ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งที่ใช้มีดปาดคอเหยื่อที่เป็นนักศึกษาอายุ 18 ปี แล้วหลบหนีไป
ชลบุรี – ตำรวจรายงานเหตุการณ์สุดช็อกที่เกิดขึ้นในจังหวัดชลบุรี เมื่อคนร้ายแสร้งทำเป็นขอโดยสารรถจักรยานยนต์จากนักศึกษาอายุ 18 ปี แล้วฉวยโอกาสใช้มีดทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสที่คอ เหยื่อสามารถหลบหนีไปได้ ขณะที่คนร้ายขโมยรถจักรยานยนต์และหลบหนีไปยังจังหวัดระยอง
เช้าวันที่ 2 ก.พ. 69 พ.ต.ท.ประกาศิต พละเดช สว.(สอบสวน) สภ.ห้วยใหญ่ รับแจ้งเหตุมีนักศึกษาถูกทำร้ายร่างกายและถูกชิงทรัพย์ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านสวนมาบเจริญ หมู่ 2 ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งได้ประสานผู้บังคับบัญชา และลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา
เมื่อไปถึงจุดเกิดเหตุ บริเวณลานดินริมถนน พบผู้บาดเจ็บสวมชุดนักศึกษาอาชีวะ นอนอยู่ในกองเลือด ทราบชื่อ นายสิรภัทร อาจไธสง อายุ 18 ปี นักศึกษาระดับ ปวช. ปี 3 ของสถาบันแห่งหนึ่งในอำเภอบางละมุง มีบาดแผลถูกของมีคมที่ลำคอด้านขวา 1 แผลใหญ่ มีแผลบริเวณใต้คาง และรอยบาดที่ใบหูขวา ทีมกู้ภัยเร่งห้ามเลือดก่อนนำส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ

ผู้บาดเจ็บให้ข้อมูล คนร้ายลงมือก่อนชิงรถหนี
นายสิรภัทรพยายามให้ข้อมูลว่า ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์ Honda Wave 125 สีดำ กลับบ้านเพื่อเตรียมของไปสอบ เมื่อเข้าซอยใกล้บ้านราว 300 เมตร ถูกชายไทยคนหนึ่งเข้ามาก่อเหตุ รถเสียหลักล้ม ก่อนอีกฝ่ายจะใช้อาวุธมีดทำร้ายบริเวณลำคอและพยายามล็อกคอซ้ำ
ผู้บาดเจ็บพยายามต่อสู้อย่างเต็มกำลังแล้ววิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือที่บ้าน แต่สุดท้ายหมดแรงล้มลงบริเวณทางเข้าบ้าน ชาวบ้านเข้ามาช่วย ทำให้คนร้ายรีบหลบหนีไปพร้อมรถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บ
นางสาวรัตติกาญจน์ อาจไธสง อายุ 40 ปี แม่ของผู้บาดเจ็บ เล่าว่า ลูกชายไปสอบเมื่อวันก่อนและค้างบ้านเพื่อน เช้าวันเกิดเหตุลูกชายตั้งใจกลับมาเอาของเพื่อไปสอบต่อ ระหว่างกำลังเลี้ยวรถเข้าบ้านกลับถูกคนร้ายทำร้ายจนต้องวิ่งหนีมาขอความช่วยเหลือ ก่อนจะล้มลงที่ลานดินหน้าบ้าน จากนั้นคนร้ายชิงรถจักรยานยนต์ขี่หนีไป เธออยากให้ตำรวจติดตามตัวมาดำเนินคดีโดยเร็ว

พบมีดตกใกล้จุดเกิดเหตุ เร่งตรวจกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี
พ.ต.ท.ประกาศิตลงพื้นที่ตรวจสอบและพบมีดลักษณะคล้ายมีดทำครัว ความยาวประมาณ 10-12 ซม. ตกอยู่ห่างจากจุดพบผู้บาดเจ็บราว 300 เมตร จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมประสานชุดสืบสวนลงพื้นที่หาข่าว และตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อไล่เส้นทางคนร้าย
ช่วงบ่าย ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ห้วยใหญ่ เข้าไปสอบปากคำผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาล หลังอาการดีขึ้นและให้การได้ โดยผู้บาดเจ็บเล่าว่า เวลาประมาณ 06.00 น. ขณะขี่รถกลับบ้านเพื่ออาบน้ำและเตรียมไปโรงเรียน ได้พบคนร้ายยืนอยู่หน้าปั๊มน้ำมันในพื้นที่เขาไม้แก้ว ซึ่งห่างจุดเกิดเหตุราว 2 กม. คนร้ายโบกมือขอติดรถ และพูดตีสนิทถามว่าจะไปไหน เมื่อทราบว่าไปซอยเดียวกับจุดเกิดเหตุจึงขอขึ้นซ้อนท้าย
เมื่อขี่เข้ามาในซอย คนร้ายเริ่มลงมือ ใช้มีดทำร้ายบริเวณลำคอ ทำให้ผู้บาดเจ็บต้องจอดรถข้างทาง จากนั้นยังพยายามเตะรถและแทงซ้ำจนเกิดบาดแผลใต้คางและใบหู ช่วงนั้นผู้บาดเจ็บสวมเสื้อคลุม คนร้ายพยายามกระชากจนเสื้อหลุด ผู้บาดเจ็บอาศัยจังหวะวิ่งหนีไปบ้านญาติที่อยู่ห่างออกไปราว 300 เมตร ก่อนล้มลงหมดแรง แล้วคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป

รอง ผบก.ชลบุรี ชี้จุดเกิดเหตุไม่มีกล้อง ตำรวจเร่งหาตัวผู้ก่อเหตุ
พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ระบุว่า ชุดสืบสวนกำลังเร่งติดตามตัวคนร้าย แต่อุปสรรคสำคัญคือบริเวณจุดเกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด พฤติกรรมของคนร้ายคือทำทีขอติดรถ พอมีโอกาสก็ใช้มีดทำร้ายแล้วชิงทรัพย์ ตำรวจเดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้รับภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง พบภาพผู้บาดเจ็บพยายามวิ่งกลับบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือก่อนล้มลงบริเวณทางเข้าบ้าน อีกกล้องจับภาพคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ของผู้บาดเจ็บไปตามถนนทางหลวงหมายเลข 331 (สัตหีบ-ฉะเชิงเทรา) และกล้องบริเวณปั๊มน้ำมันใกล้สนามแข่งรถพบคนร้ายขี่รถเข้าไปภายในปั๊ม ก่อนออกจากปั๊มแล้วมุ่งหน้าไปทาง จังหวัดระยอง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไฟไหม้ทำลายอาคารวัดเก่าแก่ 144 ปีในจังหวัดลำปาง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุรีรัมย์ ชายอายุ 19 ปีถูกจับกุมในข้อหาวางแผนเซอร์ไพรส์แฟนสาวด้วย “ระเบิดมือ” ในวันวาเลนไทน์
บุรีรัมย์ – ตำรวจ สภ.สตึก จับกุมหนุ่มวัย 19 ปี หลังพบลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารซุกซ่อนอยู่ในบ้าน ระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายก่อนวันวาเลนไทน์ เจ้าตัวรับสารภาพว่าชอบสะสมอาวุธสงคราม และตั้งใจจะนำลูกระเบิดไปให้แฟนสาวดูเป็นของขวัญวันแห่งความรัก แต่ถูกจับก่อนถึงวันนัดหมาย
เหตุเกิดวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 หลัง พ.ต.อ.อนันต์ ทองบรรเทิง ผกก.สภ.สตึก สั่งเข้มงวดมาตรการดูแลความปลอดภัย และเร่งตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ เพราะช่วงก่อนวาเลนไทน์มักมีวัยรุ่นออกมาก่อเหตุ
ต่อมา พ.ต.ท.ภานุวัฒน์ มากมูล รอง ผกก.(สืบสวน) นำกำลังออกกวาดล้างอาวุธและยาเสพติด ตามแนวทางของ พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
ระหว่างสืบสวน เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่า นายธีรพัฒน์ หรือกล้า อายุ 19 ปี ชาวบ้านยางตาสาด ต.สะแก อ.สตึก ทำงานเป็นช่างทำสีรถยนต์ในอู่แห่งหนึ่ง และมีพฤติกรรมสนใจอาวุธสงคราม ตำรวจจึงเข้าตรวจสอบและขอตรวจค้นบ้าน

ผลการตรวจค้นพบลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารบุคคล รุ่น HDGR 73 ผลิตจากประเทศออสเตรีย อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยซ่อนในกล่องพลาสติกสีชมพูภายในบ้าน จากนั้นตำรวจควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.สตึก
นายธีรพัฒน์ให้การว่า ซื้อระเบิดมาจากชายชื่อวุธ อายุ 33 ปี ชาวจังหวัดสุรินทร์ ราคา 1,000 บาท เมื่อประมาณ 3 เดือนก่อน เพราะชอบสะสมอาวุธปืนและลูกระเบิดตั้งแต่เด็ก เขายืนยันว่าไม่ได้คิดนำไปทำร้ายใคร เพราะไม่มีศัตรู

อย่างไรก็ตาม เขาบอกว่าเคยรู้สึกเหมือนจะถูกจับ จึงนำลูกระเบิดไปฝากไว้กับ “นายเอ” (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นรุ่นน้อง เพื่อให้เก็บไว้ก่อน
เขายอมรับด้วยว่า ตั้งใจจะนำลูกระเบิดกลับมาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันวาเลนไทน์ เพื่อเซอร์ไพรส์แฟนสาวที่คบกันราว 1 เดือน แต่ไม่คิดว่าตำรวจจะตามมาพบและจับกุมก่อน พร้อมฝากข้อความให้แฟนสาวรอ
เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “มีวัตถุระเบิดหรืออาวุธสงครามไว้ในครอบครอง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้” พร้อมประสานชุด EOD เข้าตรวจสอบและนำวัตถุระเบิดไปทำลายตามขั้นตอน
- สรุปข่าว ตำรวจบุรีรัมย์รวบหนุ่ม 19 ปี ซุกลูกระเบิดในบ้านก่อนวันวาเลนไทน์
- ของกลาง ลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารบุคคล HDGR 73 พร้อมใช้งาน
- จุดพบ ซ่อนในกล่องพลาสติกสีชมพู ภายในบ้านในพื้นที่ อ.สตึก
- ผู้ต้องหา นายธีรพัฒน์ หรือ กล้า ช่างทำสีรถในอู่ อ.สตึก
- คำให้การ ซื้อมา 1,000 บาท เมื่อราว 3 เดือนก่อน จากชายชาวสุรินทร์
- เจตนา ตั้งใจเอาไปให้แฟนดูเป็นเซอร์ไพรส์วันวาเลนไทน์
- ข้อหา ครอบครองวัตถุระเบิดหรืออาวุธสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การดำเนินการต่อ ประสานชุด EOD นำลูกระเบิดไปทำลาย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
ข่าวอาชญากรรม - Crime
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
เชียงราย – กรม อาเซียน จัดประชุมที่ The Heritage Hotel ร่วมกับหน่วยงานจังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้มาแบบพิธีการเท่านั้น แต่เหมือนนัดเช็กความจริงเรื่องชายแดนภาคเหนือ ทั้งปัญหา PM2.5 เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ย้ายฐานทันทีเมื่อการบังคับใช้กฎหมายเริ่มกดดัน
กิจกรรม การจัดแสดงสินค้าอาเซียน ภายใต้กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และสื่อท้องถิ่น Nakorn Chiang Rai ตั้งใจให้มากกว่าการบรรยายในห้องเรียน เพราะเชื่อมเรื่อง “อาเซียน” เข้ากับชีวิตจริงของคนชายแดน เจ้าของธุรกิจ นักเรียน ครู และหน่วยงานพื้นที่ ที่ต้องรับผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยพร้อมกัน
มีผู้เข้าร่วมราว 100 คน ประกอบด้วยหน่วยงานจังหวัดนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากเครือข่าย ห้องสมุดอาเซียน ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ
เพราะในห้องมีทั้งคนทำงานนโยบายและคนที่เจอปัญหาหน้างาน บทสนทนาจึงขยับจากโครงสร้างอาเซียนไปสู่ความต้องการจริงอย่างรวดเร็ว หลายคนอยากรู้แบบชัดๆ ว่ากลไกอาเซียนช่วยอะไรได้บ้าง และเชียงรายจะใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนใกล้ตัวขึ้น เมื่ออยู่ติดชายแดน
การจัดงานที่เชียงรายส่งสารชัดเจน จังหวัดนี้เป็นประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า ท่องเที่ยว และการเดินทางของผู้คน ดังนั้นเมื่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านเปลี่ยน ปัญหาก็อาจไหลเข้ามาถึงชุมชนชายแดนภายในไม่กี่วัน
ขณะเดียวกัน ขนาดของอาเซียนก็เปิดโอกาสให้พื้นที่ท้องถิ่นได้จริง ประชากรมีจำนวนมหาศาล และการท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวหลังโควิด หากผู้ประกอบการวางแผนเชื่อมตลาดภูมิภาคเป็นระบบ ก็มีโอกาสต่อยอดสินค้าและบริการของเชียงราย
อย่างไรก็ตาม โอกาสมักมากับความเสี่ยง เมื่อความเชื่อมโยงข้ามแดนเพิ่มขึ้น ช่องโหว่ชายแดนก็กลายเป็นจุดที่ปัญหาแทรกได้ง่าย หมอกควันกระจายเร็วเกินกว่าที่พื้นที่จะคุมได้ และขบวนการหลอกลวงออนไลน์โตเร็วกว่ามาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ
ประเด็นหลัก: ฝุ่นข้ามแดนต้องร่วมมือแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ขอปีต่อปี
หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือมลพิษทางอากาศข้ามแดน ภายใต้แนวทาง “Blue Sky Strategy” ที่ไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน ระบุว่า PM2.5 กระทบสุขภาพโดยตรง และเป็นวาระสำคัญระดับประเทศ
เพราะเหตุนี้ ไทยจึงทำงานกับคู่ร่วมมือหลัก โดยเฉพาะเมียนมาและลาวแบบระยะยาว ไม่ใช่คุยกันเฉพาะช่วงควันหนัก
เธอยังกล่าวถึงเวทีหารือแบบหลายภาคส่วนที่จัดในเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งไทย ลาว และเมียนมาร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น เพื่อหนุนการทำงานร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการพื้นที่ป่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการติดตามจุดความร้อน เครื่องมือเหล่านี้สำคัญ เพราะช่วยให้การทำงานขั้นต่อไปเกิดขึ้นได้จริง

สารหลักของประเด็นนี้ตรงไปตรงมา ไทยแก้ปัญหาหมอกควันด้วยมาตรการในประเทศอย่างเดียวไม่พอ เพราะแหล่งกำเนิดบางส่วนอยู่นอกเขตอำนาจ และยังเชื่อมโยงกับวิธีทำเกษตร การดูแลป่า และระบบเตือนภัยที่ยังเชื่อมกันข้ามพรมแดนได้ไม่ดี
ในส่วนของกรอบความร่วมมืออาเซียนนั้น มี “ข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน” ซึ่งร่างขึ้นในปี 2545 และบางส่วนในปี 2546 การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในเชียงรายสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งด่วน เนื่องจากปัญหายังไม่หายไป เพียงแต่ต้องการกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรมและมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่เขียนไว้บนกระดาษเท่านั้น
เรื่อง PM2.5 ยังไม่จบแค่ตัวเลขรายวัน แนวทางด้านสาธารณสุขระดับโลกชี้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ปรับเกณฑ์คำแนะนำ PM2.5 ให้เข้มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะหลักฐานผลกระทบชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานวิทยาศาสตร์เข้มขึ้น ระบบบริหารจัดการก็ต้องเข้มขึ้นด้วย โดยเฉพาะจังหวัดที่ภูมิประเทศเอื้อต่อการกักฝุ่นในช่วงลมสงบ
คนในพื้นที่ยังพูดถึงมุมปฏิบัติ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมไทยใช่มาตรฐาน PM2.5 แบบเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเพื่อเฝ้าระวังในประเทศ เมื่อค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ ความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงขึ้นทันที ดังนั้นชุมชนจึงต้องได้คำแนะนำที่ชัดเจน ทั้งการป้องกันส่วนบุคคลและมาตรการในพื้นที่สาธารณะ

อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คนอยากได้การคุ้มครองที่ใช้ได้จริง
ถ้าหมอกควันเห็นได้ด้วยตา อาชญากรรมออนไลน์มักซ่อนตัว แต่สร้างความเสียหายทุกวัน ประเด็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้ชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาพูดแบบตรงๆ ชาวบ้านต้องการความร่วมมือที่หยุดการหลอกลวงตั้งแต่ต้นทาง และลดความเสียหายของเหยื่อให้ได้
วิทยากรอ้างถึงกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส แนวทางสำคัญคือแลกเปลี่ยนข่าวกรอง แบ่งปันวิธีทำงานที่ได้ผล และพัฒนาไปสู่การสืบสวนร่วม เป้าหมายคือทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรลดลง
นางสาวสุชาดา เมฆธารา อธิบายว่า อาเซียนมีการประชุม การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ เธอยังพูดถึงแผนความร่วมมือที่ไทยผลักดันเรื่องการบริหารจัดการชายแดน ซึ่งในทางปฏิบัติช่วยหนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูล วิธีการร่วมกัน และงานเชิงลึกมากขึ้น เช่น การติดตามเส้นทางเงิน และการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้โอนเงินที่ถูกหลอกมา
ภาพนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ของหลายประเทศในภูมิภาค กลุ่มหลอกลวงมักย้ายฐานไปพื้นที่ที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนกว่า หรือใช้ช่องว่างเขตอำนาจระหว่างชายแดนให้เป็นประโยชน์
หลายองค์กรระหว่างประเทศก็เตือนว่า เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตเร็วและทำงานข้ามพรมแดน ดังนั้นประเทศปลายทางต้องช่วยเหยื่อให้ทันเวลา และตามเงินที่ไหลผ่านหลายชั้นให้ได้ สำหรับเชียงราย ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่จำนวนจับกุมเท่านั้น แต่รวมถึงการลดแรงจูงใจ ปิดช่องโหว่ด้านเทคโนโลยี และทำให้พื้นที่ตั้งฐานทำได้ยากขึ้น

ห้องสมุดอาเซียน เพราะความรู้ช่วยป้องกันได้ระยะยาว
นอกจากเรื่องหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ งานโรดโชว์ยังเน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านโครงการ ASEAN Library เจ้าหน้าที่ระบุว่าโครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2014 และขยายครบทั้ง 77 จังหวัดในปี 2025
นางสาวสุชาดาอธิบายว่า โรงเรียนใช้ ASEAN Libraries ทำกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียน ช่วยให้นักเรียนเห็นภาพกว้าง เข้าใจบทบาทของไทยในภูมิภาค และฝึกอยู่ร่วมกับความหลากหลาย แนวคิดนี้จับต้องได้ เพราะสังคมที่แข็งแรงไม่ได้พึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องมีการศึกษา ข้อมูลที่เชื่อถือได้ และเครือข่ายการเรียนรู้ในชุมชน
ขั้นต่อไปที่พูดถึงในเวทีคือการอัปเดตเนื้อหา เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูใน 9 จังหวัดภาคเหนือ หากเครือข่ายนี้โตขึ้น ก็ช่วยกระจายข้อมูลความเสี่ยงได้เร็วขึ้น เช่น วิธีรับมือหมอกควัน การระวังมิจฉาชีพออนไลน์ และการรับมือข่าวปลอม ให้ถึงนักเรียนและครอบครัวในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
เชียงรายได้อะไรจาก Roadshow ครั้งนี้
ในเวทีมีการสรุปประโยชน์ของอาเซียนไว้ 3 มิติ คือความร่วมมือด้านการเมือง ความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคม เมื่อความมั่นคงดี ธุรกิจเดินหน้าได้ รายได้ดีขึ้น และชุมชนที่เข้มแข็งก็เปราะบางต่อปัญหาข้ามแดนน้อยลง
สำหรับคนทำงานในพื้นที่ ภาพใหญ่ต้องตามด้วยการลงมือทำที่ชัดเจน
- สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ: เชียงรายควรทำให้ข้อมูลเตือนภัยแปลงเป็นการปฏิบัติได้จริงในชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน หน่วยงานต้องใช้ช่องทางความร่วมมือที่มีอยู่กับพื้นที่เสี่ยงฝั่งเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง
- ความปลอดภัยและอาชญากรรมข้ามชาติ: การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและวิธีทำงานควรถูกแปลงเป็นคำแนะนำที่คนทั่วไปทำตามได้ เช่น วิธีสังเกตกลโกง ขั้นตอนอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ และการป้องกันไม่ให้กลายเป็นเหยื่อรายต่อไป ผ่านการสื่อสารชุมชนและโรงเรียน
- การศึกษาและทุนมนุษย์: เครือข่าย ASEAN Library ต่อไปควรหนุนทักษะพลเมืองดิจิทัลให้เข้มขึ้น ข่าวปลอมแพร่เร็วพอๆ กับหมอกควัน เนื้อหาที่ทันสมัยช่วยให้การป้องกันอยู่ได้นานกว่าแค่มาตรการระยะสั้น
เปลี่ยน “อาเซียน” ให้เป็นความสบายใจในชีวิตประจำวัน
สารที่ชัดจากเวทีนี้คือ ปัญหาหมอกควันและอาชญากรรมข้ามชาติลงกระทบคนโดยตรง ไทยจึงต้องทำงานกับประเทศเพื่อนบ้านแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นฤดูกาล ในมุมของนโยบาย นี่คือความพยายามยกระดับปัญหาชายแดนจากแรงกดดันพื้นที่ ให้กลายเป็นวาระร่วมของภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม คนจะตัดสินจากผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พวกเขาจะดูว่าอากาศดีขึ้นกี่วัน การแจ้งเตือนถึงกลุ่มเสี่ยงเร็วแค่ไหน จำนวนเหยื่อหลอกลวงลดลงหรือไม่ และช่องทางช่วยเหลือทำงานได้จริงเมื่อจำเป็น
เชียงรายอยู่แนวหน้าเสมอ
ASEAN Roadshow ที่เชียงรายเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 สะท้อนความคาดหวังใหม่ สำหรับคนจำนวนมาก อาเซียนไม่ใช่คำไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือที่อยากเห็นการใช้งานจริง เพื่อรับมือ PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่บ่อนทำลายความไว้ใจและเงินเก็บของผู้คน
เชียงรายอาจเป็นเพียงหนึ่งจังหวัดบนแผนที่ แต่หลายครั้งกลับรับแรงกระแทกก่อนและชัดที่สุด เพราะอย่างนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อพาไปสู่การลงมือทำ กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคก็มีค่าก็ต่อเมื่อคนหายใจได้โล่งขึ้น รู้สึกปลอดภัยขึ้น และเห็นโอกาสที่ดีขึ้นในชุมชนของตัวเอง
ท้ายที่สุด งานนี้ไม่ได้ทิ้งไว้แค่กำหนดการหรือภาพหมู่ แต่ทิ้ง “งานร่วม” ให้หน่วยงานรัฐ โรงเรียน และชุมชนช่วยกันแปลงความร่วมมือระดับภูมิภาค ให้เป็นอากาศที่สะอาดขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับเชียงราย และประเทศไทยโดยรวม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
Saucony Thailand เดินเกมปี’69 สู่ Lifestyle Running ปักหมุด ‘House of Endorphin’
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจสกัดกลุ่ม “นักต้มตุ๋นชาวจีน” ที่ลักลอบเข้าประเทศไทย
กรุงเทพฯ – ตำรวจทางหลวงจังหวัดปราจีนบุรี สกัดกลุ่มผู้รับจ้างลักลอบขน “นักต้มตุ๋นชาวจีน” ซึ่งเชื่อว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายนักต้มตุ๋นที่ปฏิบัติการจากชายแดนจังหวัดจันทบุรี มุ่งหน้าไปยังกรุงเทพฯ และรังสิต คนขับรถสารภาพว่าได้รับค่าจ้างเที่ยวละ 10,000 บาท ส่วนอีกคนสารภาพว่าคิดค่าบริการคนละ 3,000 บาท และนี่เป็นครั้งที่สามแล้ว ตำรวจกำลังขยายการสอบสวน
เหตุเกิดช่วงเวลา 11.00 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. พร้อมกำลังตำรวจทางหลวง ออกตรวจเส้นทางถนนสาย 359 (ปราจีนบุรี สระแก้ว) แล้วพบรถต้องสงสัยขับเร็ว มีลักษณะบรรทุกหนัก ท้ายรถห้อยผิดปกติ เจ้าหน้าที่จึงติดตามและเรียกตรวจ
รถคันแรกเป็นโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 5 กฎ 701 กรุงเทพมหานคร คนขับชื่อ นายชลธิศ มณีโท อายุ 36 ปี จาก ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อตรวจค้นภายในรถ พบชาวจีน 9 คน (ชาย 8 คน หญิง 1 คน) แต่ละคนสะพายกระเป๋าเป้คนละ 1 ใบ ภายในมีอุปกรณ์จำนวนมาก เช่น โทรศัพท์มือถือ สายเน็ต ซิมการ์ด รวมโทรศัพท์มือถือ 244 เครื่อง (ยังเปิดเครื่องอยู่) โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง เมาส์ 1 ชิ้น ซิมการ์ด 32 อัน และของอื่นๆ อีกหลายรายการ ที่สำคัญคือผู้โดยสารทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางถูกต้อง เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี
จากคำให้การเบื้องต้น นายชลธิศรับว่า รับจ้างพาชาวจีนจากพื้นที่ชายแดน อ.เขาสอยดาว จ.จันทบุรี ค่าจ้าง 10,000 บาท เพื่อไปส่งที่ตลาดรังสิต และยังระบุด้วยว่า มีรถอีกคันรับคนในลักษณะเดียวกัน ใช้เส้นทางถนนสาย 359 เข้ากรุงเทพฯ
หลังได้ข้อมูลดังกล่าว ตำรวจจึงออกตรวจติดตามเพิ่มเติม แล้วพบรถต้องสงสัยอีกราย เป็นรถมิตซูบิชิ ปาเจโร สีดำ ทะเบียน 4 ขญ 3603 กรุงเทพมหานคร จึงเรียกให้หยุดตรวจ พบคนขับคือ นายณัฐพงษ์ คำพิลึก อายุ 35 ปี ภายในรถมีชาวจีน 4 คน เป็นชายทั้งหมด แต่ละคนมีกระเป๋าเป้ 1 ใบ ในกระเป๋ามีโน้ตบุ๊ก ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า และโทรศัพท์มือถืออีกจำนวนมาก ก่อนนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีเช่นกัน
นายณัฐพงษ์ให้การว่า รับจ้างพาชาวจีนไปกรุงเทพฯ คิดค่าจ้างหัวละ 3,000 บาท โดยรับมาจากอำเภอสอยดาว ผ่านช่องทางธรรมชาติ และเคยทำมาแล้วรวมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3
ด้าน พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ เคหะทุ่ม รอง ผกก.3 บก.ทล. ระบุว่า วันนี้ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีออกตรวจในพื้นที่รับผิดชอบแล้วพบรถต้องสงสัย 1 คัน ก่อนตรวจค้นพบชาวจีนหลายรายและโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก รวมแล้วเกือบ 300 เครื่อง ต่อมาจากคำให้การของคันแรก ทำให้ทราบว่ายังมีการลำเลียงคนลักษณะเดียวกันอีก ตำรวจจึงเพิ่มการตรวจบนถนนสาย 359 และพบรถต้องสงสัยอีก 1 คัน ซึ่งมีชาวจีน 4 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือจำนวนมากเช่นกัน
เบื้องต้นตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีประเมินว่า ชาวจีนทั้งหมดอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์ที่เคลื่อนไหวในประเทศกัมพูชา และเมื่อถูกกดดันจากทางการจีน จึงมีการพาคนข้ามแดนเข้ามาไทย อีกทั้งยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าอาจมีความพยายามตั้งฐานทำงานในประเทศไทย ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หมู่บ้านต่างๆ ในภูมิภาคทาลยัคของเมียนมาร์กำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มลักพาตัวชาวจีน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวการเมือง7 days agoการเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่งในข้อหาฉ้อโกงธนาคารเป็นเงิน 21 ล้านบาท
-
ข่าวการเมือง6 days agoศาลฎีกาสั่งปลดผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 49 คน ก่อนการเลือกตั้ง

