เทคโนโลยี - Tech
พลิกโฉมการศึกษาไทย! เจาะลึก 10 สุดยอดเครื่องมือ EdTech ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเรียนออนไลน์
ในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี การศึกษาไทยก็กำลังก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพจำของห้องเรียนที่นักเรียนต้องนั่งจดตามกระดานดำกำลังค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยหน้าจอ แท็บเล็ต…
ในยุคที่โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี การศึกษาไทยก็กำลังก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาพจำของห้องเรียนที่นักเรียนต้องนั่งจดตามกระดานดำกำลังค่อยๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วยหน้าจอ แท็บเล็ต และแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้แบบโต้ตอบ (Interactive EdTech Learning) โดยเฉพาะ
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันในปี 2026 เทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech (Education Technology) ไม่ได้เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “รากฐาน” สำคัญที่ขับเคลื่อนระบบการศึกษาของประเทศไทย ตั้งแต่โรงเรียนประถมในชุมชนเล็กๆ ที่เชียงราย ไปจนถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพมหานคร
เครื่องมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างไร้รอยต่อ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงเนื้อหาคุณภาพสูงระดับประเทศได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
วันนี้ เราจะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึก 10 สุดยอดเครื่องมือ EdTech ที่กำลังปฏิวัติวงการการเรียนออนไลน์ในประเทศไทย ว่าแต่ละเครื่องมือมีจุดเด่นอย่างไร และทำไมถึงกลายเป็นขวัญใจของทั้งครูผู้สอนและผู้เรียนทั่วประเทศ
1. StartDee: แอปพลิเคชันเรียนออนไลน์สายเลือดไทยเพื่อเด็กไทยทุกคน
StartDee ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของสตาร์ทอัพไทยที่ออกแบบมาเพื่อนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ ด้วยความเข้าใจในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการอย่างถ่องแท้ ทำให้เนื้อหาในแอปพลิเคชันสอดคล้องกับการเรียนในห้องเรียนและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (TCAS) อย่างสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่ทำให้ StartDee โดดเด่นคือความพยายามในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เด็กๆ ในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงติวเตอร์ระดับประเทศได้ในราคาที่จับต้องได้ หรือกระทั่งเรียนฟรีในบางโครงการ
จุดเด่นสำคัญ:
- เนื้อหาครอบคลุมทุกวิชาหลักในระดับ ม.1 ถึง ม.6
- วิดีโอการสอนสั้น กระชับ เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ
- มีระบบแบบฝึกหัดและข้อสอบจำลอง (Mock Exam) ที่อัปเดตตามแนวข้อสอบจริง
- ใช้งานง่ายผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์สเปกสูง
2. Vonder: เปลี่ยนการเรียนที่น่าเบื่อให้กลายเป็นเกมสุดมันส์
หมดยุคของการนั่งท่องจำแบบเดิมๆ Vonder คือแพลตฟอร์ม EdTech สัญชาติไทยที่นำแนวคิด Gamification (การนำองค์ประกอบของเกมมาใช้ในสิ่งที่ไม่ใช่เกม) มาใช้กับการเรียนการสอนได้อย่างลงตัว ครูผู้สอนสามารถสร้างบทเรียนและควิซ (Quiz) ในรูปแบบของเกมที่นักเรียนต้องแข่งขันกันตอบคำถามเพื่อสะสมคะแนนหรือต่อสู้กับมอนสเตอร์
สำหรับเด็กไทยที่มักมีความเครียดจากการเรียนหนัก Vonder ถือเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยผ่อนคลายและกระตุ้นให้อยากมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น
จุดเด่นสำคัญ:
- รูปแบบเกมที่หลากหลาย ดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ดีเยี่ยม
- ครูสามารถดูสถิติและผลคะแนนของนักเรียนได้แบบเรียลไทม์เพื่อประเมินความเข้าใจ
- รองรับทั้งการเรียนในห้องเรียน (Live) และการมอบหมายเป็นการบ้าน
- หน้าตาแพลตฟอร์มใช้งานง่าย เป็นมิตรกับทั้งครูและนักเรียน
3. Google Workspace for Education: กระดูกสันหลังของการศึกษาดิจิทัล
หากจะบอกว่า Google Workspace for Education คือโครงสร้างพื้นฐานของการศึกษาไทยในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายระดับประเทศ โรงเรียนรัฐบาลและเอกชนแทบทุกแห่งในไทยต่างใช้ Google Classroom, Google Meet, Google Docs และ Google Drive เป็นพื้นที่หลักในการจัดการเรียนการสอน
ความเรียบง่าย เสถียรภาพ และการใช้งานฟรีสำหรับสถาบันการศึกษา ทำให้ Google กลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ครูและนักเรียนทุกคน “ต้องใช้เป็น”
จุดเด่นสำคัญ:
- ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์
- Google Classroom ช่วยจัดระเบียบการสั่งงาน ส่งงาน และให้คะแนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Storage) ที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์
- รองรับบัญชีผู้ใช้ระดับองค์กรที่จัดการได้ง่ายโดยแอดมินของโรงเรียน
4. Skooldio: อัปสกิลแห่งอนาคต ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล
เมื่อพูดถึงการเรียนออนไลน์เพื่อพัฒนาทักษะวิชาชีพ (Upskilling & Reskilling) Skooldio คือชื่อแรกๆ ที่คนไทยนึกถึง แพลตฟอร์มนี้ก่อตั้งขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของไทย มุ่งเน้นการสอนทักษะที่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น การเขียนโปรแกรม (Coding), วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science), การออกแบบ UI/UX และการตลาดดิจิทัล
Skooldio ไม่ได้มีประโยชน์แค่กับวัยทำงาน แต่ปัจจุบันนักศึกษามหาวิทยาลัยและเด็กมัธยมปลายจำนวนมากก็ใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่โลกแห่งการทำงานจริง
จุดเด่นสำคัญ:
- หลักสูตรสอนโดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการเทคโนโลยีของไทย
- เน้นการลงมือทำจริง (Project-based learning) มากกว่าทฤษฎี
- มีระบบห้องเรียนเสมือนสำหรับเขียนโค้ดบนเบราว์เซอร์ได้ทันที ไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมให้ยุ่งยาก
- ได้รับใบรับรอง (Certificate) เมื่อเรียนจบ นำไปใช้อ้างอิงในการสมัครงานได้
5. Canva for Education: ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ให้ครูและนักเรียน
การสร้างสื่อการสอนที่สวยงามเคยเป็นเรื่องยากและใช้เวลามากสำหรับครูไทย แต่การมาถึงของ Canva for Education ได้เปลี่ยนทุกอย่างไป แพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์นี้เปิดให้ครูและนักเรียนใช้งานฟีเจอร์ระดับพรีเมียมได้ฟรี
ตั้งแต่การทำสไลด์นำเสนอ การจัดทำใบงาน อินโฟกราฟิก ไปจนถึงการตัดต่อวิดีโอสั้นๆ Canva ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายและดึงดูดสายตา ส่งผลโดยตรงต่อความตั้งใจเรียนของนักเรียน
จุดเด่นสำคัญ:
- มีเทมเพลตสำหรับงานการศึกษาโดยเฉพาะนับหมื่นแบบ
- ใช้งานง่ายด้วยระบบลากและวาง (Drag and Drop) ไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการออกแบบ
- รองรับการทำงานร่วมกันแบบกลุ่ม นักเรียนสามารถช่วยกันทำรายงานได้พร้อมกัน
- มีเครื่องมือ AI ล่าสุดที่ช่วยแต่งภาพและสร้างข้อความได้อย่างรวดเร็ว
6. OpenDurian: ตัวช่วยติวสอบที่นักเรียน ม.ปลาย ไว้วางใจ
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ TCAS ของไทยมีการแข่งขันที่สูงมาก OpenDurian (โอเพ่นดูเรียน) เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เติบโตมาจากการติวข้อสอบภาษาอังกฤษและข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยสไตล์การสอนที่เป็นเอกลักษณ์ สนุกสนาน และจำง่าย ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่นไทย
นอกจากเนื้อหาการติวแล้ว OpenDurian ยังมีระบบวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของผู้เรียน ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถวางแผนการอ่านหนังสือได้อย่างตรงจุด ประหยัดเวลา และเพิ่มโอกาสในการสอบติด
จุดเด่นสำคัญ:
- คอร์สเรียนครอบคลุมทั้ง TGAT, TPAT, A-Level และข้อสอบภาษาอังกฤษอย่าง TOEIC
- ติวเตอร์มีชื่อเสียง มีวิธีการสอนที่เข้าถึงเด็กยุคใหม่
- มีเอกสารประกอบการเรียนที่ออกแบบมาอย่างดี สรุปใจความสำคัญชัดเจน
- ระบบประเมินผลการทำข้อสอบที่แม่นยำ พร้อมเฉลยละเอียด
7. Kahoot!: สีสันแห่งห้องเรียนที่ขาดไม่ได้
แม้จะเป็นเครื่องมือระดับโลก แต่ Kahoot! ก็ผสานเข้ากับวัฒนธรรมการสอนของไทยได้อย่างกลมกลืน เสียงเพลงประกอบที่คุ้นหูของแอปพลิเคชันนี้มักจะเรียกเสียงฮือฮาและความตื่นเต้นจากนักเรียนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนประถมหรือคลาสเรียนในมหาวิทยาลัย
Kahoot! เปลี่ยนการทดสอบความรู้ให้กลายเป็นรายการเกมโชว์ขนาดย่อม ซึ่งช่วยทลายความตึงเครียดในห้องเรียน และกระตุ้นให้นักเรียนตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
จุดเด่นสำคัญ:
- สร้างเกมตอบคำถามได้รวดเร็วและง่ายดาย
- รองรับผู้เล่นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
- มีคลังควิซสาธารณะที่ครูสามารถค้นหาและนำมาปรับใช้ได้ทันที
- ส่งเสริมการแข่งขันเชิงบวกและความตื่นตัวในการเรียนรู้
8. Conicle: แพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับองค์กรที่มหาวิทยาลัยเริ่มนำมาใช้
Conicle เป็นแพลตฟอร์ม Learning Experience Platform (LXP) ของคนไทยที่เดิมทีเน้นเจาะตลาดองค์กรธุรกิจ (Corporate Training) แต่ปัจจุบันสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่งในไทยได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้กับนักศึกษาและศิษย์เก่า
Conicle โดดเด่นเรื่องการจัดการเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Pathway) ที่ปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวเองขาดทักษะอะไรและต้องเรียนอะไรเพิ่มเติม
จุดเด่นสำคัญ:
- อินเทอร์เฟซทันสมัย ใช้งานเหมือนแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งที่คุ้นเคย
- รองรับการจัดเก็บข้อมูลการเรียนรู้และทักษะย่อย (Micro-credentials)
- มีระบบการเรียนรู้แบบโซเชียล (Social Learning) พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ได้
- เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของสถาบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9. Microsoft Teams for Education: ห้องเรียนเสมือนจริงระดับมืออาชีพ
ในระดับอุดมศึกษาและโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ Microsoft Teams ถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยความปลอดภัยระดับองค์กรและการรวมเข้ากับชุดโปรแกรม Office 365 (Word, Excel, PowerPoint) ทำให้การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Hybrid Learning) เป็นไปอย่างราบรื่น
มหาวิทยาลัยในไทยเกือบทุกแห่งมีใบอนุญาต (License) ของ Microsoft ให้นักศึกษาใช้ฟรี ทำให้ Teams กลายเป็นศูนย์กลางทั้งการฟังบรรยาย การทำโปรเจกต์กลุ่ม และการติดต่ออาจารย์ผู้สอน
จุดเด่นสำคัญ:
- คุณภาพวิดีโอคอลที่เสถียร รองรับนักศึกษาได้หลายร้อยคนในหนึ่งคลาส
- มีระบบ Breakout Rooms สำหรับแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อระดมสมอง
- สามารถบันทึกการบรรยายไว้ดูย้อนหลังได้อัตโนมัติ พร้อมระบบสร้างคำบรรยาย (Caption)
- ความปลอดภัยของข้อมูลสูง เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากล
10. Coursera: เปิดประตูสู่ความรู้ระดับโลก
Coursera เป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่ปฏิวัติการศึกษาระดับอุดมศึกษาในไทยอย่างเงียบๆ มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยหลายแห่งได้ร่วมมือกับ Coursera เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงเรียนวิชาจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลก (เช่น Stanford, Yale) และสามารถนำหน่วยกิตมาเทียบโอนในการเรียนปกติได้
นอกจากนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ของไทย ยังสนับสนุนให้คนไทยเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพจากบริษัทชั้นนำอย่าง Google หรือ IBM ผ่าน Coursera เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
จุดเด่นสำคัญ:
- เนื้อหาระดับโลกจากมหาวิทยาลัยและบริษัทชั้นนำ
- มีหลักสูตรพร้อมคำบรรยาย (Subtitles) ภาษาไทยที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- ช่วยให้เกิดการเรียนแบบผสมผสาน นำความรู้สากลมาใช้ในห้องเรียนไทย
- ยกระดับโปรไฟล์ของผู้เรียนด้วยใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
อนาคตของการศึกษาไทยกับเทคโนโลยี: เรากำลังมุ่งหน้าไปทางไหน?
เมื่อพิจารณาจากเครื่องมือทั้ง 10 ตัวนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าการศึกษาออนไลน์ในประเทศไทยได้ก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความฉุกเฉิน (Emergency Remote Teaching) มาสู่การผสานรวมทางดิจิทัลแบบสมบูรณ์ (Digital Integration)
สิ่งที่เราจะได้เห็นต่อไปในอนาคตอันใกล้คือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ เครื่องมือเหล่านี้จะฉลาดขึ้น สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนของเด็กแต่ละคน และนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมกับความสามารถ หรือที่เรียกว่า Personalized Learning นอกจากนี้ เทคโนโลยีความจริงเสมือน (VR/AR) ก็จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการจำลองการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่อันตรายหรือไม่สามารถทำได้จริงในโรงเรียนที่ขาดแคลนงบประมาณ
บทสรุป: เทคโนโลยีไม่ใช่ผู้แทนที่ แต่เป็นผู้เสริมพลัง
แม้เครื่องมือ EdTech จะมีความก้าวหน้าเพียงใด แต่หลักการสำคัญที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาในไทยเห็นตรงกันคือ “เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ครูได้” หน้าที่ของครูยุคใหม่จะเปลี่ยนจากการเป็น “ผู้บอกเล่าความรู้” มาเป็น “ผู้ชี้แนะ” (Facilitator) คอยให้คำปรึกษา กระตุ้นความคิด และดูแลสภาพจิตใจของนักเรียน
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน คือการเร่งแก้ไขปัญหา “ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล” (Digital Divide) สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เสถียรและอุปกรณ์ที่ทันสมัยต้องสามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่ใช่แค่ในตัวเมืองใหญ่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรม EdTech ที่ดีที่สุด จะไม่มีความหมายเลย หากยังมีเด็กไทยแม้แต่คนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะขาดแคลนเครื่องมือในการเชื่อมต่อกับโลกแห่งการเรียนรู้ใบใหม่นี้.
ข่าวเด่นประจำวันของประเทศไทย
เปิดเบื้องหลัง: ทำไม “หน้าตาและการใช้งานแอปฯ” (UX/UI) ถึงกลายเป็นอาวุธลับชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจไทยยุคนี้
ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม: ธุรกิจไทยยุคใหม่แห่ทิ้งเว็บไซต์ธรรมดา มุ่งสู่ ‘Web Application’ เต็มรูปแบบ
เทคโนโลยี - Tech
AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY
เชียงราย – AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมโทรคมนาคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เดินหน้ายกระดับระบบนิเวศฟุตบอลไทย">ฟุตบอลไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยประกาศสนับสนุนโครงข่ายสื่อสารให้กับสโมสรฟุตบอลไทยลีก 1-3 ทั่วประเทศรวม 102 ทีม การสนับสนุนครั้งยิ่งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แล้ว
เป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรประจำทีมระหว่างการแข่งขันจริง การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียรช่วยให้การทำงานคล่องตัวและราบรื่นในทุกพื้นที่ของสนามแข่ง สิ่งนี้สามารถรองรับรูปแบบการทำงานในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการส่งข้อมูลแทคติกหรือการวิเคราะห์เกมแบบเรียลไทม์
ประเด็นสำคัญ
- AIS สนับสนุนโครงข่ายสื่อสารให้สโมสรฟุตบอลไทยลีก 1-3 รวม 102 ทีม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
- เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานและโค้ชด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระหว่างการแข่งขัน
- แฟนบอลสามารถรับชมการถ่ายทอดสดตลอดฤดูกาล 2026/27 ผ่านโครงข่าย 5G บนแพลตฟอร์ม AIS PLAY
วิสัยทัศน์ผู้บริหาร AIS สู่การพัฒนาวงการลูกหนัง
นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรของ AIS ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในโปรเจกต์นี้ เธอกล่าวว่า AIS ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการฟุตบอลไทยเสมอมา ทางบริษัทมองว่าการสื่อสารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทุกสโมสร
การมอบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเป็นปีที่ 2 จึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัท AIS ต้องการอยู่เคียงข้างสโมสรและบุคลากรลูกหนังไทยอย่างแท้จริง พร้อมนำศักยภาพของโครงข่ายและเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมการทำงานให้รวดเร็วและไร้รอยต่อ สิ่งนี้ตอบโจทย์การใช้งานของทีมงานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
โค้ชและทีมงานสามารถอัปเดตข้อมูลนักเตะได้อย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นสถิติการวิ่งหรือภาพช้าเพื่อวิเคราะห์เกม การมีเครือข่ายที่เชื่อถือได้ทำให้การตัดสินใจข้างสนามแม่นยำขึ้นมาก นวัตกรรมเหล่านี้คือเบื้องหลังความสำเร็จของฟุตบอลยุคใหม่ที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียว
ยกระดับประสบการณ์แฟนบอล ถ่ายทอดสดคมชัด
ขณะเดียวกัน AIS ยังเดินหน้าเสริมศักยภาพโครงข่าย 5G และระบบไฟเบอร์ออปติกอย่างเต็มกำลัง การอัปเกรดครั้งนี้ครอบคลุมสนามแข่งขันฟุตบอลทั่วประเทศอย่างทั่วถึง เพื่อรองรับการส่งสัญญาณถ่ายทอดสดผ่านแพลตฟอร์มหลักของบริษัทให้มีเสถียรภาพและรวดเร็วที่สุด
การพัฒนาเครือข่ายนี้ช่วยเติมเต็มความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศฟุตบอลไทยในครบทุกมิติ เริ่มตั้งแต่การเพิ่มความพร้อมให้สโมสรและบุคลากรในวันแข่งขัน ไปจนถึงการส่งมอบประสบการณ์การรับชมฟุตบอลที่มีคุณภาพสูงสุด แฟนบอลทั่วประเทศจะได้สัมผัสความคมชัดโดยไม่มีสะดุด
ความคาดหวังในฤดูกาล 2026/27
ฤดูกาล 2026/27 ถือเป็นปีที่แฟนบอลชาวไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก หลายสโมสรมีการเสริมทัพนักเตะดาวรุ่งและโค้ชฝีมือดีเข้ามามากมาย การแข่งขันในลีกสูงสุดจนถึงลีกล่างจึงมีความเข้มข้นและสูสีมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด
ด้วยโครงข่ายการสื่อสารที่ทรงพลังจาก AIS การรายงานข่าวสารและผลการแข่งขันจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว สื่อมวลชนและแฟนบอลสามารถโต้ตอบกันบนโลกออนไลน์ได้ทันที เทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างคอมมูนิตี้คนรักฟุตบอลไทยให้เติบโตและเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
แฟนลูกหนังสามารถร่วมส่งเสียงเชียร์ทีมรักในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาล 2026/27 แบบจุใจ คุณสามารถชมการแข่งขันสดครบทุกลีก รวมถึงรับชมไฮไลต์และแมตช์รีรันแบบจัดเต็มได้ทุกที่ แฟนๆ สามารถสมัครแพ็กเกจ PLAY ALL และติดตามรายละเอียดการรับชมเพิ่มเติมได้ที่ AIS PLAY
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
กฟก.เชียงรายลุยแจกไก่พื้นเมือง หนุนชาวอำเภอพานสร้างรายได้
เทคโนโลยี - Tech
GISTDA เผยภาพดาวเทียม เตือนพื้นที่สีแดงเสี่ยงน้ำท่วมสูง
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทยอย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ ข้อมูลภูมิสารสนเทศดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง ที่กำลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังและมวลน้ำสะสมอย่างหนัก ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรง จากพายุฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งนำข้อมูลสำคัญนี้ ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำและวางแผนช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ของ GISTDA พบว่ามีหลายพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับสูงสุด พื้นที่เฝ้าระวังเหล่านี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในบริเวณจุดเสี่ยงดังกล่าว จำเป็นต้องติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง จะช่วยให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที
GISTDA ประเด็นสำคัญ
- ภาพดาวเทียมจาก GISTDA แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีพื้นที่สีแดงหลายแห่งทั่วประเทศที่กำลังเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังในระดับสูง
- ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นกลุ่มพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำและฝนสะสมหนักที่สุด
- ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมอพยพหรือขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเมื่อจำเป็น
เมื่อพิจารณาเจาะลึกจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมขังที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จังหวัดสำคัญอย่างนครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี และสระบุรี ล้วนปรากฏภาพเป็นพื้นที่สีแดงบนแผนที่ ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ มวลน้ำสะสมยังเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไหลบ่าลงมาถึงพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และครอบคลุมถึงบางส่วนของกรุงเทพมหานครอีกด้วย ข้อมูลเชิงลึกนี้ตรงกับรายงานข่าวจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่ระบุว่าพบจุดน้ำท่วมขังบนผิวถนน กระจายตัวอยู่ในหลายเส้นทางหลักทั่วภูมิภาค
ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำคลองสาขาต่างๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถนนและเส้นทางสัญจรหลายสายถูกน้ำท่วมขังจนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ตามปกติ ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง ผู้ใช้รถใช้ถนนจึงควรตรวจสอบสภาพเส้นทางอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขังสูงเพื่อป้องกันอันตราย
ภาคอีสานเผชิญน้ำล้นตลิ่งเป็นวงกว้าง
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เนื่องจากระบบภาพดาวเทียมตรวจพบการสะสมของมวลน้ำจำนวนมหาศาล จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ต่างมีจุดเสี่ยงภัยระดับสูงกระจายตัวอยู่หนาแน่นตามแนวลุ่มน้ำต่างๆ ปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่งได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนและไร่นาของเกษตรกรในวงกว้าง หากพายุฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่เหล่านี้อาจจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ปัจจุบันหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำกำลังเร่งดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมขั้นสูง ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของมวลน้ำ และวางแผนเส้นทางระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ทางน้ำ ควรเร่งเก็บสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง และย้ายยานพาหนะรวมถึงสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้
แม้ว่าเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ และรับรู้ถึงความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือระดับบุคคลยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทาง GISTDA ได้เน้นย้ำและขอร้องให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติอย่างเคร่งครัด การติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนมีสติในการรับมือ และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บิว ภูริพล ผงาดคว้าทอง 100 ม. เอเชียนเกมส์ ทุบสถิติ 9.90 วิ
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร
เทคโนโลยี - Tech
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร
ประเทศไทยมีโครงการเมืองอัจฉริยะอยู่ที่ไหนบ้าง? หากคุณนึกถึงแต่น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ อาจพลาดทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางภูมิภาค และพื้นที่พัฒนาใหม่ในภาคตะวันออก โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีขอบเขตต่างกัน บางแห่งครอบคลุมจังหวัด บางแห่งเจาะจงเพียงย่านหรือเทศบาล
สิ่งที่ต้องดูควบคู่กับชื่อพื้นที่คือสถานะของโครงการ เพราะการติดอันดับ การเข้าร่วมเครือข่าย และการได้รับการรับรองเป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งเมืองอัจฉริยะยังเกี่ยวกับการเดินทาง สิ่งแวดล้อม และชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่การติดตั้งเทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- ตัวอย่างโครงการเด่นอยู่ในกรุงเทพฯ ระยอง และภูเก็ต ขณะที่เมืองภูมิภาคอีกหลายแห่งมีแผนหรือกิจกรรมพัฒนาในรูปแบบของตนเอง
- ภูเก็ตและขอนแก่นมีผลงานในดัชนีเมืองอัจฉริยะปี 2023 แต่ผลจัดอันดับไม่ได้บอกว่าทุกพื้นที่มีสถานะรับรองเหมือนกัน
- เชียงรายปรากฏในกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่อำเภอแม่ลาว จึงควรระบุชื่อพื้นที่และลักษณะกิจกรรมให้ชัด
- กรอบเมืองอัจฉริยะไทยครอบคลุมเจ็ดด้าน โดยแต่ละเมืองเลือกแก้ปัญหาที่ต่างกัน
- ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ควรตรวจสอบพื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และสถานะล่าสุดจากข้อมูลของ depa
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง
รายชื่อพื้นที่จะอ่านได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อรู้ว่าแต่ละชื่อปรากฏในข้อมูลประเภทใด ดัชนีเมืองอัจฉริยะสะท้อนผลการประเมิน ส่วนเครือข่ายเทศบาลบอกถึงการเข้าร่วมพัฒนา ทั้งสองอย่างไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นรายชื่อเมืองที่ได้รับการรับรองทั้งหมด
กรุงเทพฯ และพื้นที่พัฒนาเมืองในภาคตะวันออก
กรุงเทพฯ มีตัวอย่างระดับย่าน ได้แก่ Samyan Smart City และพื้นที่บริเวณ คลองผดุงกรุงเกษม ทั้งสองแห่งปรากฏในกลุ่มเมืองเด่นประเภทพื้นที่เมืองของดัชนีปี 2023 ชื่อโครงการระบุพื้นที่เฉพาะ จึงไม่ควรตีความว่าทั้งกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน
ภาคตะวันออกมี Wang Chan Valley ในจังหวัดระยอง ซึ่งได้อันดับสูงสุดในกลุ่มพื้นที่เมืองของดัชนีดังกล่าว พื้นที่นี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ชลบุรีเป็นอีกจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่มีความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมือง อย่างไรก็ดี คำว่า “พื้นที่ชลบุรี” ยังไม่บอกชื่อโครงการหรือสถานะ ต้องตรวจสอบรายพื้นที่ก่อนอ้างอิง
ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองเด่นในภูมิภาค
ในกลุ่มพื้นที่ระดับจังหวัด ภูเก็ต ได้อันดับหนึ่งของดัชนีปี 2023 ส่วน ขอนแก่น อยู่ในกลุ่มสามอันดับแรก รายงาน ผลจัดอันดับเมืองอัจฉริยะของไทยปี 2023 ยังแยกผลระดับจังหวัดออกจากระดับพื้นที่เมืองอย่างชัดเจน จึงไม่ควรนำอันดับของภูเก็ตไปเทียบตรง ๆ กับ Samyan Smart City
เชียงใหม่ ปรากฏผ่านการเข้าร่วมเครือข่ายเทศบาล Smart City Charter ส่วน เชียงราย มีพื้นที่อำเภอแม่ลาวเข้าร่วมกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่ depa รายงานไว้ในปี 2023 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม ข้อมูลนี้บอกถึงกิจกรรมในพื้นที่ ไม่ได้ยืนยันว่าเชียงรายทั้งจังหวัดได้รับการรับรองเป็นเมืองอัจฉริยะ
เครือข่ายเทศบาลและพื้นที่ที่กำลังพัฒนา
Smart City Charter มีเทศบาลที่ depa ระบุชื่อไว้ เช่น แม่เหียะ ป่าตอง นครสวรรค์ อุดรธานี กระบี่ ทุ่งสง ชุมแพ และแก่งคอย รายชื่อยังรวมเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ขอนแก่น ระยอง และเทศบาลนครรังสิตด้วย
การอยู่ในเครือข่ายหมายถึงเทศบาลเข้ามาร่วมแนวทางพัฒนา ไม่ได้บอกว่าโครงการครอบคลุมทั้งจังหวัดหรือผ่านการรับรองระดับเดียวกันทั้งหมด ในเชียงรายยังมี ความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของท้องถิ่น ที่สะท้อนความสนใจของหน่วยงานในพื้นที่ แต่ควรแยกข่าวการผลักดันออกจากผลรับรองอย่างเป็นทางการ
ชื่อจังหวัดเดียวกัน อาจหมายถึงโครงการคนละขนาด
เมื่อเห็นชื่อจังหวัดในข่าวเมืองอัจฉริยะ ให้ดูต่อว่าขอบเขตจริงอยู่ตรงไหน ชื่อ “ภูเก็ต” ในการจัดอันดับระดับจังหวัดต่างจากชื่อย่านอย่างสามย่าน หรือชื่อพื้นที่พัฒนาอย่าง Wang Chan Valley หากไม่แยกขนาดพื้นที่ ผู้อ่านอาจเข้าใจผิดว่าผลการประเมินครอบคลุมประชากรและบริการในระดับเดียวกัน
จังหวัด เมือง และย่านต้องอ่านแยกกัน
โครงการระดับย่านอาจมุ่งจัดการปัญหาที่เห็นชัดในบริเวณจำกัด เช่น การเดินทางหรือการใช้พื้นที่สาธารณะ ส่วนแผนระดับจังหวัดต้องประสานงานกับหลายท้องถิ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลายกว่า ความต่างนี้มีผลต่อทั้งเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และวิธีวัดความคืบหน้า
หากข่าวใช้ชื่อจังหวัดเป็นหัวเรื่อง แต่รายละเอียดระบุเพียงหนึ่งอำเภอ ให้ยึด ขอบเขตพื้นที่ในรายละเอียดโครงการ เป็นหลัก กิจกรรมที่อำเภอแม่ลาวเป็นตัวอย่างที่ควรเรียกว่าโครงการในพื้นที่เชียงราย มากกว่าจะสรุปว่าเกิดขึ้นทั่วจังหวัด
อันดับ เครือข่าย และการรับรองตอบคนละคำถาม
อันดับจากดัชนีช่วยดูผลงานตามเกณฑ์ในปีที่ประเมิน เครือข่ายอย่าง Smart City Charter แสดงการมีส่วนร่วมของเทศบาล ส่วนสถานะรับรองต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
งานวิจัยที่ศึกษา การกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะในภูเก็ตและขอนแก่น ช่วยให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองมีทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ดังนั้น แม้สองจังหวัดจะถูกกล่าวถึงภายใต้หัวข้อเดียวกัน ก็ยังต้องดูว่าใครดำเนินงานและขอบเขตงานอยู่ตรงไหน
เมืองอัจฉริยะไทยทำอะไรบ้าง นอกจากใช้เทคโนโลยี
กรอบเมืองอัจฉริยะของไทยครอบคลุม เจ็ดด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การเดินทาง พลังงาน การดำรงชีวิต ผู้คน การบริหารภาครัฐ และสิ่งแวดล้อม แนวทาง เมืองอัจฉริยะที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยย้ำว่าจุดเริ่มต้นควรเป็นปัญหาของคนในพื้นที่ ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยหาว่าจะนำไปใช้ทำอะไร
แต่ละโครงการจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกด้านพร้อมกัน เมืองท่องเที่ยวอาจสนใจการเดินทางและคุณภาพชีวิต ส่วนพื้นที่ที่มีโจทย์เรื่องทรัพยากรอาจให้ความสำคัญกับพลังงานหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ข้อมูลดิจิทัล การเดินทาง และบริการเมือง
ด้านการบริหารภาครัฐเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจและติดตามบริการสาธารณะ หากหน่วยงานเห็นปัญหาในพื้นที่ได้ชัดขึ้น ก็จัดลำดับงานและประสานผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ส่วนด้านการเดินทางมองถึงความสะดวกในการเข้าถึงสถานที่และบริการที่ประชาชนต้องใช้
ด้านเศรษฐกิจและผู้คนก็เกี่ยวข้องกัน เมืองต้องมองทั้งโอกาสของผู้ประกอบการและความสามารถของประชาชนในการใช้บริการใหม่ อย่างไรก็ดี การกล่าวว่าเมืองใดมีแพลตฟอร์มข้อมูลหรือระบบเดินทางเฉพาะ ต้องมีหลักฐานของโครงการนั้นรองรับก่อน
พลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
ด้านพลังงานมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับปัญหาที่กระทบพื้นที่ เช่น น้ำและขยะ ส่วนด้านการดำรงชีวิตมองผลต่อความเป็นอยู่และการเข้าถึงบริการ
ตัวอย่างการใช้ข้อมูลกับปัญหาใกล้ตัวคือ การพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำในเชียงราย ซึ่งกล่าวถึงการรับแจ้งและติดตามปัญหาน้ำประปา ตัวอย่างนี้แสดงวิธีที่เทคโนโลยีช่วยงานท้องถิ่น แต่ไม่ใช่หลักฐานรับรองสถานะเมืองอัจฉริยะของจังหวัด
ดูความก้าวหน้าของโครงการจากอะไร
ชื่อโครงการและแผนงานเป็นจุดเริ่มต้น แต่คนในพื้นที่ย่อมอยากรู้ว่าสิ่งที่ประกาศไว้เกิดขึ้นจริงหรือยัง การติดตามจึงควรแยก กิจกรรมที่เริ่มดำเนินการ ออกจากผลที่ประชาชนได้รับ เพราะการจัดอบรม การเปิดตัวระบบ และการใช้งานต่อเนื่องเป็นคนละช่วงของงาน
สำหรับโครงการด้านบริการเมือง คำถามที่ใช้ได้คือประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไร และเมื่อแจ้งปัญหาแล้วใครรับผิดชอบต่อ หากเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ควรดูว่ามีการรายงานข้อมูลหรือผลดำเนินงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่
อีกจุดหนึ่งคือความต่อเนื่องหลังจบกิจกรรมทดลอง พื้นที่นำร่องอาจช่วยทดสอบวิธีทำงาน ก่อนตัดสินใจว่าจะขยายผลอย่างไร การเห็นผลในพื้นที่เล็กจึงยังไม่เท่ากับการใช้ระบบได้ทั่วเมือง
ท้ายที่สุด ตัวชี้วัดควรสัมพันธ์กับปัญหาที่โครงการตั้งใจแก้ หากเป้าหมายคือบริการที่สะดวกขึ้น การนับจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวบอกประสบการณ์ของประชาชนไม่ได้ ต้องดูผลการให้บริการประกอบด้วย
วิธีตรวจสอบสถานะและความคืบหน้าของแต่ละพื้นที่
ก่อนใช้รายชื่อโครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยเป็นข้อมูลอ้างอิง ให้เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depa แพลตฟอร์มนี้แสดงชื่อเมือง พื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และประเภทเมือง รายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกโครงการระดับย่านออกจากพื้นที่ระดับเมืองหรือจังหวัดได้
จากนั้นตรวจชื่อผู้ดำเนินโครงการและช่วงเวลาของข้อมูล หากพบชื่อเดียวกันในข่าวประชาสัมพันธ์ ให้ดูว่าข่าวกล่าวถึงการเริ่มต้นโครงการ การเข้าร่วมเครือข่าย ผลการจัดอันดับ หรือการรับรองอย่างเป็นทางการ ข่าวแต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน
เทียบข้อมูลหลายจุดก่อนสรุปสถานะ
เริ่มจากชื่อพื้นที่จริง ไม่ใช่ชื่อจังหวัดที่ใช้ในพาดหัว แล้วดูหน่วยงานรับผิดชอบและประเภทเมืองในฐานข้อมูล หากต้องการทราบความคืบหน้าล่าสุด ให้เทียบกับประกาศของเทศบาล จังหวัด หรือเจ้าของโครงการโดยตรง
การมีชื่อในดัชนีปี 2023 ไม่ได้บอกสถานะปัจจุบันทั้งหมด เช่นเดียวกับการมีข่าวเปิดตัวในปีหนึ่งที่ไม่ยืนยันว่าระบบยังดำเนินงานอยู่ในปีถัดมา วันที่เผยแพร่ข้อมูล จึงสำคัญพอ ๆ กับชื่อโครงการ
ใช้ตัวเลขและรายชื่อให้ตรงนิยาม
ก่อนนับจำนวนเมือง ให้กำหนดก่อนว่าจะนับพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ หรือเขตนำร่อง งานวิจัยเรื่อง การจัดชุดข้อมูลสำหรับกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะ ใช้ข้อมูลจากเมืองที่ได้รับการรับรองตามขอบเขตการศึกษา ซึ่งไม่ใช่นิยามเดียวกับการรวมทุกเทศบาลและกิจกรรมนำร่อง
รายชื่อและสถานะเปลี่ยนได้เมื่อมีโครงการใหม่หรือปรับขอบเขตงาน หากจะเผยแพร่ข้อมูล ควรระบุทั้งประเภทพื้นที่และวันที่ตรวจสอบไว้ด้วย ผู้อ่านจะได้รู้ว่ารายชื่อนั้นสะท้อนข้อมูลช่วงใด
คำถามที่พบบ่อย
เมืองอัจฉริยะในไทยมีทั้งหมดกี่แห่ง
คำตอบขึ้นอยู่กับสิ่งที่นับ เมืองที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ และเขตนำร่องอาจอยู่คนละชุดข้อมูล จึงไม่ควรนำตัวเลขจากข่าวต่างปีมาบวกกัน หากต้องใช้จำนวนล่าสุด ให้ตรวจฐานข้อมูลของ depa พร้อมดูนิยามและวันที่ข้อมูลได้รับการปรับปรุง
เมืองอัจฉริยะต้องมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง
ไม่มีชุดอุปกรณ์ที่ทุกเมืองต้องติดตั้งเหมือนกัน เครื่องมือดิจิทัลควรตอบเป้าหมายของพื้นที่ เช่น ช่วยจัดการข้อมูลเพื่อปรับบริการ หรือช่วยติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญคือหน่วยงานใช้ข้อมูลนั้นแก้ปัญหาได้จริงและประชาชนเข้าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น
โครงการเมืองอัจฉริยะมีเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือไม่
มีพื้นที่พัฒนาในหลายภูมิภาค ตัวอย่างในบทความนี้ครอบคลุมระยอง ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และกิจกรรมในเชียงรายด้วย อย่างไรก็ตาม แต่ละชื่ออาจหมายถึงพื้นที่จัดอันดับ เทศบาลในเครือข่าย หรือกิจกรรมนำร่อง จึงไม่ควรเหมารวมว่าได้รับการรับรองสถานะเดียวกัน
ประชาชนตรวจสอบข้อมูลโครงการได้จากที่ไหน
เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depa เพื่อดูชื่อพื้นที่ ประเภทเมือง และผู้ดำเนินโครงการ จากนั้นตรวจเว็บไซต์หรือประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่ออยากรู้ว่ากิจกรรมล่าสุดเปิดให้ใช้บริการแล้วหรือยัง ควรดูวันที่ประกาศทุกครั้ง
เมืองอัจฉริยะต่างจากเมืองดิจิทัลอย่างไร
คำว่าเมืองดิจิทัลมักชวนให้นึกถึงบริการออนไลน์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ส่วนเมืองอัจฉริยะมองการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเมืองหลายด้าน รวมถึงชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อม การมีบริการดิจิทัลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาได้ แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าเมืองดำเนินงานครบทุกด้าน
โครงการกระจายทั่วไทย แต่ต้องดูสถานะเป็นรายพื้นที่
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีทั้งย่านในกรุงเทพฯ พื้นที่พัฒนาในภาคตะวันออก และเมืองภูมิภาค ขนาดพื้นที่ จุดเน้น และสถานะของแต่ละแห่งต่างกัน จึงอ่านชื่อโครงการเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ให้ตรวจ ขอบเขตพื้นที่และสถานะล่าสุด จากข้อมูลทางการเสมอ วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพเมืองอัจฉริยะของไทยตามที่แต่ละพื้นที่ดำเนินงานอยู่จริง
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days agoตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime4 days agoตร.ภาค 5 โชว์ฟอร์ม สกัดยาบ้า 2.8 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะดัดแปลง

