เทคโนโลยี - Tech
GISTDA เผยภาพดาวเทียม เตือนพื้นที่สีแดงเสี่ยงน้ำท่วมสูง
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ได้เปิดเผยภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุด เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำทั่วภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยอย่างใกล้ชิดแบบเรียลไทม์ ข้อมูลภูมิสารสนเทศดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง ที่กำลังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังและมวลน้ำสะสมอย่างหนัก ภาพถ่ายเหล่านี้ช่วยตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบโดยตรง จากพายุฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งนำข้อมูลสำคัญนี้ ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำและวางแผนช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” ของ GISTDA พบว่ามีหลายพื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับสูงสุด พื้นที่เฝ้าระวังเหล่านี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างขวาง ทั้งในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประชาชนและเกษตรกรที่อาศัยอยู่ในบริเวณจุดเสี่ยงดังกล่าว จำเป็นต้องติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและมีความแม่นยำสูง จะช่วยให้ทุกคนสามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที
GISTDA ประเด็นสำคัญ
- ภาพดาวเทียมจาก GISTDA แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มีพื้นที่สีแดงหลายแห่งทั่วประเทศที่กำลังเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังในระดับสูง
- ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นกลุ่มพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำและฝนสะสมหนักที่สุด
- ทางการขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมอพยพหรือขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเมื่อจำเป็น
เมื่อพิจารณาเจาะลึกจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมขังที่ขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จังหวัดสำคัญอย่างนครสวรรค์ พิจิตร ลพบุรี และสระบุรี ล้วนปรากฏภาพเป็นพื้นที่สีแดงบนแผนที่ ซึ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ มวลน้ำสะสมยังเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไหลบ่าลงมาถึงพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี และครอบคลุมถึงบางส่วนของกรุงเทพมหานครอีกด้วย ข้อมูลเชิงลึกนี้ตรงกับรายงานข่าวจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด ที่ระบุว่าพบจุดน้ำท่วมขังบนผิวถนน กระจายตัวอยู่ในหลายเส้นทางหลักทั่วภูมิภาค
ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและลำคลองสาขาต่างๆ เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถนนและเส้นทางสัญจรหลายสายถูกน้ำท่วมขังจนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ตามปกติ ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบาก เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มกำลัง ผู้ใช้รถใช้ถนนจึงควรตรวจสอบสภาพเส้นทางอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านจุดที่มีน้ำท่วมขังสูงเพื่อป้องกันอันตราย
ภาคอีสานเผชิญน้ำล้นตลิ่งเป็นวงกว้าง
สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เนื่องจากระบบภาพดาวเทียมตรวจพบการสะสมของมวลน้ำจำนวนมหาศาล จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ต่างมีจุดเสี่ยงภัยระดับสูงกระจายตัวอยู่หนาแน่นตามแนวลุ่มน้ำต่างๆ ปริมาณน้ำที่ล้นตลิ่งได้ไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตพื้นที่ทางการเกษตร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนและไร่นาของเกษตรกรในวงกว้าง หากพายุฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่เหล่านี้อาจจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
ปัจจุบันหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำกำลังเร่งดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ชุมชน เพื่อลดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมขั้นสูง ช่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถมองเห็นภาพรวมของมวลน้ำ และวางแผนเส้นทางระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ทางน้ำ ควรเร่งเก็บสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูง และย้ายยานพาหนะรวมถึงสัตว์เลี้ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้
แม้ว่าเทคโนโลยีอวกาศสมัยใหม่จะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ และรับรู้ถึงความเสี่ยงของการเกิดอุทกภัยได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ แต่การเตรียมความพร้อมรับมือระดับบุคคลยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ทาง GISTDA ได้เน้นย้ำและขอร้องให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านภัยพิบัติอย่างเคร่งครัด การติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนมีสติในการรับมือ และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บิว ภูริพล ผงาดคว้าทอง 100 ม. เอเชียนเกมส์ ทุบสถิติ 9.90 วิ
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร
เทคโนโลยี - Tech
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทย อยู่ที่ไหนและต่างกันอย่างไร
ภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยมีโครงการเมืองอัจฉริยะอยู่ที่ไหนบ้าง? หากคุณนึกถึงแต่น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ อาจพลาดทั้งเมืองท่องเที่ยว ศูนย์กลางภูมิภาค และพื้นที่พัฒนาใหม่ในภาคตะวันออก โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีขอบเขตต่างกัน บางแห่งครอบคลุมจังหวัด บางแห่งเจาะจงเพียงย่านหรือเทศบาล
สิ่งที่ต้องดูควบคู่กับชื่อพื้นที่คือสถานะของโครงการ เพราะการติดอันดับ การเข้าร่วมเครือข่าย และการได้รับการรับรองเป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งเมืองอัจฉริยะยังเกี่ยวกับการเดินทาง สิ่งแวดล้อม และชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่การติดตั้งเทคโนโลยี
ประเด็นสำคัญที่ควรรู้
- ตัวอย่างโครงการเด่นอยู่ในกรุงเทพฯ ระยอง และภูเก็ต ขณะที่เมืองภูมิภาคอีกหลายแห่งมีแผนหรือกิจกรรมพัฒนาในรูปแบบของตนเอง
- ภูเก็ตและขอนแก่นมีผลงานในดัชนีเมืองอัจฉริยะปี 2023 แต่ผลจัดอันดับไม่ได้บอกว่าทุกพื้นที่มีสถานะรับรองเหมือนกัน
- เชียงรายปรากฏในกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่อำเภอแม่ลาว จึงควรระบุชื่อพื้นที่และลักษณะกิจกรรมให้ชัด
- กรอบเมืองอัจฉริยะไทยครอบคลุมเจ็ดด้าน โดยแต่ละเมืองเลือกแก้ปัญหาที่ต่างกัน
- ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ควรตรวจสอบพื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และสถานะล่าสุดจากข้อมูลของ depa
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง
รายชื่อพื้นที่จะอ่านได้ถูกต้องก็ต่อเมื่อรู้ว่าแต่ละชื่อปรากฏในข้อมูลประเภทใด ดัชนีเมืองอัจฉริยะสะท้อนผลการประเมิน ส่วนเครือข่ายเทศบาลบอกถึงการเข้าร่วมพัฒนา ทั้งสองอย่างไม่ควรถูกนำไปรวมเป็นรายชื่อเมืองที่ได้รับการรับรองทั้งหมด
กรุงเทพฯ และพื้นที่พัฒนาเมืองในภาคตะวันออก
กรุงเทพฯ มีตัวอย่างระดับย่าน ได้แก่ Samyan Smart City และพื้นที่บริเวณ คลองผดุงกรุงเกษม ทั้งสองแห่งปรากฏในกลุ่มเมืองเด่นประเภทพื้นที่เมืองของดัชนีปี 2023 ชื่อโครงการระบุพื้นที่เฉพาะ จึงไม่ควรตีความว่าทั้งกรุงเทพฯ อยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน
ภาคตะวันออกมี Wang Chan Valley ในจังหวัดระยอง ซึ่งได้อันดับสูงสุดในกลุ่มพื้นที่เมืองของดัชนีดังกล่าว พื้นที่นี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรม ขณะที่ชลบุรีเป็นอีกจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่มีความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมือง อย่างไรก็ดี คำว่า “พื้นที่ชลบุรี” ยังไม่บอกชื่อโครงการหรือสถานะ ต้องตรวจสอบรายพื้นที่ก่อนอ้างอิง
ภูเก็ต เชียงใหม่ และเมืองเด่นในภูมิภาค
ในกลุ่มพื้นที่ระดับจังหวัด ภูเก็ต ได้อันดับหนึ่งของดัชนีปี 2023 ส่วน ขอนแก่น อยู่ในกลุ่มสามอันดับแรก รายงาน ผลจัดอันดับเมืองอัจฉริยะของไทยปี 2023 ยังแยกผลระดับจังหวัดออกจากระดับพื้นที่เมืองอย่างชัดเจน จึงไม่ควรนำอันดับของภูเก็ตไปเทียบตรง ๆ กับ Samyan Smart City
เชียงใหม่ ปรากฏผ่านการเข้าร่วมเครือข่ายเทศบาล Smart City Charter ส่วน เชียงราย มีพื้นที่อำเภอแม่ลาวเข้าร่วมกิจกรรม DIGITAL INFINITY: SMART LIVING ที่ depa รายงานไว้ในปี 2023 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม ข้อมูลนี้บอกถึงกิจกรรมในพื้นที่ ไม่ได้ยืนยันว่าเชียงรายทั้งจังหวัดได้รับการรับรองเป็นเมืองอัจฉริยะ
เครือข่ายเทศบาลและพื้นที่ที่กำลังพัฒนา
Smart City Charter มีเทศบาลที่ depa ระบุชื่อไว้ เช่น แม่เหียะ ป่าตอง นครสวรรค์ อุดรธานี กระบี่ ทุ่งสง ชุมแพ และแก่งคอย รายชื่อยังรวมเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ขอนแก่น ระยอง และเทศบาลนครรังสิตด้วย
การอยู่ในเครือข่ายหมายถึงเทศบาลเข้ามาร่วมแนวทางพัฒนา ไม่ได้บอกว่าโครงการครอบคลุมทั้งจังหวัดหรือผ่านการรับรองระดับเดียวกันทั้งหมด ในเชียงรายยังมี ความเคลื่อนไหวด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของท้องถิ่น ที่สะท้อนความสนใจของหน่วยงานในพื้นที่ แต่ควรแยกข่าวการผลักดันออกจากผลรับรองอย่างเป็นทางการ
ชื่อจังหวัดเดียวกัน อาจหมายถึงโครงการคนละขนาด
เมื่อเห็นชื่อจังหวัดในข่าวเมืองอัจฉริยะ ให้ดูต่อว่าขอบเขตจริงอยู่ตรงไหน ชื่อ “ภูเก็ต” ในการจัดอันดับระดับจังหวัดต่างจากชื่อย่านอย่างสามย่าน หรือชื่อพื้นที่พัฒนาอย่าง Wang Chan Valley หากไม่แยกขนาดพื้นที่ ผู้อ่านอาจเข้าใจผิดว่าผลการประเมินครอบคลุมประชากรและบริการในระดับเดียวกัน
จังหวัด เมือง และย่านต้องอ่านแยกกัน
โครงการระดับย่านอาจมุ่งจัดการปัญหาที่เห็นชัดในบริเวณจำกัด เช่น การเดินทางหรือการใช้พื้นที่สาธารณะ ส่วนแผนระดับจังหวัดต้องประสานงานกับหลายท้องถิ่นและรองรับความต้องการที่หลากหลายกว่า ความต่างนี้มีผลต่อทั้งเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และวิธีวัดความคืบหน้า
หากข่าวใช้ชื่อจังหวัดเป็นหัวเรื่อง แต่รายละเอียดระบุเพียงหนึ่งอำเภอ ให้ยึด ขอบเขตพื้นที่ในรายละเอียดโครงการ เป็นหลัก กิจกรรมที่อำเภอแม่ลาวเป็นตัวอย่างที่ควรเรียกว่าโครงการในพื้นที่เชียงราย มากกว่าจะสรุปว่าเกิดขึ้นทั่วจังหวัด
อันดับ เครือข่าย และการรับรองตอบคนละคำถาม
อันดับจากดัชนีช่วยดูผลงานตามเกณฑ์ในปีที่ประเมิน เครือข่ายอย่าง Smart City Charter แสดงการมีส่วนร่วมของเทศบาล ส่วนสถานะรับรองต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
งานวิจัยที่ศึกษา การกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะในภูเก็ตและขอนแก่น ช่วยให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองมีทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ ดังนั้น แม้สองจังหวัดจะถูกกล่าวถึงภายใต้หัวข้อเดียวกัน ก็ยังต้องดูว่าใครดำเนินงานและขอบเขตงานอยู่ตรงไหน
เมืองอัจฉริยะไทยทำอะไรบ้าง นอกจากใช้เทคโนโลยี
กรอบเมืองอัจฉริยะของไทยครอบคลุม เจ็ดด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การเดินทาง พลังงาน การดำรงชีวิต ผู้คน การบริหารภาครัฐ และสิ่งแวดล้อม แนวทาง เมืองอัจฉริยะที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ช่วยย้ำว่าจุดเริ่มต้นควรเป็นปัญหาของคนในพื้นที่ ไม่ใช่การเลือกอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยหาว่าจะนำไปใช้ทำอะไร
แต่ละโครงการจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกด้านพร้อมกัน เมืองท่องเที่ยวอาจสนใจการเดินทางและคุณภาพชีวิต ส่วนพื้นที่ที่มีโจทย์เรื่องทรัพยากรอาจให้ความสำคัญกับพลังงานหรือสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ข้อมูลดิจิทัล การเดินทาง และบริการเมือง
ด้านการบริหารภาครัฐเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลช่วยตัดสินใจและติดตามบริการสาธารณะ หากหน่วยงานเห็นปัญหาในพื้นที่ได้ชัดขึ้น ก็จัดลำดับงานและประสานผู้รับผิดชอบได้ตรงจุด ส่วนด้านการเดินทางมองถึงความสะดวกในการเข้าถึงสถานที่และบริการที่ประชาชนต้องใช้
ด้านเศรษฐกิจและผู้คนก็เกี่ยวข้องกัน เมืองต้องมองทั้งโอกาสของผู้ประกอบการและความสามารถของประชาชนในการใช้บริการใหม่ อย่างไรก็ดี การกล่าวว่าเมืองใดมีแพลตฟอร์มข้อมูลหรือระบบเดินทางเฉพาะ ต้องมีหลักฐานของโครงการนั้นรองรับก่อน
พลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต
ด้านพลังงานมุ่งใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับปัญหาที่กระทบพื้นที่ เช่น น้ำและขยะ ส่วนด้านการดำรงชีวิตมองผลต่อความเป็นอยู่และการเข้าถึงบริการ
ตัวอย่างการใช้ข้อมูลกับปัญหาใกล้ตัวคือ การพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำในเชียงราย ซึ่งกล่าวถึงการรับแจ้งและติดตามปัญหาน้ำประปา ตัวอย่างนี้แสดงวิธีที่เทคโนโลยีช่วยงานท้องถิ่น แต่ไม่ใช่หลักฐานรับรองสถานะเมืองอัจฉริยะของจังหวัด
ดูความก้าวหน้าของโครงการจากอะไร
ชื่อโครงการและแผนงานเป็นจุดเริ่มต้น แต่คนในพื้นที่ย่อมอยากรู้ว่าสิ่งที่ประกาศไว้เกิดขึ้นจริงหรือยัง การติดตามจึงควรแยก กิจกรรมที่เริ่มดำเนินการ ออกจากผลที่ประชาชนได้รับ เพราะการจัดอบรม การเปิดตัวระบบ และการใช้งานต่อเนื่องเป็นคนละช่วงของงาน
สำหรับโครงการด้านบริการเมือง คำถามที่ใช้ได้คือประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างไร และเมื่อแจ้งปัญหาแล้วใครรับผิดชอบต่อ หากเป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ควรดูว่ามีการรายงานข้อมูลหรือผลดำเนินงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่
อีกจุดหนึ่งคือความต่อเนื่องหลังจบกิจกรรมทดลอง พื้นที่นำร่องอาจช่วยทดสอบวิธีทำงาน ก่อนตัดสินใจว่าจะขยายผลอย่างไร การเห็นผลในพื้นที่เล็กจึงยังไม่เท่ากับการใช้ระบบได้ทั่วเมือง
ท้ายที่สุด ตัวชี้วัดควรสัมพันธ์กับปัญหาที่โครงการตั้งใจแก้ หากเป้าหมายคือบริการที่สะดวกขึ้น การนับจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียวบอกประสบการณ์ของประชาชนไม่ได้ ต้องดูผลการให้บริการประกอบด้วย
วิธีตรวจสอบสถานะและความคืบหน้าของแต่ละพื้นที่
ก่อนใช้รายชื่อโครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยเป็นข้อมูลอ้างอิง ให้เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depa แพลตฟอร์มนี้แสดงชื่อเมือง พื้นที่ ผู้ดำเนินโครงการ และประเภทเมือง รายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกโครงการระดับย่านออกจากพื้นที่ระดับเมืองหรือจังหวัดได้
จากนั้นตรวจชื่อผู้ดำเนินโครงการและช่วงเวลาของข้อมูล หากพบชื่อเดียวกันในข่าวประชาสัมพันธ์ ให้ดูว่าข่าวกล่าวถึงการเริ่มต้นโครงการ การเข้าร่วมเครือข่าย ผลการจัดอันดับ หรือการรับรองอย่างเป็นทางการ ข่าวแต่ละแบบตอบคำถามต่างกัน
เทียบข้อมูลหลายจุดก่อนสรุปสถานะ
เริ่มจากชื่อพื้นที่จริง ไม่ใช่ชื่อจังหวัดที่ใช้ในพาดหัว แล้วดูหน่วยงานรับผิดชอบและประเภทเมืองในฐานข้อมูล หากต้องการทราบความคืบหน้าล่าสุด ให้เทียบกับประกาศของเทศบาล จังหวัด หรือเจ้าของโครงการโดยตรง
การมีชื่อในดัชนีปี 2023 ไม่ได้บอกสถานะปัจจุบันทั้งหมด เช่นเดียวกับการมีข่าวเปิดตัวในปีหนึ่งที่ไม่ยืนยันว่าระบบยังดำเนินงานอยู่ในปีถัดมา วันที่เผยแพร่ข้อมูล จึงสำคัญพอ ๆ กับชื่อโครงการ
ใช้ตัวเลขและรายชื่อให้ตรงนิยาม
ก่อนนับจำนวนเมือง ให้กำหนดก่อนว่าจะนับพื้นที่ที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ หรือเขตนำร่อง งานวิจัยเรื่อง การจัดชุดข้อมูลสำหรับกำกับดูแลเมืองอัจฉริยะ ใช้ข้อมูลจากเมืองที่ได้รับการรับรองตามขอบเขตการศึกษา ซึ่งไม่ใช่นิยามเดียวกับการรวมทุกเทศบาลและกิจกรรมนำร่อง
รายชื่อและสถานะเปลี่ยนได้เมื่อมีโครงการใหม่หรือปรับขอบเขตงาน หากจะเผยแพร่ข้อมูล ควรระบุทั้งประเภทพื้นที่และวันที่ตรวจสอบไว้ด้วย ผู้อ่านจะได้รู้ว่ารายชื่อนั้นสะท้อนข้อมูลช่วงใด
คำถามที่พบบ่อย
เมืองอัจฉริยะในไทยมีทั้งหมดกี่แห่ง
คำตอบขึ้นอยู่กับสิ่งที่นับ เมืองที่ได้รับการรับรอง พื้นที่โครงการ และเขตนำร่องอาจอยู่คนละชุดข้อมูล จึงไม่ควรนำตัวเลขจากข่าวต่างปีมาบวกกัน หากต้องใช้จำนวนล่าสุด ให้ตรวจฐานข้อมูลของ depa พร้อมดูนิยามและวันที่ข้อมูลได้รับการปรับปรุง
เมืองอัจฉริยะต้องมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง
ไม่มีชุดอุปกรณ์ที่ทุกเมืองต้องติดตั้งเหมือนกัน เครื่องมือดิจิทัลควรตอบเป้าหมายของพื้นที่ เช่น ช่วยจัดการข้อมูลเพื่อปรับบริการ หรือช่วยติดตามปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญคือหน่วยงานใช้ข้อมูลนั้นแก้ปัญหาได้จริงและประชาชนเข้าถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น
โครงการเมืองอัจฉริยะมีเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือไม่
มีพื้นที่พัฒนาในหลายภูมิภาค ตัวอย่างในบทความนี้ครอบคลุมระยอง ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ และกิจกรรมในเชียงรายด้วย อย่างไรก็ตาม แต่ละชื่ออาจหมายถึงพื้นที่จัดอันดับ เทศบาลในเครือข่าย หรือกิจกรรมนำร่อง จึงไม่ควรเหมารวมว่าได้รับการรับรองสถานะเดียวกัน
ประชาชนตรวจสอบข้อมูลโครงการได้จากที่ไหน
เริ่มที่ Smart City Data Platform ของ depa เพื่อดูชื่อพื้นที่ ประเภทเมือง และผู้ดำเนินโครงการ จากนั้นตรวจเว็บไซต์หรือประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่ออยากรู้ว่ากิจกรรมล่าสุดเปิดให้ใช้บริการแล้วหรือยัง ควรดูวันที่ประกาศทุกครั้ง
เมืองอัจฉริยะต่างจากเมืองดิจิทัลอย่างไร
คำว่าเมืองดิจิทัลมักชวนให้นึกถึงบริการออนไลน์และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ส่วนเมืองอัจฉริยะมองการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเมืองหลายด้าน รวมถึงชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อม การมีบริการดิจิทัลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาได้ แต่ไม่ได้บอกด้วยตัวเองว่าเมืองดำเนินงานครบทุกด้าน
โครงการกระจายทั่วไทย แต่ต้องดูสถานะเป็นรายพื้นที่
โครงการเมืองอัจฉริยะทั่วประเทศไทยมีทั้งย่านในกรุงเทพฯ พื้นที่พัฒนาในภาคตะวันออก และเมืองภูมิภาค ขนาดพื้นที่ จุดเน้น และสถานะของแต่ละแห่งต่างกัน จึงอ่านชื่อโครงการเพียงอย่างเดียวไม่ได้
ก่อนนำรายชื่อไปอ้างอิง ให้ตรวจ ขอบเขตพื้นที่และสถานะล่าสุด จากข้อมูลทางการเสมอ วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพเมืองอัจฉริยะของไทยตามที่แต่ละพื้นที่ดำเนินงานอยู่จริง
เทคโนโลยี - Tech
สายโทรหลอกลวงในไทย: วิธีบล็อกและแจ้งเหตุอย่างถูกต้อง
สายที่อ้างว่าโทรมาจากตำรวจ ธนาคาร หรือหน่วยงานรัฐ แล้วเร่งให้คุณโอนเงินหรือบอกรหัส OTP เป็นสัญญาณที่ควรระวัง อย่ากดลิงก์หรือให้ข้อมูลส่วนตัวระหว่างสาย ให้วางสายแล้วตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นผ่านช่องทางทางการ
การรู้ทันกลโกงช่วยให้คุณบล็อกเบอร์และแจ้งเหตุได้อย่างถูกต้อง หากมีความเสียหายหรือสงสัยว่ากำลังถูกหลอก ดูช่องทางแจ้งเหตุหลอกลวงและฉ้อโกงในไทย แล้วเริ่มจากวิธีสังเกตสายต้องสงสัยและช่องทางรับมือที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ
สรุปสิ่งที่ควรรู้
- หากสายเร่งให้โอนเงิน บอกรหัส OTP หรือแอด LINE ให้วางสาย แล้วตรวจสอบกับหน่วยงานผ่านช่องทางทางการ
- บล็อกเบอร์ที่โทรมาและรายงานผ่านเครือข่ายมือถือ หากพบรูปแบบกลโกงเพิ่มเติม อ่าน วิธีป้องกันตัวจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย
- หากโอนเงินไปแล้ว ให้ติดต่อธนาคารทันที แล้วโทร AOC 1441 เพื่อแจ้งเหตุและขอระงับบัญชีต้องสงสัย โดย AOC ใช้สายด่วนนี้เป็นช่องทางติดต่อ
- ก่อนโทร เตรียมข้อมูลบัญชีและเวลาทำรายการ รายละเอียดบัญชีปลายทาง ลำดับเหตุการณ์ และหมายเลขโทรศัพท์สำหรับรับ SMS
- ดำเนินการแจ้งความออนไลน์ตาม SMS ที่ได้รับ และไปพบพนักงานสอบสวนภายใน 7 วัน; อย่าติดต่อ AOC ผ่านบัญชีโซเชียลที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่.
สายโทรหลอกลวงในประเทศไทยมีรูปแบบไหน และสังเกตอย่างไร
มิจฉาชีพมักเริ่มด้วยเรื่องที่ทำให้ผู้รับสายตกใจหรืออยากรีบจัดการ เช่น ปัญหาบัญชี พัสดุผิดกฎหมาย หรือเงินคืน แต่ละสายอาจใช้ชื่อหน่วยงานต่างกัน จุดร่วมคือพยายามพาคุณไปทำบางอย่างทันที ทั้งที่ยังตรวจสอบข้อมูลไม่ได้
มุกที่มิจฉาชีพใช้บ่อยทางโทรศัพท์
ผู้โทรอาจอ้างว่าเป็นตำรวจ ธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วบอกว่าบัญชีของคุณเกี่ยวข้องกับคดี หรือมีธุรกรรมผิดปกติ บางรายอ้างเป็นบริษัทขนส่ง แจ้งว่ามีพัสดุผิดกฎหมายและต้องยืนยันตัวตนเพื่อไม่ให้มีความผิด อีกแบบคืออ้างว่าคุณมีเงินคืนหรือได้รับสิทธิพิเศษ แต่ต้องกดลิงก์หรือทำรายการก่อน
หลังสร้างความกังวลหรือความหวังแล้ว มิจฉาชีพมักขอให้โอนเงินไปยังบัญชีที่เรียกว่า “บัญชีปลอดภัย” หรือให้ติดตั้งแอปที่อ้างว่าใช้ตรวจสอบข้อมูล แอปดังกล่าวอาจเปิดทางให้ควบคุมโทรศัพท์หรือดูข้อมูลบนหน้าจอได้ บางคนถูกสั่งให้แชร์หน้าจอเพื่อ “ช่วยแก้ปัญหา” ซึ่งเสี่ยงเปิดเผยข้อมูลธนาคารและรหัสยืนยัน หากต้องการรู้ทันการปลอมเสียงหรือใช้ AI แอบอ้าง อ่าน วิธีป้องกันมิจฉาชีพใช้ AI และดีปเฟกหลอกลวง
สัญญาณเตือนที่ควรทำให้คุณวางสาย
ระวังเป็นพิเศษเมื่อผู้โทรเร่งให้ตัดสินใจ ห้ามวางสาย ขู่จับกุม หรือบอกว่าจะอายัดบัญชีหากไม่ทำตามทันที ธนาคารและหน่วยงานจริงไม่ควรขอรหัสผ่าน PIN หรือ OTP เพื่อให้คุณบอกทางโทรศัพท์ และการสั่งให้โอนเงินไปบัญชีอื่นเพื่อ “ตรวจสอบ” หรือ “รักษาเงิน” เป็นเหตุให้หยุดคุยทันที
วางสายก่อน แล้วค้นหาเบอร์ทางการขององค์กรนั้นด้วยตัวเอง อย่าโทรกลับหมายเลขที่ผู้โทรให้มา และอย่ากดลิงก์หรือติดตั้งแอปตามคำแนะนำทางสาย หากต้องการแชร์หน้าจอหรือทำรายการ ให้ตรวจสอบผ่านแอปหรือช่องทางทางการก่อนเสมอ
สายที่น่าสงสัย ยังไม่ได้แปลว่าคุณตกเป็นเหยื่อ หากยังไม่ได้โอนเงินหรือให้ข้อมูลสำคัญ ให้ตัดการติดต่อและตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเผลอทำรายการไปแล้ว ให้รีบติดต่อธนาคารและดู แนวทางรับมือเมื่อถูกหลอกผ่านคอลเซ็นเตอร์ เพื่อหาขั้นตอนถัดไป
วิธีบล็อกสายหลอกลวงบนมือถือและผ่านเครือข่าย
การบล็อกช่วยลดสายรบกวนจากหมายเลขเดิม แต่ไม่อาจหยุดมิจฉาชีพที่เปลี่ยนเบอร์หรือปลอมหมายเลขโทรเข้าได้ทั้งหมด ควรใช้ตัวกรองในมือถือควบคู่กับการแจ้งผู้ให้บริการ และตรวจสอบหมายเลขเมนูกับค่ายก่อนใช้งาน เพราะชื่อเมนูและบริการอาจเปลี่ยนตามรุ่นโทรศัพท์หรือเวอร์ชันระบบ
บล็อกเบอร์และกรองสายบน iPhone หรือ Android
เปิดแอปโทรศัพท์ แล้วดูรายการสายล่าสุด แตะหมายเลขที่สงสัย จากนั้นเลือกบล็อกหมายเลขหรือรายงานว่าเป็นสแปม หากมีตัวเลือกดังกล่าว บน iPhone คุณเปิดการคัดกรองหรือปิดเสียงสายจากหมายเลขที่ไม่รู้จักได้ในเมนูการตั้งค่า ส่วน Android ที่ใช้แอป Phone by Google สามารถเปิดการแสดงหมายเลขผู้โทรและการป้องกันสแปมได้ ดูขั้นตอนตามระบบได้จาก คำแนะนำจัดการสายที่ไม่รู้จักบน iPhone และ วิธีเปิดการป้องกันสแปมในแอป Phone หากต้องการดูตัวเลือกของ iPhone เพิ่มเติม อ่าน ฟีเจอร์ iPhone สำหรับคัดกรองสายสแปม
อย่างไรก็ตาม การปิดเสียงหรือกรองสายที่ไม่รู้จักอาจทำให้พลาดสายจากลูกค้าใหม่ โรงพยาบาล บริษัทขนส่ง หรือบริการที่คุณใช้อยู่ หากกำลังรอสายสำคัญ ให้ตรวจรายการสายที่ถูกกรองหรือฝากข้อความเสียงเป็นระยะ และเพิ่มเบอร์ที่เชื่อถือได้ไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อ
ขอความช่วยเหลือจากค่ายมือถือและบล็อกสายจากต่างประเทศ
หากพบเบอร์ต้องสงสัย ลองแจ้งค่ายมือถือผ่านช่องทางที่ระบุ ได้แก่ AIS 1185, True 9777 และ dtac 1678 โดยช่องทางและวิธีส่งรายงานอาจต่างกันตามประเภทลูกค้า ปัจจุบัน True ยังระบุบริการ 9777 สำหรับแจ้งและบล็อกเบอร์มิจฉาชีพ ส่วน AIS มีช่องทาง USSD *1185# สำหรับรายงานสายที่เพิ่งได้รับ ตรวจสอบรายละเอียดกับค่ายก่อนส่งข้อมูลหรือกดรหัสทุกครั้ง
มีการกล่าวถึงรหัส *138#1 สำหรับบล็อกสายเข้าจากต่างประเทศ แต่ข้อมูลที่ตรวจพบยังยืนยันการใช้งานกับค่ายต่าง ๆ ไม่ชัดเจน จึงควรถามผู้ให้บริการก่อนเปิดใช้ การบล็อกสายต่างประเทศอาจทำให้พลาดสายจากครอบครัว ที่ทำงาน หรือบริการที่ถูกต้อง หากเห็นเครื่องหมาย + หน้าหมายเลขและไม่รู้จักผู้โทร ให้หลีกเลี่ยงการรับสาย แล้วตรวจสอบกับค่ายหากพบสายลักษณะนี้ซ้ำ ๆ
วิธีรายงานสายหลอกลวงในไทยและทำอะไรทันทีเมื่อเสียเงิน
วิธีรับมือขึ้นอยู่กับว่าคุณแค่ได้รับสาย หรือโอนเงินและเปิดเผยข้อมูลไปแล้ว หากยังไม่เสียหาย ให้เก็บหลักฐานและรายงานหมายเลขต้องสงสัย แต่ถ้ามีธุรกรรมหรือข้อมูลสำคัญรั่วไหล ให้ติดต่อธนาคารก่อน แล้วแจ้ง AOC 1441 และตำรวจโดยเร็ว
ถ้ายังไม่ได้เสียเงิน ให้เก็บหลักฐานและแจ้งเบอร์ต้องสงสัย
จดหมายเลขโทรศัพท์ วันและเวลาที่โทร พร้อมบันทึกภาพหน้าจอ ข้อความเสียง และ SMS หรือข้อความแชตที่เกี่ยวข้อง อย่าลบประวัติการติดต่อ เพราะรายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ผู้ให้บริการตรวจสอบรูปแบบการโทรได้
จากนั้นแจ้งเบอร์ต้องสงสัยกับค่ายมือถือผ่านช่องทางทางการของผู้ให้บริการ อย่าโทรกลับ อย่ากดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปที่ผู้โทรส่งมา และอย่าเผยแพร่เบอร์หรือข้อมูลส่วนตัวของผู้ต้องสงสัยต่อสาธารณะ เพราะอาจกระทบผู้อื่นหรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปใช้ผิดทาง หากต้องการดูแนวทางเพิ่มเติม อ่าน คำเตือนเกี่ยวกับศูนย์ต่อต้านมิจฉาชีพออนไลน์
ถ้าโอนเงินหรือให้ข้อมูลไปแล้ว ให้รีบทำตามขั้นตอนนี้
โทรหาธนาคารผ่านเบอร์หลังบัตร แอป หรือเว็บไซต์ทางการทันที แจ้งว่าอาจถูกหลอกและขอระงับธุรกรรมหรือบัญชีที่เกี่ยวข้อง หากเปิดเผยรหัสผ่านหรือข้อมูลบัตร ให้ขอระงับบัตร เปลี่ยนรหัสผ่าน และออกจากระบบในอุปกรณ์อื่นด้วย
ต่อมาโทร AOC 1441 ซึ่งเป็นช่องทางทางการเพียงช่องทางเดียวของศูนย์ เพื่อแจ้งเหตุและประสานการระงับบัญชีต้องสงสัย กด 1 เพื่อแจ้งเหตุและขอระงับบัญชี กด 2 หากต้องการขอปลดระงับบัญชีของตน หรือกด 3 เพื่อขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย รายละเอียดบทบาทของสายด่วนดูได้ที่ ข้อมูลเกี่ยวกับ AOC 1441
ก่อนโทร เตรียมชื่อ เลขบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชี วันและเวลาโอน ลำดับเหตุการณ์ และเบอร์โทรศัพท์ที่รับ SMS หลังรับ Police Case ID ให้ทำตามคำแนะนำเพื่อแจ้งความผ่านเว็บไซต์ Thai Police Online และไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภายใน 7 วันตามขั้นตอนที่ได้รับ อย่ากรอกรหัสหรือส่งเอกสารผ่านบัญชีโซเชียลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะตำรวจไม่ใช้แชตส่วนตัวแทนระบบแจ้งความทางการ
ป้องกันตัวเองก่อนรับสายและลดโอกาสถูกหลอกซ้ำ
การบล็อกเบอร์ช่วยลดสายรบกวน แต่ผู้โทรอาจเปลี่ยนหมายเลขหรือปลอมหมายเลขได้ จึงควรใช้การตั้งค่ามือถือควบคู่กับการตรวจสอบตัวตนและการรักษาข้อมูลส่วนตัว การมีขั้นตอนรับมือที่ชัดเจนยังช่วยให้คนในบ้านตัดสินใจได้โดยไม่ถูกเร่งรัด
ตั้งกติกาง่าย ๆ สำหรับการคุยกับคนที่โทรมา
หากผู้โทรขอให้โอนเงิน หรือเปิดเผยรหัส OTP, PIN หรือรหัสผ่าน ให้วางสายทันที อย่ากดลิงก์หรือโทรกลับไปยังหมายเลขที่ผู้โทรส่งมา แต่ให้หาเบอร์จากหลังบัตรธนาคารหรือเว็บไซต์ทางการ แล้วติดต่อหน่วยงานนั้นเองเพื่อตรวจสอบ
เมื่อยังไม่แน่ใจ ให้หยุดก่อนทำรายการและปรึกษาคนที่ไว้ใจ เช่น สมาชิกในครอบครัว การมีคนช่วยทบทวนมักทำให้เห็นจุดผิดปกติที่อาจมองข้ามระหว่างถูกกดดัน หากมีการโอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลไปแล้ว ให้ติดต่อธนาคารและ AOC 1441 โดยเร็ว ดู ขั้นตอนแจ้งเหตุและรับมือเมื่อถูกหลอกในไทย
ตรวจสอบข้อมูลและช่วยเตือนคนใกล้ตัว
หมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปจากร้านค้าอย่างเป็นทางการ ตั้งรหัสผ่านที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละบัญชี และเปิดการยืนยันตัวตนสองขั้นตอนเมื่อมีให้ใช้ วิธีเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงหากข้อมูลบัญชีหนึ่งรั่วไหล ดู แนวทางปกป้องข้อมูลส่วนตัวและทรัพย์สินดิจิทัล เพื่อทบทวนการตั้งค่าความปลอดภัยเพิ่มเติม
คุยกับผู้สูงอายุและคนในครอบครัวให้รู้ว่าเจ้าหน้าที่จริงไม่ควรขอรหัสลับหรือสั่งให้โอนเงินเพื่อรักษาทรัพย์สิน อาจตกลงกันไว้ว่า หากมีสายเร่งด่วนเรื่องเงินหรือบัญชี ให้ตัดสายและโทรหาคนในบ้านก่อนเสมอ
หากพบสายต้องสงสัย ให้เก็บหมายเลข วันเวลา ประวัติการโทร และข้อความที่เกี่ยวข้องไว้ แล้วรายงานผ่านช่องทางทางการของค่ายมือถือหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลักฐานช่วยให้ตรวจสอบรูปแบบการโทรและเชื่อมโยงเหตุที่คล้ายกันได้ อย่างไรก็ตาม ไม่มีวิธีใดป้องกันสายหลอกลวงได้ทั้งหมด จึงควรตรวจสอบผู้โทรทุกครั้งก่อนให้ข้อมูลหรือทำธุรกรรม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสายหลอกลวงในไทย
แม้จะรู้วิธีบล็อกและแจ้งเหตุแล้ว บางสถานการณ์ก็ยังชวนให้ลังเล เช่น โทรกลับได้ไหม หรือควรทำอย่างไรเมื่อเผลอให้ข้อมูลไป คำตอบต่อไปนี้ช่วยให้คุณเลือกขั้นตอนที่เหมาะกับเหตุการณ์ตรงหน้า
ถ้าเป็นสายที่แอบอ้างเป็นตำรวจ ควรตรวจสอบอย่างไร?
วางสายก่อน แล้วโทรหาเบอร์ของสถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่ค้นหาได้จากช่องทางทางการด้วยตัวเอง อย่าใช้หมายเลขที่ผู้โทรส่งให้หรือโอนเงินตามคำสั่งเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เพราะมิจฉาชีพอาจใช้ชื่อและเรื่องราวที่ฟังดูน่าเชื่อถือได้ เช่น กรณีแก๊งมิจฉาชีพปลอมเป็นตำรวจ
พลาดรับสายจากเบอร์แปลก ควรโทรกลับหรือไม่?
ถ้าไม่รู้จักหมายเลข อย่ารีบโทรกลับ โดยเฉพาะเบอร์ต่างประเทศหรือเบอร์ที่โทรซ้ำแล้ววางสาย ให้ตรวจสอบหมายเลขผ่านช่องทางที่เชื่อถือได้ก่อน และบล็อกหรือรายงานหากพบว่ามีผู้ร้องเรียนว่าเป็นเบอร์หลอกลวง การเห็นชื่อหน่วยงานบนหน้าจอก็ยังไม่ยืนยันตัวตนผู้โทรได้เสมอไป
ยังไม่ได้โอนเงิน แต่เผลอบอกรหัส OTP ไปแล้ว ต้องทำอย่างไร?
ติดต่อธนาคารหรือบริการที่เกี่ยวข้องผ่านแอปหรือเบอร์ทางการทันที แจ้งว่ารหัสอาจรั่วไหล แล้วขอให้ตรวจสอบและป้องกันธุรกรรมที่ผิดปกติ หากสงสัยว่ามีการหลอกลวง ให้โทร AOC 1441 เพื่อแจ้งเหตุ แม้ยังไม่พบยอดเงินหายก็ตาม
เผลอติดตั้งแอปตามคำแนะนำของผู้โทร ควรเริ่มจากตรงไหน?
ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของโทรศัพท์ก่อน หากทำได้อย่างปลอดภัย จากนั้นใช้อุปกรณ์อีกเครื่องติดต่อธนาคารเพื่อระงับหรือเฝ้าระวังบัญชี และแจ้ง AOC 1441 เก็บชื่อแอป ภาพหน้าจอ และประวัติการโทรไว้ อย่าลบหลักฐานจนกว่าจะบันทึกข้อมูลที่จำเป็นแล้ว
AOC 1441 รับแจ้งปัญหาซื้อของออนไลน์ทุกกรณีหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณี หากเป็นข้อร้องเรียนเรื่องซื้อขายออนไลน์ที่ไม่ได้รับสินค้า หรือได้รับสินค้าไม่ตรงตามที่ตกลง หน่วยงานระบุให้ติดต่อ 1212 ส่วนเหตุหลอกให้โอนเงินหรือบัญชีต้องสงสัย ให้สอบถามแนวทางจาก AOC 1441 ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมใน ข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์ AOC 1441
ถ้าโทร AOC 1441 แล้วสายไม่ว่าง ควรวางแล้วโทรใหม่ไหม?
อย่าวางสายแล้วโทรซ้ำทันที เพราะอาจต้องกลับไปต่อท้ายคิว ให้รอสายและเตรียมข้อมูลเหตุการณ์กับรายละเอียดธุรกรรมไว้ ระหว่างรอ หากเงินถูกโอนไปแล้ว ให้ติดต่อธนาคารผ่านช่องทางทางการเพื่อแจ้งเหตุโดยเร็วด้วย
เทคโนโลยี - Tech
AIS กำลังช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัลในจังหวัดเชียงราย
สุขภาพดี">เชียงราย – โลกทุกวันนี้หมุนไวมาก เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ล่าสุดบริษัท AIS ได้จับมือกับสมาคมสภาคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะด้านดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทย โครงการนี้มุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่โลกการทำงานในอนาคตได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย
หัวใจหลักของงานนี้คือการนำหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy” มาใช้จริงในรั้วมหาวิทยาลัย หลักสูตรนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัยให้แก่ผู้เรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิธีการใช้ AI อย่างถูกต้องและมีจริยธรรม สิ่งเหล่านี้คือทักษะสำคัญที่นายจ้างยุคใหม่กำลังมองหาและต้องการตัวอย่างมาก
สรุปประเด็นสำคัญ
- ความร่วมมือระดับประเทศ: AIS ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เพื่อยกระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีให้นักศึกษา
- เน้นทักษะแห่งอนาคต: มุ่งเน้นการสอนวิธีใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม
- เรียนออนไลน์ได้ง่ายๆ: นักศึกษาและอาจารย์สามารถเข้าถึงบทเรียนได้ฟรีผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
เสริมภูมิคุ้มกันไซเบอร์ สร้างคนรุ่นใหม่คุณภาพ
นางสายชล ทรัพย์มากอุดม ผู้บริหารจาก AIS ระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการศึกษาเสมอมา การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏถือเป็นก้าวสำคัญของภาคเอกชนและภาคการศึกษา เป้าหมายหลักคือการสอนให้เด็กไทยใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทันและรับผิดชอบต่อสังคม การมีความรู้เรื่องภัยไซเบอร์จะช่วยปกป้องพวกเขาจากมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร นายกสมาคมฯ มองเห็นถึงความจำเป็นในเรื่องนี้เช่นกัน ท่านกล่าวว่าปัญญาประดิษฐ์มีผลต่อทั้งการเรียนและการใช้ชีวิตของนักศึกษาทุกคน มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศจึงเตรียมนำหลักสูตรนี้ไปปรับใช้ในการเรียนการสอนจริง โดยจะเน้นไปที่วิชาศึกษาทั่วไปสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ถึง 4 อย่างเข้มข้น
นักเรียนในการพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัลในจังหวัดเชียงราย" width="1500" height="1000" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-16.jpg 1500w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-16-300x200.jpg 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-16-1024x683.jpg 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/09/3-16-768x512.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1500px) 100vw, 1500px" />
เรียนรู้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัย
นักศึกษาและอาจารย์สามารถเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายดายทุกที่ทุกเวลา การเรียนการสอนทั้งหมดจะอยู่ในรูปแบบสื่อดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม LearnDi for Thais ผู้สนใจสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชันหรือเข้าไปที่เว็บไซต์ อุ่นใจไซเบอร์ ได้โดยตรงตลอดเวลา ระบบถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ทุกคนแม้ไม่มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์มาก่อน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสามารถนำเนื้อหาไปจัดกิจกรรมเสริมทักษะอื่นๆ นอกห้องเรียนได้อีกด้วย การทำแบบนี้จะช่วยให้นักศึกษาคุ้นเคยกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในสถานการณ์จริง การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ยังเรียนอยู่จะสร้างรากฐานการทำงานที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยจะมีกำลังคนที่มีคุณภาพพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
การปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะสายงานคอมพิวเตอร์อีกต่อไป ทุกสายอาชีพในปัจจุบันจำเป็นต้องเข้าใจวิธีการทำงานของระบบอัตโนมัติและโลกออนไลน์ การเปิดโอกาสให้เด็กมหาวิทยาลัยราชภัฏได้เข้าถึงความรู้ระดับสากล จึงช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาได้อย่างดีเยี่ยม อนาคตของประเทศเราขึ้นอยู่กับความสามารถและวิจารณญาณของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้
เมื่อเยาวชนไทยมีทั้งความรู้ด้านนวัตกรรมและจริยธรรมควบคู่กันไป สังคมดิจิทัลของไทยก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย การเดินหน้าของ AIS และมหาวิทยาลัยราชภัฏในครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกัน โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วนสามารถช่วยกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ได้ เราคงจะได้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกจากนักศึกษากลุ่มนี้ในอีกไม่ช้า
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ Codex บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด
เจาะลึก iPhone 18 Pro Max: ปฏิวัติวงการด้วยชิป 2nm และกล้องรูรับแสงปรับได้ (เตรียมเข้าไทย กันยายน 2026)
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoพบแล้ว! ชายที่หลงป่าเชียงรายเป็นเวลา 3 วันรอดชีวิตมาได้ แต่เหนื่อยล้ามาก
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoน่าตกใจ! พบระเบิดมือผูกติดอยู่กับประตูโกดังในจังหวัดเชียงราย คาดว่าเป็นการข่มขู่
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days agoสิงหคลาย เฮาส์ เชียงราย ขอนำเสนอ กลอรี่ อิน พีซ
-
ข่าวกีฬา Sports3 days agoบิว ภูริพล ผงาดคว้าทอง 100 ม. เอเชียนเกมส์ ทุบสถิติ 9.90 วิ



