สุขภาพและการแพทย์
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
กรุงเทพฯ – ความเครียดและความวิตกกังวลเป็นปัญหาที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในที่ทำงาน โดยพนักงานประมาณ 40% ระบุว่า ตนเองเผชิญกับความเครียดในระดับที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา1 ด้วยเหตุนี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS) บริษัทผู้ให้บริการด้านสุขภาพและความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก จึงได้เรียกร้องให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินการเชิงรุกร่วมกัน เพื่อบริหารจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตของพนักงานภายในองค์กร เนื่องในวัน “Blue Monday” ซึ่งถือเป็นวันที่มีความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่สุดวันหนึ่ง และปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 20 มกราคม
อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ได้เปิดเผยสามปัญหาสุขภาพจิตที่พนักงานทั่วโลกจากหลากหลายภาคส่วนร้องขอความช่วยเหลือเข้ามามากที่สุดในช่วงสามปีที่ผ่านมา2 ได้แก่
1. โรควิตกกังวล: ความหวาดกลัวและความวิตกกังวลอย่างรุนแรงและเกินกว่าที่ควร มักจะเป็นอาการที่มาพร้อมกับความตึงเครียดทางกาย
2. โรคซึมเศร้า: ภาวะสุขภาพจิตที่ทำให้รู้สึกเศร้า ว่างเปล่า หรือหมดความสนใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่ออารมณ์ พฤติกรรม และสุขภาพร่างกายของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ
3. โรคแพนิค: ภาวะอาการตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับความกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด
สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต การได้ทำงานที่มีความหมายสามารถส่งผลดีต่อการฟื้นฟูและการอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความมั่นใจในตนเองและพัฒนาทักษะทางสังคมให้ดียิ่งขึ้น ผลการวิจัยระบุว่า การได้ทำงานส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพจิตอย่างลึกซึ้งมากกว่าการรักษาทางจิตเวชแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว3 อย่างไรก็ตาม หากพนักงานต้องเผชิญกับความเครียดในที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ระดับฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความวิตกกังวลจะเพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้พนักงานรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง และท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟได้ ดังนั้น หากไม่ได้รับการสนับสนุนที่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพจิตอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพนักงาน ทั้งในแง่ของความมั่นใจในตนเอง ความพึงพอใจในการทำงาน และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
นพ.โรดริโก โรดริเกซ-เฟอร์นันเดซ (Dr. Rodrigo Rodriguez-Fernandez) ที่ปรึกษาด้านสุขภาพระดับโลก แผนกสุขภาวะและสุขภาพจิตของอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส กล่าวว่า “เดือนมกราคมและช่วงเริ่มต้นปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับใครหลายคน ภาวะความหดหู่หลังช่วงเทศกาลวันหยุด การกลับเข้าสู่กิจวัตรการทำงานตามปกติ และสภาพอากาศหนาวเย็นในซีกโลกเหนือ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตและสุขภาวะของพนักงาน ดังนั้น Blue Monday จึงเป็นโอกาสสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ จะร่วมกันบริหารจัดการกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังตลอดทั้งปี และส่งเสริมวัฒนธรรมสุขภาวะที่ดี ไม่ใช่แค่ในวันนี้เพียงวันเดียว”
“องค์กรต่าง ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงความเชื่อมโยงที่แยกจากกันไม่ได้ระหว่างสุขภาพจิตที่ดี ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และประสิทธิภาพขององค์กร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออัตราความเครียดและความวิตกกังวลในที่ทำงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีประชากรในวัยทำงานทั่วโลกประมาณ 15% เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต4 ในขณะที่ผลกระทบเชิงลบจากความเครียดมีหลากหลายแง่มุม ทั้งปัญหาเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและระบบทางเดินอาหาร รวมถึงผลกระทบทางกายภาพและทางอารมณ์5 ทั้งนี้ การส่งเสริมและรักษาสุขภาพจิตในที่ทำงานมีความเชื่อมโยงกับการเสริมสร้างศักยภาพ การเพิ่มความตระหนักรู้ และการเปิดโอกาสให้พนักงานได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที”
อินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส ขอนำเสนอ 5 แนวทางให้องค์กรต่าง ๆ ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อบริหารจัดการกับความเครียดและความวิตกกังวลของพนักงาน ดังนี้
1. สนับสนุน
ส่งเสริมวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน: สร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่ให้ความสำคัญกับการเปิดอกพูดคุยกันและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยส่งเสริมให้พนักงานเปิดเผยระดับความเครียดของตนเอง และจัดเตรียมพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการระบายความกังวลโดยไม่ต้องกลัวการตัดสินหรือผลกระทบที่ตามมา
2. สร้างสมดุล
ส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว พร้อมจัดให้มีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น: โดยพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการลาให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสุขภาพจิตของพนักงาน รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนและกำหนดขอบเขตของชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวให้ชัดเจน
3. ประเมิน
ประเมินความเครียดอย่างสม่ำเสมอ: ประเมินระดับความเครียดภายในองค์กรเป็นประจำ ด้วยการสำรวจความคิดเห็น การรับฟังฟีดแบคจากพนักงาน และการตรวจคัดกรองสุขภาพ จากนั้นใช้ข้อมูลที่ได้เพื่อระบุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียด และให้ความช่วยเหลืออย่างตรงจุดเพื่อจัดการกับปัจจัยเหล่านั้น
4. ช่วยเหลือ
นำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน (EAP): ให้พนักงานสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ทั้งกิจกรรมการเรียนรู้เทคนิคการจัดการความเครียด บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และสายด่วนสุขภาพจิต
5. ฝึกอบรม
ฝึกอบรมการปฐมพยาบาลด้านสุขภาพจิตให้กับผู้จัดการ: เพื่อให้ผู้จัดการสามารถพัฒนาทักษะในการสังเกตสัญญาณของความเครียด และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พนักงานที่กำลังเผชิญปัญหา
มูลนิธิอินเตอร์เนชั่นแนล เอสโอเอส (International SOS Foundation) จะจัดหลักสูตรฝึกอบรมว่าด้วยสุขภาวะของพนักงาน ในระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม เพื่อเสริมสร้างทักษะความสามารถที่จำเป็นในการวางแผน ออกแบบ และนำเสนอโปรแกรมช่วยเหลือพนักงานที่ดีที่สุด สำหรับผู้ที่รับผิดชอบด้านสุขภาวะของพนักงานในองค์กรของตนเอง
นักท่องเที่ยวเชียงรายสัมผัสอากาศเย็นสบายและดอกซากุระป่าหิมาลัย
นักท่องเที่ยวเชียงรายสัมผัสอากาศเย็นสบายและดอกซากุระป่าหิมาลัย
สุขภาพและการแพทย์
สธ.เร่งสื่อสารสยบข่าวลือ “ไวรัสนิปาห์” หลังข้อมูลผิดพลาดแพร่ในออนไลน์
ไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ แม้เพื่อนบ้านในภูมิภาคมีความกังวล
กรุงเทพฯ – ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความตื่นตระหนกเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” หลังมีข่าวการระบาดเฉพาะพื้นที่ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ปลายเดือนมกราคม 2026 กรมควบคุมโรค (DDC) กระทรวงสาธารณสุข ย้ำหลายครั้งว่า ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อในคนแม้แต่รายเดียว
กระแสกังวลส่วนหนึ่งมาจากข่าวลือในโลกออนไลน์ ที่พยายามโยงไวรัสเข้ากับค้างคาวในไทย จนหลายคนรู้สึกคล้ายบรรยากาศช่วงเริ่มต้นโควิด-19
ไวรัสนิปาห์ถูกพบครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 1998 เชื้อนี้อยู่ในกลุ่มโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยพาหะหลักคือค้างคาวกินผลไม้ (flying foxes) การติดเชื้อในคนเกิดได้จากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ อาหารปนเปื้อน เช่น ผลไม้ที่ถูกค้างคาวกัด หรือบางกรณีพบการติดต่อจากคนสู่คนผ่านสารคัดหลั่ง อัตราเสียชีวิตรายงานอยู่ราว 40% ถึง 75% ขึ้นกับความพร้อมของระบบรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยังไม่มียารักษาเฉพาะ ทำให้เมื่อมีการระบาดที่ไหนก็มักถูกจับตาเป็นพิเศษ

ข่าวปลอมและความตื่นตระหนกบนโซเชียล ทำให้เกิดความกลัวเกินจริง
ความไม่สบายใจในไทยรอบนี้เกิดจากโพสต์และข้อความส่งต่อที่ยังไม่ตรวจสอบ บางเนื้อหาบอกว่า “ค้างคาวไทยติดเชื้อจำนวนมาก” และกำลังจะเกิดการระบาดใหญ่ มีการเทียบกับโควิด-19 พร้อมภาพค้างคาวในถ้ำหรือวัดที่ถูกแชร์ต่อใน Facebook และ Line อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บางคนเริ่มเลี่ยงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ หรือกังวลกับเรื่องใกล้ตัว เช่น การกินผลไม้ทั่วไป
นักวิชาการด้านไวรัส รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่า เคยมีการตรวจพบแอนติบอดีหรือร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับนิปาห์ในค้างคาวกินผลไม้ในไทยราว 10% ถึง 16% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าพื้นที่ที่พบการระบาดบ่อย (บางแห่งพบได้ถึง 40% ถึง 50%) ที่สำคัญ ยังไม่มีหลักฐานว่าเชื้อแพร่จากค้างคาวไปสู่สุกรหรือคนในไทย โดยไทยมีมาตรการป้องกันมานาน เช่น ข้อจำกัดเรื่องการเลี้ยงสุกรใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาว ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่าเป็นการพบเชื้อในสัตว์ป่าตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินทันที
ส่วนประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่อง “จะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่เหมือนโควิด-19” หน่วยงานรัฐย้ำความต่างชัดเจนว่า นิปาห์แพร่ได้ยากกว่าโควิด-19 มาก โดยการติดเชื้อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง ไม่ได้แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายแบบละอองฝอยทั่วไป จึงไม่ค่อยเกิดการระบาดในชุมชนวงกว้าง หากไม่มีความเสี่ยงเฉพาะ

เพิ่มการคัดกรองที่สนามบิน เพื่อกันการนำเชื้อเข้าประเทศ
หลังมีรายงานผู้ติดเชื้อในรัฐเบงกอลตะวันตก (พบ 5 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์) และมีการกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 100 คน ไทยจึงกลับมาใช้มาตรการคัดกรองแบบเจาะจงที่สนามบินหลัก
ตั้งแต่ 25 มกราคม 2026 เป็นต้นไป มีการเพิ่มมาตรการที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต โดยเน้นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เบงกอลตะวันตกของอินเดีย ขั้นตอนประกอบด้วยการวัดอุณหภูมิ กรอกแบบฟอร์มสุขภาพ และประเมินอาการในจุดคัดกรอง เช่น ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก ซึม สับสน หรือชัก หากพบอาการเข้าข่าย จะถูกส่งต่อไปยังจุดกักกันเพื่อประเมินเพิ่มเติม โดยการตรวจอาจใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมง
ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงยังได้รับ “Health Beware Card” ระบุอาการที่ควรเฝ้าระวัง และแนะนำให้ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หากมีอาการภายใน 21 วันหลังเดินทางถึงไทย มาตรการนี้เน้นเที่ยวบินจากโกลกาตาเป็นหลัก และไม่ได้ขยายไปยังผู้เดินทางจากทุกพื้นที่ของอินเดีย เพราะการระบาดยังอยู่ในวงจำกัด
มาตรการเฝ้าระวังในประเทศ เดินตามแนวคิด One Health
นอกเหนือจากสนามบิน ภาครัฐยังขยายการเฝ้าระวังตามแนวคิด “One Health” ที่ทำงานร่วมกันทั้งด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มคำแนะนำสำหรับแหล่งท่องเที่ยวถ้ำและธรรมชาติ ลดความเสี่ยงการสัมผัสมูลค้างคาวหรือสารคัดหลั่ง หากสัมผัสควรล้างทำความสะอาดทันที
คำแนะนำต่อประชาชนยังเน้นเรื่องพื้นฐานที่ทำได้จริง เช่น ล้างมือหลังจับสัตว์ ล้างผลไม้ให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนกิน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดหรือผลที่ตกพื้น และเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลโตนดสดหรือผลิตภัณฑ์ที่อาจปนเปื้อน สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปอินเดีย หน่วยงานรัฐแนะนำให้ติดตามสถานการณ์ เลี่ยงพื้นที่ระบาด และรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด
โรงพยาบาลทั่วประเทศถูกสั่งการให้เตรียมความพร้อมเรื่องห้องแยก บุคลากรเฉพาะทาง และระบบตรวจวินิจฉัย ขณะเดียวกัน ยังมีการติดตามสุขภาพสัตว์ป่า และการเฝ้าระวังในฟาร์มสุกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดการข้ามสายพันธุ์สู่คน
ย้ำความมั่นใจ ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ประมาท
หน่วยงานสาธารณสุขยืนยันว่า ไวรัสนิปาห์เป็นโรครุนแรงในพื้นที่ที่มีการระบาด แต่ไทยยังปลอดผู้ป่วยในคน การคัดกรองตามจุดเสี่ยง การให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และการจัดการด้านสัตว์ป่า ช่วยให้การควบคุมความเสี่ยงทำได้เป็นระบบ
ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้นิปาห์เป็นเชื้อที่ต้องจับตาเพราะมีโอกาสก่อการระบาด ไทยเลือกแนวทางที่ระมัดระวังแบบพอดี ไม่ทำให้คนตื่นกลัวเกินจำเป็น ประชาชนและนักท่องเที่ยวควรยึดข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคเป็นหลัก มากกว่าข้อความที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เมื่อเฝ้าระวังต่อเนื่องและทำตามคำแนะนำพื้นฐาน ประเทศก็พร้อมรับมือหากมีความเสี่ยงใหม่ โดยไม่ต้องกลับไปเจอผลกระทบหนักแบบช่วงโควิด-19 อีกครั้ง
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ
สุขภาพและการแพทย์
กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า 7 วัน
เชียงราย – กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทย ให้เฝ้าระวังคุณภาพอากาศที่อาจแย่ลงจากฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ พร้อมกับอากาศที่จะอุ่นขึ้นต่อเนื่อง
จากพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7 วัน ระบุว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นในช่วงวันที่ 26 ถึง 31 มกราคม 2026 ความเย็นที่เป็นอยู่จะค่อยๆ เบาลง แต่สภาพอากาศที่ลมอ่อนและการระบายอากาศไม่ดี อาจทำให้มลพิษสะสมใกล้พื้นมากขึ้น
อากาศอุ่นขึ้นในหลายพื้นที่ เหนือเด่นสุด เพิ่มราว 1 ถึง 4°C
Thai Meteorological Department (TMD) ระบุว่ามวลอากาศสูงที่ปกคลุมตอนบนของไทยเริ่มอ่อนกำลังลง ส่งผลให้หลายพื้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 4°C โดยภาคเหนือมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดในช่วง 26 ถึง 31 มกราคม
ช่วงเช้ายังมีอากาศเย็นถึงหนาวในหลายจุด อุณหภูมิต่ำสุดราว 14 ถึง 20°C และมีโอกาสเกิดหมอกหรือหมอกลงจัดในหุบเขาและพื้นที่ลุ่ม
ช่วงบ่ายจะอุ่นขึ้นมาก บางพื้นที่อาจแตะ 29 ถึง 33°C ต่างจากช่วงที่อากาศเย็นกว่านี้เมื่อต้นเดือน
พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนบนก็มีแนวโน้มอุ่นขึ้นเช่นกัน แต่ตอนบนของประเทศจะอุ่นขึ้นเด่นกว่า โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือที่คุ้นชื่ออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และพิษณุโลก หลังผ่านระลอกอากาศเย็นปลายเดือนมกราคมที่อุณหภูมิลดลงเหลือเลขหลักสิบกลางๆ เข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาวแล้ว แต่เช้าๆ ยังต้องเตรียมเสื้อกันหนาวไว้

ฝุ่น PM2.5 มีโอกาสเพิ่ม โดยเฉพาะเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม
อากาศที่อุ่นขึ้นมักมาพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้ PM2.5 สูงได้ง่าย เช่น ลมอ่อน การยกตัวของอากาศน้อย และภาวะอุณหภูมิผกผันในตอนเช้า ทำให้ฝุ่นละอองกระจายตัวได้ไม่ดี
กรมอุตุฯ เตือนว่าปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อุตสาหกรรมของภาคเหนือ รวมถึงบางส่วนของภาคกลาง
ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือนมกราคม ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่แกว่งขึ้นลง บางวันในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับเริ่มกระทบต่อสุขภาพ พยากรณ์ล่าสุดชี้ว่าช่วงปลายเดือนยังมีโอกาสเจอเหตุการณ์ฝุ่นสูงต่อเนื่อง หรือหนักขึ้นได้
พื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ซึ่งมักเจอหมอกควันตามฤดูกาลจากการเผาในที่โล่งและควันข้ามแดน อาจได้รับผลมากขึ้นหากลมยังนิ่ง เมื่อการระบายอากาศลดลง ควันรถ ฝุ่นถนน และควันจากการเผา จะค้างใกล้พื้นนานกว่าเดิม
หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานท้องถิ่นได้ย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนในกรุงเทพฯ ที่บางช่วงฤดูหนาวค่าฝุ่นขึ้นระดับสีส้ม เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือลดการเผาในที่โล่ง และลดการใช้รถในวันที่ความเสี่ยงสูง

คำแนะนำด้านสุขภาพ กลุ่มเสี่ยงต้องระวังมากขึ้น
หน่วยงานสาธารณสุขขอให้กลุ่มที่ไวต่อมลพิษเพิ่มความระมัดระวัง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างหอบหืด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือโรคหัวใจ
PM2.5 particles มีขนาดเล็กมาก สามารถลงลึกถึงถุงลมปอด และบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ กระตุ้นอาการหอบ และเพิ่มความเสี่ยงด้านหัวใจและหลอดเลือด
แนวทางที่แพทย์มักแนะนำเมื่อค่าฝุ่นสูง ได้แก่
- ลดเวลานอกอาคาร โดยเฉพาะกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ช่วงเช้ามืดและหัวค่ำที่มักมีหมอกและฝุ่นสะสม
- ใส่หน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่ออยู่นอกบ้าน หากค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ปลอดภัย
- ดูแลอากาศในบ้าน ปิดหน้าต่างเมื่อฝุ่นสูง และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA
- ติดตามค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์จากแอปหรือบริการของหน่วยงานทางการ หรือบริการอย่าง IQAir
ในช่วงที่ PM2.5 หนัก โรงพยาบาลในเมืองใหญ่ภาคเหนือมักมีผู้ป่วยอาการทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น จึงยังย้ำเรื่องพื้นฐานที่ช่วยลดควันและฝุ่น ได้แก่ งดเผาในที่โล่ง เลี่ยงการทำอาหารกลางแจ้งที่เกิดควันมาก และลดการเดินทางด้วยรถที่ไม่จำเป็นในวันที่ค่าฝุ่นพุ่ง
มลพิษฤดูแล้งของไทยมาจากหลายแหล่ง ทั้งไอเสียรถ ฝุ่นก่อสร้าง การปล่อยจากโรงงาน รวมถึงควันจากการเผาพื้นที่เกษตรในไทยและประเทศใกล้เคียง ภาครัฐเพิ่มการตรวจเข้มเรื่องห้ามเผา และผลักดันทางเลือกที่สะอาดขึ้นให้เกษตรกร แต่หมอกควันข้ามแดนยังเป็นโจทย์ที่ควบคุมได้ยาก
พยากรณ์สัปดาห์นี้จึงเป็นสัญญาณว่า อากาศอุ่นขึ้นไม่ได้แปลว่าอากาศจะดีขึ้นเสมอ ช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนจากหนาวจัดไปสู่ช่วงอุ่นขึ้นในกุมภาพันธ์ คนในภาคเหนือและภาคกลางควรตามประกาศจาก TMD และรายงานคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง เพราะเช้าที่มีหมอกและบ่ายที่ร้อนขึ้น อาจทำให้ฝุ่นถูกกักไว้ใกล้พื้น และทำให้หลายวันรู้สึกอึดอัดกว่าปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
สุขภาพและการแพทย์
หน่วยงานสาธารณสุขเรียกร้องให้ประชาชนใจเย็นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย
กรุงเทพฯ – โพสต์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จำนวนเล็กน้อยในรัฐเวสต์เบงกอลของอินเดีย ทำให้คนไทยบางส่วนกังวล แต่หน่วยงานสาธารณสุขของไทยเน้นย้ำว่ายังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกในขณะนี้
กรมควบคุมโรค (DDC) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดว่า ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ พร้อมย้ำว่าประเทศมีระบบเฝ้าระวังและรายงานโรคต่อเนื่องมายาวนาน
ในการแถลงข่าวช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รองอธิบดี DDC แอร์ริน ไพทิศ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีเหตุให้กังวล ไทยติดตามโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น นิปาห์ มานานกว่า 20 ปี และไม่เคยพบการติดเชื้อในคน
แม้สถานการณ์ในไทยยังไม่พบผู้ป่วย แต่เพื่อความปลอดภัย หน่วยงานได้กลับมาใช้มาตรการเฝ้าระวังบางอย่างแบบช่วงโควิด โดยเน้นที่นักเดินทางขาเข้า

กลับมาใช้การคัดกรองที่สนามบินแบบช่วงโควิด
เพื่อลดความเสี่ยงการนำเชื้อเข้าประเทศ สนามบินหลักเริ่มนำเครื่องสแกนอุณหภูมิกลับมาใช้อีกครั้ง จุดสำคัญที่เพิ่มความเข้มคือ สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในกรุงเทพฯ รวมถึงสนามบินเชียงใหม่ และสนามบินเชียงราย
เจ้าหน้าที่ใช้เครื่อง thermo-scan แบบตรวจจับไข้ร่วมกับแบบฟอร์มสุขภาพ และตรวจอาการเบื้องต้นในกรณีที่ผู้โดยสารดูไม่สบาย อาการที่เน้นสังเกต เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะมาก ไอ และหายใจลำบาก
ที่สนามบินเชียงใหม่ ทีมคัดกรองให้ความสำคัญกับเที่ยวบินจากอินเดียเป็นพิเศษ มีการแจกเอกสารให้ข้อมูล และขอให้ผู้เดินทางรีบแจ้งเจ้าหน้าที่หากเริ่มมีอาการผิดปกติ ส่วนที่เชียงรายซึ่งเป็นประตูสู่พื้นที่ชายแดน และเป็นพื้นที่ที่พบค้างคาวกินผลไม้ได้บ่อย ก็มีการคัดกรองเข้มเช่นกัน โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยทำงานร่วมกับทีมแพทย์ประจำสนามบิน หากพบผู้โดยสารเข้าข่ายป่วย จะมีการแยกประเมินอาการทันที
กระทรวงสาธารณสุขยังเริ่มคัดกรองแบบเจาะจงสำหรับผู้โดยสารจากโกลกาตาและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หากพบไข้หรืออาการที่สงสัย จะประเมินทันที และส่งตัวอย่างไปตรวจ RT-PCR ที่ National Institute of Health
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผลตรวจสามารถทราบได้ภายใน 8 ชั่วโมง ช่วยให้จัดการได้เร็วหากพบผู้ป่วยต้องสงสัย

ไวรัสนิปาห์กับค้างคาวกินผลไม้ในไทย
ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกี่ยวข้องกับค้างคาวกินผลไม้ในกลุ่ม Pteropus หรือที่คนไทยคุ้นว่า “ค้างคาวแม่ไก่” ค้างคาวกลุ่มนี้อาจเป็นพาหะได้โดยไม่แสดงอาการ และสามารถปล่อยเชื้อผ่านน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ
ในประเทศไทยพบค้างคาวกินผลไม้หลายชนิด รวมถึง Pteropus lylei อยู่ในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ป่า สวนผลไม้ ไปจนถึงชุมชนชนบท และยังพบในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่และเชียงราย
งานวิจัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เคยพบแอนติบอดีและสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย โดยมีข้อมูลที่ชี้ไปถึงสายพันธุ์ใกล้เคียงทั้งแบบมาเลเซียและบังกลาเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานในสัตว์ป่า ไทยยังไม่พบการติดเชื้อในคน ผู้เชี่ยวชาญมักอธิบายว่าเกิดจากรูปแบบความเสี่ยงที่ต่างกัน ในบางพื้นที่ของอินเดียและบังกลาเทศ การระบาดเคยเชื่อมโยงกับการดื่มน้ำหวานอินทผลัมสดที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาว
หน่วยงานสาธารณสุขยังย้ำถึงเส้นทางเสี่ยงที่เคยพบในการระบาดก่อนหน้า เช่น การสัมผัสใกล้ชิดกับหมูติดเชื้อ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในการระบาดที่มาเลเซียช่วงปี 1998 ถึง 1999
ถ้าไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ ความเสี่ยงโดยรวมถือว่ายังต่ำ แม้บางพื้นที่จะมีค้างคาวอาศัยใกล้หมู่บ้านหรือสวนสาธารณะในเมืองก็ตาม
องค์การอนามัยโลกจัดให้นิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่ต้องจับตา เพราะในอดีตมีรายงานอัตราเสียชีวิตราว 50 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับการรับรอง และยังไม่มียารักษาเฉพาะ โรคมักเริ่มจากไข้ แล้วอาจรุนแรงขึ้นจนเกิดสมองอักเสบ หมดสติ และเสียชีวิต การระบาดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาอยู่ในบางพื้นที่ของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำแนะนำสุขภาพ: รับข่าวให้ครบ แต่อย่าตกใจ
หน่วยงานไทยมองว่าเหตุผลที่ยังไม่พบผู้ป่วยในคน มาจากการป้องกันและเฝ้าระวังต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไทยใช้แนวทาง One Health ตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 เชื่อมงานด้านคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน มีทั้งการเก็บตัวอย่างจากค้างคาว การตรวจติดตามที่เกี่ยวกับปศุสัตว์ และการสื่อสารให้ความรู้ประชาชน
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กล่าวไม่นานมานี้ว่า ไทยนำบทเรียนจากการเฝ้าระวังช่วงโควิดมาใช้เพื่อความพร้อม มาตรการคัดกรองที่เข้มขึ้นเป็นการป้องกันไว้ก่อน ไม่ได้หมายถึงมีภัยคุกคามเฉียบพลัน
รัฐบาลยังขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข้อมูลเท็จ และไม่จำเป็นต้องรีบกักตุนสินค้า ผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงควรสังเกตอาการตนเอง 14 วันหลังเดินทางเข้าไทย
ทีมสาธารณสุขยังติดตามสถานการณ์ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด รวมถึงอินเดียที่มีการกักกันบางส่วนหลังพบผู้ป่วยจำนวนจำกัด และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสุขภาพระดับภูมิภาค
สรุปตอนนี้ ข้อความสำคัญยังเหมือนเดิม ประเทศไทยมีการคัดกรองที่สนามบินในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และเชียงราย และยังไม่พบผู้ติดเชื้อในไทย ประชาชนควรรักษาสุขอนามัยตามปกติ เลี่ยงสัมผัสสัตว์ป่วย และพบแพทย์หากมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หมู่บ้านต่างๆ ในภูมิภาคทาลยัคของเมียนมาร์กำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวกลุ่มลักพาตัวชาวจีน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวการเมือง7 days agoการเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมกรรมการบริษัทรายหนึ่งในข้อหาฉ้อโกงธนาคารเป็นเงิน 21 ล้านบาท
-
ข่าวการเมือง6 days agoศาลฎีกาสั่งปลดผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 49 คน ก่อนการเลือกตั้ง
