ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจจับกุมนักต้มตุ๋นชาวจีนที่อินเตอร์โพลออกหมายจับแดง
พัทยา – ตำรวจในเมืองพัทยาจับกุมชายชาวจีน 2 คน ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต…
พัทยา – ตำรวจในเมืองพัทยาจับกุมชายชาวจีน 2 คน ที่ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงข้ามชาติ ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับคดีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, ตำรวจฝ่ายกงสุลจากสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ และพนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเข้าควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในบ้านพักแห่งหนึ่งในอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
ผู้ต้องสงสัยรายแรกชื่อ “ฮัม” หรือมีชื่อเรียก “เซียน” เป็นบุคคลตามหมายแดงของอินเตอร์โพล และยังถูกศาลเกาหลีใต้ออกหมายจับในข้อหาล่อลวงพาคนไปต่างประเทศ, บังคับขู่เข็ญอย่างร้ายแรง และข่มขู่คุกคาม
เจ้าหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทางแล้วพบว่าเป็นคนเดียวกับผู้ที่ถูกแจ้งตามหมายแดงจริง จึงแจ้งข้อกล่าวหา และส่งตัวให้สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ระหว่างเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องสงสัยอีกรายชื่อ “เฉิน” มีอาการคล้ายมึนเมายาเสพติด ตรวจปัสสาวะแล้วพบสารเมทแอมเฟตามีนชนิดไอซ์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับภายหลังว่าเสพจริง เขาถูกแจ้งข้อหาครอบครองและเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย ก่อนถูกส่งตัวไปดำเนินคดีต่อที่ สภ.หนองปรือ
ในบ้านหลังเดียวกันยังพบชายชาวจีนอีก 1 คนอยู่ร่วมกับฮัมและเฉิน แต่ยังไม่พบความผิด เจ้าหน้าที่ระบุว่าจะตรวจสอบต่อว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมนี้หรือไม่
การจับกุมเริ่มจากข้อมูลข่าวกรองของฝ่ายเกาหลีใต้, ศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่พบว่าฮัมหลบหนีเข้ามาในไทย โดยเชื่อว่าเขามีบทบาทสำคัญในขบวนการฉ้อโกงข้ามชาติที่ใช้การโฆษณางานเป็นเหยื่อล่อ พาผู้เสียหายเข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวง
เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย กลุ่มผู้กระทำมักยึดหนังสือเดินทาง ข่มขู่ และบังคับให้ทำงาน นอกจากนี้ยังถูกกดดันให้มอบบัญชีธนาคาร เพื่อใช้เป็นบัญชีม้าในการรับและโอนเงิน
เครือข่ายนี้ยังถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรง และเกี่ยวข้องกับเหตุทำร้ายนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีใต้จนเสียชีวิตในประเทศเพื่อนบ้าน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นจุดใหญ่ของสแกมออนไลน์
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่สำคัญของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น “pig-butchering”, หลอกคบหาความรัก, แพลตฟอร์มลงทุนปลอม และเว็บพนันผิดกฎหมาย หลายแห่งทำเป็นลักษณะโรงงานคอลเซ็นเตอร์ และมีรายงานว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มอาชญากรรมชาวจีน
จุดที่ถูกพูดถึงมากมักอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมา เช่น เมียวดี และ KK Park รวมถึงในกัมพูชา ส่วนประเทศไทยถูกใช้ทั้งเป็นทางผ่านของเหยื่อ และเป็นที่หลบซ่อนของผู้ต้องหาหรือผู้คุมเกมที่หนีการปราบปรามจากประเทศรอบข้าง
กลุ่มสแกมชาวจีนมักใช้ไทยเป็นฐานพักและจัดการงานเบื้องหลัง หลายคนเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว พักตามบ้านหรือวิลลาหรูในเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือใช้ช่องทางฟอกเงินผ่านอสังหาริมทรัพย์, บัญชีธนาคาร และเครือข่ายบัญชีม้า บางกลุ่มเปิดคอลเซ็นเตอร์ขนาดเล็กในไทย หรือคอยจัดส่งมือถือ, ซิมการ์ด และบัตร ATM เพื่อสนับสนุนการทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน อีกส่วนหนึ่งเลือกหนีข้ามแดนจากเมียนมาหรือกัมพูชาเข้ามา เมื่อฝั่งนั้นถูกกวาดล้างหนัก
ไทยยังเป็นเส้นทางพาเหยื่อไปยังคอมปาวด์หลอกลวง โดยบางรายเริ่มจากประกาศรับงานในไทย ก่อนถูกลักลอบพาข้ามชายแดนที่ควบคุมได้ยาก
กระแสกดดันหนักขึ้นในต้นปี 2025 และการกวาดล้างรอบใหญ่
สถานการณ์ตึงขึ้นมากในช่วงต้นปี 2025 หลังเกิดเหตุที่ถูกจับตาหลายกรณี เช่น การลักพาตัวนักแสดงชาวจีน Wang Xing ในไทย เขาถูกหลอกด้วยโอกาสงานแสดงปลอม ก่อนถูกพาไปยังศูนย์สแกมในเมียนมา และได้รับการช่วยเหลือภายหลัง คดีนี้ทำให้สังคมจีนไม่พอใจ กระทบภาพลักษณ์ไทยอย่างแรง และมีผลต่อการท่องเที่ยวจากจีนที่ลดลง พร้อมแรงกดดันทางการทูตจากปักกิ่ง
ไทยจึงเดินหน้าปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดรอบหนึ่ง โดยประสานงานกับจีนและเมียนมา มีมาตรการตัดไฟ, อินเทอร์เน็ต และน้ำมันที่ส่งไปยังจุดต้องสงสัยข้ามแดน ควบคู่กับการเข้าตรวจค้นและเร่งส่งกลับผู้ที่ถูกช่วยออกมา มีรายงานว่ามีผู้คนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ถูกนำออกจากคอมปาวด์ และถูกพักไว้ใกล้ชายแดน ก่อนเดินทางกลับประเทศผ่านสนามบินไทย เช่น แม่สอด โดยมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำทยอยรับกลับเป็นระยะ และจีนรับดูแลการส่งกลับหลายส่วน
ในประเทศเอง ตำรวจก็เร่งปฏิบัติการกับกลุ่มที่ซ่อนตัว มีการบุกจับหลายพื้นที่ รวมถึงปฏิบัติการทั่วประเทศอย่าง “Saifa Fad” ช่วงพฤศจิกายน 2025 ที่จับผู้ต้องสงสัยมากกว่า 300 ราย พบชาวจีนในหลายจุด เช่น เชียงรายใกล้ชายแดนเมียนมา และยึดของกลางอย่างโทรศัพท์, สมุดบัญชี และหลักฐานเครือข่ายบัญชีม้าที่ใช้หมุนเงินผิดกฎหมาย
ยังมีคดีอื่นแยกกัน ทั้งการจับกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสแกมคริปโตมูลค่าสูง, ขบวนการค้ามนุษย์ที่ล่อคนไปทำงานในศูนย์หลอกลวง และการบุกวิลลาหรูที่จับผู้ต้องหาคนสำคัญ ซึ่งมีความพยายามทำลายหลักฐานระหว่างถูกเข้าตรวจ
หลายคดีพบความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก และมีการยึดทรัพย์มูลค่าสูงถึงระดับหลายร้อยล้านบาท ไทยยังมีการออกหมายและอายัดทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร เช่น นักธุรกิจจีนเชื้อสายกัมพูชา Chen Zhi แห่ง Prince Group
แม้จะมีสัญญาณดีขึ้น เช่น รายงานว่าคดีสแกมลดลงราว 20% ในช่วงต้นปี 2025 แต่อุตสาหกรรมนี้ยังไม่หายไป ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ายังมีคนเกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก และแก๊งหลอกลวงปรับตัวได้เร็ว ทั้งการย้ายฐาน และการใช้ดาวเทียมอินเทอร์เน็ตเพื่อหลบการตัดสัญญาณ
แรงกดดันจากจีนยังทำให้ความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามชาติชัดขึ้น มีการผลักดันแนวคิดศูนย์ร่วมและปฏิบัติการร่วมมากขึ้นด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่อาศัยช่องโหว่ตามแนวชายแดนและกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ แม้การช่วยเหลือและการจับกุมจะทำให้เครือข่ายสะดุดเป็นช่วงๆ แต่แก๊งสแกมยังปรับรูปแบบต่อเนื่อง และต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาคแบบยืนระยะเพื่อเอาอยู่จริงๆ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ตำรวจทลายแก๊งค้าของเถื่อน จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ในการบุกค้นแยกกัน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
เปิดโปง “Rose Rose” หญิงลึกลับจากเชียงราย ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ
หญิงสาวจากเชียงราย ในข้อหาเปิดบัญชีธนาคารปลอมและหลอกลวงเหยื่อเป็นเงินเกือบห้าแสนบาท">ตำรวจเชียงรายทลายแก๊งค้ายาเสพติดในอำเภอแม่ฟ้าหลวง ยึดยาเสพติดมูลค่าหลายแสนบาท">ชียงรายรวมใจ! ส่งมอบบ้านใหม่ชุบชีวิต "ลุงเลย" หลังวิกฤตไฟไหม้">เชียงราย – วงการค้ายาเสพติดข้ามชาติกำลังถูกจับตามองอย่างหนัก หลังจากเกิดคดีดังที่อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหรือแอร์โฮสเตส ถูกจับกุมตัวที่ประเทศออสเตรเลียในข้อหาลักลอบขนเฮโรอีน การสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยนำไปสู่การเปิดเผยตัวตนของบุคคลลึกลับที่ใช้ชื่อแฝงในโลกออนไลน์ว่า “Rose Rose”
จากการแกะรอยของเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดพบว่า ตัวจริงของบัญชีลึกลับนี้คือ น.ส.จันทรา หรือ ดา หญิงสาวที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ข้อมูลจากชุดสืบสวนระบุชัดเจนว่าเธอไม่ใช่อาชญากรธรรมดา แต่มีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติดระดับมหึมาในแถบชายแดน
ประเด็นสำคัญ
- ตัวตนที่แท้จริง: “Rose Rose” คือ น.ส.จันทรา หรือ ดา หญิงสาวจากอำเภอแม่สรวย ผู้ใช้ซิมการ์ดของชาวเมียนมาที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อติดต่อหาเหยื่อมารับจ้างหิ้วกระเป๋าเดินทางไปต่างประเทศ
- เครือข่ายครอบครัวสายสีเทา: สามีของเธอถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดียาเสพติด และเธอยังเป็นน้องสะใภ้ของนายวีระ หมื่นจะดา ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับซึ่งเป็นลูกเขยของผู้นำกองกำลังมูเซอ
- การหลบหนีล่าสุด: หลังจากผู้ร่วมขบวนการถูกจับกุม น.ส.จันทราได้ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติในจังหวัดเชียงราย เพื่อไปกบดานอยู่กับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในฝั่งเมียนมา
ประวัติส่วนตัวของ น.ส.จันทรา ถือว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดอย่างลึกซึ้ง สามีของเธอคือนายวีรวัฒน์ หรือ ติ๊ก ซึ่งเคยถูกดำเนินคดีข้อหาสมคบค้ายาเสพติดและถูกยึดทรัพย์สินจำนวนมากในช่วงปี 2558 ถึง 2559 โดยศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำในจังหวัดสงขลา
นอกจากนี้ นายวีรวัฒน์สามีของเทยังมีฐานะเป็นน้องชายของ นายวีระ หมื่นจะดา ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญที่ทางการไทยต้องการตัวและหลบหนีหมายจับมานานกว่า 10 ปี ที่น่ากลัวกว่านั้นคือนายวีระมีสถานะเป็นลูกเขยของ พันเอกจะลอโบ่ ผู้นำกองกำลังชาวมูเซอในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เครือข่ายนี้จึงสามารถลักลอบนำเข้ายาบ้าและเฮโรอีนเข้ามาตามแนวชายแดนได้อย่างต่อเนื่องตามรายงานข่าวของ คมชัดลึก
กลอุบายล่าเหยื่อแอร์สาวและการหลบหนีข้ามฝั่ง
ในการทำงานค้ายาเสพติด น.ส.จันทราจะทำหน้าที่คัดเลือกเหยื่อที่มีโปรไฟล์ดีผ่านทางแอปพลิเคชันเมสเซนเจอร์ โดยเธอจงใจเลือกอดีตแอร์โฮสเตสและลูกสาวให้มารับงานหิ้วของไปประเทศออสเตรเลีย วิธีการพรางตัวของเธอคือการใช้ซิมโทรศัพท์มือถือที่ลงทะเบียนด้วยชื่อของชาวเมียนมาที่เสียชีวิตไปแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนแกะรอยมาถึงตัวเธอได้ง่าย
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เครือข่ายผู้จ้างวานและนายหน้าอย่าง “รินริน” หรือนายเอกวิทย์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปส. จับกุมตัวได้และให้การซัดทอดว่า น.ส.จันทราคือผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ทำให้เธอไหวตัวทันและตัดสินใจเดินทางหลบหนีออกจากพื้นที่อำเภอแม่สรวยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดยใช้ช่องทางธรรมชาติข้ามแดนไปกบดานอยู่กับนายวีระภายใต้การคุ้มครองของกองกำลังติดอาวุธในประเทศเพื่อนบ้านเรียบร้อยแล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายสกัดรถบรรทุกพ่วงบรรทุกยาไอซ์ 300 กิโลกรัม
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนนตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไซเบอร์ยึดบุหรี่ไฟฟ้า 50,000 เครื่องและเงินสดจำนวนมากจากบ้านหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการสายฟ้าแลบ บุกค้นเป้าหมายสำคัญในย่านบางแค กรุงเทพมหานคร ปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเยาวชน
เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้นจากศาลภาษีอากรกลาง เข้าตรวจสอบบ้านพักจำนวน 2 หลังภายในซอยเพชรเกษม 63 ผลการปฏิบัติงานสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางได้เป็นจำนวนมหาศาล เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐ ในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
ประเด็นสำคัญ
- การจับกุมเครือข่ายใหญ่: ตำรวจไซเบอร์บุกค้นบ้าน 2 หลังในย่านบางแค พร้อมรวบตัวผู้ค้ารายใหญ่ได้ 2 ราย
- ยึดของกลางมูลค่ามหาศาล: ยึดบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์กว่า 50,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และเงินสดอีก 4.8 ล้านบาท
- จุดเสี่ยงใกล้ชุมชน: แหล่งกระจายสินค้าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษาและชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบางที่สุด
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้นำทีมโดย พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยชุดสืบสวนจาก บก.สอท.2 อย่างเต็มกำลัง ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมคือ น.ส.สุมาพร วัย 40 ปี และนายพีรพล แฟนหนุ่มวัย 28 ปี ทั้งคู่ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้กระจายสินค้าในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ
จุดแรกที่เจ้าหน้าที่บุกค้น ถูกใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าและสถานที่แพ็คของเพื่อเตรียมส่งให้ลูกค้า ส่วนจุดที่สองเป็นบ้านพักส่วนตัวของผู้ต้องหา ที่นี่เองที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินสดจำนวนกว่า 4.8 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าเป็นเงินหมุนเวียนจากการทำธุรกิจสีเทานี้
นอกจากเงินสดแล้ว ยังพบเครื่องพอทและน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าหลากหลายกลิ่น ทั้งแบบใช้แล้วทิ้งและแบบเติม รวมของกลางทั้งหมดกว่า 50,000 ชิ้น สินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 10 ล้านบาทเลยทีเดียว คุณสามารถอ่านรายละเอียดเชิงลึกได้จาก ข่าวต้นฉบับของไทยรัฐ
ขยายผลจากผู้ค้ารายย่อยสู่ระดับหัวจ่าย
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่เกิดจากการทำงานอย่างหนักของชุดสืบสวนไซเบอร์ ตำรวจเริ่มต้นจากการจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ ก่อนจะแกะรอยและขยายผลอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดพวกเขาก็ทราบถึงแหล่งกบดานของเอเย่นต์รายใหญ่นี้
ผู้ต้องหาทั้งสองรายยอมรับว่า สินค้าบางส่วนถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่บางส่วนเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นเองภายในประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกับที่เคยถูกทลายไปก่อนหน้านี้ การจับกุมครั้งนี้จึงถือเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของขบวนการ
พล.ต.ท.นิรันดร เน้นย้ำว่า การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เนื่องจากสถานที่เก็บสินค้าอยู่ใกล้กับสถานศึกษาขนาดใหญ่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่เยาวชนจะเข้าถึงสิ่งเสพติดเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
บทลงโทษและการดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนักแก่ผู้ต้องหาทั้งสองราย ได้แก่ การช่วยซ่อนเร้นและจำหน่ายสินค้าที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร นอกจากนี้ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2562 อย่างชัดเจน
ข้อหาดังกล่าวครอบคลุมถึงการห้ามขาย หรือให้บริการสินค้าประเภทบารากู่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีบทลงโทษที่รุนแรง ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวพร้อมของกลาง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า จะไม่หยุดการกวาดล้างเพียงเท่านี้ ชุดสืบสวนกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ ที่ยังคงลอยนวลอยู่ ปฏิบัติการกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น
รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ตระหนักถึงภัยคุกคามของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มวัยรุ่นและนักเรียน การเข้าถึงสินค้าเหล่านี้ทำได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้การป้องกันเป็นไปได้ยากขึ้นหากขาดกฎหมายที่เข้มงวด
การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการระหว่างตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานท้องถิ่น ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหานี้ เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงิน และเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใช้ในการซื้อขาย เพื่อทำลายวงจรธุรกิจนี้ให้สิ้นซาก
เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ สำหรับผู้ที่คิดจะแสวงหาผลกำไรจากธุรกิจผิดกฎหมาย กฎหมายไทยมีบทลงโทษที่เด็ดขาด และเจ้าหน้าที่ก็พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยไร้ควันพิษสำหรับอนาคตของชาติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไซเบอร์บุกทลายเว็บไซต์พนันออนไลน์ในจังหวัดเชียงราย จับกุมผู้ต้องสงสัย 6 ราย
ตำรวจไซเบอร์จับกุมอินฟลูเอนเซอร์ OnlyFans ฐานโฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์และเผยแพร่วิดีโอโป๊
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ครูชื่อดังถูกจับกุมในข้อหาทำร้ายนักเรียนอย่างโหดร้าย
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – เหตุการณ์สุดช็อกสะเทือนวงการการศึกษาไทยได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ตำรวจนครปฐมบุกจับกุมครูสอนคณิตศาสตร์ชื่อดังดีกรีระดับ “ด็อกเตอร์” หลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศลูกศิษย์ชายหลายราย ผู้ก่อเหตุใช้ความน่าเชื่อถือในฐานะครูหลอกล่อเหยื่อ ก่อนแอบถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อใช้ข่มขู่เด็ก ไม่ให้กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร คดีนี้สร้างความตกใจและสะเทือนใจให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่สังคมให้ความเคารพและไว้วางใจ
เรื่องราวสุดสลดนี้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พ่อแม่ของเด็กชายวัย 14 ปี สังเกตเห็นลูกชายมีอาการซึมเศร้าผิดปกติ เมื่อพาไปพบแพทย์จึงทราบความจริงสุดช็อกว่าเด็กมีอาการอักเสบที่อวัยวะเพศ ในที่สุดเด็กยอมสารภาพด้วยความหวาดกลัวว่า ถูกครูสอนพิเศษคนนี้ล่วงละเมิดทางเพศมานานกว่า 7 เดือนเต็ม
ประเด็นสำคัญ
- จับกุมครูดัง: ตำรวจรวบตัวครูคณิตศาสตร์ระดับปริญญาเอก ข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปี พบผู้เสียหายแล้วมากกว่า 20 ราย
- ยึดคลิปแบล็กเมล์: เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลักฐานสำคัญ เป็นคลิปวิดีโอแบล็กเมล์เหยื่อในโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหา มากกว่า 500 คลิป
- ขยายผลจับกุม: ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพิ่มเติมเพื่อดูว่าเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่ พร้อมเตือนพ่อแม่ให้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิด
ผู้ต้องหารายนี้คือ “นายเอก” (นามสมมติ) เป็นครูประจำชั้นระดับประถมศึกษาที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนครปฐม เขาอาศัยความไว้วางใจจากพ่อแม่ที่จ้างไปสอนพิเศษที่บ้าน แต่กลับใช้โอกาสนี้ทำร้ายลูกศิษย์ของตนเอง เด็กชายผู้เสียหายให้การว่า เขาถูกล่วงละเมิดซ้ำๆ ถึง 22 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยไม่กล้าขัดขืน
ทุกครั้งที่ลงมือ ผู้ต้องหาจะแอบถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้เสมอ จากนั้นจะใช้คลิปเหล่านั้นข่มขู่เด็ก เขาขู่ว่าหากนำเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อแม่ เขาจะปล่อยคลิปประจานให้อับอายกันทั้งหมด คำขู่ร้ายแรงเหล่านี้ทำให้เด็กเกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก เด็กบางรายถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้ารุนแรงและมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง ตำรวจพบหลักฐานมัดตัวแน่นหนา เป็นคลิปในมือถือกว่า 500 คลิป ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในคดีนี้
การจับกุมและการสืบสวนของตำรวจ
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ได้ทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต หรือ TICAC จนสามารถขอศาลออกหมายจับได้สำเร็จ การเข้าจับกุมผู้ต้องหาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่บ้านพักในจังหวัดนครปฐม โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่มาสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง
จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทางดิจิทัล ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้เริ่มก่อเหตุมาตั้งแต่ก่อนปี 2560 ปัจจุบันมีเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปี ตกเป็นเหยื่อแล้วไม่ต่ำกว่า 20 คน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่ามีการนำคลิปเหล่านี้ไปเผยแพร่หรือขายต่อบนโลกออนไลน์หรือไม่ หากพบว่ามีการซื้อขายสื่อลามกอนาจารเด็กจริง ผู้ต้องหาจะต้องเผชิญหน้ากับข้อหาค้ามนุษย์เพิ่มเติมอย่างแน่นอน
บทลงโทษและคำเตือนถึงผู้ปกครอง
ความผิดในคดีนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและยอมความไม่ได้ การครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กมีโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หากตำรวจพบว่ามีการส่งต่อหรือขายคลิปเพื่อแสวงหาผลกำไร โทษจะเพิ่มขึ้นเป็นจำคุก 7 ปี ทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจนครปฐม ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดที่สุด เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อ
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ได้ฝากข้อคิดเตือนใจถึงผู้ปกครองทุกคน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปิดใจรับฟังปัญหาของบุตรหลาน หากเด็กมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่ควรเข้าไปพูดคุยด้วยความรักและความเข้าใจ นอกจากนี้ ผู้ปกครองต้องคอยสอดส่องการใช้โทรศัพท์มือถือและสื่อออนไลน์ของเด็กด้วย เพราะอาชญากรรมมักแฝงตัวมากับเทคโนโลยีที่เด็กๆ ใช้ในชีวิตประจำวัน
แนวทางการป้องกันในอนาคต
คดีสะเทือนขวัญคดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในเรื่องความปลอดภัยของเด็ก แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวอย่างในบ้าน และอยู่กับครูที่ดูน่าเชื่อถือ ผู้ปกครองจึงต้องมีความตื่นตัวและระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา การสร้างเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ คือความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและการสื่อสารที่เปิดกว้างภายในครอบครัว
ตำรวจคาดว่าอาจมีผู้เสียหายเพิ่มเติมที่ยังหวาดกลัวและไม่กล้าออกมาแจ้งความ เจ้าหน้าที่จึงได้เปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสแบบเป็นความลับ เพื่อปกป้องสภาพจิตใจของเด็กและชื่อเสียงของครอบครัว ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันสอดส่องดูแล เพื่อกวาดล้างอาชญากรที่แฝงตัวมาในคราบของนักการศึกษาให้หมดไปอย่างถาวร
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ครูคนหนึ่งถูกจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงอายุ 12 ปี
จังหวัดเชียงรายเดินหน้าคัดเลือกครูผู้ได้รับรางวัลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอใหญ่มหาจักรี ครั้งที่ 7
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
รถกระบะพุ่งชนตลาดในเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย
-
เชียงใหม่ - Chiang Mai6 days ago
ด่วน! ถนนดอยแหลม เชียงใหม่ ทรุดตัวหนัก รถทุกชนิดผ่านไม่ได้ เตือนภัยพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม
-
สุขภาพและการแพทย์ Health6 days ago
จังหวัดเชียงรายเดินหน้าโครงการ “การดูแลแบบองค์รวมสำหรับผู้สูงอายุ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days ago
กลุ่มผู้พิทักษ์แม่น้ำเชียงรายเรียกร้องความเป็นธรรมหลังเกิดการปะทะกันในการประท้วงกรณีเหมืองแร่พิษ







