เชียงใหม่ - Chiang Mai
คู่สามีภรรยาจากเชียงใหม่ถูกจับกุมในข้อหาล่อลวงผู้คนไปเป็นทาสในศูนย์บริการทางโทรศัพท์แห่งหนึ่งในกัมพูชา
เชียงใหม่ – ตำรวจได้จับกุมคู่สามีภรรยาชาวไทยหลังจากพบว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ พวกเขาถูกจับได้ขณะล่อลวงคนไทยด้วยกันให้ไปทำงานโดยไม่สมัครใจในศูนย์บริการทางโทรศัพท์ในกัมพูชา ข่าวนี้เป็นคำเตือนที่สำคัญสำหรับทุกคนที่กำลังมองหางานออนไลน์ให้ระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
ตามรายงานจาก Bangkok Post ผู้ต้องหาทั้งสองรายคือ นายอังคาร อายุ 28 ปี และ นางสาวสหทัย อายุ 29 ปี ทั้งคู่ถูกจับกุมตัวได้ที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งในหมู่บ้านอรุโณทัย ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการนำกำลังเข้าจับกุมครั้งนี้อยู่ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์
จุดเริ่มต้นจากคำสัญญางานสบาย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ผู้เสียหายสองคนได้เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเล่าว่าพวกเขาถูกคู่รักคู่นี้ชักชวนให้ไปทำงานเอกสารหรืองานธุรการที่ประเทศกัมพูชา ด้วยข้อเสนอที่ดูน่าสนใจและดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางข้ามพรมแดนไปทำงานตามที่ตกลงกันไว้
แต่เมื่อไปถึงประเทศกัมพูชา ความจริงกลับไม่เป็นอย่างที่คิด พวกเขาถูกกักขังและบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หน้าที่หลักคือการหลอกลวงผู้บริสุทธิ์ให้มาร่วมลงทุน หรือการหลอกเอาเงินทางออนไลน์
ฝันร้ายและการทารุณกรรมในค่ายกักกัน
ชีวิตในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้นโหดร้ายมาก ผู้เสียหายเล่าว่าหากใครทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือหาเงินหลอกลวงเหยื่อได้ไม่ครบตามยอดที่หัวหน้าแก๊งกำหนด จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
- การทำร้ายร่างกาย: มีการใช้กระบองไฟฟ้าช็อตและทุบตีพนักงานที่ไม่สามารถทำยอดได้ตามที่ตั้งไว้
- สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย: การกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้พนักงานไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่ได้พัก
- เหตุการณ์สลด: ผู้เสียหายยืนยันว่าพวกเขาเคยเห็นคนไทยบางคนที่ถูกทำร้ายอย่างหนักจนเสียชีวิตในห้องขัง ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนในนั้น
การเจรจาเรียกค่าไถ่และการหลบหนี
เคราะห์ดีที่ผู้เสียหายทั้งสองคนล้มป่วยอย่างหนักในระหว่างที่ถูกกักขัง พวกเขาจึงขอร้องให้หัวหน้าแก๊งชาวจีนปล่อยตัวกลับประเทศไทย แต่ทางแก๊งกลับฉวยโอกาสนี้เรียกร้องเงินค่าไถ่สูงถึง 500,000 บาทต่อคน
หลังจากพยายามเจรจาต่อรอง ในที่สุดแก๊งชาวจีนก็ยอมลดค่าไถ่ลงเหลือ 120,000 บาทต่อคน เมื่อญาติของผู้เสียหายรวบรวมเงินและจ่ายให้เรียบร้อย พวกเขาก็ถูกปล่อยตัวและรีบเดินทางกลับมายังประเทศไทย เพื่อเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
ปฏิบัติการตามล่าตัวผู้กระทำผิด
หลังจากได้รับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานจนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 10 คน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวจีนที่เป็นตัวการใหญ่ระดับสั่งการที่กบดานอยู่ต่างประเทศ
จากการติดตามตัว ตำรวจพบว่านายอังคารและนางสาวสหทัยได้ลักลอบเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย โดยในตอนแรกทั้งคู่ไปซ่อนตัวอยู่ที่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนกัมพูชา ก่อนจะย้ายไปกบดานที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งถูกตำรวจตามจับตัวได้ในที่สุด
เมื่อตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพัก ก็พบหลักฐานสำคัญคือประวัติการพูดคุยออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทั้งคู่กำลังพยายามหาทางหลอกลวงเหยื่อรายใหม่ๆ เพิ่มเติม
ข้อแก้ตัวและการสืบสวนที่ยังดำเนินต่อไป
แม้หลักฐานจะมัดตัวแน่นหนา แต่ผู้ต้องหาทั้งสองยังคงให้การปฏิเสธ พวกเขาอ้างว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานของผู้เสียหาย และยอมรับว่าเคยเห็นการทำร้ายร่างกายรวมถึงการเรียกค่าไถ่ในกัมพูชาจริง แต่ยืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้เป็นคนหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงาน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว เนื่องจากมีพยานหลักฐานอื่นที่บ่งชี้ว่าคู่รักคู่นี้อาจทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ “บัญชีม้า” (บัญชีธนาคารที่ใช้รับโอนเงินผิดกฎหมายเพื่อซ่อนเส้นทางการเงิน) ให้กับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย
ทำไมคนไทยถึงตกเป็นเหยื่อ?
ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นผลมาจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ทำงานอย่างเป็นระบบ พวกเขามักจะใช้ความต้องการมีรายได้ที่มั่นคงของประชาชนมาเป็นเหยื่อล่อ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง มิจฉาชีพจะสร้างประกาศรับสมัครงานปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ และเสนอเงินเดือนที่สูงเกินจริงเพื่อดึงดูดความสนใจ
วิธีป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพหลอกหางาน
จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ดังนี้:
- ตรวจสอบข้อมูลบริษัทอย่างละเอียด: หากมีคนเสนอให้ไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบชื่อบริษัท สถานที่ตั้ง และความน่าเชื่อถืออย่างรอบคอบ ค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่ามีคนเคยพูดถึงบริษัทนี้ในแง่ลบหรือไม่
- ระวังข้อเสนอที่ดีเกินจริง: งานที่สัญญาว่าจะให้เงินเดือนสูง มีสวัสดิการดีเลิศ แลกกับงานที่ดูง่ายดาย เช่น การตอบแชทลูกค้า หรือการทำเอกสาร มักจะเป็นการหลอกลวง
- ปรึกษาหน่วยงานของรัฐ: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ควรสอบถามข้อมูลจากกรมการจัดหางาน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย และมีนายจ้างที่มีตัวตนจริง
- สังเกตพฤติกรรมการชักชวน: หากผู้ชักชวนเร่งรัดให้ตัดสินใจเร็วๆ หรือบอกว่าไม่ต้องใช้เอกสารสำคัญใดๆ หรืออาสาจัดการเรื่องการเดินทางข้ามแดนแบบผิดกฎหมาย ให้สงสัยไว้ก่อนว่าคุณกำลังถูกหลอก
- อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าบนสื่อสังคมออนไลน์: มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวมาในรูปแบบของเพื่อนใหม่ หรือคนคุยในแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ค่อยๆ สร้างความไว้ใจก่อนจะชักชวนไปทำงาน
ทางการตำรวจได้ย้ำเตือนอีกครั้งว่า การเข้าไปพัวพันกับแก๊งเหล่านี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ถูกหลอก หรือผู้ที่เต็มใจไปทำงานเพื่อแลกกับเงินก้อนโต ล้วนมีความเสี่ยงต่อชีวิตและความปลอดภัยอย่างประเมินค่าไม่ได้ เมื่อก้าวข้ามพรมแดนไปแล้ว การขอความช่วยเหลือจะทำได้ยากลำบากมาก เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นมักถูกควบคุมโดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่ร่วมมือกับแก๊งอาชญากร
คดีนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาที่ฝังรากลึกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ประชาชน และสื่อมวลชนในการรับรู้ความจริง จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดจำนวนผู้เสียหายในอนาคต
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
ระทึกกลางวัดดังเชียงใหม่! กิ่งโพธิ์ยักษ์อายุกว่า 100 ปี หักทับชาวบ้านขณะทำบุญ บาดเจ็บระนาว
บริษัท บัส เทอร์มินัล (BTC) ได้เปิดให้บริการรถโดยสารประจำทาง 3 เส้นทางใหม่ เชื่อมต่อเชียงใหม่ เชียงราย และอุบลราชธานี
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ทหารพรานปะทะเดือดแม่อาย วิสามัญแก๊งค้ายา ยึดฝิ่น 100 กิโล
เชียงใหม่ – กำลังทหารพรานไทยเปิดฉากยิงปะทะดุเดือดกับคาราวานยาเสพติด">ขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติกลางป่าลึก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์ตึงเครียดนี้เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนหลังพบกลุ่มติดอาวุธลอบข้ามแดนเข้ามาในเขตไทย
หลังเสียงปืนสงบลงในช่วงเช้าตรู่ เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่จนพบฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ศพ พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางฝิ่นดิบน้ำหนักรวมกว่า 100 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายของขบวนการหลายล้านบาท
ประเด็นสำคัญ
- การปะทะยาวนาน: ทหารพรานปะทะคาราวานค้ายากว่า 20 คน ตลอดทั้งคืนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา
- ผลการปฏิบัติการ: วิสามัญคนร้ายเสียชีวิต 1 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัย
- ของกลางมูลค่าสูง: ตรวจยึดฝิ่นดิบน้ำหนักกว่า 102 กิโลกรัม มูลค่าปลายทางในประเทศหลายล้านบาท
ย้อนกลับไปช่วงค่ำ เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง ได้รับรายงานสายข่าวเรื่องการลักลอบขนยาเสพติด จึงนำกำลังออกลาดตระเวนในพื้นที่บ้านนามะอื้น ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย
กระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบกลุ่มชายฉกรรจ์ต้องสงสัยประมาณ 20 คน สะพายเป้เดินเท้าลัดเลาะผ่านแนวป่า ทหารพรานจึงส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้หยุดตรวจค้นตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายขบวนการกลับใช้อาวุธปืนสงครามยิงเปิดทางใส่เจ้าหน้าที่ก่อนทันที ทำให้ทหารพรานต้องตัดสินใจยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวอย่างหนักหน่วง ก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะล่าถอยไปชั่วคราว
เฝ้าพื้นที่ทั้งคืนก่อนเข้าเคลียร์รุ่งสาง
เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเส้นเขตแดนประเทศเมียนมาเพียง 300 ถึง 500 เมตร ทำให้ตลอดทั้งคืนยังมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ เพราะฝ่ายตรงข้ามพยายามยิงกดดันหวังชิงสัมภาระคืน
ผู้บังคับการทหารพรานจึงสั่งการส่งกำลังเสริมและชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรึงพื้นที่ป่ารอบด้านอย่างรัดกุม ทหารทุกนายวางแนวป้องกันจนถึงเช้าวันถัดไปเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย
เมื่อแสงสว่างเปิดทาง คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และแพทย์โรงพยาบาลแม่อาย จึงร่วมกันเข้าตรวจค้นพื้นที่อย่างละเอียดรอบบริเวณ
ยึดฝิ่นดิบน้ำหนักรวมกว่า 102 กิโลกรัม
จากการตรวจสอบพบศพผู้ต้องสงสัยเพศชาย 1 ราย พร้อมตรวจพบรอยเลือดเป็นแนวยาวข้ามฝั่งชายแดน ซึ่งคาดว่ามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตถูกลากพากลับไปอีกหลายคน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดกระเป๋าเป้ดัดแปลงได้ทั้งหมด 5 ใบ ภายในบรรจุฝิ่นดิบอัดก้อนรวม 72 ก้อน น้ำหนักรวมอยู่ที่ 102.4 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นในพื้นที่ชายแดนกว่า 2 ล้านบาท
หากฝิ่นดิบล็อตนี้หลุดรอดเข้าไปในเขตเมืองชั้นใน มูลค่าจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 50,000 บาท หรือหากนำไปแปรรูปเป็นเฮโรอีนจะมีมูลค่ามหาศาล ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ส่งมอบของกลางทั้งหมดให้พนักงานสอบสวน สภ.แม่อาย ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารพรานเชียงรายสกัดจับแก๊งลักลอบขนจยย.ข้ามแดน
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เชียงใหม่เปิดตัว “รถรางไฟฟ้าสีเขียว” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองอัจฉริยะ
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งสำคัญ ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง การจับมือครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่าง บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC นำโดยนางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหน่วยงานหลักในพื้นที่เชียงใหม่ งานนี้ได้รับเกียรติจากนายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และตัวแทนจากตำรวจภูธร ขนส่งจังหวัด รวมถึง ททท. มาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง
เป้าหมายหลักของความร่วมมือคือการผลักดันเชียงใหม่ให้เป็นประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร">เมืองอัจฉริยะและเมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การลงนามนี้คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำจริงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเชียงใหม่ ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาระบบการเดินทางที่สะดวกและสะอาดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
Key Takeaways
- จังหวัดเชียงใหม่และ AWC ร่วมลงนาม MOU เพื่อพัฒนาเมืองสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำและเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ
- มีการนำรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) มาทดลองให้บริการจริง เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และเชื่อมโยงการเดินทางในตัวเมือง
- เตรียมเปิดตัว “Chiang Mai Tram By Lannatique” แทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกของไทยที่ใช้พลังงานสะอาด 100% เชื่อมโยง 40 แลนด์มาร์ก
ยกระดับขนส่งสาธารณะด้วยพลังงานสะอาด
ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีลงนาม คณะผู้บริหารและผู้ร่วมงานได้ร่วมกันทดสอบนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าหรือ EV Bus การทดลองวิ่งครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการนำนวัตกรรมสีเขียวมาใช้งานจริง รถ EV Bus จะเข้ามาช่วยรองรับการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชนในตัวเมืองเชียงใหม่ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางไปยังจุดต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น
จุดเด่นที่สำคัญของการใช้รถไฟฟ้าคือความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งพลังงานสะอาดจะช่วยลดปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่มักสร้างผลกระทบต่อพื้นที่เชียงใหม่ได้อย่างตรงจุด การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการจราจรเป็นก้าวสำคัญของเมือง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ให้กับทุกคน
การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ปราศจากมลพิษจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชียงใหม่ ผู้คนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้จะเป็นรากฐานที่มั่นคง โครงการนี้จะสร้างประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

เปิดตัวแทรมไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย
ไฮไลต์ที่น่าจับตามองคือการเตรียมเปิดตัว “Chiang Mai Tram By Lannatique” ซึ่งเป็นรถแทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกของประเทศไทย โครงการนี้อยู่ภายใต้โครงการใหญ่ “ลานนาทีค เดสทิเนชั่น” ที่ต้องการผลักดันเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก รถแทรมคันนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การเดินทางของโลกยุคใหม่
การออกแบบรถแทรมไฟฟ้าเป็นการผสมผสานระหว่างความทันสมัยและอัตลักษณ์ที่งดงามของศิลปะล้านนา รูปลักษณ์ที่โดดเด่นจะทำให้รถแทรมกลายเป็นจุดสนใจและสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองเชียงใหม่ รถแทรมจะวิ่งให้บริการเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์กว่า 40 แห่งรอบตัวเมือง นักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการชมเมือง
การนำระบบแทรมไฟฟ้ามาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ เชียงใหม่กำลังแสดงให้เห็นว่าการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและการใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตสามารถก้าวเดินไปพร้อมกันได้ โครงการนี้จะสร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือนและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
งานมหกรรมเสรีภาพ 250 ปี เชียงใหม่ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
เชียงใหม่ - Chiang Mai
งานมหกรรมเสรีภาพ 250 ปี เชียงใหม่ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างยิ่งใหญ่! กับงานมหกรรมเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมสุดอลังการภายใต้ชื่อ “Freedom 250: American Fair Chiang Mai” ซึ่งจัดขึ้นโดย สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ในประเทศไทย งานเทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็มุ่งหวังที่จะกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสหรัฐฯ ให้ยั่งยืนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เทศกาลสุดพิเศษนี้ถูกจัดขึ้นอย่างตระการตา ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (สวน อบจ. เชียงใหม่) โดยมีกำหนดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 18 ตุลาคม 2569 ท่ามกลางบรรยากาศปลายฝนต้นหนาวที่เย็นสบายของภาคเหนือ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยตลอดจนชาวต่างชาติ ต่างหลั่งไหลมาร่วมสัมผัสกลิ่นอายและเสน่ห์ของวัฒนธรรมอเมริกันกันอย่างคึกคักตั้งแต่เริ่มเปิดประตูงาน
ประเด็นสำคัญ
- งาน “Freedom 250: American Fair Chiang Mai” เฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีสหรัฐฯ จัดขึ้นที่สวน อบจ. เชียงใหม่ วันที่ 16-18 ตุลาคม 2569
- ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสอาหารอเมริกันกว่า 40 ร้าน ดนตรีสด รถคลาสสิก นิทรรศการ และโซนกิจกรรมสำหรับครอบครัว
- เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรีตลอดสุดสัปดาห์ โดยเริ่มเปิดงานช่วงเย็นในวันศุกร์ และช่วงเที่ยงในวันเสาร์ถึงวันอาทิตย์
สัมผัสรสชาติอาหารและเสียงดนตรีสไตล์อเมริกันแท้ๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในบริเวณงาน ผู้ร่วมงานจะได้พบกับบูธสินค้าและอาหารอเมริกันแท้ๆ มากกว่า 40 ร้านค้า ที่ตั้งเรียงรายต้อนรับทุกคน ร้านค้าเหล่านี้ต่างพร้อมใจกันขนเมนูยอดนิยมและสินค้าไลฟ์สไตล์จากผู้ประกอบการชั้นนำทั้งของไทยและสหรัฐฯ มาให้ทุกคนได้เลือกชิมและเลือกช้อปกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เกอร์ บาร์บีคิว หรือของหวานสไตล์อเมริกันดั้งเดิม
นอกจากอาหารรสเลิศแล้ว บรรยากาศภายในงานยังถูกเติมเต็มด้วยดนตรีสดหลากหลายแนวที่สลับสับเปลี่ยนมาสร้างสีสันตลอดทั้งวัน เสียงดนตรีเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นจังหวะแจซสุดคลาสสิก หรือการบรรเลงจากวงโยธวาทิตที่ยิ่งใหญ่ตระการตา นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสวิงแดนซ์ที่เชิญชวนให้ผู้ร่วมงานทุกคนลุกขึ้นมาออกสเต็ปอย่างสนุกสนาน สร้างรอยยิ้มและความประทับใจได้อย่างยอดเยี่ยม

ตื่นตากับโซนยานยนต์คลาสสิกและกิจกรรมครอบครัว
นอกเหนือจากความบันเทิงบนเวทีและอาหารอร่อยแล้ว สายรักยานยนต์ยังได้ตื่นตาตื่นใจไปกับโซนจัดแสดงรถยนต์และมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสไตล์อเมริกันยอดฮิต รถคลาสสิกที่หาชมได้ยากเหล่านี้ถูกนำมาจอดอวดโฉมให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกันอย่างใกล้ชิด ถือเป็นอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างล้นหลาม
สำหรับกลุ่มครอบครัวและเด็กๆ ที่มาร่วมงาน ทางผู้จัดได้เตรียมพื้นที่โซนกิจกรรมไลฟ์สไตล์และแอดเวนเจอร์ไว้รองรับอย่างครบครัน มีทั้งหน้าผาจำลองสำหรับสายลุย บ้านลมขนาดใหญ่ และเวิร์คชอป DIY ที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ พร้อมทั้งไฮไลต์สุดฮาอย่างการประกวดแต่งกายชุดคาวบอย และการแข่งขันเลียนเสียงไก่สไตล์อเมริกันที่เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดงาน

นิทรรศการศิลปะและกำหนดการเข้าร่วมงานฟรี
ขณะเดียวกัน ผู้ร่วมงานยังได้รับความรู้และความบันเทิงทางศิลปะควบคู่กันไปอย่างลงตัว ผ่านบูทนิทรรศการให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ ของทางการสหรัฐฯ การจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยภายในงานสะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่สวยงามระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมมิตรภาพในระดับประชาชน
งาน “Freedom 250: American Fair Chiang Mai” พร้อมเปิดประตูแห่งความสุขให้ทุกคนเข้าชมฟรีตลอดสุดสัปดาห์นี้ สำหรับวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม งานเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 – 21.00 น. ส่วนวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เปิดให้สนุกเต็มอิ่มตั้งแต่ 12.00 – 21.00 น. และส่งท้ายความประทับใจในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 12.00 – 20.00 น. ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาร่วมสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมอเมริกันสุดพิเศษกลางเมืองเชียงใหม่ได้เลย!
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
บุกทลายโกดังปืนเถื่อนเชียงใหม่ รวบลุงวัย 50 ขายผ่านออนไลน์
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
คำเตือน! มีมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและข่มขู่เด็กนักเรียนผ่านวิดีโอคอล
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
เด็กเชียงรายคว้าแชมป์คิดเลขเร็ว เตรียมลุยญี่ปุ่น
-
ข่าว - News5 days ago
ระทึก! SUV พุ่งชนยับแยกโพธิสาร พัทยา บาดเจ็บ 7 ราย
-
สภาพอากาศ - Weather7 days ago
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่าจะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง 8 วัน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มได้

