เชียงใหม่ - Chiang Mai

สลด! สาว 26 ถูกฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ

Rebecca Kim

Published

on

สลด! สาว 26 ถูกฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ

เชียงใหม่ – เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญขึ้นที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต โดยผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้คือ น.ส.อโลศินี อายุ 26 ปี เธอเป็นชาวตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับผู้ที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรายงานด่วนจากสถานีตำรวจภูธรแม่ออน ว่าพบร่างผู้บาดเจ็บสาหัสในห้องพักหมายเลข 5 แม้ว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วและพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวและได้เสียชีวิตลงระหว่างทางไปโรงพยาบาล จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ตำรวจพบรอยเลือดจำนวนมากกระจายอยู่บนพื้นหน้าห้องและบริเวณปลายเตียง นอกจากนี้ยังพบอาวุธมีดลักษณะคล้ายสนับมือ ความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ตกอยู่ในห้องน้ำ

ประเด็นสำคัญ:

  • หญิงสาววัย 26 ปี ถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตภายในห้องพักของรีสอร์ตแห่งหนึ่งที่อำเภอแม่ออน
  • ตำรวจตรวจพบอาวุธมีดแบบสนับมือและคราบเลือดจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณห้องพักที่เกิดเหตุ
  • ผู้ก่อเหตุคือแฟนหนุ่มวัย 23 ปี ซึ่งพยายามขับรถจักรยานยนต์หลบหนีแต่เกิดอุบัติเหตุจนถูกตำรวจจับกุมตัวในที่สุด

จากการสอบถามพยานซึ่งเป็นผู้ดูแลรีสอร์ต ทราบว่าผู้เสียชีวิตได้เข้ามาติดต่อขอเปิดห้องพักพร้อมกับชายชาวต่างชาติเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งคู่ตกลงเช่าห้องพักเป็นเวลา 3 คืน และได้พากันเข้าพักตามปกติเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป ทุกอย่างดูเป็นปกติตลอดช่วงหัวค่ำและไม่มีสัญญาณของความรุนแรงใดๆ จนกระทั่งเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันนี้ พยานได้ยินเสียงคนทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงดังมาจากห้องพัก

เมื่อได้ยินเสียงดังผิดปกติ ผู้ดูแลรีสอร์ตจึงตัดสินใจเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อตรวจสอบสถานการณ์และระงับเหตุ ทันใดนั้น มีชายชาวต่างชาติในสภาพเปลือยกายเปิดประตูออกมา แล้วรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ชายคนดังกล่าวได้วิ่งไปสตาร์ทรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนบริเวณหน้าห้องพัก จากนั้นจึงขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทางตัวอำเภอแม่ออนด้วยความตื่นตระหนก

สลด! สาว 26 ถูกฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ

ผู้ก่อเหตุหนีไม่รอด ประสบอุบัติเหตุกลางทาง

การหลบหนีของผู้ก่อเหตุจบลงในเวลาเพียงไม่นาน เนื่องจากเขาขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงและขาดความระมัดระวัง ทำให้รถเสียหลักไปเฉี่ยวชนกับรถเก๋งและรถกระบะที่จอดอยู่บริเวณหน้าร้านค้าริมข้างทาง อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้รถยนต์ของชาวบ้านได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่วนตัวผู้ก่อเหตุเองก็ได้รับบาดเจ็บตามร่างกายเช่นกัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ได้รับแจ้งเหตุจึงได้เข้ามาช่วยเหลือและนำตัวเขาส่งไปรักษาเบื้องต้นที่โรงพยาบาลแม่ออน

หลังจากให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว แพทย์ตัดสินใจส่งตัวผู้บาดเจ็บไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีแม่โอนได้ติดตามจับกุมชายคนดังกล่าว ซึ่งภายหลังทราบชื่อคือ นายกะเดน อายุ 23 ปี เป็นชาวไทย-อเมริกัน เดิมอาศัยอยู่ในเขตราชบูรณะ กรุงเทพฯ

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการควบคุมตัวนายเคเดนไว้เพื่อทำการสอบสวนอย่างละเอียดด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา ทางตำรวจจะทำการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งจากสถานที่เกิดเหตุและคำให้การของพยาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการลงมือทำร้ายร่างกายจนนำไปสู่ความตายในครั้งนี้ จากนั้นจะทำการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

ไวรัลสุดซึ้ง! อาสาจราจรเชียงใหม่อุ้มลูกน้อยโบกรถ สะท้อนชีวิตพ่อสู้ชีวิต

เกิดเหตุระเบิดสุดสยอง! รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง

Continue Reading

เชียงใหม่ - Chiang Mai

ไวรัลสุดซึ้ง! อาสาจราจรเชียงใหม่อุ้มลูกน้อยโบกรถ สะท้อนชีวิตพ่อสู้ชีวิต

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

ไวรัลสุดซึ้ง! อาสาจราจรเชียงใหม่อุ้มลูกน้อยโบกรถ สะท้อนชีวิตพ่อสู้ชีวิต

ฆาตกรรมโหดในรีสอร์ตเชียงใหม่ แฟนหนุ่มลูกครึ่งพยายามหนีแต่รถคว่ำ">เชียงใหม่ – ภาพสะเทือนอารมณ์นี้กำลังถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในจังหวัดเชียงใหม่และทั่วภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย คุณพ่อท่านหนึ่งต้องรับบทบาทอาสาจราจรพร้อมกับทำหน้าที่ดูแลลูกไปในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์สุดซึ้งนี้เกิดขึ้นที่บริเวณหน้าตลาดนัดน้ำโท้ง อำเภอหางดง

ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างพากันแชร์ภาพคุณพ่อที่อุ้มลูกน้อยแนบอกขณะกำลังโบกรถอย่างขะมักเขม้น เรื่องราวนี้กลายเป็นกระแสเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากต่างเข้ามาแสดงความเห็นใจอย่างล้นหลาม

ประเด็นสำคัญ

  • คุณพ่ออาสาจราจรอุ้มลูกน้อยแนบอกขณะปฏิบัติหน้าที่โบกรถหน้าตลาดน้ำโท้งจนกลายเป็นไวรัล
  • ชาวเน็ตส่วนใหญ่ชื่นชมในความรับผิดชอบของพ่อ แต่ก็แอบมีความห่วงใยเรื่องมลพิษบนท้องถนน
  • เว็บไซต์ข่าวผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่าตำรวจยืนยันคุณพ่อถูกจ้างโดยตลาด ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

การจราจรบริเวณหน้าตลาดนัดมักจะมีความคึกคักและมีรถสัญจรหนาแน่นอยู่เสมอ คุณพ่อท่านนี้ต้องใช้มือหนึ่งส่งสัญญาณโบกรถเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน ในขณะเดียวกัน ที่หน้าอกของเขาก็มีเป้อุ้มเด็กที่ประคองลูกน้อยไว้ตลอดเวลา

ภาพที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่ของหัวหน้าครอบครัว เขาต้องทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้สังคม และต้องคอยดูแลแก้วตาดวงใจของเขาไปพร้อมกัน มันคือภาพของความรักและความรับผิดชอบที่ไม่มีข้อจำกัด

ความเห็นอกเห็นใจจากสังคมออนไลน์

ชาวเน็ตส่วนใหญ่ต่างเข้าใจถึงความจำเป็นและข้อจำกัดในชีวิตจริงของคุณพ่อท่านนี้ หลายคนคาดเดาว่าในวันนั้นเขาอาจจะไม่มีใครช่วยดูแลลูกน้อยที่บ้าน การหอบหิ้วลูกมาร่วมทำงานด้วยจึงเป็นทางเลือกเดียวที่เขาสามารถทำได้

ผู้คนมากมายรู้สึกเอ็นดูและเห็นใจในความยากลำบากที่เขาต้องเผชิญในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ยังมีกระแสความห่วงใยในเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพของเด็กน้อยตามมา หลายคนรู้สึกกังวลเรื่องควันพิษและฝุ่นละอองที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก

แม้จะมีความกังวล แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงหัวใจที่แข็งแกร่งของชายผู้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เขาไม่ละทิ้งทั้งหน้าที่ต่องานที่รับผิดชอบและหน้าที่ต่อครอบครัวที่เขารัก นี่คือภาพการดิ้นรนของคนทำงานที่พยายามรักษาสมดุลชีวิตอย่างสุดความสามารถ

หลังจากที่ภาพสุดประทับใจนี้กลายเป็นกระแสไวรัลโด่งดังไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ก็ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง พ.ต.อ.จักรียุทธ โชติวชิระพงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหางดง ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสื่อมวลชน

ท่านผู้กำกับได้ระบุอย่างชัดเจนว่า อาสาตำรวจจราจรท่านนี้ไม่ได้อยู่ในสังกัดของสถานีตำรวจภูธรหางดงแต่อย่างใด ความจริงแล้ว เขาคือพนักงานที่ทางเจ้าของตลาดนัดน้ำโท้งว่าจ้างมาเป็นกรณีพิเศษ

บทสรุปและเสียงสะท้อนถึงสวัสดิการสังคม

หน้าที่หลักของเขาคือการช่วยดูแลและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้กับลูกค้าหน้าตลาดเท่านั้น การชี้แจงนี้ทำให้สังคมได้รับรู้ความจริงและเข้าใจบริบทของการทำงานของเขามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องราวนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นในการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่รอด นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนสวัสดิการศูนย์ดูแลเด็กเล็กสำหรับคนทำงานรับจ้างอิสระ

สังคมของเราควรหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือครอบครัวที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ เพื่อให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืน

การรักษาสมดุลระหว่างการทำงานหาเงินและการดูแลลูกไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงานและพนักงานรายวันที่ไม่มีสวัสดิการรองรับ พวกเขาต้องเสียสละความสะดวกสบายส่วนตัวเพื่อให้ครอบครัวมีกินมีใช้

ภาพของคุณพ่ออาสาจราจรท่านนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวไวรัลที่มาแล้วก็ไป แต่มันคือเสียงสะท้อนที่ทรงพลังจากคนทำงานรากหญ้า หวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในสังคมไทยต่อไป

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

เกิดเหตุระเบิดสุดสยอง! รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง

เรื่องราวเตือนใจสุดสยอง: เตาแก๊สระเบิดใส่หน้าหญิงคนหนึ่งในเชียงใหม่ ขณะที่เธอกำลังอุ่นอาหารเย็น

 

Continue Reading

SOi Dog FOundation

Download Our App

Trending