ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่งในข้อหาฉ้อโกงธนาคารเป็นเงิน 21 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – ตำรวจ บก.ปอศ.จับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่ง หลังถูกกล่าวหาว่าปลอมเอกสารของบริษัทมหาชน เพื่อนำไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ทำให้เกิดความเสียหายรวมกว่า 21 ล้านบาท
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. สั่งการให้ชุดจับกุมของ กก.5 บก.ปอศ. เข้าจับกุม นางโกลัญญา หรือวิไลลักษณ์ กลับดี อายุ 55 ปี ตามหมายจับศาลอาญา 2 หมาย ข้อหา “ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอม” จับได้บริเวณหน้าบ้านพักใน ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ตำรวจระบุว่า ย้อนไปปี 2562 มีสถาบันการเงินเข้าร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับบริษัทที่มีนางโกลัญญาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ หลังพบพฤติการณ์นำเอกสารปลอมไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อ จนธนาคารหลงเชื่อและอนุมัติวงเงิน ส่งผลให้เสียหายมากกว่า 21 ล้านบาท
จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาเป็นกรรมการบริษัทที่ทำธุรกิจผลิตแผ่นปูนซีเมนต์สำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย และเคยเป็นลูกค้าเก่าของธนาคารผู้เสียหาย มีประวัติขอกู้มาก่อน ต่อมามีการติดต่อขอสินเชื่อจำนวน 21 ล้านบาท โดยนำเอกสาร เช่น ใบเรียกเก็บเงิน และใบส่งมอบงาน ที่อ้างว่าเป็นรายการค้าระหว่างบริษัทของผู้ต้องหากับบริษัทมหาชนรายหนึ่ง ไปยื่นประกอบคำขอ ทำให้ธนาคารเชื่อว่าเป็นรายได้หรือยอดรับชำระจริง จึงอนุมัติสินเชื่อตามเอกสารที่นำมาแสดง
ภายหลังบริษัทมหาชนที่ถูกอ้างชื่อเข้าตรวจสอบ และยืนยันว่าใบเรียกเก็บเงินกับใบส่งมอบงานดังกล่าวไม่ใช่เอกสารของบริษัท เป็นเอกสารปลอม โดยผู้ต้องหาใช้ช่องทางจากการเคยเป็นคู่ค้า นำเลขที่เอกสารเดิมไปดัดแปลงแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับ ก่อนสืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีไปอยู่ในวัดป่านานกว่า 6 ปี กระทั่งกลับมาพักในพื้นที่นนทบุรี จึงเข้าจับกุมได้
ชั้นสอบสวนผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่ยอมรับว่าเงินที่ได้จากสินเชื่อนำไปใช้หมุนเวียนในธุรกิจของตน ซึ่งปัจจุบันปิดกิจการไปแล้ว นอกจากนี้ตำรวจตรวจสอบประวัติพบว่า ผู้ต้องหาเคยถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มากกว่า 47 คดี ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หน่วยเฉพาะกิจผาเมืองทำลายไร่ฝิ่นในจังหวัดน่าน
นาน – ทหารพราน 32 ผนึกกำลัง 3 ฝ่าย เดินเท้าขึ้นดอยภูแว อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ลุยพื้นที่ลาดชันกว่า 40 องศา ท่ามกลางอากาศร้อนจัดราว 40 องศาเซลเซียส ก่อนปิดงานไร่ฝิ่นที่กำลังออกดอกเต็มที่ ย้ำการปราบยาเสพติดแบบเข้มข้นในพื้นที่
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 13.00-16.00 น. กองกำลังผาเมือง โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 นำโดย พันเอกปิยะพงษ์ พรดา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 32 ประสานร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอทุ่งช้าง ตำรวจ สภ.ทุ่งช้าง และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 325 รวมกำลังราว 30 นาย ออกลาดตระเวนตรวจสอบบริเวณดอยภูแว หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบปลูกฝิ่น
เจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าพื้นที่ใกล้บ้านปางแก หมู่ 7 ซึ่งเป็นภูเขาสูงและชัน ก่อนพบแปลงปลูกฝิ่นประมาณ 1 ไร่ สภาพสมบูรณ์ราวร้อยละ 90 ต้นฝิ่นสูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร อายุราว 3 เดือน ความหนาแน่นราวร้อยละ 80 ของพื้นที่ และอยู่ในช่วงออกดอกบานเต็มที่ พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนกรีดเอาน้ำฝิ่นดิบ
ระหว่างตรวจสอบไม่พบบุคคลต้องสงสัยในจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่าเป็นการลักลอบปลูกและหลบหนีไปก่อน จากนั้นได้ตัดและเผาทำลายฝิ่นทั้งหมดในพื้นที่ พร้อมเดินหน้าสืบสวนหาตัวผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย และเพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับมาปลูกพืชเสพติดซ้ำในพื้นที่เดิมอีกครั้ง
การปลูกฝิ่นในภาคเหนือของประเทศไทย
ในปี 2026 การปลูกฝิ่นในภาคเหนือของไทยแทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว ต่างจากอดีตที่เคยเป็นส่วนสำคัญของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ผลจากการทำงานต่อเนื่องของภาครัฐมาหลายทศวรรษ รวมถึงโครงการหลวงที่เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 ทำให้การปลูกฝิ่นผิดกฎหมายถูกกวาดล้างจนเกือบหมดตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2010
โครงการพัฒนาทางเลือกช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยง ม้ง และลาหู่ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เปลี่ยนมาปลูกพืชถูกกฎหมายที่ขายได้จริง เช่น กาแฟ ชา ผลไม้ และไม้ดอก รายได้ดีขึ้น และชุมชนห่างไกลก็เชื่อมกับเศรษฐกิจหลักมากขึ้น
แม้ยังมีจุดเล็กๆ ที่พบการปลูกผิดกฎหมายเป็นครั้งคราว (เช่น ประมาณ 13 เฮกตาร์จากการสำรวจในอาเซียน) เจ้าหน้าที่ไทยมักเข้าจัดการอย่างรวดเร็วด้วยการเฝ้าระวัง การทำงานร่วมกับชุมชน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ขณะที่เมียนมายังมีการผลิตฝิ่นสูงขึ้นจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและกดดันพื้นที่ชายแดน โมเดลภาคเหนือของไทยยังถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาด้วยการพัฒนา มากกว่าพึ่งเศรษฐกิจยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารในจังหวัดเชียงรายยึดยาไอซ์ได้ 232 กิโลกรัม หลังปะทะกับแก๊งค้ายาเสพติด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องสงสัยซื้อเสียงในอำเภอพาน
เชียงราย – วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจสายตรวจ สถานีตำรวจภูธรพาน จังหวัดเชียงราย ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีซื้อเสียงเลือกตั้งได้ขณะอยู่ในรถเก๋ง หลังตรวจพบเงินสดจำนวนมากและเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเตรียมนำเงินไปแจกเพื่อสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองหนึ่งในพื้นที่
ก่อนจับกุม เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวในอำเภอพานว่า มีกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวผิดปกติเกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อและจัดเตรียมเงินสดในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง จึงวางกำลังเฝ้าระวังและติดตามรถต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด
ต่อมาเจ้าหน้าที่พบรถยนต์เก๋งมาสด้า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ขับออกจากบ้านหลังหนึ่งในตำบลสันกลาง อำเภอพาน โดยมีอดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) เป็นคนขับ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและตรวจค้นตามขั้นตอน
ผลตรวจค้นพบเงินสดพร้อมเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 124 ราย ผู้ต้องหารับว่าเตรียมนำไปใช้ซื้อเสียง โดยตั้งใจจะนำไปแจกในวันถัดไปเพื่อช่วยผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคการเมืองหนึ่งในจังหวัดเชียงราย
ผู้ต้องหาให้การว่า มีคนรู้จักในพื้นที่ติดต่อให้ไปรับเงินจากบ้านดังกล่าว เมื่อไปถึงได้ยื่นรายชื่อที่เตรียมไว้ แล้วรับเงินสดจากคนในบ้าน ซึ่งมีผู้หญิง 2 คน รูปร่างท้วม และผู้ชาย 3 คน อายุราว 30 ถึง 40 ปี ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า
ระหว่างควบคุมตัว มีสายโทรศัพท์จากบุคคลที่ผู้ต้องหาอ้างถึงโทรเข้ามายังโทรศัพท์ของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่จดบันทึกรายละเอียดไว้เพื่อใช้ประกอบการสอบสวน และเตรียมขยายผลหาความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้อง
ของกลางที่ตรวจยึดได้ มีดังนี้
* เอกสารโพลสำรวจผู้สนับสนุนผู้สมัคร 7 แผ่น
* ธนบัตรชนิดราคา 500 บาท 128 ใบ
* ธนบัตรชนิดราคา 100 บาท 4 ใบ
* โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง
เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน หลังผู้ต้องหาให้ข้อมูลพาดพิงเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่ และอ้างถึงความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าบุคคลหรือพรรคการเมืองใดเกี่ยวข้องโดยตรง
ตำรวจระบุว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเข้มงวดในการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง โดยจะส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึก หากพบการกระทำผิดเป็นขบวนการหรือมีผู้ร่วมเกี่ยวข้องเพิ่มเติม จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะถูกห้ามทั่วประเทศในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมเด็กชายอายุ 15 ปี ที่ถูกล่อลวงทางออนไลน์ให้ไปปล้นร้านขายทอง
หาดใหญ่ – ตำรวจจับกุมเด็กชายอายุ 15 ปี ในข้อหาปล้นร้านทองในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเขาอ้างว่าทำตาม “ภารกิจ” ที่เพื่อนที่รู้จักกันผ่านเกมออนไลน์แนะนำ ตำรวจเชื่อว่าจุดหมายปลายทางของเขาคือประเทศลาว ซึ่งเพื่อนออนไลน์คนนั้นอาศัยอยู่
ตำรวจกล่าวว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 18:36 น. ของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เด็กชายคนดังกล่าวเข้าไปในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในหาดใหญ่และขโมยทองคำน้ำหนักรวม 33 บาท โดยใช้ค้อนทุบตู้กระจก
ความคืบหน้าและการไล่เรียงเหตุการณ์ (อัปเดต 5 ก.พ. 2569)
รายงานล่าสุดระบุว่า จากการสอบถามเพื่อนใกล้ชิด เพื่อนเรียกผู้ก่อเหตุว่า “หล่อ” โดยก่อนเกิดเหตุราว 2 วัน เจ้าตัวเคยบอกเพื่อนว่าไม่อยากอยู่บ้านในพื้นที่หมู่ 2 ต.คลองหรัง อ.นาหม่อม จ.สงขลา แล้ว และตั้งใจจะขึ้นไปอยู่กรุงเทพฯ
ก่อนวันเกิดเหตุ
ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ผู้ก่อเหตุไปเปิดห้องพักในรีสอร์ตแห่งหนึ่งแถวอำเภอนาหม่อม ใกล้บ้าน แล้วพักค้าง 1 คืน
วันเกิดเหตุ (3 ก.พ. 2569)
ช่วงเที่ยง ผู้ก่อเหตุออกจากรีสอร์ตไปซื้อของเตรียมก่อเหตุที่ร้านทุกอย่างยี่สิบแถวที่พัก รายการที่ซื้อมีค้อน ถุงเท้า และหน้ากากสำหรับปิดบังใบหน้า
ช่วงบ่ายประมาณ 13.00 น. เดินไปในวัดแม่เปียะ อ.นาหม่อม
เวลา 15.30 น. มีการระบุว่า ผู้ก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ของแรงงานก่อสร้างชาวเมียนมาที่จอดไว้ในวัดแม่เปียะ หมู่ 2 ต.นาหม่อม แล้วขี่รถคันดังกล่าวไปก่อเหตุที่หาดใหญ่
หลังชิงทองเสร็จ ผู้ก่อเหตุขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดทิ้งไว้ริมคลองในพื้นที่ ต.นาหม่อม
เส้นทางหลบหนีหลังเกิดเหตุ
ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า ช่วงเช้าหลังเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุเดินทางไปสนามบินหาดใหญ่ บินไปลงสนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ จากนั้นต่อรถทัวร์จากหมอชิตไปจังหวัดอุบลราชธานี
มีรายงานด้วยว่า เป้าหมายต่อไปคือจะเดินทางไปอำเภอเขมราฐ เพื่อข้ามชายแดนไปยัง สปป.ลาว
การส่งต่อทองและของกลางที่ยึดคืนได้
ส่วนทองที่ชิงมา มีการฝากส่งผ่านไรเดอร์ไปยังอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ย่านซอย 4 ถนนนิพันธ์สงเคราะห์ 5 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยซ่อนทองไว้ในถุงผงซักฟอก ปิดทับด้วยเสื้อสีดำ และใส่ในกระเป๋าถือผู้หญิงอีกชั้น
ตำรวจตรวจยึดทองคำของกลางกลับมาได้รวม 30 บาท ยังขาดอีก 3 บาท เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลว่า ทองที่หายไปถูกนำไปซ่อนที่ไหน หรือถูกนำไปขายให้ใคร รวมถึงตรวจสอบเจตนาที่แท้จริงว่าตั้งใจนำทองทั้งหมดไปใช้ทำอะไร และจะส่งไปที่ใด
ตำรวจขยายผลหาคนช่วยเหลือ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ระบุว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีใครให้ความช่วยเหลือหรืออยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะผู้ก่อเหตุยังเป็นเยาวชน แม้ตอนลงมือจะทำเพียงลำพัง แต่สามารถหลบหนีไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ตำรวจประเมินว่าอาจมีความตั้งใจจะหนีออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานชัดว่ามีคนช่วยเหลือในการหลบหนี โดยผู้ก่อเหตุอ้างว่ามีเพื่อนอยู่ที่อุบลราชธานี จึงเดินทางไปที่นั่น
คำให้การเรื่อง “ภารกิจในเกม” และปลายทาง สปป.ลาว
อีกด้านหนึ่ง จากการสอบปากคำ ผู้ก่อเหตุอ้างว่าแรงจูงใจเกี่ยวข้องกับการเล่นเกมชนิดหนึ่ง และมีเพื่อนร่วมเล่นเกมซึ่งเป็นชาวลาวแนะนำให้ทำ “ภารกิจชิงทอง” โดยบอกแนวทางว่าให้ชิงทองแล้วฝากทองไว้ ก่อนจะส่งตามไปที่ประเทศลาว
ผู้ก่อเหตุให้การว่า หลังเกิดเหตุได้นำรถจักรยานยนต์ที่ชิงมาไปจอดทิ้งในพื้นที่ ต.นาหม่อม จากนั้นเรียกรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันไปสนามบินหาดใหญ่ บินไปดอนเมือง แล้วต่อรถทัวร์จากหมอชิต 2 ไปอุบลราชธานี เพื่อมุ่งหน้าไปเขมราฐและข้ามชายแดนไปหาเพื่อนที่ สปป.ลาว
ขณะนี้เจ้าหน้าที่เตรียมนำตัวเยาวชนส่งกลับไปดำเนินคดีที่จังหวัดสงขลา พร้อมเดินหน้าติดตามทองที่ยังขาด และตรวจสอบความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นเพิ่มเติมต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท
-
ข่าวระดับชาติ - National4 days ago
OBEC กำลังสอบสวนกรณีครูหญิงคนหนึ่งในเชียงใหม่ฆ่าตัวตายเนื่องจาก ‘ทำงานหนักเกินไป’
-
ข่าวการเมือง4 days ago
กกต.เชียงรายลงหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 คลาดเคลื่อน 3 ราย ผู้สมัครร้องเรียน หวั่นคนสับสน
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days ago
เกิดเรื่องเศร้า!! พบศพเด็กหญิงวัย 6 ขวบที่หายตัวไปจมน้ำเสียชีวิตในแม่น้ำปิง
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท







