ฟุตบอล
แอสตัน วิลล่า vs. ฟอเรสต์ 3-1 แม็กกินน์และวัตคินส์โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม
เบอร์มิงแฮม, อังกฤษ, 4 มกราคม 2026 – อากาศหนาวที่วิลล่า พาร์กไม่ได้ทำให้เกมช้าลงเลย แอสตัน วิลล่าเปิดปีใหม่แบบชัดเจนด้วยฟอร์มที่ดุดัน ไล่ชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 3-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก เกมนี้สะท้อนงานโค้ชของอูไน เอเมรี่ได้ดี ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นปัญหาเกมรับที่ฟอเรสต์ยังแก้ไม่ตกภายใต้การคุมทีมของนูโน่ เอสปิริโต ซานโต้
ชัยชนะนัดนี้ส่งวิลล่าขยับขึ้นอันดับ 2 ตามอาร์เซน่อลติด ๆ ในเส้นทางลุ้นแชมป์ ส่วนฟอเรสต์แพ้เป็นนัดที่ 4 ติดต่อกัน สถานการณ์บนตารางเริ่มน่าห่วงและยังต้องดิ้นหนีโซนตกชั้นต่อไป โอลลี่ วัตกินส์ฉลองการลงเล่นนัดที่ 250 ให้สโมสรด้วยประตูสุดสวย และกัปตันจอห์น แม็คกินน์กดคนเดียวสองเม็ด ทำให้แฟนเจ้าถิ่นได้เห็นความเฉียบขาดที่ทีมต้องมี ถ้าจะไปไกลถึงถ้วยแชมป์ในซีซั่นนี้
วิลล่า พาร์กกลับมาดังกระหึ่ม, เจ้าบ้านคุมเกมอยู่หมัด
ตั้งแต่เสียงนกหวีดแรก วิลล่าครองบอลได้มากกว่า ต่อบอลเร็ว และเจาะแนวรับฟอเรสต์ด้วยการจ่ายทะลุและการเติมเกมริมเส้น เอเมรี่พาทีมกลับมาด้วยความสด หลังช่วงเทศกาลที่ผลงานขึ้น ๆ ลง ๆ รวมถึงเกมที่ทำได้แค่เสมอไบรท์ตันแบบน่าหงุดหงิด
แดนกลางของยูริ ตีเลอมันส์, บูบาการ์ กามาร่า และแม็คกินน์เป็นตัวกำหนดจังหวะ พวกเขาบีบพื้นที่เร็ว ทำให้ฟอเรสต์ต่อบอลขึ้นเกมลำบากมาก
ฝั่งทีมเยือนเดินทางมาแบบกดดัน ผลงานลีก 8 นัดหลังสุดชนะได้เพียงเกมเดียว และรอยรั่วเกมรับก็โผล่ให้เห็นตั้งแต่ต้นเกม ผู้รักษาประตูจอห์น วิคเตอร์ที่ย้ายมาช่วงซัมเมอร์จาก Benfica ดูไม่ค่อยนิ่งเวลาโดนบีบ ซึ่งก็เป็นสัญญาณล่วงหน้าของความผิดพลาดใหญ่ในครึ่งหลัง แม้ฟอเรสต์จะมีมอร์แกน กิ๊บส์ ไวท์คอยสร้างสรรค์ และมีคริส วู้ดเป็นเป้าหน้า แต่ครึ่งแรกพวกเขาแทบไม่มีโอกาสจบแบบชัด ๆ มีแค่ยิงไกลหรือจังหวะฝืน ๆ ไม่กี่ครั้ง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาครึ่งแรก วิลล่าได้ประตูที่จุดไฟให้ทั้งสนาม วัตกินส์รับบอลจากการเปิดแม่น ๆ ของเลออน เบลี่ย์ทางขวา ก่อนวอลเลย์เต็มข้อจากแถวกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุมบนแบบที่วิคเตอร์ขยับแทบไม่ทัน เป็นประตูที่ทั้งสวยและสำคัญ พาวิลล่านำตามเกม และเป็นการฉลองนัดที่ 250 ของวัตกินส์แบบสมบูรณ์ เขายิงเป็นประตูที่ 12 ของฤดูกาล ยิ่งตอกย้ำว่าบทบาทของเขาในเกมรุกของเอเมรี่ยังสำคัญมาก ทั้งการจบสกอร์และการไล่เพรส

ครึ่งหลังเดือด, แม็คกินน์เบิ้ลสอง ฟอเรสต์ฮึดได้แค่พักเดียว
กลับมาครึ่งหลังได้แค่ 4 นาที วิลล่าหนีเป็น 2-0 แม็คกินน์เติมขึ้นมารับบอลทะลุช่องของตีเลอมันส์ ก่อนแปเน้น ๆ ระยะใกล้ผ่านวิคเตอร์เข้าไป เสียงเชียร์ในวิลล่า พาร์กดังสนั่น และนี่เป็นแค่ประตูแรกของเขาในเกมนี้เท่านั้น
ฟอเรสต์ยังไม่ยอมง่าย ๆ นาทีที่ 61 กิ๊บส์ ไวท์ทำให้ทีมมีความหวังขึ้นมา เขาลากตัดผ่านแนวรับวิลล่า ก่อนปั่นเรียดจากระยะราว 20 หลา บอลโค้งหนีมือไปเสียบมุมล่าง เป็นประตูที่มาจากความสามารถล้วน ๆ และทำให้เกมเหมือนจะกลับมาตึงขึ้นช่วงสั้น ๆ ทีมเยือนเริ่มดันสูงขึ้น ส่งไตโว อโวนิยี่และแอนโธนี่ เอลังก้ามาเพิ่มความเร็วและแรงปะทะในแนวรุก
แต่ความหวังนั้นอยู่ไม่นาน นาทีที่ 73 ฟอเรสต์เสียประตูแบบเจ็บตัว วิคเตอร์ออกมาจะเคลียร์บอลยาว แต่กะจังหวะพลาดและยืนตำแหน่งผิด แม็คกินน์เห็นช่องก่อนชิพจากกลางสนาม บอลลอยข้ามหัวเข้าไปนอนก้นตาข่ายแบบสุดแม่น เสียงแซวจากฝั่งโฮลท์ เอนด์ดังลั่นทันที จังหวะนี้กลายเป็นภาพแทนปัญหาของฟอเรสต์ในช่วงหลังที่พลาดเองบ่อย ทำให้เกมที่อาจกดดันในช่วงท้าย กลายเป็นงานสบายของวิลล่า
ฟอร์มนักเตะ, วัตกินส์คม แม็คกินน์ครบเครื่อง
ฝั่งแอสตัน วิลล่ามีคนเด่นหลายราย วัตกินส์ไม่ได้มีดีแค่ประตู เขาเชื่อมเกมดี พาบอลขึ้นหน้า และวิ่งกดดันแนวรับฟอเรสต์ตลอด แม็คกินน์เป็นหัวใจของทีมแบบชัดเจน ยิง 2 ประตู วิ่งไม่มีหมด และสั่งการเพื่อนร่วมทีมตลอดเกม ส่วนแนวรับอย่างเอซรี่ คอนซ่าและเปา ตอร์เรสช่วยกันปิดพื้นที่ได้ดี ทำให้ฟอเรสต์มีโอกาสแบบเป็นชิ้นเป็นอันไม่มาก แม้ทีมเยือนจะพยายามเร่งเกมในช่วงท้าย
ด้านน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ประตูของกิ๊บส์ ไวท์เป็นจุดสว่างที่หาได้ยากในเกมที่ภาพรวมค่อนข้างแย่ คริส วู้ดสู้ตามสไตล์ แต่แทบไม่ได้บอลดี ๆ ให้จบ ส่วนแนวรับที่มีมูรีโย่คุมอยู่ก็รับแรงกดดันไม่ไหว ขณะที่ความผิดพลาดของวิคเตอร์เป็นจังหวะที่คนจะจำไปอีกนาน แต่ภาพใหญ่กว่านั้นคือทีมเสียประตูง่ายต่อเนื่อง โดยใน 4 นัดที่แพ้ติดกัน พวกเขาโดนยิงรวม 12 ลูก
หลังเกม เอเมรี่พูดถึงทีมในโทนพอใจว่า “เราต้องการชัยชนะเพื่อกลับมาอยู่ในทางของเรา นักเตะแสดงให้เห็นทั้งคุณภาพและทัศนคติ” ส่วนเอสปิริโต ซานโต้ย้ำเรื่องความผิดพลาดว่า “เราพลาดแบบเดิม ๆ ซ้ำอีก เราต้องเรียนรู้ให้เร็ว”

ฟอเรสต์ยังลื่นไถล, สัญญาณอันตรายเริ่มชัด
ความพ่ายแพ้นัดนี้ทำให้ฟอเรสต์แพ้ 4 เกมรวด อันดับรูดลงเรื่อย ๆ จากที่เคยพอมีระยะห่าง กลายเป็นต้องมองหลังบ่อยขึ้น การปรับแท็กติกให้เน้นรัดกุมมากขึ้นก็ยังไม่ช่วย แถมบางจังหวะดูยิ่งทำให้ทีมเล่นอึดอัด แฟนบอลส่วนหนึ่งเริ่มไม่พอใจกับรูปเกมที่ระวังมากเกินไป
เมื่อโปรแกรมหนักอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้และอาร์เซน่อลรออยู่ ฟอเรสต์ต้องรีบหาทางเรียกฟอร์มช่วงต้นฤดูกาลกลับมา ไม่อย่างนั้นโอกาสกลับไปเล่นแชมเปี้ยนชิพก็จะใกล้ขึ้นทุกที
ในทางตรงข้าม วิลล่าดูเหมือนได้แรงส่งอีกครั้ง ชัยชนะนี้หยุดช่วงสะดุดเล็ก ๆ และย้ำว่าทีมมีสิทธิ์ลุ้นแชมป์จริง การผสมระหว่างตัวหลักกับขุมกำลังสำรองก็ทำได้ดี เห็นได้จากตัวสำรองอย่างจอน ดูรานที่ลงมาเพิ่มพลังให้เกมรุก
ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก, วิลล่าขึ้นรองจ่าฝูง ฟอเรสต์ยังอยู่โซนล่าง
หลังจบเกมนี้ แอสตัน วิลล่าแซงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 นี่คือภาพรวมตารางพรีเมียร์ลีก ณ วันที่ 4 มกราคม 2026:
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | ผลต่าง | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 20 | 15 | 3 | 2 | 40 | 14 | +26 | 48 |
| 2 | Aston Villa | 20 | 13 | 3 | 4 | 33 | 24 | +9 | 42 |
| 3 | Manchester City | 19 | 13 | 2 | 4 | 43 | 17 | +26 | 41 |
| 4 | Liverpool | 19 | 10 | 3 | 6 | 30 | 26 | +4 | 33 |
| 5 | Chelsea | 19 | 8 | 6 | 5 | 32 | 21 | +11 | 30 |
| 6 | Manchester United | 19 | 8 | 6 | 5 | 33 | 29 | +4 | 30 |
| … | … | … | … | … | … | … | … | … | … |
| 17 | Nottingham Forest | 20 | 5 | 3 | 12 | 22 | 38 | -16 | 18 |
วิลล่าขยับขึ้นมาบีบอาร์เซน่อลต่อ แม้แต้มยังห่างอยู่ และวิลล่าแข่งมากกว่าซิตี้ 1 นัด ส่วนฟอเรสต์ยังรั้งอันดับ 17 มีแต้มเหนือโซนตกชั้นไม่มาก และยังมีทีมอย่างเวสต์แฮม, วูล์ฟส์ และคริสตัล พาเลซไล่กดดันอยู่ใกล้ ๆ ผลต่างประตูได้เสียติดลบก็ย้ำชัดว่าปัญหาใหญ่คือเกมรับที่เสียประตูเยอะ
โปรแกรมข้างหน้า, วิลล่ามั่นใจขึ้น ฟอเรสต์ต้องรีบแก้เกม
พรีเมียร์ลีกยังเดินต่อแบบไม่พัก วิลล่าจะไปเยือนแอนฟิลด์ในเกมที่น่าจับตา และด้วยฟอร์มแบบนี้พวกเขาน่าจะลงเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น
ด้านฟอเรสต์ เสียงเตือนดังขึ้นเรื่อย ๆ หากผลยังไม่ดีขึ้น เรื่องการเสริมทัพในเดือนมกราคมหรือความเปลี่ยนแปลงในทีมย่อมถูกพูดถึงมากขึ้น
เกมนี้เหมือนสรุปภาพของสองทีมในซีซั่นนี้ได้ชัด วิลล่าเดินหน้าด้วยความทะเยอทะยาน ส่วนฟอเรสต์ยังต้องสู้กับปัญหาของตัวเอง เอเมรี่พาทีมเก็บสามแต้มสำคัญได้ตามแผน ขณะที่เอสปิริโต ซานโต้มีงานหนักรออยู่ในการพาทีมกลับมาอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกให้ได้อีกปี
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
ลี ยองแร ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลแล้วในวัย 39 ปี
ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เอาชนะ เรอัล โซเซียดาด 4-1 ขึ้นนำจ่าฝูงลาลีกาโดยไม่มี เอ็มบาปเป้
วินิซิอุส จูเนียร์ ยิงสองประตู และ “ราชวงศ์ขาว” คว้าชัยชนะอย่างสบายๆ จบสถิติไม่แพ้ใคร 11 นัดติดต่อกันของเรอัล โซเซียดาด
เรอัล มาดริด – หลังจากนั้น พวกเขาเดินทางไปเยือนสนามซานติอาโก เบร์นาเบว เพื่อพบกับเรอัล โซเซียดาด และคว้าชัยชนะไป 4-1 ในศึก ลา ลีกา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ขึ้นนำจ่าฝูงชั่วคราวด้วยคะแนนนำ 2 แต้ม ก่อนที่ทีมของชาบีจะลงเล่นนัดต่อไป – รับชมไฮไลท์
โดยส่วนใหญ่ไม่มี คีเลียน เอ็มบาปเป้ (อาการบาดเจ็บที่เข่า) และ จู๊ด เบลลิงแฮม (อาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย) ทีมของอวาโรอา อาเบโลอา เล่นได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในเกมรุกและที่สำคัญคือ คว้าชัยชนะในลีกเป็นนัดที่ 8 ติดต่อกัน เรอัล โซเซียดาด ต้องทบทวนรายงานเพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ติดต่อกัน 11 นัด

สรุปไฮไลท์การแข่งขัน
* นาทีที่ 5: เจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0 จากการยิงประตูของ ซาโล การ์เซีย หลังจากรับบอลจาก เทรนช์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่กลับมาลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากพักไปกว่าสองเดือน
* นาทีที่ 21: เจ้าบ้านตีเสมอ 1-1 จากประตูของ มิเกล โอยาร์ซาลาบ หลังจาก ดีน ฮุยเซ่น ทำฟาวล์เขา
* นาทีที่ 25: วินิซิอุส จูเนียร์ ยิงประตูให้เจ้าบ้านขึ้นนำ 2-1 ตามปกติ
* นาทีที่ 31: เฟเดริโก ลาเบร์เด ยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษเข้ามุมบนขวาอย่างทรงพลัง ทำให้สกอร์เป็น 3-1 ก่อนหมดครึ่งแรก (ประตูแรกของเขาในฤดูกาลนี้)
* ประตูที่ 48: วินิซิอุส กลับมาทำประตูได้อีกครั้งหลังจากถูก อารัมบูรู ทำฟาวล์ แล้วยิงเข้ามุมล่าง ปิดท้ายชัยชนะ 4-1
เกมนี้เล่นได้อย่างประสานงานกันดี ควบคุมจังหวะได้อย่างชัดเจน มีการสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางฝั่งซ้ายที่วินิซิอุสสร้างความอันตรายได้อย่างสม่ำเสมอ เรอัล โซเซียดาดเริ่มต้นได้ค่อนข้างดี แต่ก็ประสบปัญหาในการสร้างโอกาสโต้กลับในครึ่งหลัง

สถิติและไฮไลท์ประจำวัน:
ตำแหน่ง | ประตู | แอสซิสต์ | คะแนน (โดยประมาณ) | หมายเหตุ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ | วิลล่า | 7.0 | เซฟลูกสำคัญหลายครั้ง ช่วยให้ทีมอยู่ในสนามได้ | เทรนเดต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ | แบ็กขวา | 18.5 | มีส่วนร่วมในการบุกที่ดีและแอสซิสต์ประตูแรก | วินิซิอุส จูเนียร์ | ปีกซ้าย | 2 (ตรวจสุขภาพ) | 9.0 | ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกม | เพจ | ทีมขยายช่องว่าง | ซาโล การ์เซีย | 8.0 | เปิดบอลเร็ว | เฟเดริโก ลาเบร์เด | กองกลาง | 118.5 | ยิงประตูระยะไกลสุดสวย ควบคุมแดนกลางได้ดี | อัลวาโร่ อาเบโลอา (ผู้จัดการทีม) —- นำทีมคว้าชัยชนะในลีก 8 นัด
เหตุผลหลักของความสำเร็จนี้คือการเล่นแบบรอบด้านของทีม แม้จะขาดผู้เล่นหลักบางคน แต่ผู้เล่นตัวจริงและตัวสำรองก็ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกมรุกไหลลื่นและเกมรับแข็งแกร่ง

สถิติและไฮไลท์จากแฟนบอล: เรอัล โซเซียดาด คอนเสิร์ต
คะแนนประตู/แอสซิสต์ (โดยประมาณ): มิเกล โอยาร์ซาเบล (1 คะแนนในระบบสุริยะ) – 7.0 (ทำคะแนนได้), อเล็กซ์ อารัมบูรู (แบ็กขวา) – 5.5 (ทำผิดพลาดสองส่วนของร่างกาย), ดีน ฮุยเซ่น (กองหลัง) – 6.0.0 (กดดันอย่างต่อเนื่อง), ผู้จัดการทีม —- ไร้พ่าย 11 นัด, ควบคุมเกม
เรอัล โซเซียดาด มักจะตีเสมอได้ในช่วงต้นเกม โดยเน้นการโจมตีทั้งแนวนอนและแนวตั้ง รักษาความกดดันอย่างต่อเนื่อง และเสียประตูน้อยลง สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีมุมมองเพิ่มเติมดังนี้:
ชัยชนะครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพร้อมของพวกเขาในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งแชมป์ลาลีกา แม้จะไม่มีเอ็มบาปเป้ก็ตาม พวกเขายังคงสามารถทำตามแผนได้ และวินิซิอุส… จูเนียร์ ได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้เล่นคนอื่นมาคอยประกบอีกต่อไป
เรอัล โซเซียดาด ต้องกลับมาตั้งหลักให้ได้โดยเร็วหลังจากที่สถิติไร้พ่ายของพวกเขาหยุดลง เพื่อรักษาตำแหน่งในโซนคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรป
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องรักษาความสม่ำเสมอเพื่ออยู่บนหัวตาราง โดยทำตามคำแนะนำที่จะเอาชนะจิโรน่าในวันจันทร์เพื่อลดช่องว่างคะแนน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
ฟุตบอล
เบรนท์ฟอร์ด เสมอ อาร์เซนอล 1-1 อาร์เซนอลเสียแต้มในเส้นทางลุ้นแชมป์
เบรนท์ฟอร์ดโชว์ความแข็งแกร่งในบ้าน แบ่งแต้มกับจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในเกมล่าสุด คืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนาม Gtech Community Stadium ส่งผลให้อาร์เซนอลนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหลือ 4 แต้ม – ชมไฮไลท์การแข่งขัน

ไฮไลท์เกมแบบจังหวะต่อจังหวะ
เกมนี้ใส่กันตลอด 90 นาที เบรนท์ฟอร์ดของโธมัส แฟรงค์ เล่นดุดันตามสไตล์ เน้นความแน่นและอาวุธลูกตั้งเตะ ส่วนอาร์เซนอลของมิเกล อาร์เตต้า ครองบอลได้มากกว่า แต่จบสกอร์ไม่คมเท่าที่ควร
ครึ่งแรกยังไม่มีประตู อาร์เซนอลมีลุ้นจากลูกนิ่งหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับเจ้าถิ่น ขณะเดียวกัน เบรนท์ฟอร์ดยืนตำแหน่งกันดี แล้วคอยสวนกลับเมื่อมีช่อง
กลับมาครึ่งหลัง อาร์เซนอลเร่งเกมบุกชัดเจน และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 61 เมื่อ Noni Madueke โหม่งจากลูกครอสเข้าเขตโทษ ส่งทีมเยือนนำ 1-0 ประตูนี้ช่วยให้เกมของกันเนอร์ไหลลื่นขึ้น เพราะเป็นโอกาสยิงเข้ากรอบครั้งแรกของพวกเขาในนัดนี้
อย่างไรก็ตาม เบรนท์ฟอร์ดไม่ถอย และใช้ทีเด็ดเดิมตอบโต้ได้ทันที นาทีที่ 71 Keane Lewis-Potter โหม่งตีเสมอ 1-1 จากจังหวะ long throw ของ Michael Kayode ที่ทำให้กรอบเขตโทษชุลมุน นี่คือรูปแบบที่เบรนท์ฟอร์ดทำได้อันตรายเสมอ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมใหญ่

ช่วงท้ายเกมต่างฝ่ายต่างเปิดหน้าแลก อาร์เซนอลเกือบได้ประตูชัยจาก Gabriel Martinelli ที่หลุดไปยิงตัวต่อตัว แต่ Caoimhín Kelleher เซฟสำคัญช่วยทีมไว้ได้ ด้านเบรนท์ฟอร์ดก็มีโอกาสปิดเกมเหมือนกัน เมื่อ Igor Thiago ได้จังหวะจบสกอร์ แต่เปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้
ผลเสมอนี้ทำให้อาร์เซนอลทำแต้มหลุดมือในช่วงสำคัญของการลุ้นแชมป์ ขณะที่เบรนท์ฟอร์ดได้แต้มล้ำค่าในบ้าน และย้ำชัดว่าพวกเขาเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้
หลังเกม มิเกล อาร์เตต้า พูดถึงความผิดหวังว่า “เราเสียแต้มที่น่าผิดหวัง แต่เรายังควบคุมสถานการณ์ได้ ต้องกลับไปโฟกัสเกมต่อไป” ส่วน โธมัส แฟรงค์ ชมทีมของเขาว่า “นี่คือจุดแข็งของเรา เราสู้ไม่ถอยแม้เจอจ่าฝูง”

ตารางคะแนนเบรนท์ฟอร์ด (พรีเมียร์ลีก 2025/26)
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 7 | Brentford | 25 | 12 | 3 | 10 | – | – | 39 |
(เบรนท์ฟอร์ดรั้งอันดับ 7 ฟอร์มในบ้านแข็ง และมักทำให้ทีมใหญ่เจองานหนัก)
ผู้เล่นตัวหลักของเบรนท์ฟอร์ด (ฤดูกาล 2025/26)
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | เบอร์ | สัญชาติ | อายุ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| GK | Caoimhín Kelleher | 1 | ไอร์แลนด์ | 27 | นายทวารมือหนึ่ง, เซฟสำคัญหลายจังหวะ |
| DF | Aaron Hickey | 2 | สกอตแลนด์ | 23 | แบ็คขวาแข็งแกร่ง |
| DF | Rico Henry | 3 | อังกฤษ | 28 | แบ็คซ้ายตัวหลัก |
| DF | Ethan Pinnock | 5 | อังกฤษ | 32 | เซ็นเตอร์แบ็คมากประสบการณ์ |
| DF | Sepp van den Berg | 4 | เนเธอร์แลนด์ | 24 | เซ็นเตอร์แบ็คหน้าใหม่ |
| MF | Jordan Henderson | 6 | อังกฤษ | – | แกนหลักแดนกลาง, กัปตันทีม |
| FW | Keane Lewis-Potter | – | อังกฤษ | – | ทำประตูตีเสมอเกมนี้ |
| FW | Kevin Schade | 7 | เยอรมนี | – | ปีกความเร็วสูง |
ตารางคะแนนอาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก 2025/26)
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 25 | – | – | – | – | – | – |
(อาร์เซนอลยังนำเป็นจ่าฝูง แต่ระยะห่างลดเหลือ 4 แต้มจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้หลังจบเกมนี้)
ผู้เล่นตัวหลักของอาร์เซนอล (ฤดูกาล 2025/26)
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | เบอร์ | สัญชาติ | อายุ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| GK | David Raya | 1 | สเปน | 30 | นายทวารตัวจริง |
| DF | William Saliba | 2 | ฝรั่งเศส | – | เซ็นเตอร์แบ็คตัวหลัก |
| DF | Gabriel | 6 | บราซิล | – | ยืนคุมแนวรับร่วมกับซาลีบา |
| DF | Ben White | 4 | อังกฤษ | – | เล่นได้หลายบทบาทในแนวรับ |
| MF | Martin Ødegaard | 8 | นอร์เวย์ | – | กัปตันทีม, ตัวทำเกม |
| FW | Bukayo Saka | 7 | อังกฤษ | – | ปีกขวาคนสำคัญ (อาจบาดเจ็บบางเกม) |
| FW | Gabriel Martinelli | 11 | บราซิล | 24 | พลาดโอกาสสำคัญช่วงท้าย |
| FW | Noni Madueke | – | อังกฤษ | – | โหม่งประตูนำ นาทีที่ 61 |
โดยรวมแล้ว เกมนี้สะท้อนความโหดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้ชัด ต่อให้เป็นทีมอันดับ 1 ก็พลาดแต้มได้ทุกนัด โดยเฉพาะเมื่อเจอเบรนท์ฟอร์ดที่เล่นเป็นระบบ และอันตรายมากจากลูกตั้งเตะ
ฝั่งอาร์เซนอลน่าจะเสียดาย เพราะมีจังหวะปิดเกมแต่ทำไม่ได้ ส่วนแฟนเบรนท์ฟอร์ดมีเหตุผลให้ภูมิใจ เพราะทีมสู้ถึงที่สุด และเก็บแต้มสำคัญได้อีกครั้ง ต่อจากนี้ทั้งสองทีมต้องรีบปรับให้ไว เพื่อเดินหน้าลุ้นเป้าหมายของตัวเองในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
ฟุตบอล
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
แอตเลติโก มาดริด ทำแฟนบอลทั้งสเปนตะลึง หลังไล่ถล่ม บาร์เซโลนา 4-0 ในศึกโคปาเดลเรย์ ฤดูกาล 2025/26 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามเมโทรโปลิตาโน่ (ริยาด แอร์ เมโทรโปลิตาโน่) ภายใต้การคุมทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่พาลูกทีมเล่นเกมสวนกลับได้คมกริบ และจบสกอร์ได้แบบไม่ไว้หน้า
แอตเลติโก มาดริด พบกับ บาร์เซโลนา – ชมไฮไลท์
อีกด้านหนึ่ง บาร์เซโลนาของ ฮันซี่ ฟลิค ซึ่งกำลังนำเป็นจ่าฝูงลาลีกา เจอคืนที่ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด โดยเฉพาะ 45 นาทีแรกที่โดนไปถึง 4 ประตู ทำให้นัดสองที่สปอติฟาย คัมป์ นู กลายเป็นงานหนักสุด ๆ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเตะ

ไฮไลต์เกม: ครึ่งแรกยิงกระจาย ครึ่งหลังคุมจังหวะจบงาน
เกมเปิดฉากได้ไม่นาน บาร์เซโลนาเสียหายจากความผิดพลาดของแนวรับ นาทีที่ 6 เอริค การ์เซีย พยายามคืนหลังให้ผู้รักษาประตู แต่บอลไหลผ่าน ฌอน การ์เซีย ที่ออกมาตัดสินใจพลาด สุดท้ายกลายเป็นประตูเข้าประตูตัวเอง ส่งให้แอตเลติโกนำ 1-0 ตั้งแต่ต้นเกม
จากนั้นแค่ 8 นาที นาทีที่ 14 อันโตนี่ กรีซมันน์ อดีตผู้เล่นบาร์ซ่า รับบอลจากแดนกลางแล้วลากเข้าเขตโทษ ก่อนกดด้วยซ้ายเสียบตาข่ายแบบเฉียบขาดเป็น 2-0 และเจ้าตัวก็ฉลองใส่อดีตทีมแบบสะใจ
เจ้าบ้านยังเดินเกมได้ต่อเนื่อง นาทีที่ 33 แอตเลติโกสวนกลับเร็วจากแดนหลัง บอลไปถึง จูเลียน อัลวาเรซ ก่อนต่อให้ อเดโมลา ลุคแมน จับแล้วซัดไม่พลาด หนีเป็น 3-0

ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาทีที่ 45+2 จูเลียน อัลวาเรซ จัดให้แฟนบอลทั้งสนามลุกฮือ ด้วยการยิงไกลนอกกรอบด้วยเท้าขวา บอลพุ่งเสียบมุมบนอย่างสวยงาม จบครึ่งแรกที่ 4-0
ครึ่งหลัง บาร์เซโลนาพยายามเร่งเกมเพื่อเอาประตูคืน อย่างไรก็ตาม แอตเลติโกยืนตำแหน่งแน่น และปิดพื้นที่ได้ดี ทำให้โอกาสจบแบบจะแจ้งแทบไม่มา แม้ฟลิคส่ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ ลามีน ยามาล ลงมาเพิ่มมิติเกมรุก แต่ก็ยังเจาะไม่เข้า สุดท้ายจบเกมด้วยชัยชนะขาดลอยของแอตเลติโก 4-0

สถิติทีมแอตเลติโก มาดริด
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ได้ | 4 |
| ประตูเสีย | 0 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 48% |
| ช็อตทั้งหมด | 12 (เข้ากรอบ 6) |
| การผ่านบอลสำเร็จ | สูง |
| ผู้ทำประตู | Eric Garcia (OG), Griezmann, Lookman, Alvarez |
| ผู้เล่นเด่น | Griezmann, Alvarez, Lookman |
ภาพรวมแล้ว แอตเลติโกยังคงเป็นทีมสไตล์ซิเมโอเน่ที่แฟนบอลคุ้นตา พวกเขารับให้แน่น แล้วสวนกลับเร็วและตรงจุด ที่สำคัญคือแนวรุก 4 คนอย่าง Griezmann, Alvarez, Lookman และ Giuliano Simeone ช่วยกดดันแนวรับบาร์ซ่าจนเล่นเกมไลน์สูงได้ไม่ถนัด
สถิติทีมบาร์เซโลนา
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ได้ | 0 |
| ประตูเสีย | 4 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 52% |
| ช็อตทั้งหมด | 8 (เข้ากรอบ 2) |
| การผ่านบอลสำเร็จ | ปานกลาง |
| โอกาสสำคัญ | น้อยมาก |
| ผู้เล่นเด่น | ยังไม่มีใครเด่นชัด |
ฝั่งบาร์เซโลนามีปัญหาชัดในแนวรับ โดยเฉพาะจังหวะเสียบอลและการยืนสูงที่โดนสวนกลับทันที นอกจากนี้ เกมรุกก็ขาดความเฉียบคม พอเสียประตูเร็ว ความมั่นใจก็ยิ่งหาย ทำให้รูปเกมยิ่งเข้าทางเจ้าบ้าน
ซิเมโอเน่ ชนะฟลิคแบบขาด ๆ ในเกมแท็กติก
หลังเกม ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ พูดประมาณว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทีมเล่นด้วยพลังและความตั้งใจเต็มที่ และพร้อมสำหรับนัดสอง ส่วน ฮันซี่ ฟลิค ยอมรับว่านี่คือคืนที่แย่มาก เพราะทีมเสียประตูเร็วเกินไป แล้วแก้เกมกลับมาไม่ได้ เขายังขอโทษแฟนบอล และยืนยันว่าจะสู้ต่อในบ้าน
สำหรับนัดที่สอง จะเตะวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่สปอติฟาย คัมป์ นู ซึ่งบาร์เซโลนาต้องยิงอย่างน้อย 4 ลูกและห้ามเสียประตู เพื่อมีโอกาสกลับมาเข้ารอบ และถ้าโดนสวนเสียเพิ่ม งานจะยากขึ้นไปอีก
ผลสกอร์นัดแรกทำให้แอตเลติโก มาดริด ขยับเข้าใกล้รอบชิงชนะเลิศมากขึ้น โดยทีมที่ผ่านเข้าชิงจะต้องไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง เรอัล โซเซียดาด หรือ แอธเลติก บิลเบา ต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชลซีสะดุดคาบ้าน! ลีดส์ ยูไนเต็ด ฮึดไล่เจ๊า 2-2 ชวดแต้มลุ้นท็อปโฟร์
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวระดับชาติ - National2 days ago“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเตือนประชาชนเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ในสามเหลี่ยมทองคำ
-
ข่าวการเมือง6 days agoซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น คว้าชัยในการเลือกตั้งปี 2026 และก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคง

