เชียงใหม่ - Chiang Mai
ตำรวจเชียงใหม่ บุกจับแก๊งอาชญากรชาวจีนกลุ่มใหญ่ในวิลล่าหรู
เชียงใหม่ – เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 5 และกรุงเทพฯ">ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่ ได้บุกเข้าจับกุมแก๊งอาชญากรข้ามชาติที่ใช้คฤหาสน์หรูในอำเภอสารพี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นฐานปฏิบัติการ ศูนย์รับสาย และหลอกลวงเหยื่อ
ผู้ต้องสงสัยลงทุนเช่าบ้านหลังนี้เป็นจำนวนเงินหลายแสนบาทต่อเดือน ซึ่งใช้เป็นศูนย์บัญชาการที่ติดตั้งคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก เป้าหมายหลักคือการหลอกลวงเหยื่อชาวจีนทั้งในประเทศไทยและจีน การบุกจับครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับรายงานจากชาวบ้านในพื้นที่เกี่ยวกับกิจกรรมที่น่าสงสัย นำไปสู่การจับกุมในปฏิบัติการขนาดใหญ่ครั้งนี้
📌 สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)
- รวบตัวผู้ต้องหาได้ 15 ราย: แบ่งเป็นชาวจีน 11 ราย และชาวเมียนมา 4 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกจับกุมขณะกำลังนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงเหยื่อ
- ซ่อนตัวในบ้านหรู: แก๊งนี้ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านสูงถึงเดือนละ 70,000 – 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการและพรางตัวจากสายตาของเจ้าหน้าที่
- จ่ายเงินเดือนด้วยคริปโต: พนักงานในแก๊งได้รับเงินเดือนคนละ 50,000 บาท โดยรับเงินผ่านระบบสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) เพื่อให้ยากต่อการตรวจสอบเส้นทางการเงิน
- ขยายผลจับกุมบอสใหญ่: เจ้าหน้าที่กำลังเร่งประสานงานกับทางการจีน เพื่อกวาดล้างผู้อยู่เบื้องหลังหรือ “บอสใหญ่” ที่คอยสั่งการมาจากต่างประเทศ
ปฏิบัติการบุกค้นบ้านหรูใจกลางเชียงใหม่
เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (PCT) สนธิกำลังร่วมกับ ตม.เชียงใหม่ นำหมายค้นจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าตรวจสอบคฤหาสน์หรูจำนวน 2 หลัง ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรชื่อดัง พื้นที่หมู่ 4 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี
เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปในบ้านหลังแรก ภาพที่เห็นคือกลุ่มผู้ต้องหาชาวจีนจำนวน 10 คน (ผู้ชาย 9 คน และผู้หญิง 1 คน) กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถืออย่างขะมักเขม้น เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและทำการยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง พร้อมโทรศัพท์มือถืออีกกว่า 45 เครื่อง
จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านหลังที่สองในบริเวณใกล้เคียงกัน และพบผู้ต้องสงสัยเป็นคนต่างด้าวเพิ่มอีก 5 คน ประกอบด้วยชายชาวจีน 1 คน ชายชาวเมียนมา 3 คน และหญิงชาวเมียนมา 1 คน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบสถานะและประวัติการเดินทางอย่างละเอียด
กลโกงและรูปแบบการทำงานของแก๊งสแกมเมอร์
จากการตรวจสอบข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์ของกลาง เจ้าหน้าที่พบหลักฐานที่น่าตกใจอย่างมาก นั่นคือบัญชีรายชื่อของลูกค้าชาวจีนที่ตกเป็นเป้าหมายหลายหมื่นราย ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแก๊งสแกมเมอร์กลุ่มนี้มีการทำงานที่เป็นระบบและมีเป้าหมายที่ชัดเจน
รูปแบบการหลอกลวงที่กลุ่มนี้นิยมใช้มีหลายวิธี ได้แก่:
- การหลอกให้ทำประกันภัย: โทรศัพท์ไปข่มขู่หรือโน้มน้าวให้เหยื่อซื้อกรมธรรม์ประกันภัยปลอม
- การบริการแลกเปลี่ยนเงินตรา: หลอกลวงเหยื่อที่ต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศให้โอนเงินเข้าบัญชีม้า
- การหลอกเรื่องพัสดุ: ใช้มุกคลาสสิกอย่างการอ้างว่ามีพัสดุผิดกฎหมายตกค้าง เพื่อให้เหยื่อหวาดกลัวและโอนเงินเพื่อเคลียร์คดี
ข้อมูลเชิงลึกยังระบุด้วยว่า พนักงานระดับปฏิบัติการเหล่านี้จะได้รับเงินเดือนสูงถึงคนละ 50,000 บาท โดยมี “บอสใหญ่” เป็นคนคอยสั่งการตรงมาจากประเทศจีน และเพื่อป้องกันการถูกตำรวจติดตามเส้นทางการเงิน พวกเขาจึงเลือกจ่ายเงินเดือนผ่านระบบคริปโตเคอร์เรนซีเข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของแต่ละคนโดยตรง
พิรุธที่นำไปสู่การจับกุม
สิ่งที่น่าสนใจในคดีนี้คือ ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักข่าว MGR Online ระบุว่า ก่อนหน้านี้บ้านหรูทั้งสองหลังเคยเป็นของชาวต่างชาติมาก่อน ก่อนที่จะมีคนไทยซื้อต่อเพื่อนำมาตกแต่งและปล่อยเช่า
กลุ่มผู้เช่าชาวจีนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมที่สร้างความสงสัยให้กับคนในชุมชนหลายอย่าง เช่น:
- ตั้งกฎเหล็กกับเจ้าของบ้าน: พวกเขาสั่งห้ามไม่ให้เจ้าของบ้านเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยของบ้านเด็ดขาด เว้นแต่จะมีการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์
- พฤติกรรมยามวิกาล: พนักงานเก็บขยะของหมู่บ้านสังเกตเห็นว่า ในช่วงเวลาตี 3 ถึงตี 4 คนในบ้านหลังนี้ยังคงเปิดไฟ ส่งเสียงดัง และทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนคนไม่ได้หลับไม่ได้นอน
- กักตุนเสบียง: มีการสั่งซื้ออาหารแห้งและน้ำดื่มเข้าไปกักตุนในบ้านจำนวนมหาศาลจนผิดปกติ เหมือนพยายามหลีกเลี่ยงการออกไปนอกบ้าน
การดำเนินคดีและก้าวต่อไปของตำรวจ
หลังจากการเข้าควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด พ.ต.ท.ชัยยะ จันติ๊บ พนักงานสอบสวน สภ.สารภี ได้ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และยึดเอกสารจำนวนมากเพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี เบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหาชาวจีนบางส่วนเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และบางส่วนมีสถานะอยู่เกินกำหนดเวลาที่กฎหมายอนุญาต (Overstay)
ตำรวจได้ตั้งข้อหาหนักกับกลุ่มผู้ต้องหาทั้งหมด ได้แก่ ความผิดฐาน “อั้งยี่ ซ่องโจร และฉ้อโกง” นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังได้ประสานงานไปยังสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรายงานผลการจับกุมอย่างเป็นทางการ
ก้าวต่อไปของตำรวจภูธรภาค 5 คือการสืบสวนขยายผล และทำงานร่วมกับทางการจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามจับกุมเครือข่ายที่เหลือ และขุดรากถอนโคนขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติกลุ่มนี้ให้หมดสิ้นไป เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ
ข่าวเด่นเชียงใหม่
ซานเจย์ เนกี จากอินเดีย คว้าอันดับ 1 ในการแข่งขันสปาร์ตัน เรซ เชียงใหม่
รถตู้รับส่งนักเรียนชนกับรถกระบะในจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 27 ราย
เชียงใหม่ - Chiang Mai
สลดเชียงใหม่! กระบะเมาแล้วขับชนเด็กชายวัย 11 ขวบเสียชีวิต ก่อนหนีซุกหอพัก
เชียงใหม่ – เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคืนวันที่ 23 กรกฎาคม เวลาประมาณ 19.30 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ. เฉลิมพล วงษ์ขณาแก้ว รองสารวัตร (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งอุบัติเหตุชนแล้วหนี เหตุเกิดบนถนนบริเวณหน้าหมู่บ้านเพชรมณี ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ หลังเกิดเหตุคนขับรถได้เร่งเครื่องหลบหนีไปทันทีโดยไม่จอดรถลงมาให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ทราบเรื่อง พ.ต.อ. ปรัชญา ทิศลา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ ได้สั่งการด่วนให้ทีมสืบสวนลงพื้นที่ล่าตัวคนผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด เบื้องต้นพบว่าผู้เคราะห์ร้ายคือเด็กชายวัยเพียง 11 ขวบ ซึ่งถูกรถกระบะสีเทาพุ่งชนจนบาดเจ็บสาหัส พลเมืองดีในเหตุการณ์ได้เร่งนำตัวน้องส่งไปยัง โรงพยาบาลเชียงใหม่ใกล้หมอ แต่สุดท้ายทางโรงพยาบาลแจ้งข่าวเศร้าว่าน้องได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในเวลาประมาณ 22.00 น.
ประเด็นสำคัญ
- อุบัติเหตุชนแล้วหนี: รถกระบะพุ่งชนเด็กชายวัย 11 ขวบอย่างแรง จนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา
- การแกะรอยที่รวดเร็ว: ตำรวจตามรอยจากกล้องวงจรปิด จนพบรถกระบะต้องสงสัยและรวบตัวผู้ก่อเหตุได้ทันควัน
- เมาแล้วขับคือต้นเหตุ: คนขับสารภาพว่าดื่มสุรา โดยมีระดับแอลกอฮอล์สูงถึง 176 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเกินกว่ากฎหมายกำหนดไปมาก
หลังจากส่งร่างของเด็กชายไปชันสูตรอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ทีมสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบลป่าแดด ลงพื้นที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ การค้นหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องเพื่อตามรอยรถคันก่อเหตุที่พยายามขับหลบหนี
ในที่สุดความพยายามของตำรวจก็เป็นผล เมื่อเจ้าหน้าที่พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีเทา คันหนึ่งจอดซ่อนตัวอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลป่าแดด รถคันนี้มีลักษณะตรงกับที่พยานให้การไว้ทุกประการ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดรถและปิดล้อมพื้นที่ไว้เพื่อตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติมทันที
จากการตรวจสอบสภาพรถอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่พบร่องรอยความเสียหายที่ด้านหน้าฝั่งซ้ายอย่างชัดเจน ฝากระโปรงรถมีรอยบุบ กันชนหน้ามีรอยแตก และโลโก้หน้ารถหลุดหายไป ร่องรอยทั้งหมดนี้ตรงกับชิ้นส่วนหลักฐานที่ตำรวจเก็บได้จากจุดเกิดเหตุอย่างแม่นยำ ซึ่งมัดตัวว่านี่คือรถคันที่ก่อเหตุแน่นอน
จำนนต่อหลักฐานและผลตรวจแอลกอฮอล์
เวลาต่อมา ชายที่ระบุชื่อว่า “นายจอ” ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ได้เดินทางมาแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ว่าเป็นเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว ตอนแรกเขายังมีท่าทีบ่ายเบี่ยงและตกใจ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดให้ดู เขาก็ต้องจำนนต่อหลักฐาน นายจอยอมรับสารภาพในที่สุดว่าตนเองคือคนขับรถในภาพ และเป็นคนชนเด็กชายก่อนจะขับหนีไปโดยไม่ได้ลงมาช่วย
สิ่งที่น่าตกใจและสะเทือนใจชาวบ้านที่ติดตาม ข่าวสารท้องถิ่นภาคเหนือ คือ เมื่อตำรวจทำการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกายของนายจอ พบว่าตัวเลขพุ่งสูงถึง 176 มิลลิกรัมต่อลิตร ตัวเลขนี้สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้มาก แสดงให้เห็นถึงการขาดสติจากการเมาแล้วขับอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความสูญเสียในครั้งนี้
การดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด
จากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุและคำสารภาพของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาหนัก 2 กระทงใหญ่กับนายจอเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาแรกคือ ขับขี่รถในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นด้วยความประมาท จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นข้อหาที่มีบทลงโทษรุนแรงและยอมความไม่ได้
ข้อหาที่สองคือ ขับรถประมาทจนทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย แล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือ ไม่แสดงตัว และไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงาน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่าคดีชนแล้วหนี ขณะนี้ตัวผู้ต้องหา รถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ และหลักฐานทั้งหมด ถูกส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ แล้ว เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปอย่างเด็ดขาดที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มูลนิธิเชียงใหม่ มอบความช่วยเหลือแก่คุณแม่พิการที่ดูแลลูกสาวป่วยติดเตียง
เกิดการปะทะอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเชียงใหม่!! ทหารยึดยาบ้าได้ 150,000 เม็ด และฝิ่นดิบ
เชียงใหม่ - Chiang Mai
เกิดการปะทะอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเชียงใหม่!! ทหารยึดยาบ้าได้ 150,000 เม็ด และฝิ่นดิบ
เชียงใหม่ – กองกำลังผาเมืองเปิดฉากปะทะเดือดกับกลุ่มขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดในพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นที่อำเภอแม่อายใกล้กับแนวชายแดน เจ้าหน้าที่ทหารต้องจัดกำลังลาดตระเวนอย่างหนักหลายวันเพื่อป้องกันการทำผิดกฎหมายในพื้นที่ของเรา
เมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ทหารสังเกตพบกลุ่มคนต้องสงสัยประมาณ 3 ถึง 5 คนเดินลัดเลาะมาตามป่า เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวและตะโกนขอตรวจค้นเพื่อความปลอดภัย แต่กลุ่มคนร้ายกลับใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดเปิดฉากยิงใส่ทหารก่อนทันที ทำให้เกิดการยิงปะทะกันนานประมาณ 5 นาที
ประเด็นสำคัญ
- ทหารกองกำลังผาเมืองยิงปะทะกับขบวนการค้ายาเสพติดที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
- เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัยและยึดยาบ้าได้ 150,000 เม็ด พร้อมฝิ่นดิบ 17.6 กิโลกรัม
- สถิติการทำงานปีนี้พบว่ามีการปะทะถึง 62 ครั้ง และยึดยาบ้าได้กว่า 263 ล้านเม็ด
หลังจากการเสียงปืนสงบลง เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายปลอดภัยดีและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ทางหน่วยได้เรียกกำลังเสริมจำนวน 3 ชุดปฏิบัติการเข้ามาช่วยควบคุมพื้นที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว การกระทำเช่นนี้มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดเมื่อฟ้าสว่าง
เมื่อถึงเวลา 07.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารเข้าเคลียร์พื้นที่และพบกระสอบปุ๋ยที่ถูกดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลังตกอยู่จำนวน 2 ใบ ภายในกระสอบพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่มากถึง 150,000 เม็ด นอกจากนี้ยังพบฝิ่นดิบอีกจำนวน 11 ก้อน น้ำหนักรวม 17.6 กิโลกรัม พร้อมด้วยปืนแก๊ปและมีดของคนร้ายที่ทิ้งไว้ ติดตามข่าวอาชญากรรมท้องถิ่นเพิ่มเติมได้ที่นี่
การแถลงข่าวและการดำเนินคดีตามกฎหมาย
ในช่วงสายของวันเดียวกัน ทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบของกลางทั้งหมดด้วยตนเอง พันเอก สมเจตน์ ผลประเสริฐ ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนตั้งโต๊ะแถลงข่าวผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบของกลางทั้งหมดให้สถานีตำรวจภูธรแม่อายเพื่อดำเนินคดีต่อไปตามขั้นตอน
การจับกุมครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดที่รุนแรงตามแนวชายแดนภาคเหนือของเรา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้มากกว่า 434 ครั้งแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวเลขการจับกุมที่สูงมากและน่าตกใจ
สถิติการจับกุมที่น่าสนใจในปีนี้
ในช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ทหารสามารถยึดยาบ้าได้จำนวนมหาศาลถึง 263 ล้านเม็ด นอกจากนี้ยังยึดยาไอซ์ได้เกือบ 6,000 กิโลกรัม และเฮโรอีนอีก 20 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มคนร้ายติดอาวุธเกิดขึ้นบ่อยครั้งถึง 62 ครั้ง
จากการปะทะที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเสียชีวิตไปแล้ว 46 ราย เจ้าหน้าที่รัฐยังคงต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อปกป้องชุมชนของเรา ทุกคนทำงานด้วยความเสียสละเพื่อลดปัญหายาเสพติดในประเทศอย่างจริงจัง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มูลนิธิเชียงใหม่ มอบความช่วยเหลือแก่คุณแม่พิการที่ดูแลลูกสาวป่วยติดเตียง
ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาอันตรายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในสวนผลไม้แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ได้แล้ว
เชียงใหม่ - Chiang Mai
มูลนิธิเชียงใหม่ มอบความช่วยเหลือแก่คุณแม่พิการที่ดูแลลูกสาวป่วยติดเตียง
เชียงใหม่ – เกิดเรื่องราวสุดสะเทือนอกสะเทือนใจขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ ภายในซอยสุริยวงศ์ 6 เมื่อมีครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ล่าสุด พระครูอ๊อด วีรวฑฺฒโน ภิกฺขุ ได้นำทีมงานจากมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ภาพที่ทุกคนเห็นคือผู้ป่วยติดเตียงที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ กับแม่ที่พิการ
สภาพความเป็นอยู่ของสองแม่ลูกนั้นน่าเวทนาอย่างมาก ผู้เป็นแม่มีความพิการที่ขาและไม่สามารถเดินได้เลย เธอต้องใช้วิธีไถตัวและคลานไปตามพื้นเพื่อทำกิจวัตรต่างๆ สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือเธอต้องคอยดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิด ลูกสาวคนนี้เคยเป็นเสาหลักที่คอยหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวมาตลอด จนกระทั่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเมื่อเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไขสันหลังช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากการผ่าตัดครั้งนั้น เธอได้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- แม่ที่พิการทางขาต้องใช้วิธีคลานไปรอบบ้าน เพื่อคอยดูแลลูกสาวที่ป่วยติดเตียงอย่างใกล้ชิดในทุกๆ วัน
- ลูกสาวเคยเป็นเสาหลักของบ้าน ก่อนโชคร้ายต้องรับการผ่าตัดไขสันหลังเมื่อเดือนเมษายนจนขยับตัวไม่ได้
- พระครูอ๊อดและมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ได้เข้ามอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ พร้อมวอนสังคมร่วมบริจาคช่วยเหลือ
น้ำใจจากมูลนิธิและชาวเชียงใหม่ที่ไม่เคยเหือดแห้ง
ชีวิตในแต่ละวันของครอบครัวนี้ดำเนินไปอย่างยากลำบาก แม่ที่พิการต้องพยายามคลานไปหุงข้าว คลานไปเช็ดตัว และคลานไปเทปัสสาวะให้ลูกสาวทุกวัน เมื่อเห็นความยากลำบากนี้ พระครูอ๊อด วีรวฑฺฒโน ภิกฺขุ ร่วมกับทีมงานของ มูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่ จึงได้รวบรวมความช่วยเหลือจากผู้มีจิตศรัทธา พวกเขาตั้งใจนำสิ่งของไปมอบให้ถึงมือเพื่อเป็นกำลังใจและต่อสู้ชีวิต
สิ่งของที่นำไปช่วยเหลือประกอบไปด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมากมาย เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง นม และผ้าอ้อมผู้ใหญ่ การมอบของช่วยเหลือครั้งนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้านได้มาก นอกจากนี้ยังเป็นการส่งต่อพลังใจที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้สองแม่ลูกมีแรงใจในการสู้ชีวิตต่อไปในสังคมที่ยังคงมีความหวัง
ไม่ทอดทิ้งเพื่อนร่วมโลกและเดินหน้าช่วยเหลือต่อ
ทีมงานผู้ช่วยเหลือยังมีความใส่ใจไปถึงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย เนื่องจากคุณยายผู้พิการได้เลี้ยงแมวเพื่อนยากเอาไว้อีกถึง 4 ตัว ทางทีมงานจึงได้จัดเตรียมอาหารแมวไปมอบให้เพิ่มเติม การช่วยเหลือเรื่องอาหารสัตว์นี้ช่วยลดความกังวลใจของคุณยายลงไปได้มาก ทำให้ครอบครัวมีรอยยิ้มและกำลังใจที่ดีขึ้น
เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างยั่งยืน ทางมูลนิธิเพชรเกษมเชียงใหม่และพระครูอ๊อด ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะยังคงติดตามดูแลครอบครัวนี้อย่างต่อเนื่องต่อไป พวกเขาจะไม่ทอดทิ้งให้สองแม่ลูกต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้คนในสังคมได้มีส่วนร่วมในการทำความดีครั้งนี้ด้วย
ทางมูลนิธิจึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาและประชาชนทั่วไป มาร่วมกันแบ่งปันน้ำใจด้วยการบริจาคสิ่งของที่ยังมีความจำเป็น สิ่งของที่ต้องการมากในตอนนี้คือ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ นม อาหารแห้ง และเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆ น้ำใจของทุกท่านจะช่วยต่อความหวังและต่อลมหายใจให้กับสองแม่ลูกคู่นี้ ให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ท่านสามารถติดตามข่าวสารหรือช่องทางการช่วยเหลือเพิ่มเติมได้ทางสื่อท้องถิ่นอย่าง เชียงใหม่นิวส์ และเพจของมูลนิธิโดยตรง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาอันตรายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในสวนผลไม้แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ได้แล้ว
น่าตกใจ! สวนสัตว์ช้างชื่อดังในเชียงใหม่เสนอเงินรางวัล 50,000 บาท หลังจากพนักงานถูกทำร้ายอย่างโหโหด
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days ago
แก๊งอันธพาลรุมทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมในลำปาง!! แม่เรียกร้องความเป็นธรรมให้ลูกสาววัย 15 ปี
-
ข่าวธุรกิจ Business6 days ago
มหาวิทยาลัยภาคเหนือของประเทศไทยผนึกกำลังส่งเสริมสิ่งทอไทยท้องถิ่น
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
กรมทางหลวงกำลังปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 1020 สายเชียงราย-เชียงของ ให้เป็น 4 เลน เพื่อการค้าข้ามพรมแดนที่ดีขึ้น
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days ago
ด่วน! บ้านสองชั้นในจังหวัดพะเยาถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด ทำให้ครอบครัวหนึ่งที่มีสมาชิก 6 คนไร้ที่อยู่อาศัย












