ฟุตบอล
อาร์เซนอลเฉือนชนะเชลซี 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศคาราบาวคัพ
อาร์เซนอลเปิดบ้านชนะเชลซี 1-0 ในเลกสองรอบรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ 2025/26 รวมสองนัดชนะ 4-2 คว้าตั๋วไปเล่นรอบชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 ปี เกมค่อนข้างอึดอัด ก่อนจะมาปะทุเอาช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากประตูของไค ฮาแวร์ตซ์
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม อาร์เซนอลลงสนามพบเชลซีในเลกสอง โดยเลกแรกที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทีมของมิเกล อาร์เตตา บุกชนะมาก่อน 3-2 ทำให้กุมความได้เปรียบในสกอร์รวม
รูปเกมช่วงต้นทั้งสองฝั่งเล่นแบบรัดกุม อาร์เซนอลเน้นยืนระเบียบเกมรับและรอจังหวะสวนกลับ ส่วนเชลซีพยายามเร่งเกมเพื่อทวงสกอร์คืน แต่ครึ่งแรกแทบไม่มีโอกาสจะแจ้ง เกมเลยออกมาสูสีและจังหวะหวาดเสียวมีไม่มาก
ไฮไลท์สำคัญของเกม
ครึ่งหลังเชลซีเพิ่มความหนักในการบุก ขยับไลน์สูงและพยายามกดดันต่อเนื่อง แต่แนวรับอาร์เซนอลที่มี กาเบรียล มากัลเญส กับ วิลเลียม ซาลิบา คุมพื้นที่ยังแน่นพอจะตัดจังหวะสุดท้ายได้แทบหมด ตลอด 90 นาที ทั้งสองทีมยิงเข้ากรอบได้ทีมละครั้งเท่านั้น
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+6 เมื่อเชลซีดันผู้เล่นขึ้นไปลุ้นประตู อาร์เซนอลตัดบอลได้แล้วสวนกลับทันที เดแคลน ไรซ์พาบอลขึ้นหน้า ก่อนจ่ายต่อให้เลอันโดร ทรอสซาร์ แล้วไหลให้ไค ฮาแวร์ตซ์หลุดเดี่ยว ฮาแวร์ตซ์ที่เคยเล่นให้เชลซี หลอกโรเบิร์ต ซานเชซก่อนแปเข้าไปไม่พลาด เป็นประตูชัย 1-0
ลูกนี้ทำให้อาร์เซนอลปิดงานเลกสองพร้อมสกอร์รวม 4-2 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศคาราบาว คัพ ที่เวมบลีย์ในเดือนมีนาคม และถือเป็นการได้เล่นนัดชิงรายการใหญ่ครั้งแรกของทีม นับตั้งแต่ปี 2020 ภายใต้การคุมทีมของอาร์เตตา
ไค ฮาแวร์ตซ์กลายเป็นคนที่แฟนบอลพูดถึงมากที่สุด เขาฉลองด้วยการชี้ไปที่ตราสโมสรอาร์เซนอล ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนเจ้าถิ่นที่ดังลั่นสนาม
หลังจบเกม มิเกล อาร์เตตาให้สัมภาษณ์ว่า “นี่เป็นชัยชนะที่สำคัญมาก ทุกคนมีวินัยและอดทน เราป้องกันได้ดี และรอจังหวะของเรา ฮาแวร์ตซ์ทำประตูในช่วงเวลาสำคัญ นี่คือก้าวที่ดีในการลุ้นแชมป์”
ฝั่งเชลซี แม้พยายามเต็มที่แต่ต้องเจอกำแพงเกมรับของเจ้าบ้าน เอ็นโซ เฟอร์นันเดซเป็นคนที่สร้างจังหวะให้ทีมเยือนได้มากสุด แต่สุดท้ายยังไม่พอจะเปลี่ยนเป็นประตู
รายชื่อผู้เล่นอาร์เซนอล (Arsenal Line-up)
| ตำแหน่ง | นักเตะหลัก | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | เดวิด รายา | |
| กองหลัง | เบน ไวท์, วิลเลียม ซาลิบา, กาเบรียล มากัลเญส, ยูริเอน ทิมเบอร์ | เกมรับแน่น |
| กองกลาง | เดแคลน ไรซ์, มาร์ติน โอเดการ์, ไทร์ เนลสัน | ไรซ์คุมจังหวะเด่น |
| กองหน้า | บูคาโย ซาก้า, ไค ฮาแวร์ตซ์ (ลงแทน), เลอันโดร ทรอสซาร์ | ฮาแวร์ตซ์ยิงปิดเกม |
| ผู้จัดการทีม | มิเกล อาร์เตตา |
รายชื่อผู้เล่นเชลซี (Chelsea Line-up)
| ตำแหน่ง | นักเตะหลัก | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | โรเบิร์ต ซานเชซ | เสียประตูจากจังหวะหลุดเดี่ยว |
| กองหลัง | มัลกอม คูคูเรญ่า, เวสลีย์ โฟฟานา, เทียโก้ ซิลวา | รับได้ดีหลายจังหวะ |
| กองกลาง | เอ็นโซ เฟอร์นันเดซ, มอยเซส ไกเซโด, คอเนอร์ กัลลาเกอร์ | เอ็นโซสร้างโอกาสมากสุด |
| กองหน้า | โคล พาลเมอร์, นิโคลัส แจ็คสัน, มิคไฮโล มูดริก | จบสกอร์ไม่คม |
| ผู้จัดการทีม | (ระบุตามฤดูกาลปัจจุบัน) |
ผลนี้ทำให้อาร์เซนอลยังอยู่บนเส้นทางลุ้นแชมป์หลายรายการในฤดูกาลเดียวกัน ส่วนเชลซีต้องหันไปโฟกัสถ้วยอื่นเพื่อพยุงผลงานตลอดซีซัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สเปอร์สโกงตาย! ไล่เจ๊าซิตี้ 2-2 จากลูกยิง “สกอร์เปี้ยนคิก” ของโซลันกี้
ฟุตบอล
บาร์เซโลนา พลิกเกมเฉือนอัลบาเซเต้ 2-1 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศโคปาเดลเรย์
บาร์เซโลนา เบียดชนะอัลบาเซเต้ ทีมจากเซกุนดาดิวิชั่น 2-1 ในศึกโคปาเดลเรย์ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งให้ทีมของฮันซี ฟลิค เป็นรายแรกที่ตีตั๋วสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ แต่รูปเกมไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะเจ้าถิ่นไล่กดดันจนต้องลุ้นกันยาว
เกมนี้เตะกันที่เอสตาดิโอ คาร์ลอส เบลมอนเต้ ซึ่งบรรยากาศก่อนแข่งตึงมือพอสมควร อัลบาเซเต้ถูกจับตาเป็นพิเศษ หลังสร้างเซอร์ไพรส์เขี่ยเรอัล มาดริด ตกรอบมาก่อน ทำให้หลายคนมองว่าอาจมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้ง
ไฮไลต์สำคัญของเกม
ช่วงต้นเกมทั้งสองทีมเล่นรัดกุม บาร์เซโลนาครองบอลมากกว่า แต่เจอแนวรับเจ้าถิ่นที่ยืนกันแน่นและอ่านเกมดี จนจังหวะเข้าทำไม่ได้โล่งมากนัก
นาทีที่ 39 บาร์เซโลนาได้เฮจากความเฉียบของลามีน ยามาล ปีกดาวรุ่งวัย 18 ปี ที่รับบอลแล้วตวัดยิงมุมแคบเข้าไปแบบเนียนตา พาทีมขึ้นนำ 1-0 ก่อนจบครึ่งแรก
กลับมาครึ่งหลัง ทีมเยือนเร่งจังหวะมากขึ้น และนาทีที่ 56 โรนัลด์ อาเราโฮ กัปตันทีมที่เพิ่งกลับมาลงสนามหลังพักรักษาตัวเรื่องสุขภาพจิต โหม่งจากลูกเตะมุมเข้าเป้าเป็น 2-0 ทำให้สถานการณ์เหมือนจะเข้าทางบาร์เซโลนา
แต่เกมยังไม่จบ อัลบาเซเต้ไม่ยอมถอย เดินหน้ากดดันต่อเนื่อง จนมาได้ประตูไล่ในนาทีที่ 87 จากจังหวะสวนกลับ ฮาเวียร์ โมเรโน่ (หรือ จาวี โมเรโน่) ยิงตีไข่แตกให้สกอร์ขยับเป็น 1-2
ช่วงทดเจ็บกลายเป็นนาทีที่แฟนบาร์ซาต้องลุ้นหนัก เจ้าถิ่นเกือบตีเสมอได้อยู่แล้ว แต่เกราร์ด มาร์ติน กองหลังบาร์เซโลนา ช่วยสกัดบอลบนเส้นประตูแบบหวุดหวิด สุดท้ายทีมเยือนประคองตัวจบเกม คว้าชัย 2-1 ไปได้
บาร์เซโลนาเลยกลายเป็นทีมแรกที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศโคปาเดลเรย์ และยังอยู่บนเส้นทางลุ้นป้องกันแชมป์จากฤดูกาลก่อนต่อไป
สถิติทีมบาร์เซโลนา
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 2 |
| ประตูที่เสีย | 1 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 65-70% |
| นักเตะทำประตู | ลามีน ยามาล (39′), โรนัลด์ อาเราโฮ (56′) |
| รูปแบบการได้ประตู | เกมรุกริมเส้น, ลูกเตะมุม |
| การผ่านเข้ารอบ | รอบรองชนะเลิศ |
สถิติทีมอัลบาเซเต้
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ทำได้ | 1 |
| ประตูที่เสีย | 2 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 30-35% |
| นักเตะทำประตู | ฮาเวียร์ โมเรโน่ (87′) |
| จุดเด่น | สู้ไม่ถอย, เกือบตีเสมอช่วงท้าย |
| ผลงานก่อนหน้า | เคยเขี่ยเรอัล มาดริด ตกรอบรายการนี้ |
เกมนี้ตอกย้ำเสน่ห์ของฟุตบอลถ้วยแบบชัดๆ ทีมรองลีกสามารถทำให้ทีมใหญ่เหนื่อยได้จริง บาร์เซโลนาแม้จะผ่านเข้ารอบ แต่ต้องเจอกับแรงกดดันและช่วงท้ายที่แทบพลาด ส่วนอัลบาเซเต้แม้หยุดเส้นทางไว้ตรงนี้ แต่ผลงานโดยรวมถือว่าน่าจดจำ และได้ใจแฟนบอลไปเต็มๆ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อาร์เซนอลเฉือนชนะเชลซี 1-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศคาราบาวคัพ
ฟุตบอล
สเปอร์สโกงตาย! ไล่เจ๊าซิตี้ 2-2 จากลูกยิง “สกอร์เปี้ยนคิก” ของโซลันกี้
ศึกพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญเมื่อค่ำคืนวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา กลายเป็นค่ำคืนที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจดจำ เมื่อ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้ทีมเยือนจะทำคะแนนนำห่างไปก่อนถึงสองประตูในช่วงครึ่งแรก แต่เจ้าบ้านไม่ยอมแพ้ รัวคืนสองลูกรวดในครึ่งหลัง โดยเฉพาะลูกตีเสมอระดับ “พุสกัส อวอร์ด” ของ โดมินิก โซลันกี้ ที่ทำให้จบเกมแบ่งกันไปทีมละหนึ่งแต้มอย่างดุเดือด
ครึ่งแรก: เรือใบสีฟ้าแล่นฉิว บุกถล่มเจ้าบ้านราบคาบ
เริ่มเกมมาได้เพียง 11 นาที แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็แสดงความเฉียบคมให้เห็นทันที จากจังหวะที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา เข้าไปบีบแย่งบอลจาก อีฟส์ บิสซูม่า ในแดนกลาง ก่อนจะส่งต่อให้ เออร์ลิง ฮาลันด์ ไหลบอลออกทางขวาให้ ไรยัน แชร์กี ดาวรุ่งฟอร์มแรง ซัดด้วยซ้ายบอลแฉลบกองหลังสเปอร์สเข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม ให้ทีมเยือนออกนำ 1-0
หลังจากเสียประตู สเปอร์สพยายามตั้งเกมสู้แต่ดูเหมือนจะทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ความผิดพลาดในเกมรับยังคงหลอกหลอนเจ้าบ้าน เมื่อในช่วงนาทีที่ 44 ราดู ดรากูซิน เคลียร์บอลไม่ขาดไปเข้าทาง โรดรี้ ก่อนที่บอลจะถูกส่งต่อไปถึง แบร์นาร์โด้ ซิลวา และไหลถวายพานให้ อองตวน เซเมนโย่ ยิงเข้าไปนิ่มๆ จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-0 ท่ามกลางเสียงโห่จากแฟนบอลเจ้าถิ่น
ครึ่งหลัง: พลิกนรกด้วยพลังของโซลันกี้
โธมัส แฟรงค์ กุนซือสเปอร์สแก้เกมมาอย่างดีในช่วงพักครึ่ง และในนาทีที่ 52 ความหวังของเจ้าบ้านก็กลับมา เมื่อ โดมินิก โซลันกี้ อาศัยความแข็งแกร่งเบียดชนะ มาร์ค เกฮี ก่อนจะส่งบอลผ่านมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เข้าประตูไป แม้ผู้เล่นซิตี้จะพยายามประท้วงว่ามีการฟาวล์เกิดขึ้น แต่หลังจากเช็ก VAR แล้ว ผู้ตัดสินยืนยันให้เป็นประตู สเปอร์สไล่มาเป็น 1-2
ความมันยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ นาทีที่ 70 แฟนบอลในสนามท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม แทบจะคลั่ง เมื่อ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ พาบอลกระชากขึ้นมาทางกราบขวาก่อนจะเปิดครอสเข้ามากลางประตู โดมินิก โซลันกี้ ที่วิ่งเลยจุดนัดพบไปนิดหน่อย ตัดสินใจกระโดดดีดส้นเท้าหรือที่เรียกว่า “สกอร์เปี้ยนคิก” บอลย้อยข้ามหัวดอนนารุมม่าเข้าประตูไปอย่างเหนือชั้น ตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ
ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันอย่างหนัก ซิตี้เกือบได้ประตูชัยจากลูกโหม่งของ ติยานี ไรน์เดอร์ส ที่ลงมาเป็นสำรอง แต่บอลหลุดกรอบไปอย่างน่าเสียดาย จบเกมเสมอแบ่งแต้มกันไป ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามหลังจ่าฝูงอาร์เซน่อลห่างเป็น 6 คะแนนแล้ว
รายชื่อผู้เล่นและคะแนนความสามารถ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)
ระบบการเล่น: 4-2-3-1
| ชื่อผู้เล่น | คะแนน | บทบาทในเกม |
|---|---|---|
| จานลุยจิ ดอนนารุมม่า | 8 | เซฟลูกอันตรายได้หลายครั้งในครึ่งหลัง |
| มาร์ค เกฮี | 6.5 | แข็งแกร่ง แต่เสียเปรียบโซลันกี้ในลูกแรก |
| อับดูโกดีร์ คูซานอฟ | 5 | มีปัญหาในการรับมือลูกกลางแจ้งและโดนใบเหลืองเร็ว |
| โรดรี้ | 7 | คุมจังหวะเกมได้ดีในครึ่งแรก แต่เริ่มล้าในช่วงท้าย |
| ไรยัน แชร์กี | 7.5 | ยิงประตูเปิดสนามได้อย่างยอดเยี่ยม |
| แบร์นาร์โด้ ซิลวา | 7 | ทำ 1 แอสซิสต์ และเป็นหัวใจในการสร้างสรรค์เกม |
| เออร์ลิง ฮาลันด์ | 6.5 | มี 1 แอสซิสต์ แต่พลาดโอกาสทองในการจบสกอร์เอง |
รายชื่อผู้เล่นและคะแนนความสามารถ (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์)
ระบบการเล่น: 4-3-3
| ชื่อผู้เล่น | คะแนน | บทบาทในเกม |
|---|---|---|
| กูกลีลโม วิคาริโอ | 7 | ช่วยให้ทีมไม่เสียประตูที่สาม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ |
| ราดู ดรากูซิน | 5 | มีส่วนผิดพลาดในทั้งสองประตูที่เสียไป |
| อีฟส์ บิสซูม่า | 4 | เล่นไม่ออกและเสียบอลจนนำไปสู่การเสียประตูแรก |
| คอเนอร์ กัลลาเกอร์ | 8 | วิ่งไม่มีหมดและทำแอสซิสต์สำคัญให้ทีมตีเสมอ |
| ซาวี ซิมอนส์ | 9 | เป็นคนคุมจังหวะและจ่ายบอลให้เพื่อนเล่นง่ายในครึ่งหลัง |
| โดมินิก โซลันกี้ | 9.5 | แมน ออฟ เดอะ แมตช์ กับสองประตูสุดสวย |
| แรนดัล โคโล มูอานี่ | 6 | มีความเร็วแต่ยังขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย |
สถิติที่น่าสนใจหลังเกม
- โดมินิก โซลันกี้ ทำประตูแรกในอาชีพค้าแข้งที่ยิงใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้สำเร็จ
- แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะเพียง 1 นัดจากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 6 นัดหลังสุด
- สเปอร์สยังคงรั้งอันดับ 14 ของตาราง ขณะที่ซิตี้ยังอยู่อันดับ 2 ตามหลังอาร์เซน่อล 6 แต้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะเหนือฟูแล่ม 3-2 ส่งผลให้พวกเขาก้าวขึ้นไปอยู่ในสี่อันดับแรกของตาราง
ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะเหนือฟูแล่ม 3-2 ส่งผลให้พวกเขาก้าวขึ้นไปอยู่ในสี่อันดับแรกของตาราง
ค่ำคืนที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เต็มไปด้วยความระทึกใจ เมื่อ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำทีมของกุนซือชั่วคราว ไมเคิล คาร์ริค เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 เกมนี้จบลงด้วยชัยชนะอันสุดดราม่าของเจ้าบ้านที่สกอร์ 3-2 ส่งผลให้พวกเขาเก็บชัยชนะ 3 นัดติดต่อกันและกลับเข้าสู่พื้นที่แชมเปียนส์ลีกได้สำเร็จ
ไฮไลท์สำคัญในครึ่งเวลาแรก: คาเซมิโร่เบิกสกอร์
เริ่มต้นเกมมาได้ไม่นาน แมนยูพยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่ทันที โดยมี อาหมัด ดิยัลโล่ และ มาเธอุส คุนญ่า เป็นตัวป่วนในแนวรุก นาทีที่ 19 จุดเปลี่ยนแรกก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าบ้านได้ลูกฟรีคิกทางกราบขวา บรูโน แฟร์นันด์ส กัปตันทีมจอมทัพบรรจงเปิดบอลโด่งเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็น คาเซมิโร่ มิดฟิลด์ประสบการณ์สูงที่กระโดดขึ้นโหม่งเต็มแรง บอลพุ่งผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่ เข้าประตูไปอย่างสวยงามให้แมนยูออกนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้อง
แม้ฟูแล่มจะพยายามโต้กลับและมีจังหวะลุ้นจาก ราอูล ฆิเมเนซ แต่ เซนเน่อ ลัมเมนส์ ผู้รักษาประตูดาวรุ่งของแมนยูในเกมนี้ก็ยังโชว์ซูเปอร์เซฟช่วยทีมไว้ได้หลายครั้ง ทำให้จบครึ่งแรกเจ้าบ้านนำอยู่เพียงประตูเดียว
ครึ่งหลังสุดเดือด: จากนำห่างสู่การโดนตีเสมอ
เข้าสู่ครึ่งหลังในนาทีที่ 56 แมนยูขยับหนีเป็น 2-0 จากจังหวะประสานงานที่ยอดเยี่ยม คาเซมิโร่ จ่ายบอลให้ มาเธอุส คุนญ่า หลุดเข้าไปในเขตโทษก่อนจะแต่งบอลแล้วซัดยัดเสาแรกเข้าไปอย่างเด็ดขาด ดูเหมือนว่าเกมนี้จะเป็นงานง่ายของปีศาจแดง แต่ฟูแล่มไม่ยอมแพ้
ในช่วงท้ายเกม นาทีที่ 85 แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปทำฟาวล์ ราอูล ฆิเมเนซ ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที และเป็น ฆิเมเนซ ที่สังหารไม่พลาดช่วยให้ฟูแล่มไล่มาเป็น 1-2 เท่านั้นยังไม่พอ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+1 เควิน ตัวสำรองของฟูแล่มปั่นลูกโค้งสุดสวยเสียบหน้าต่างเข้าไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 2-2 แฟนบอลในสนามถึงกับเงียบกริบ
นาทีบาปของเซสโก้: ฮีโร่ผู้พาทีมคว้า 3 แต้ม
ในขณะที่หลายคนคิดว่าเกมจะจบลงด้วยผลเสมอ แมนยูแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณนักสู้ นาทีที่ 90+4 บรูโน แฟร์นันด์ส โชว์ทักษะหลอกล่อกองหลังก่อนจะเปิดบอลเข้าไปให้ เบนจามิน เซสโก้ กองหน้าตัวสำรองที่เพิ่งลงมา เขาจับบอลหนึ่งจังหวะก่อนจะกลับตัวยิงพุ่งเข้าซุกก้นตาข่ายอย่างงดงาม เป็นประตูชัยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะไป 3-2 ในนาทีสุดท้ายของเกม
รายชื่อนักเตะและคะแนนความสามารถ: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | คะแนน (เต็ม 10) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | เซนเน่อ ลัมเมนส์ | 7.5 | เซฟสำคัญได้หลายครั้ง |
| กองหลัง | ดิโอโก้ ดาโลต์ | 7.0 | เติมเกมรุกได้ดี |
| กองหลัง | แฮร์รี่ แม็กไกวร์ | 5.5 | พลาดทำเสียจุดโทษช่วงท้าย |
| กองหลัง | ลิซานโดร มาร์ติเนซ | 6.5 | นิ่งและทางบอลดี |
| กองหลัง | ลุค ชอว์ | 6.0 | ช่วยเกมรับได้สม่ำเสมอ |
| กองกลาง | คาเซมิโร่ | 8.5 | 1 ประตู 1 แอสซิสต์ (ยอดเยี่ยมที่สุด) |
| กองกลาง | ค็อบบี้ เมนู | 7.0 | คุมจังหวะเกมได้ดีเกินวัย |
| กองกลาง | บรูโน แฟร์นันด์ส | 8.0 | ทำ 2 แอสซิสต์ในเกมนี้ |
| กองหน้า | อาหมัด ดิยัลโล่ | 7.0 | มีความเร็วและวูบวาบ |
| กองหน้า | มาเธอุส คุนญ่า | 7.5 | ยิงประตูที่สองให้ทีม |
| กองหน้า | ไบรอัน เอ็มเบอโม่ | 6.0 | มีโอกาสแต่ยังจบไม่คม |
| ตัวสำรอง | เบนจามิน เซสโก้ | 8.0 | ซูเปอร์ซับ ยิงประตูชัย |
รายชื่อนักเตะและคะแนนความสามารถ: ฟูแล่ม
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | คะแนน (เต็ม 10) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ผู้รักษาประตู | แบร์นด์ เลโน่ | 6.5 | ช่วยป้องกันลูกอันตรายได้บ้าง |
| กองหลัง | ฆอร์เก้ คูเอนก้า | 6.0 | พยายามบล็อกลูกยิงเต็มที่ |
| กองหลัง | โยอาคิม อันเดอร์เซ่น | 6.0 | คุมเกมรับได้ดีในช่วงแรก |
| กองหลัง | แอนโทนี่ โรบินสัน | 6.5 | วิ่งขึ้นลงทางกราบซ้ายตลอดเกม |
| กองกลาง | ซามูเอล ชุกวูเอเซ่ | 7.0 | สร้างความลำบากให้แนวรับแมนยู |
| กองกลาง | แฮร์รี่ วิลสัน | 6.5 | มีลูกเปิดที่อันตราย |
| กองกลาง | เอมิล สมิธ โรว์ | 6.0 | เชื่อมเกมในแดนกลาง |
| กองหน้า | ราอูล ฆิเมเนซ | 7.5 | ยิงจุดโทษและหาจังหวะได้ดี |
| ตัวสำรอง | เควิน | 7.0 | ยิงประตูตีเสมอสุดสวย |
บทสรุปหลังเกม
ชัยชนะครั้งนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 4 ของตาราง มีคะแนนรวม 41 คะแนน และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ไมเคิล คาร์ริค ในการคุมทีมระยะยาว ในขณะที่ฟูแล่มแม้จะพ่ายแพ้แต่ก็ได้รับคำชมเรื่องหัวใจที่ไม่ยอมแพ้จนถึงวินาทีสุดท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เอ็มบั๊ปเป้ฮีโร่! เรอัล มาดริด เฉือน ราโย่ 2-1 จี้บาร์ซ่าแต้มเดียว
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
Iเชียงราย สิงห์ พาร์ค ขอเชิญท่านมาเยี่ยมชม International Balloon Fiesta 2026
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ครูเทควันโดเชียงรายถูกจับ หลังถูกร้องเรียนล่วงละเมิดเด็กหญิงวัย 10 ปี
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจยึดยาบ้า 3.26 ล้านเม็ด และทรัพย์สินมูลค่า 135 ล้านบาท
-
ข่าวการเมือง5 days ago
พรรคประชาชนมีคะแนนนำอย่างชัดเจน ขณะที่ประเทศไทยใกล้จะถึงการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์













