ข่าวอาชญากรรม - Crime
ทหารในเชียงใหม่สังหารผู้ค้ายาเสพติด 5 ราย และยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 3.5 ล้านเม็ด
เชียงใหม่ กองกำลังผาเมืองรับเบาะแสแน่น สนธิกำลังสกัดคาราวานแบกเป้ชายแดนฝาง ปะทะกลางป่า วิสามัญ 5 ศพ ยึดยาบ้ากว่า 1 ล้านเม็ด
ชียงใหม่ -กองกำลังผาเมืองได้ข้อมูลจากสายข่าวว่า มีการลักลอบขนยาบ้าเข้าพื้นที่ชายแดน จึงสั่งให้ทหารม้า กองร้อยที่ 4 บก.ผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ทำงานร่วมกับทหารพราน กองร้อยที่ 3207 บก.ควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังผาเมือง ออกลาดตระเวนต่อเนื่องบริเวณบ้านสันจุ๊ ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
ต่อมาเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ชุดลาดตระเวนพบกลุ่มต้องสงสัยลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากนอกประเทศเข้ามาในเขตชายแดนไทย หลังเผชิญหน้ากันไม่นานก็เกิดการยิงปะทะ เสียงปืนดังต่อเนื่องราว 5 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลง
เพราะฝ่ายตรงข้ามพกอาวุธสงคราม ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งตรึงกำลังในพื้นที่ และส่งชุดปฏิบัติการร่วมเข้ามาสมทบเพิ่มอีก 2 ชุด เพื่อคุมพื้นที่เกิดเหตุและรอตรวจสอบอย่างละเอียดในช่วงเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบในรัศมีราว 2 กิโลเมตร พบผู้เสียชีวิตจากฝ่ายขบวนการ 5 ศพ นอกจากนี้ยังพบกระสอบบรรจุยาเสพติดกระจัดกระจาย 5 กระสอบ ภายในเป็นยาบ้าประมาณ 1,000,000 เม็ด จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง
จากนั้น พล.ต.สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พ.อ.มีชัย นิลศาสตร์ รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นบ.ยส.35 ฝ่ายการข่าวกองกำลังผาเมือง ตำรวจภูธรฝาง ตำรวจตระเวนชายแดน 334 อัยการ และแพทย์ ร่วมแถลงรายละเอียดเหตุปะทะและของกลาง ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.ฝาง ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ยังไม่ทันข้ามวัน ทหารพรานตามรอยข่าว พบยาบ้าซ่อนป่าอีก 19 กระสอบ ราว 2.5 ล้านเม็ด
หลังเหตุปะทะชายแดนฝางไม่นาน สถานการณ์ยาเสพติดยังตึงต่อเนื่อง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย ทพ.3102 บก.ควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังผาเมือง ได้เบาะแสว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดเตรียมลำเลียงของเข้ามาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณบ้านท่ามะแกง ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ จึงจัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที
เมื่อถึงพื้นที่ เจ้าหน้าที่ไม่พบผู้ต้องสงสัย เพราะจุดดังกล่าวเป็นป่าเขาและเข้าถึงยาก อย่างไรก็ตาม มีผู้แจ้งข่าวว่าเห็นกระสอบฟางจำนวนมากถูกซุกไว้ในดงป่า ชุดปฏิบัติการจึงกระจายกำลังค้นหาอย่างละเอียด
ท้ายที่สุดพบกระสอบฟางกองอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่รวม 19 ใบ เมื่อตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นยาบ้า ใบละประมาณ 130,000 เม็ด รวมของกลางทั้งหมดราว 2,500,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้ และยังคงกระจายกำลังติดตามผู้เกี่ยวข้องกับกองยาเสพติดต่อไป
สรุปผลงานสกัดกั้นยาเสพติดของกองกำลังผาเมือง ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 ถึงปัจจุบัน
รายงานจากกองกำลังผาเมืองระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สกัดกั้นยาเสพติดได้ 228 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 239 คน ตรวจยึดยาบ้า 125,163,622 เม็ด เฮโรอีน 1.3 กิโลกรัม ไอซ์ 2,356.2 กิโลกรัม และฝิ่น 6.2 กิโลกรัม หากยาเสพติดทั้งหมดหลุดไปถึงกรุงเทพฯ จะสร้างความเสียหายด้านมูลค่าการขายราว 24,407 ล้านบาท
ในช่วงเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ปะทะกับขบวนการลำเลียงยาเสพติด 32 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตจากฝ่ายขบวนการ 16 ศพ โดยเหตุล่าสุดเป็นการปะทะในพื้นที่ใกล้บ้านสันจุ๊ ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งทหาร ฉก.ไชยานุภาพ ทำงานร่วมกับ ร้อย ทพ.3207 สามารถยึดยาบ้าได้ 14 กระสอบ รวมกว่า 1,000,000 เม็ด และมีผู้เสียชีวิต 5 ศพจากเหตุปะทะดังกล่าว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมชาวอิสราเอลคนหนึ่งที่เกาะพะงัน และยึดยาเสพติดได้กว่า 50 ล้านบาท
จับชาวอิสราเอลเจ้าของบาร์บนเกาะพะงัน ตำรวจยึดของกลางกว่า 50 ล้านบาท
เตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ห้ามยุ่งยาเสพติดในไทย เพราะโทษหนักจริง
เกาะพะงัน – ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจภูธรเกาะพะงัน จับกุมนายไช่ อัลฟาซี อายุ 42 ปี ชาวอิสราเอล เจ้าของร้านอาหารและบาร์ “โลล่า” บนหาดหินคง
การจับกุมเกิดขึ้นหลังจากการสืบสวนพบว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดบนเกาะพะงัน ตำรวจระบุว่ายาเสพติดที่ยึดได้มีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท (ประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่ได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่
การจับกุมมาจากงานสืบสวนและล่อซื้อของตำรวจท่องเที่ยว ภายใต้การกำกับของ พล.ต.ท.ศักดิ์สิระ เพิกอำนาจ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกวาดล้างอาชญากรรมช่วงวาเลนไทน์และตรุษจีน โดยตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาใช้ร้านเป็นฉากบังหน้า และขายยาให้กลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวอิสราเอล
วิธีล่อซื้อและจังหวะเข้าจับกุม
ชุดสืบสวนใช้สายลับติดต่อผ่าน WhatsApp ธุรกิจ ในกลุ่มภาษาฮีบรู เพื่อสั่งซื้อคีตามีน 2 กรัม ราคา 6,000 บาท จากนั้นผู้ต้องหานัดจุดวางยาและรับเงินแบบ drop-off โดยให้ซ่อนเงินไว้ในถุงเท้า เมื่อสายลับวางเงินและส่งวิดีโอยืนยัน ตำรวจที่ซุ่มอยู่เข้าควบคุมตัวทันที ขณะผู้ต้องหาขี่มอเตอร์ไซค์ Honda ADV 350 มารับเงิน
ต่อมา การสืบสวนในเกาะพะงันได้ขยายวงกว้างออกไป และมีการตรวจค้นกระเป๋าเดินทางและสถานที่ซ่อนของที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบสิ่งของผิดกฎหมายจำนวนมาก เช่น:
- โคเคน 3 กิโลกรัม
- คีตามีน 3 กิโลกรัม
- MDMA แบบผง 3.5 กิโลกรัม และแบบเม็ด 262 เม็ด
- ยาไอซ์และยาเสพติดอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท
ตำรวจส่งตัวผู้ต้องหาให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ดำเนินคดีตามกฎหมาย และยังเดินหน้าขยายผลไปถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ชาวต่างชาติเกี่ยวข้องยาเสพติดในไทย มีให้เห็นบ่อยในแหล่งท่องเที่ยว
เกาะพะงันและพื้นที่ท่องเที่ยวในภาคใต้ เคยพบคดีชาวต่างชาติเข้าไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่เป็นระยะ โดยหลายกรณีขายให้กลุ่มนักท่องเที่ยวสัญชาติเดียวกัน ตัวอย่างคดีที่ถูกพูดถึงในช่วงใกล้ ๆ กัน ได้แก่
- มกราคม 2569 ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวแคนาดา ชาวไนจีเรีย และหญิงไทย ในคดีเครือข่ายค้ายาโคเคนข้ามชาติบนเกาะพะงัน
- ต้นปี 2569 จับกุมชาวอิสราเอลเพิ่มอีก 4 ราย ในอีกคดีค้ายาในวิลล่าหรูบนเกาะเดียวกัน
- ปี 2568 จับกุมดีเจชาวรัสเซีย และเครือข่ายรัสเซีย-จีน ที่ขายยาออนไลน์ให้ชาวต่างชาติ
- นอกจากนี้ยังพบคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวยุโรป อเมริกา และแอฟริกา ที่ใช้พื้นที่เกาะเป็นจุดกระจายยา
เพราะเหตุนี้ หน่วยงานไทยจึงเพิ่มความเข้มในการปราบปราม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลที่นักท่องเที่ยวหนาแน่น
โทษคดียาเสพติดในไทย ชาวต่างชาติก็โดนเหมือนกัน
กฎหมายไทยตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดโทษค่อนข้างหนัก และใช้กับทุกคนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ หากถูกตัดสินว่ามีความผิด ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายไทย และหลังพ้นโทษอาจถูกเนรเทศ
- ยาเสพติดประเภท 1 (เช่น เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน ไอซ์ โคเคน MDMA) โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต หากค้ายาหรือครอบครองเพื่อจำหน่ายในปริมาณมาก (เกิน 20 กรัม สำหรับบางสาร)
- ค้ายา หรือครอบครองเพื่อจำหน่าย อาจถูกจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึงตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต และปรับสูงสุด 5 ล้านบาท
- ครอบครองเพื่อเสพ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ถึง 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท (แต่ถ้าปริมาณมาก มักถูกมองว่าเพื่อจำหน่าย)
- วัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เช่น คีตามีน) โทษจำคุก 1 ถึง 15 ปี หรือปรับตามปริมาณ
- หากเป็นชาวต่างชาติ เมื่อพ้นโทษอาจถูกส่งกลับประเทศ และอาจถูกห้ามเข้าประเทศไทยอีก
ในทางปฏิบัติ โทษประหารชีวิตไม่ค่อยถูกใช้ในคดีทั่วไป อย่างไรก็ตาม คดีที่ของกลางจำนวนมาก หรือเชื่อมโยงเครือข่ายข้ามชาติ มักโดนโทษหนัก
สรุปและข้อควรจำ
คดีของ Shai Alfasi สะท้อนชัดว่า ต่อให้มีธุรกิจถูกกฎหมายก็ใช้เป็นฉากบังหน้าไม่ได้ หากเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตำรวจยืนยันว่าจะตามต่อถึงเครือข่าย เพื่อดูแลความปลอดภัยและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเกาะพะงัน
ที่สำคัญ นักท่องเที่ยวทุกสัญชาติควรเลี่ยงยาเสพติดให้ไกลที่สุด เพราะกฎหมายไทยเอาจริง และไม่มีข้อยกเว้นสำหรับชาวต่างชาติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่านชายแดนเชียงรายปะทะกับผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาไอซ์ได้ 300 กิโลกรัม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
ลำปาง – ชายหนุ่มอายุ 26 ปี ขับรถเก๋งคันใหม่เอี่ยมพร้อมครอบครัวจากสมุทรปราการไปเชียงราย เกิดง่วงนอนระหว่างทาง ทำให้รถเสียหลักพุ่งลงไปในร่องน้ำข้างทาง และชนต้นไม้อย่างรุนแรง มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย โดยเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล 1 ราย
เหตุเกิดวันที่ 14 ก.พ.2569 ร.ต.อ.อุดม ตาใจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เกาะคา รับแจ้งรถยนต์ชนต้นไม้บนเกาะกลางถนน บริเวณกิโลเมตรที่ 678-679 พื้นที่บ้านนาแก้วตะวันออก หมู่ 3 ต.นาแส่ง อ.เกาะคา จ.ลำปาง จากนั้นรีบไปตรวจสอบ
เมื่อถึงจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบรถยนต์อีซูซุ สีขาว ป้ายแดง ทะเบียน จ.ชลบุรี ด้านหน้าพังเสียหายหนัก รถตกอยู่ในร่องน้ำบนเกาะกลางถนน คนขับทราบชื่อ นายวุฒิชัย พลศิริ อายุ 26 ปี โดยมีผู้โดยสารอีก 3 คน คือ นายพิทยา พลศิริ อายุ 56 ปี นางสาวภิฎฎีญา พลศิริ อายุ 23 ปี และนางฤดี พลศิริ อายุ 48 ปี รวมทั้งหมด 4 คน
จากการสอบสวนเบื้องต้น ทุกคนเดินทางจาก จ.สมุทรปราการ เพื่อไป จ.เชียงราย แต่พอถึงช่วงเกิดเหตุ คนขับมีอาการง่วง ทำให้รถหลุดการควบคุม ไถลลงร่องน้ำเกาะกลางถนนก่อนพุ่งชนต้นไม้แรงมาก อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้บาดเจ็บทั้ง 4 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำส่งโรงพยาบาลเกาะคา
อย่างไรก็ตาม ต่อมานายพิทยา อายุ 56 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนผู้บาดเจ็บที่เหลือยังรักษาตัวอยู่
ตำรวจเตรียมสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมฝากเตือนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะคนที่ต้องขับทางไกล ควรพักผ่อนให้พอ และหยุดพักเป็นระยะ เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการง่วงขณะขับรถ
คนขับรถหลับในระหว่างขับรถในประเทศไทย
การขับรถขณะง่วง หรือหลับในหลังพวงมาลัย เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดซ้ำบนถนนไทยมานาน ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงติดอันดับโลก และมีผู้เสียชีวิตปีละหลายพันคน โดยความอ่อนล้าและอาการง่วงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ
จากรายงานล่าสุดที่อ้างถึงข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (MOPH) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ในประเทศไทย ระบุว่า “การขับรถง่วง” เป็นสาเหตุอันดับ 3 ของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศ โดยอ้างอิงจากสถิติของตำรวจ ประเด็นนี้ถูกหยิบย้ำอีกครั้งในช่วงเปิดตัวแคมเปญระดับชาติ “อย่าขับรถขณะง่วงนอน – ตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในชีวิต” เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ก่อนเทศกาลเดินทางปีใหม่ แคมเปญสื่อสารชัดว่า ความเหนื่อยล้าทำให้การตัดสินใจช้าลง และปฏิกิริยาตอบสนองแย่ลง คล้ายผลของแอลกอฮอล์ แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการพักผ่อนให้พอ เพิ่มความตระหนักรู้ และตรวจความพร้อมด้านสุขภาพก่อนขับขี่
งานศึกษาและแบบสำรวจหลายชิ้น (รวมถึงข้อมูลเก่าที่เคยสำรวจกลุ่มคนขับเชิงพาณิชย์) พบความชุกของอาการง่วงระหว่างขับค่อนข้างสูง ตัวอย่างเช่น คนขับรถบัสและรถบรรทุกจำนวนมากยอมรับว่าเคยง่วงจัดหรือเกิดอาการหลับวูบ (microsleep) ขณะทำงาน อีกทั้งยังพบภาวะง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวันในสัดส่วนที่ไม่น้อยด้วย นอกจากนี้ บางการวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อมีความง่วงเป็นปัจจัยร่วม ความเสี่ยงบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอาจเพิ่มขึ้นราว 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอ่อนล้า
เหตุการณ์ล่าสุด
ข่าวอุบัติเหตุมักรายงานกรณีที่คนขับหลับใน โดยพบได้ทั้งรถบัส รถบรรทุก รถตู้ และรถส่วนบุคคล เหตุการณ์มักเกิดในทริประยะไกล หรือช่วงดึกถึงเช้ามืดที่ร่างกายล้าเป็นพิเศษ เช่น
- เดือนมิถุนายน 2025 รถทัวร์ชนบนถนนเพชรเกษม มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 13 ราย หลังคนขับหลับใน
- เดือนมกราคม 2026 รถยนต์ทะเบียนมาเลเซียในภาคใต้ชนคนเดินเท้าอายุ 75 ปีเสียชีวิต ตำรวจสงสัยว่าคนขับหลับใน จากภาพกล้องหน้ารถที่เห็นรถค่อย ๆ ไหลออกนอกเลน
- เดือนเมษายน 2025 คนขับรถส่งของอายุ 26 ปีหลับใน พุ่งชนพนักงานทำความสะอาดถนนเสียชีวิต
- ยังมีอีกหลายกรณี เช่น รถบรรทุกชนแบริเออร์หรือพุ่งเลนสวน รถทัวร์เสียหลักออกนอกเส้นทาง และรถตู้ผู้โดยสารตกไหล่ทาง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความอ่อนล้า
เหตุลักษณะนี้พบได้บ่อยในพื้นที่ท่องเที่ยว (เช่น พัทยา ภูเก็ต) และตามทางหลวง เพราะการเดินทางไกลและการทำงานเป็นกะทำให้พักผ่อนไม่พอ
ภาพรวมที่ควรรู้
ถนนไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุราว 20,000 คนต่อปี เฉลี่ยมากกว่า 50 คนต่อวัน โดยสาเหตุหลักอื่น ๆ ยังรวมถึงการขับเร็ว เมาแล้วขับ และการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มพอ ช่วงวันหยุดยาวอย่างปีใหม่ (ที่มักเรียกว่า “7 วันอันตราย”) หน่วยงานจะเพิ่มการตรวจเข้มหลายด้าน รวมถึงการเฝ้าระวังการขับรถง่วง พร้อมรณรงค์ให้ใช้จุดพักรถและด่านตรวจให้เป็นประโยชน์
โดยทั่วไป ความง่วงมักสัมพันธ์กับการทำงานหลายชั่วโมง (พบบ่อยในคนขับเชิงพาณิชย์) การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง การขับตอนกลางคืน และปัญหาสุขภาพบางอย่าง
เพื่อความปลอดภัยระหว่างเดินทาง
- พักทุก ๆ 2 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้นทันทีถ้าเริ่มล้า
- เลี่ยงการขับช่วงประมาณ 01.00 ถึง 05.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ความตื่นตัวลดลงตามธรรมชาติ
- นอนให้พอ งดแอลกอฮอล์ และระวังยาที่ทำให้ง่วง ถ้าง่วงให้จอดพักทันที เพราะปลอดภัยกว่าฝืนขับมาก
ถ้าคุณอยู่เชียงราย หรือมีแผนขับรถในภาคเหนือ ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะบางงานศึกษาชี้ว่าพื้นที่ลาดชันหรือเส้นทางภูมิประเทศแบบภาคเหนืออาจเพิ่มความเสี่ยงเมื่อรวมกับความเหนื่อยล้า ขับอย่างมีสติ และพักให้พอทุกครั้งก่อนออกเดินทาง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยิงตัวเองที่ศีรษะด้วยปืนพกขนาด .38 ที่วัดชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุรีรัมย์ ชายอายุ 19 ปีถูกจับกุมในข้อหาวางแผนเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วย “ระเบิดมือ” ในวันวาเลนไทน์
บุรีรัมย์ – ตำรวจ สภ.สตึก จับกุมหนุ่มวัย 19 ปี หลังพบลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารซุกซ่อนอยู่ในบ้าน ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายก่อนวันวาเลนไทน์ เจ้าตัวรับสารภาพว่าชอบสะสมอาวุธสงคราม และตั้งใจจะนำลูกระเบิดไปให้แฟนสาวดูเป็นของขวัญวันแห่งความรัก แต่ถูกจับก่อนถึงวันนัดหมาย
เหตุเกิดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 หลัง พ.ต.อ.อนันต์ ทองบรรเทิง ผกก.สภ.สตึก สั่งเข้มงวดมาตรการดูแลความปลอดภัย และเร่งตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ เพราะช่วงก่อนวาเลนไทน์มักมีวัยรุ่นออกมาก่อเหตุ
ต่อมา พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.(สืบสวน) นำกำลังออกกวาดล้างอาวุธและยาเสพติด ตามแนวทางของ พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
ระหว่างสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่า นายธีรพัฒน์ หรือกล้า อายุ 19 ปี ชาวบ้านยางตาสาด ต.สะแก อ.สตึก ทำงานเป็นช่างทำสีรถยนต์ในอู่แห่งหนึ่ง และมีพฤติกรรมสนใจอาวุธสงคราม ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบและขอตรวจค้นบ้าน
ผลการตรวจค้นพบลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารบุคคล รุ่น HDGR 73 ผลิตจากประเทศออสเตรีย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยซ่อนในกล่องพลาสติกสีชมพูภายในบ้าน จากนั้นตำรวจควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.สตึก
นายธีรพัฒน์ให้การว่า ซื้อระเบิดมาจากชายชื่อวุธ อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์ ราคา 1,000 บาท เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน เพราะชอบสะสมอาวุธปืนและลูกระเบิดตั้งแต่เด็ก เขายืนยันว่าไม่ได้คิดนำไปทำร้ายใคร เพราะไม่มีศัตรู
อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าเคยรู้สึกเหมือนจะถูกจับ จึงนำลูกระเบิดไปฝากไว้กับ “นายเอ” (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นรุ่นน้อง เพื่อให้เก็บไว้ก่อน
เขายอมรับด้วยว่า ตั้งใจจะนำลูกระเบิดกลับมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อเซอร์ไพรส์แฟนสาวที่คบกันราว 1 เดือน แต่ไม่คิดว่าตำรวจจะตามมาพบและจับกุมก่อน พร้อมฝากข้อความให้แฟนสาวรอ
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “มีวัตถุระเบิดหรืออาวุธสงครามไว้ในครอบครอง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้” พร้อมประสานชุด EOD เข้าตรวจสอบและนำวัตถุระเบิดไปทำลายตามขั้นตอน
- สรุปข่าว ตำรวจบุรีรัมย์รวบหนุ่ม 19 ปี ซุกลูกระเบิดในบ้านก่อนวันวาเลนไทน์
- ของกลาง ลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารบุคคล HDGR 73 พร้อมใช้งาน
- จุดพบ ซ่อนในกล่องพลาสติกสีชมพู ภายในบ้านในพื้นที่ อ.สตึก
- ผู้ต้องหา นายธีรพัฒน์ หรือ กล้า ช่างทำสีรถในอู่ อ.สตึก
- คำให้การ ซื้อมา 1,000 บาท เมื่อราว 3 เดือนก่อน จากชายชาวสุรินทร์
- เจตนา ตั้งใจเอาไปให้แฟนดูเป็นเซอร์ไพรส์วันวาเลนไทน์
- ข้อหา ครอบครองวัตถุระเบิดหรืออาวุธสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การดำเนินการต่อ ประสานชุด EOD นำลูกระเบิดไปทำลาย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
-
ข่าวระดับชาติ - National5 days ago
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
คนขับรถประสบอุบัติเหตุในลำปางหลังจากหลับในขณะขับรถ มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days ago
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days ago
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว










