เชียงใหม่ - Chiang Mai
ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่ยึดยาบ้าได้ 1 ล้านเม็ดจากผู้ลักลอบขนยา
เชียงใหม่ – กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 ประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ ในการสกัดกั้นการยาเสพติด">ขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดยาบ้าจำนวนมหาศาล ได้ในพื้นที่เป้าหมายชายแดนจังหวัดเชียงใหม่
การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากผู้บังคับบัญชา ได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญจากแหล่งข่าวในพื้นที่ เครือข่ายค้ายาเสพติดฉวยโอกาสในวันหยุดยาว ลักลอบขนของผิดกฎหมายเข้ามายังพื้นที่ตอนใน
Key Takeaways
- ยอดตรวจยึดสูงมาก: เจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าได้ทั้งหมด 1,080,000 เม็ด บรรจุรวมในกระสอบดัดแปลงจำนวน 5 ใบ
- ทำเลซ่อนของ: กลุ่มขบวนการลักลอบนำยาเสพติด มาพักไว้บริเวณบ่อขยะ บ้านห้วยลึก ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว
- อาศัยความมืดหลบหนี: ผู้ต้องหาประมาณ 4-5 คน อาศัยความชำนาญเส้นทาง วิ่งหนีฝ่าความมืดไปได้อย่างหวุดหวิด
- บูรณาการร่วมมือ: เจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้ง ตชด. ทหาร และตำรวจภูธร ร่วมกันเข้าตรวจสอบและขยายผลทางกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว นำกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าละเมาะ ทันทีหลังได้รับรายงานความเคลื่อนไหว กำลังพลลาดตระเวนอย่างละเอียด จนถึงเวลาประมาณ 04.30 น. ของวันที่ 3 มิถุนายน 2569
สายตาของเจ้าหน้าที่ปะทะกับแสงไฟฉาย 3-4 ดวง วูบวาบอยู่ใกล้กับบ่อขยะประจำหมู่บ้าน มีกลุ่มชายฉกรรจ์กำลังช่วยกันแบกวัตถุต้องสงสัย ลำเลียงออกจากแนวป่าอย่างเร่งรีบ
คนร้ายไหวตัวทันหนีเข้าป่า
เมื่อขบวนการค้ายาเสพติดเห็นแสงไฟรถยนต์ ของเจ้าหน้าที่ใกล้เข้ามา ทุกคนต่างตื่นตกใจและทิ้งของกลางทันที พวกเขาอาศัยความมืดสนิท และความชำนาญภูมิประเทศวิ่งหลบหนีหายไป
เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่อย่างระมัดระวัง เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนที่มีทัศนวิสัยจำกัด จึงต้องจัดกำลังเฝ้าจุดตรวจยึดไว้จนถึงรุ่งเช้า เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล
ช่วงเช้าวันต่อมา หน่วยงานความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจภูธรเชียงดาว ได้เข้ามาร่วมตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบกระสอบปุ๋ยสีเหลืองดัดแปลง มีสายสะพายจำนวน 5 กระสอบ
เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ กระสอบละประมาณ 200,000 เม็ด รวมยอดทั้งหมดสูงถึง 1,080,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงนำของกลางไปบันทึกการจับกุมที่ กองร้อย ตชด.335 และส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เชียงดาว เพื่อสืบหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ “แคปซูลซอมบี้”ในเชียงใหม่
ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมที่หลบหนีถูกจับกุมหลังก่อเหตุฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญในอพาร์ตเมนต์ที่เชียงใหม่
เชียงใหม่ - Chiang Mai
ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมที่หลบหนีถูกจับกุมหลังก่อเหตุฆาตกรรมสุดสะเทือนขวัญในอพาร์ตเมนต์ที่เชียงใหม่
ยึดยาบ้าได้ 1 ล้านเม็ดจากผู้ลักลอบขนยา">เชียงใหม่ – เหตุการณ์อาชญากรรมมักทิ้งร่องรอยของความสูญเสียและคำถามไว้เบื้องหลังเสมอ โดยเฉพาะคดีที่สะเทือนขวัญชุมชนอย่างกรณีการฆาตกรรมหญิงสาวชาวไทใหญ่ และนำศพไปซ่อนไว้ในห้องน้ำของหอพักแห่งหนึ่งในตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ คดีนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปิดคดีนี้ลงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการประสานงานข้ามพรมแดนจนสามารถจับกุมนาย “จายสู้” ผู้ต้องหาที่พยายามหลบหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้านได้สำเร็จ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ ลำดับเวลา และเบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่ ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงและเรียบเรียงจากรายงานข่าวของ MGR Online
หากย้อนกลับไปในคืนวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ทุกอย่างเริ่มต้นจากการนัดพบปะกันธรรมดา ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันไปสู่โศกนาฏกรรม โดยสามารถสรุปลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้:
- ช่วงเย็น: นายจายสู้ อายุ 46 ปี สัญชาติเมียนมา (ผู้ต้องหา) กำลังทำงานขายถั่วและน้ำอ้อยอยู่ที่ตลาดป่าข่อย จากนั้นผู้เสียชีวิตได้โทรศัพท์มาหาและชักชวนให้ดื่มเบียร์ด้วยกัน
- เวลา 20.30 น.: นายจายสู้ขับรถจักรยานยนต์ไปรับผู้เสียชีวิตที่หอพักบริเวณย่านแม่โจ้
- เวลา 21.00 น.: ทั้งคู่เดินทางมาถึงหอพักของนายจายสู้ในย่านตำบลสันผีเสื้อ ผู้เสียชีวิตเริ่มดื่มเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ตัวนายจายสู้เองระบุว่าตนไม่ได้ดื่มด้วย
- จุดเปลี่ยนของคืนนั้น: หลังจากการพูดคุย เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรง นำไปสู่การลงมือทำร้ายร่างกายจนฝ่ายหญิงเสียชีวิตในที่สุด จากนั้นผู้ก่อเหตุได้ลากศพไปซ่อนไว้ในห้องน้ำ เก็บเสื้อผ้าส่วนตัว 2-3 ชุด และหลบหนีออกจากพื้นที่ไปภายในเวลาเพียง 10 นาที
คำสารภาพและปมสังหารที่คาดไม่ถึง
หลังจากที่ถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง (สภ.แม่ปิง) จังหวัดเชียงใหม่ นายจายสู้ได้ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมทั้งเปิดเผยถึงมูลเหตุจูงใจที่นำไปสู่การฆาตกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลายคน
ผู้ต้องหาให้การอ้างว่า แม้ตนเองจะมีสภาพร่างกายเป็นผู้ชาย แต่ลึกๆ แล้วจิตใจเป็นผู้หญิง ในคืนเกิดเหตุ ผู้เสียชีวิตได้พยายามคะยั้นคะยอและตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่ยอมรับเธอเป็นภรรยา และพยายามกดดันให้เขามีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่เขาได้ยืนกรานปฏิเสธไปอย่างชัดเจน
การปฏิเสธนี้นำไปสู่ความไม่พอใจอย่างรุนแรง ผู้ต้องหาเล่าว่าผู้เสียชีวิตได้เข้ามาเขย่าตัวและบีบคอเขา เขาก็บีบคอสวนกลับไป ในตอนแรกสถานการณ์เหมือนจะสงบลง ทั้งคู่กลับมานั่งคุยกันบนเตียงอีกครั้ง ทว่าผู้เสียชีวิตยังคงคาดคั้นเรื่องเดิมซ้ำๆ จนเกิดการทะเลาะวิวาทขั้นรุนแรงอีกรอบ
จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อผู้เสียชีวิตใช้ผ้าเช็ดตัวมารัดคอของเขา ทำให้เขาเกิดความโมโหสุดขีด จึงตัดสินใจใช้มือบีบคอผู้เสียชีวิตอย่างแรงจนฝ่ายหญิงขาดใจตายบนเตียงนอน เมื่อรู้ว่าตนเองพลาดพลั้งและกลัวความผิด เขาจึงตัดสินใจอำพรางศพแล้วรีบหลบหนีไป
ปฏิบัติการไล่ล่าข้ามแดนของตำรวจไทย
คดีนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากกว่าที่จะมีผู้ไปพบศพและแจ้งความในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ผู้ก่อเหตุก็ได้ใช้เวลาล่วงหน้าถึง 2 วันในการหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังรัฐฉาน ประเทศเมียนมาเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 (ผบช.ภ.5) จึงได้สั่งการอย่างเด็ดขาดให้เร่งติดตามตัวผู้ต้องหามาลงโทษให้ได้ กระบวนการทำงานมีดังนี้:
- การประสานงานรวดเร็ว: ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ติดต่อไปยังทางการของประเทศเมียนมาทันที เพื่อแบ่งปันข้อมูลคดีและรูปพรรณสัณฐานของผู้หลบหนี
- การจับกุมในรัฐฉาน: ความร่วมมือนี้เป็นผลสำเร็จ ทางการเมียนมาสามารถรวบตัวนายจายสู้ได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนหลังจากวันเกิดเหตุ
- ส่งมอบตัวผ่านด่านแม่สาย: ผู้ต้องหาถูกส่งตัวข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ก่อนจะถูกคุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายที่จังหวัดเชียงใหม่
การขยายผลล่าตัวผู้ให้การช่วยเหลือ
แม้ตัวการหลักจะถูกจับกุมแล้ว แต่คดีนี้ยังไม่จบเพียงแค่นั้น เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.แม่ปิง กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อขยายผลหาตัวผู้ร่วมขบวนการที่อาจให้การช่วยเหลือในการหลบหนี
เป้าหมายหลักในตอนนี้คือบุคคลที่ชื่อ “นายแดง” ชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนขับรถพานายจายสู้หลบหนีไปยังอำเภอแม่สาย ตำรวจได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบที่บ้านของนายแดงแล้ว แต่พบเพียงลูกสาว นอกจากนี้ จากการสอบถามชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ยังพบเบาะแสสำคัญเป็นรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยที่จอดทิ้งไว้บริเวณป้อมยามเหมืองแก้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อตามล่าตัวนายแดงมารับโทษต่อไป
บทสรุปและแง่คิดจากคดีนี้ดีฆาตกรรมที่เชียงใหม่คดีนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่รุนแรงจากการขาดสติและการควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยในการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน การจับกุมที่รวดเร็วช่วยคืนความสงบสุขและความรู้สึกปลอดภัยให้กับชุมชนตำบลสันผีเสื้อได้อีกครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นว่าความยุติธรรมสามารถเอื้อมไปถึงผู้กระทำความผิดได้เสมอ ไม่ว่าจะพยายามหลบหนีไปไกลแค่ไหนก็ตาม
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
คู่สามีภรรยาจากเชียงใหม่ถูกจับกุมในข้อหาล่อลวงผู้คนไปเป็นทาสในศูนย์บริการทางโทรศัพท์แห่งหนึ่งในกัมพูชา
บริษัท บัส เทอร์มินัล (BTC) ได้เปิดให้บริการรถโดยสารประจำทาง 3 เส้นทางใหม่ เชื่อมต่อเชียงใหม่ เชียงราย และอุบลราชธานี
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เกิดการปะทะอย่างดุเดือดบริเวณชายแดนเชียงใหม่! ทหารหน่วยลาดตระเวนชายแดนสกัดกั้นแก๊งค้ายาเสพติด ยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 300,000 เม็ด
ยาบ้า">ยึดยาบ้าได้ 1 ล้านเม็ดจากผู้ลักลอบขนยา">เชียงใหม่ — เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นอีกครั้งบนแนวชายแดนไทย-เมียนมา เจ้าหน้าที่ทหารพรานจากกองกำลังผาเมืองได้ปะทะกับกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดอย่างดุเดือดในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์นี้จบลงด้วยการที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าได้ถึง 300,000 เม็ด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่มีชื่อว่า “จะลอโบ่” ข่าวนี้ได้รับรายงานครั้งแรกจาก MGR Online ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย
ยาเสพติดอย่าง “ยาบ้า” ถือเป็นภัยร้ายที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เมื่อยาเสพติดเหล่านี้หลุดรอดเข้ามาได้ มันจะถูกกระจายไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ สร้างความเสียหายทั้งต่อตัวบุคคลและเศรษฐกิจ ดังนั้น การสกัดกั้นยาเสพติดที่แหล่งต้นทางบริเวณชายแดนจึงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ปฏิบัติการในครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมที่ช่วยปกป้องสังคมไทยได้เป็นอย่างมาก
การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดตามแนวชายแดน
ปฏิบัติการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เริ่มต้นมาจากการที่ชุดปฏิบัติการข่าวพิเศษของกองกำลังผาเมือง ได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ข่าวกรองระบุว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมากเข้ามาทางชายแดนด้านตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 3206 ร่วมกับกองร้อยทหารพรานที่ 3207 ภายใต้การควบคุมของกองกำลังผาเมือง จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่อย่างเข้มงวดตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน การทำงานของเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่ารกทึบ ภูเขาสูงชัน และไม่มีแสงสว่างในตอนกลางคืน
นาทีปะทะเดือดกลางป่า
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในกลางดึกของคืนวันที่ 30 พฤษภาคม เวลาล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ ขณะที่ชุดลาดตระเวนเดินเท้าไปถึงบริเวณช่องทางธรรมชาติที่เรียกว่า “บ้านปางใน” หมู่ที่ 1 ตำบลมะลิกา เจ้าหน้าที่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
กลุ่มคนต้องสงสัยประมาณ 3 ถึง 5 คน กำลังเดินเท้าเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติ ทุกคนแบกสัมภาระที่ดูเหมือนกระสอบฟางดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้แสดงตัวและส่งสัญญาณเพื่อขอตรวจค้นตามขั้นตอนทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แทนที่กลุ่มคนดังกล่าวจะหยุดและยอมให้ตรวจค้น พวกเขากลับใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารทันทีเพื่อเปิดทางหนี ทำให้เกิดการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดกลางป่าทึบ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเป็นเวลาประมาณ 5 นาทีเต็ม เมื่อสิ้นเสียงปืนและเหตุการณ์สงบลง เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายปลอดภัย ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่มืดสนิทและมีความเสี่ยงสูง เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจวางกำลังปิดล้อมและควบคุมพื้นที่เกิดเหตุไว้ตลอดทั้งคืน พร้อมกับขอกำลังเสริมเข้ามาสนับสนุน เพื่อรอการตรวจสอบอย่างละเอียดในเช้าวันรุ่งขึ้น
ลำดับเหตุการณ์สำคัญ
เพื่อให้เห็นภาพรวมของปฏิบัติการครั้งนี้อย่างชัดเจน นี่คือสรุปลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น:
- 20 พฤษภาคม 2569: เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสล่วงหน้าเกี่ยวกับการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทย
- 30 พฤษภาคม 2569 (กลางคืน): ทหารพรานพบกลุ่มคนต้องสงสัย 3-5 คน แบกเป้เดินเข้าใกล้แนวชายแดนไทย
- ช่วงดึกของคืนเดียวกัน: เกิดการยิงปะทะกันนาน 5 นาที หลังเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอเข้าตรวจค้น
- หลังการปะทะ: เจ้าหน้าที่ทหารปลอดภัยทุกนาย และทำการปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุตลอดทั้งคืน
- 31 พฤษภาคม 2569 (06.00 น.): เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ พบยาบ้า 3 แสนเม็ด และรอยเลือดของคนร้าย
ยึดยาบ้า 3 แสนเม็ดและรอยเลือดคนร้าย
เช้าตรู่วันที่ 31 พฤษภาคม เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่จุดปะทะอย่างละเอียดอีกครั้ง สิ่งที่พบคือกระสอบฟางที่ถูกดัดแปลงให้เป็นเป้สะพายหลังจำนวน 2 ใบถูกทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ
เมื่อเปิดออกดูภายใน พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ซุกซ่อนอยู่ รวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 300,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด ส่วนกลุ่มคนร้ายนั้น คาดว่าอาศัยความมืดและความชำนาญในเส้นทางป่าหลบหนีข้ามพรมแดนกลับไปได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่พบรอยหยดเลือดเป็นทางยาวไปตามพงหญ้า ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีคนร้ายอย่างน้อยหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บจากการยิงปะทะ
เจาะลึกเส้นทางลำเลียงยาเสพติด
ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า ยาเสพติดล็อตนี้น่าจะถูกผลิตและขนส่งมาจากพื้นที่ “บ้านปู่นาโก่” ตำบลเมืองกาน ในประเทศเมียนมา จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้ใช้เส้นทางเดินป่าลัดเลาะมาตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งบ้านสี่หก เมืองยอน และเปียงคำ ก่อนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ที่ “บ้านห้วยฮะ” ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของชาวลาหู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อสบโอกาสจึงลักลอบแบกข้ามช่องทางธรรมชาติเพื่อส่งมอบให้กับเครือข่ายในฝั่งไทย
นอกจากนี้ ข่าวกรองยังประเมินว่า ยาเสพติดจำนวนนี้น่าจะเป็นของเครือข่าย “จะลอโบ่” อดีตรองผู้บัญชาการเขตทหารที่ 171 เชื้อสายว้า ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีอิทธิพลและมักจะใช้เส้นทางธรรมชาติตามแนวชายแดนในการลักลอบขนส่งสินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
บทสรุปและความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศ
การปะทะและตรวจยึดยาเสพติดในครั้งนี้ เป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ต้องทำงานบนความเสี่ยงภัยเพื่อปกป้องความสงบสุขของประเทศ แม้ขบวนการค้ายาจะพยายามใช้อาวุธสงครามต่อสู้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและไม่ย่อท้อ
ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้จากการข่าวกรองที่แม่นยำและการปฏิบัติงานที่รัดกุม ประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้ได้ โดยการเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและไร้ยาเสพติด สำหรับผู้ที่สนใจติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและอ่านข่าวฉบับเต็ม สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ MGR Online
ข่าวเชียงใหม่ยอดนิยม
คู่สามีภรรยาจากเชียงใหม่ถูกจับกุมในข้อหาล่อลวงผู้คนไปเป็นทาสในศูนย์บริการทางโทรศัพท์แห่งหนึ่งในกัมพูชา
ระทึกกลางวัดดังเชียงใหม่! กิ่งโพธิ์ยักษ์อายุกว่า 100 ปี หักทับชาวบ้านขณะทำบุญ บาดเจ็บระนาว
เชียงใหม่ - Chiang Mai
หมอดูชื่อดังเชียงใหม่ถูกจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศลูกเลี้ยง
ยึดยาบ้าได้ 1 ล้านเม็ดจากผู้ลักลอบขนยา">เชียงใหม่ — กลายเป็นอาชญากรรม">ข่าวอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนใจและสั่นคลอนวงการความเชื่อสายมูเตลูเป็นอย่างมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำกำลังบุกเข้าจับกุมตัว “หมอดูแก้กรรม” หรือที่หลายคนรู้จักในนามจอมขมังเวทชื่อดังประจำอำเภอหางดง หลังจากที่ภรรยาแท้ๆ ของเขา ทนพฤติกรรมอันเลวร้ายไม่ไหว ตัดสินใจขึ้นโรงพักเพื่อแจ้งความจับสามีตนเอง ในข้อหาออกอุบายหลอกลวงและล่วงละเมิดทางเพศลูกเลี้ยงสาววัยเพียง 21 ปี โดยใช้เรื่องพิธีกรรมความเชื่อมาเป็นเครื่องมือบังหน้า ท่านสามารถอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ MGR Online
เหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้ ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อ นางเอ (นามสมมติ) ผู้เป็นแม่ของหญิงสาวผู้เสียหายและเป็นภรรยาของผู้ต้องหา ได้เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในตัวลูกสาววัย 21 ปี ซึ่งมีอาการเซื่องซึม หวาดระแวง และเก็บตัวผิดปกติ เมื่อผู้เป็นแม่พยายามสอบถามและให้กำลังใจ ในที่สุดลูกสาวจึงยอมเปิดปากเล่าความจริงสุดช็อกว่า ตนเองได้ถูก นายกมลเทพ (สงวนนามสกุล) หรือ “อาจารย์เสือ” ผู้เป็นพ่อเลี้ยง ข่มขืนกระทำชำเรา
พฤติการณ์ในการก่อเหตุนั้น ถือว่ามีการวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยอาศัยความไว้วางใจของคนในครอบครัว โดยเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2567
- ผู้ต้องหาได้ใช้อุบายหลอกให้ลูกเลี้ยงขับรถพาออกไปซื้อของใช้ส่วนตัว
- จากนั้นได้ทำการหลอกล่อและพาเหยื่อไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ตำบลสันผักหวาน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยอ้างว่าจะทำการ “ทำพิธีสะเดาะเคราะห์” ให้เป็นการส่วนตัว
- ท้ายที่สุดกลับฉวยโอกาสลงมือข่มขืนเหยื่อถึง 4-5 ครั้ง
- ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ต้องหายังใช้พฤติกรรมการพกพาอาวุธปืน ข่มขู่เหยื่อไม่ให้ปริปากบอกใคร ทำให้หญิงสาวต้องทนทุกข์ทรมานใจและหวาดกลัวมาตลอด
ปฏิบัติการสายฟ้าแลบ: บุกรวบถึงตำหนักพร้อมของกลางเพียบ
หลังจากได้รับแจ้งความและรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางดง นำโดย พ.ต.อ.จักรียุทธ โชติวชิระพงศ์ ผู้กำกับการ สภ.หางดง พร้อมด้วยทีมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและปราบปราม ได้นำหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1250/2569 เข้าทำการปิดล้อมและบุกค้นตำหนักของผู้ต้องหา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
จากการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวนายกมลเทพได้ พร้อมทั้งพบของกลางที่น่าตกใจอีกหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- อาวุธปืนและเครื่องกระสุน: พบทั้งอาวุธปืนสั้นและปืนลมยาว ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของเหยื่อที่ระบุว่าผู้ต้องหามักพกปืนเพื่อข่มขู่
- ยาเสพติด: เจ้าหน้าที่ตรวจพบยาบ้าจำนวน 8 เม็ด ซุกซ่อนอยู่บริเวณหน้าบ้านพักของผู้ต้องหา
คำให้การสุดอึ้ง: พกปืนไว้ “ยิงภูตผีปีศาจ” ในป่าช้า
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจับกุม นายกมลเทพยังคงให้การปฏิเสธเสียงแข็งในทุกข้อกล่าวหา โดยอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อปัดความผิด ตัวอย่างเช่น เขาอ้างว่าหากมีลูกศิษย์ผู้หญิงมาขอให้ทำพิธี ตนเองจะหลีกเลี่ยงการแตะต้องตัวโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งการแปะทองคำเปลว ก็จะให้ผู้ช่วยหรือคนอื่นเป็นคนทำแทน นอกจากนี้ยังอ้างว่าสำนักของตนไม่ค่อยรับลูกค้าชาวไทย แต่จะเน้นให้บริการชาวต่างชาติมากกว่า
ส่วนประเด็นที่พบอาวุธปืนในครอบครองนั้น ผู้ต้องหาได้ให้คำชี้แจงที่เหนือความคาดหมาย โดยอ้างว่าตนเองเป็นคนชื่นชอบกีฬายิงปืน และมักจะพกอาวุธปืนเหล่านี้ไปทำพิธีกรรมในป่าช้ายามวิกาล โดยมีการลงอักขระยันต์ไว้บนกระบอกปืนเพื่อใช้สำหรับ “ยิงภูตผีปีศาจ” ตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ของตนเอง
ย้อนประวัติ “อาจารย์เสือ” จอมขมังเวทระดับอินเตอร์
สำหรับประวัติของ นายกมลเทพ หรือที่เหล่าลูกศิษย์ขนานนามว่า “อาจารย์เสือ” นั้น ไม่ได้เป็นเพียงหมอดูธรรมดาทั่วไป แต่เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงความเชื่ออย่างกว้างขวาง โดยมักจะกล่าวอ้างตัวว่าเป็นศิษย์เอกของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต วิชาที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขา ได้แก่ การทำพิธีสืบชะตา ทำนายดวงชะตา สะเดาะเคราะห์ สักยันต์อักขระ สักน้ำมัน รวมถึงการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง
ความน่าสนใจคือ ฐานลูกค้าของอาจารย์เสือมีความเป็นสากลอย่างมาก ภรรยาของผู้ต้องหาได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า เธอรู้จักกับอดีตสามีมานานกว่า 8 ปี ในฐานะลูกศิษย์ที่คอยช่วยเหลือทำพิธี ก่อนจะตกลงปลงใจจดทะเบียนสมรสกันเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา สำนักนี้โด่งดังมากในหมู่ชาวต่างชาติ โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักมาจากประเทศสิงคโปร์ เวียดนาม ไต้หวัน จีน และฮ่องกง ซึ่งตัวผู้ต้องหาเองก็เคยเดินทางไปทำพิธีให้ลูกค้าในต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง
บทเรียนและข้อเตือนใจจากกรณีศึกษา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวอาชญากรรมทั่วไป แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในสังคมที่มิจฉาชีพมักนำ “ความเชื่อ” มาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์และทำร้ายผู้อื่น เพื่อความปลอดภัย สังคมควรตระหนักถึงประเด็นเหล่านี้:
- มีสติในการพึ่งพาความเชื่อ: การทำพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ไม่ควรมีข้อเรียกร้องที่ต้องกระทำในที่ลับตาคน หรือมีการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หากพบพฤติกรรมดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจไม่ปลอดภัย
- ครอบครัวคือเกราะป้องกัน: กรณีนี้ผู้ก่อเหตุคือบุคคลใกล้ตัว การที่แม่สังเกตเห็นความผิดปกติของลูกสาวและพร้อมที่จะช่วยเหลือ ถือเป็นสิ่งที่กล้าหาญอย่างยิ่ง สถาบันครอบครัวต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานอยู่เสมอ
- การแจ้งความดำเนินคดี: หากตกเป็นเหยื่อ ไม่ควรเก็บเงียบเพราะความกลัว การรวบรวมความกล้าเข้าแจ้งความ จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับผู้อื่นได้
ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หางดง ได้ทำการควบคุมตัวนายกมลเทพ พร้อมด้วยของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นผู้ต้องหาจะต้องเผชิญกับข้อหาหนักหลายกระทง ทั้งในส่วนของการล่วงละเมิดทางเพศ การครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีนี้อย่างรัดกุมและให้ความเป็นธรรมกับฝั่งผู้เสียหายอย่างเต็มที่
ข่าวเชียงใหม่ยอดนิยม
ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์ชาวจีนถูกจับกุมในเชียงใหม่ฐานถ่ายทำผิดกฎหมาย
ระทึกกลางวัดดังเชียงใหม่! กิ่งโพธิ์ยักษ์อายุกว่า 100 ปี หักทับชาวบ้านขณะทำบุญ บาดเจ็บระนาว
-
ข่าว - News4 days ago
เสียงแตรของรถบรรทุกดังขึ้นเพื่อเป็นการเตือน ทำให้รถจักรยานยนต์คันหนึ่งประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้หญิงอายุ 46 ปีเสียชีวิต
-
ตรวจหวย7 days ago
เลขนำโชค1 มิถุนายน 2569 รวมสถิติ เลขเด็ด และข่าวความเชื่อโชคลางนาทีสุดท้ายก่อนหวยออก
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
คดีร้อน! ผอ. ป.ป.ช. อ้าง “ไม่ได้ขับ” หลังรถกระบะชนไรเดอร์เสียชีวิต ตำรวจฟัน 3 ข้อหาหนัก ยันผลแอลกอฮอล์พุ่ง 189
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
ด่วน! สุดสลด ดินถล่มทับหนุ่มเชียงรายวัย 18 ปี เสียชีวิตคาลำห้วย









