Connect with us
ข่าวด่วน
|
UK
☀️ Bangkok 29 °C

เทคโนโลยี - Tech

AI กำลังเปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างไรในปี 2026

AI กำลังเปลี่ยนห้องเรียนไทยเร็วกว่าเดิมมาก และมันไม่ได้มาแทนครู แต่กำลังเปลี่ยนวิธีสอน วิธีเรียน และวิธีประเมินผลในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ สำหรับโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะ AI…

Published

on

AI กำลังเปลี่ยนการศึกษาไทยอย่างไรในปี 2026

AI กำลังเปลี่ยนห้องเรียนไทยเร็วกว่าเดิมมาก และมันไม่ได้มาแทนครู แต่กำลังเปลี่ยนวิธีสอน วิธีเรียน และวิธีประเมินผลในหลายนักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนทั่วประเทศ

สำหรับโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะ AI ช่วยปรับบทเรียนให้เหมาะกับแต่ละคน ลดงานเอกสารของครู และทำให้การเรียนรู้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีคำถามเรื่องทักษะการคิดเอง ความปลอดภัยออนไลน์ และความพร้อมของระบบที่ต้องตามให้ทัน

ปี 2026 จึงเป็นจุดที่ไทยต้องตัดสินใจให้ชัด ว่าจะใช้ AI อย่างไรให้เกิดประโยชน์จริง โดยไม่ทิ้งทักษะพื้นฐานของเด็กไว้ข้างหลัง และเมื่อโรงเรียนหลายแห่งเริ่มทดลองใช้แนวทางใหม่แล้ว เช่น การปฏิวัติการศึกษาไทยด้วย RevisionSuccess คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะพาไทยไปได้ไกลแค่ไหน

AI เข้ามาเปลี่ยนการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลในโรงเรียนไทย

การสอนแบบเดียวกันทั้งห้องเริ่มไม่พอสำหรับเด็กทุกคนแล้ว เพราะเด็กแต่ละคนไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน และไม่ได้เรียนรู้ด้วยความเร็วเท่ากัน AI เข้ามาช่วยครูมองเห็นความต่างนั้นชัดขึ้น แล้วปรับบทเรียนให้ตรงกับคนเรียนมากขึ้น

ในปี 2026 โรงเรียนไทยหลายแห่งเริ่มใช้ AI เพื่ออ่านพฤติกรรมการเรียนแบบละเอียดขึ้น เช่น เด็กตอบผิดตรงไหน ใช้เวลานานกับข้อใด และพลาดเพราะไม่เข้าใจเนื้อหาหรืออ่านโจทย์ไม่ทัน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้การเรียนไม่ต้องเดินตามจังหวะเดียวทั้งห้องอีกต่อไป

ระบบเรียนรู้ที่ปรับตามเด็กแต่ละคนทำงานอย่างไร

Adaptive learning คือระบบที่ปรับเนื้อหาให้เข้ากับผู้เรียนแบบต่อเนื่อง ถ้าเด็กทำแบบฝึกหัดได้ดี ระบบจะขยับไปบทที่ยากขึ้น แต่ถ้ายังติดเรื่องเดิม ระบบจะย้อนกลับไปอธิบายใหม่หรือให้โจทย์ง่ายลงก่อน

ในห้องเรียนไทย ภาพแบบนี้เริ่มเห็นชัดขึ้นมากขึ้น เด็ก ป.5 คนหนึ่งอาจเก่งคณิตฯ แต่ยังอ่อนเรื่องการอ่านโจทย์ ระบบ AI จึงไม่ส่งข้อสอบชุดเดิมให้ทุกคนเหมือนกันทั้งหมด แต่จะแยกให้คนนั้นฝึกตีความโจทย์เพิ่ม ขณะที่เพื่อนอีกคนที่อ่านเก่งแต่คิดเลขช้า อาจได้แบบฝึกหัดคนละชุดแทน

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ AI ช่วยดู 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่

  • ระดับความเข้าใจ ว่าเด็กเข้าใจบทเรียนแค่ไหน
  • ความเร็วในการเรียน ว่าเด็กใช้เวลามากหรือน้อยกับแต่ละหัวข้อ
  • จุดอ่อนเฉพาะจุด ว่าเด็กพลาดเพราะสับสนเรื่องไหน

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกรวมกัน ครูจะเห็นภาพชัดขึ้นว่าใครต้องการการช่วยเหลือเพิ่ม และใครพร้อมก้าวต่อแล้ว โรงเรียนที่ใช้แนวทางนี้จึงไม่ต้องรอให้ถึงสอบใหญ่ถึงจะรู้ว่าเด็กตามไม่ทัน

AI ที่ดีในห้องเรียน ไม่ได้สอนแทนครู แต่ช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กแต่ละคนต้องการอะไร

AI Tutor ช่วยทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา

AI tutor ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยติวส่วนตัว เด็กถามได้ ตอบได้ อธิบายซ้ำได้ และฝึกทำโจทย์ต่อได้ตลอดเวลา จุดนี้สำคัญมากสำหรับเด็กที่อยากทบทวนหลังเลิกเรียน แต่ไม่มีคนช่วยนั่งอธิบายทุกคืน

RevisionSuccess และการเรียนรู้เฉพาะบุคคล เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพดี ระบบลักษณะนี้ช่วยเปลี่ยนเนื้อหาเรียนให้กลายเป็นแบบฝึกหัดและคำอธิบายที่เหมาะกับระดับของผู้เรียนมากขึ้น ทำให้เด็กกลับมาทบทวนบทเรียนเดิมได้โดยไม่รู้สึกว่าถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

สำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล AI tutor ยิ่งมีบทบาทมาก เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาครูหรือเวลาสอนพิเศษเท่านั้น เด็กที่ไม่มีใครช่วยทวนบทเรียนหลังโรงเรียนเลิกยังสามารถถามคำถามพื้นฐานได้ เช่น “ข้อนี้ทำไมตอบแบบนี้” หรือ “สรุปเรื่องนี้อีกครั้งได้ไหม”

การใช้งานแบบนี้ช่วยลดช่องว่างของการเข้าถึงความช่วยเหลือได้ดี แต่ก็ต้องวางให้ชัดว่า AI tutor เป็น ผู้ช่วย ไม่ใช่ครูทั้งหมด เด็กยังต้องได้ฝึกคิดเอง อธิบายด้วยตัวเอง และรับฟังคำแนะนำจากครูในห้องเรียนด้วย

ช่วยลดช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับเด็กที่ต้องการการสนับสนุนมากขึ้น

การเรียนแบบเฉพาะบุคคลช่วยให้ห้องเรียนไม่ต้องหยุดรอคนที่ยังไม่เข้าใจ และไม่ต้องชะลอคนที่พร้อมไปต่อแล้ว เด็กที่เรียนช้าเพราะยังไม่แม่นพื้นฐานจะได้โจทย์ที่เหมาะกว่า ส่วนเด็กที่เรียนเร็วจะได้ขยับไปหัวข้อถัดไปทันที

ผลลัพธ์สำคัญคือทั้งห้องเดินหน้าได้พร้อมกันมากขึ้น เด็กที่เคยหลุดจากบทเรียนกลางทางจะมีโอกาสกลับเข้ามาเรียนทัน ส่วนเด็กที่รู้เรื่องแล้วก็ไม่เบื่อกับการรอซ้ำเนื้อหาเดิมนานเกินไป

แนวทางนี้ยังช่วยครูลดความเหลื่อมล้ำในห้องเดียวกันได้ด้วย เพราะครูไม่ต้องเดาเพียงจากการยกมือหรือการบ้านบางชิ้นเท่านั้น แต่มีข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจว่าใครควรได้แบบฝึกหัดเสริม ใครควรได้คำอธิบายเพิ่ม และใครควรได้โจทย์ที่ท้าทายกว่า

ในภาพรวม AI จึงไม่ได้ทำให้ห้องเรียนไทย “เร็วขึ้น” อย่างเดียว แต่ทำให้การเรียน แม่นขึ้น และ ตรงคนมากขึ้น ด้วย เมื่อเด็กเรียนทันมากขึ้น โอกาสหลุดจากบทเรียนก็ลดลง และครูก็เห็นภาพรวมของทั้งห้องได้ชัดกว่าเดิม

สำหรับภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงนี้ อ่านต่อใน การปฏิรูปการศึกษาไทย 2569 ด้วย AI ซึ่งอธิบายว่าระบบใหม่กำลังขยับไปทางไหนบ้างในระดับโรงเรียนและนโยบาย

ครูไทยจะได้ประโยชน์อะไรจาก AI ในชีวิตประจำวัน

AI ช่วยครูได้มากกว่าการทำสื่อสวย ๆ หรือการตอบคำถามในชั้นเรียน เพราะงานส่วนใหญ่ของครูไม่ได้มีแค่การสอนหน้าห้อง แต่ยังมีงานหลังบ้านที่กินเวลาไม่น้อยทุกวัน เมื่อ AI เข้ามาช่วยแบ่งเบางานเหล่านี้ ครูจึงมีเวลาไปอยู่กับเด็กมากขึ้น และใช้พลังกับสิ่งที่คนทำได้ดีกว่าเครื่อง

สิ่งสำคัญคือ AI ไม่ได้มาแทนครู แต่เข้ามาเป็นผู้ช่วยที่ทำงานซ้ำ ๆ ได้เร็วกว่า ครูยังเป็นคนตัดสินใจ สังเกตอารมณ์เด็ก ปรับวิธีสอน และสร้างความสัมพันธ์ในห้องเรียนได้เหมือนเดิม ส่วน AI รับภาระส่วนที่น่าเบื่อและใช้เวลามากไปแทน

ลดเวลางานเอกสารและงานที่ทำซ้ำทุกวัน

งานเอกสารคือหนึ่งในภาระที่ทำให้ครูเหนื่อยสะสม ไม่ว่าจะเป็นการร่างแผนการสอน เตรียมใบงาน สรุปผลคะแนน หรือจัดกลุ่มนักเรียนตามระดับความเข้าใจ งานเหล่านี้ไม่ได้ยากเสมอไป แต่ต้องทำซ้ำบ่อยมาก และกินเวลาที่ควรอยู่กับเด็ก

AI ช่วยครูเริ่มงานได้ไวขึ้น เช่น ร่างแผนการสอนตามหัวข้อและระดับชั้น ช่วยสรุปคะแนนสอบเป็นภาพรวม หรือจัดกลุ่มนักเรียนตามจุดอ่อนที่ต่างกัน ครูไม่ต้องนั่งเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แล้วค่อยมาแก้ทีหลังทีละหน้า ทีละตาราง

ผลสำคัญคือครูมีเวลาคืนมาใช้กับงานที่ต้องใช้สายตาและประสบการณ์จริง เช่น การคุยกับเด็กที่เรียนไม่ทัน การให้กำลังใจเด็กที่ขาดความมั่นใจ หรือการเตรียมกิจกรรมที่ทำให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวามากขึ้น แนวทางนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ AI ช่วยครูสร้างแบบฝึกหัดและข้อสอบ ได้ดี เพราะครูไม่ต้องเสียแรงกับงานพื้นฐานซ้ำ ๆ ตลอดทั้งวัน

AI ยังช่วยลดภาระการตรวจงานเบื้องต้นได้ด้วย โดยเฉพาะงานที่มีรูปแบบชัด เช่น แบบฝึกหัดเลือกตอบ คำตอบสั้น หรือการเช็กความครบถ้วนของงานส่ง ครูยังต้องดูผลสุดท้ายเอง แต่ไม่ต้องไล่ทีละชิ้นแบบเสียพลังทั้งหมดไปกับงานเดิม ๆ

ครูที่ได้เวลากลับคืนมา ไม่ได้สอนน้อยลง แต่มีแรงไปสอนดีขึ้น

จากข้อมูลล่าสุด การใช้ AI ช่วยงานสอนและงานธุรการทำให้ครูไทยประหยัดเวลาได้เฉลี่ยราว 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งเวลานี้มีค่ามากพอสำหรับการดูแลเด็กเป็นรายคน หรือเตรียมกิจกรรมที่เหมาะกับห้องเรียนจริง สรุปผลโครงการ AI for Teachers ก็สะท้อนเรื่องนี้ชัดเจนว่า ครูจำนวนมากเริ่มเห็น AI เป็นผู้ช่วยที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เครื่องมือทดลอง

ครูใช้ข้อมูลจาก AI เพื่อสอนให้ตรงจุดมากขึ้น

อีกข้อดีที่เห็นชัดคือ AI ช่วยให้ครูตัดสินใจจากข้อมูลจริง มากกว่าการเดาเอาจากความรู้สึก ครูสามารถดูได้ว่าเด็กพลาดตรงไหน ใช้เวลานานกับบทใด หรือทำข้อสอบผิดซ้ำเรื่องเดิม แล้วค่อยเลือกว่าจะสอนซ้ำ สอนเสริม หรือเปลี่ยนวิธีอธิบาย

ข้อมูลแบบนี้มีประโยชน์มากในห้องเรียนใหญ่ เพราะครูคนหนึ่งต้องดูเด็กหลายสิบคนพร้อมกัน ถ้าไม่มีข้อมูลช่วย ก็ยากที่จะรู้ทันทุกจุดที่เด็กเริ่มหลุด AI จึงทำหน้าที่เหมือนกระจกอีกบานหนึ่ง ที่ช่วยให้ครูเห็นภาพชัดขึ้นว่าใครกำลังตามทัน และใครกำลังต้องการแรงพยุงเพิ่ม

ในทางปฏิบัติ ครูสามารถใช้ AI เพื่อเช็กแนวโน้มการเรียนของทั้งชั้นได้ เช่น หัวข้อไหนเด็กส่วนใหญ่ยังสับสน ข้อสอบข้อไหนมักผิดเหมือนกัน หรือกลุ่มไหนควรได้แบบฝึกหัดเพิ่มเติม ก่อนถึงบทเรียนถัดไป ครูจึงวางแผนได้แม่นกว่าเดิม และไม่ต้องเสียเวลาสอนซ้ำแบบสุ่ม

โรงเรียนที่เริ่มวางระบบข้อมูลการเรียนรู้ให้ดีจะได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะครูไม่ต้องรอสอบใหญ่ถึงจะรู้ปัญหา การวิเคราะห์เบื้องต้นช่วยให้เห็นสัญญาณเร็ว และแก้ได้ไวขึ้น ซึ่งเหมาะกับการสอนในปี 2026 ที่ต้องตอบสนองเด็กหลากหลายระดับในห้องเดียวกัน

บทบาทครูจะเปลี่ยนจากผู้บอกคำตอบเป็นผู้ชี้ทาง

เมื่อ AI รับงานพื้นฐานไปบางส่วน บทบาทของครูก็ขยับขึ้นไปอีกระดับ ครูจะไม่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่กับการบอกคำตอบทีละข้อ แต่จะมีเวลามากขึ้นในการชวนเด็กคิด วิเคราะห์ และลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

จุดนี้สำคัญมาก เพราะทักษะที่เด็กต้องใช้ในชีวิตจริง ไม่ได้มีแค่การจำเนื้อหา แต่รวมถึงการสื่อสาร การทำงานกับคนอื่น การรับฟังมุมมองต่าง และการตัดสินใจเมื่อเจอเรื่องไม่แน่นอน AI ช่วยหาข้อมูลได้เร็ว แต่ไม่สามารถสอนเด็กให้มีวินัย มีน้ำใจ หรือรู้จักรับผิดชอบต่อทีมได้เท่าครู

ครูจึงมีบทบาทคล้ายโค้ชมากขึ้น คอยตั้งคำถามที่ดี ชี้ให้เห็นมุมที่เด็กมองข้าม และสร้างพื้นที่ให้เด็กลองผิดลองถูกอย่างปลอดภัย การสอนแบบนี้ช่วยให้เด็กไม่ติดแค่คำตอบสุดท้าย แต่เข้าใจวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังด้วย

สถาบันและงานวิจัยในไทยเริ่มย้ำตรงกันว่า AI จะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อครูมีทักษะใช้มันอย่างเหมาะสม และมีกรอบใช้งานที่ปลอดภัย เช่น แนวทางที่ วารสารด้านการศึกษาและนวัตกรรม กล่าวถึงเรื่องการรู้เท่าทัน AI ของครูไทย ซึ่งเน้นทั้งการใช้เครื่องมือและการใช้ด้วยความรับผิดชอบ

ดังนั้น ประโยชน์ที่แท้จริงของ AI สำหรับครูไทย ไม่ใช่แค่ทำงานเร็วขึ้น แต่คือการคืนเวลาให้ครูไปอยู่ในบทบาทที่สำคัญกว่าเดิม ครูได้ดูเด็กใกล้ขึ้น สอนได้ตรงขึ้น และมีแรงพอจะพาเด็กเดินต่อในเรื่องที่เครื่องทำแทนไม่ได้เลย

ห้องเรียนไทยจะเปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่การคิดและลงมือทำมากขึ้น

เมื่อ AI เข้ามาในโรงเรียนมากขึ้น ครูไม่ได้มองแค่เด็กจำได้หรือไม่จำได้อีกต่อไป แต่เริ่มถามว่าเด็กคิดเป็นไหม แก้ปัญหาได้หรือเปล่า และเอาความรู้ไปใช้จริงได้แค่ไหน การเรียนจึงค่อย ๆ ขยับจากการนั่งฟังและจำ ไปสู่การลองทำ อธิบาย และสร้างผลงานของตัวเอง

แนวทางนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนในหลายโรงเรียนทั่วไทย ที่เริ่มให้เด็กทำงานแบบใช้กระบวนการมากกว่าตอบสั้น ๆ ในกระดาษ เพราะในวันที่ AI ช่วยหาคำตอบได้เร็ว ความจำอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว เด็กต้องรู้จักตั้งคำถาม แยกข้อมูลที่เชื่อได้ และเลือกวิธีแก้ที่เหมาะกับสถานการณ์จริง

การวัดผลจะเปลี่ยนจากจำคำตอบเป็นทำโปรเจกต์และแก้ปัญหาจริง

การสอบแบบท่องจำยังมีที่ยืนอยู่ แต่จะไม่ใช่ศูนย์กลางเหมือนเดิม โรงเรียนจำนวนมากเริ่มหันไปใช้โปรเจกต์ งานนำเสนอ การตอบปากเปล่า และงานแก้ปัญหาจริงในชั้นเรียน เพื่อดูว่าเด็กเข้าใจเนื้อหาแค่ไหน และเอาความรู้ไปใช้ได้หรือไม่

วิธีนี้วัดได้มากกว่าคะแนนปลายทาง เพราะครูเห็นทั้งกระบวนการ เด็กค้นข้อมูลอย่างไร วางแผนหรือเปล่า ทำงานร่วมกับเพื่อนแบบไหน และอธิบายเหตุผลของตัวเองได้ชัดไหม บางครั้งคำตอบสุดท้ายอาจไม่สวยเท่ากัน แต่เส้นทางที่เด็กเดินมาบอกได้มากกว่าเยอะ

ตัวอย่างการประเมินที่เห็นภาพชัดขึ้น ได้แก่

  • โปรเจกต์กลุ่ม ที่ให้เด็กแก้โจทย์ใกล้ตัว เช่น ปัญหาขยะ น้ำท่วม หรือการประหยัดพลังงาน
  • งานนำเสนอ ที่ให้เด็กสรุปสิ่งที่เรียนรู้ด้วยภาษาของตัวเอง
  • การตอบปากเปล่า ที่ครูถามต่อจากงานที่ส่ง เพื่อเช็กว่าเด็กเข้าใจจริงหรือคัดลอกมา
  • แฟ้มสะสมงาน ที่เก็บพัฒนาการเป็นช่วง ๆ ไม่ใช่ดูแค่ครั้งเดียว

ถ้าเด็กอธิบายเหตุผลของตัวเองไม่ได้ คะแนนเต็มก็มักไม่ได้แปลว่าเข้าใจจริง

แนวโน้มนี้เริ่มชัดในไทยมากขึ้น เพราะเมื่อ AI ช่วยอ่านคำตอบและช่วยจัดการข้อมูลได้ ครูก็มีเวลาไปดูคุณภาพของผลงานมากกว่าเดิม AI ช่วยครูให้คะแนนและให้ฟีดแบ็กเร็วขึ้น จึงกลายเป็นอีกแรงที่ทำให้การวัดผลแบบใหม่เดินหน้าได้จริง

AI ช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร

AI ที่ใช้ดีไม่ใช่เครื่องตอบคำถามสำเร็จรูป แต่เป็นคู่ฝึกที่ชวนเด็กคิดต่อได้ เด็กสามารถถาม AI เพื่อเช็กเหตุผล เปรียบเทียบทางเลือก หรือขอแนวทางเริ่มต้น แล้วค่อยพัฒนาคำตอบของตัวเองต่ออีกชั้นหนึ่ง

ในห้องเรียนแบบนี้ AI ทำหน้าที่เหมือนเพื่อนคุยที่ไม่เบื่อ เด็กลองเสนอไอเดีย แล้วให้ AI โต้กลับด้วยคำถามที่ท้าทายขึ้น เช่น “ถ้าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ในโรงเรียนชนบท จะทำอย่างไร” หรือ “มีวิธีที่ประหยัดกว่านี้ไหม” คำถามแบบนี้ช่วยให้เด็กไม่หยุดอยู่ที่คำตอบแรก

ครูหลายคนเริ่มใช้ AI เป็นตัวช่วยเปิดมุมมองในงานเขียน งานออกแบบ หรือการแก้โจทย์วิทยาศาสตร์ เด็กอาจได้เห็นแนวคิดหลายแบบก่อนเลือกแนวทางของตัวเอง ซึ่งดีต่อการฝึกคิดอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่แค่คิดให้เร็ว

การใช้ AI อย่างเหมาะสมในห้องเรียนมักช่วยได้ 3 ด้านนี้

  1. กระตุ้นการถามต่อ เด็กไม่หยุดแค่คำตอบแรก แต่ฝึกไล่หาที่มาและเหตุผล
  2. ขยายไอเดีย เมื่อเด็กคิดได้หนึ่งแบบ AI ช่วยเสนออีกหลายแบบให้เปรียบเทียบ
  3. ฝึกกลั่นกรอง เด็กต้องเลือกเองว่าอะไรเหมาะ อะไรไม่สมเหตุสมผล

สำหรับผู้ที่อยากเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านของระบบไทยแบบกว้างขึ้น ลองดู การปฏิรูปการศึกษาไทยปี 2026 ซึ่งสะท้อนว่าหลายฝ่ายกำลังมองไปทางทักษะชีวิตและการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงมากขึ้น

การบ้านและการสอบในอนาคตจะไม่เหมือนเดิม

การบ้านจะไม่ใช่แค่ชุดคำถามที่เด็กไปหาคำตอบจาก AI แล้วส่งกลับมาอีกต่อไป เพราะครูเริ่มจับได้ว่าเนื้อหาหลายชิ้นดูดีเกินระดับของผู้เรียนจริง โรงเรียนจึงต้องปรับกติกาให้ชัดว่าใช้ AI ได้แค่ไหน และใช้เพื่ออะไร

แนวทางที่น่าจะเห็นมากขึ้นคือการบ้านแบบต้องอธิบายขั้นตอน ต้องแนบร่องรอยการคิด หรือให้ทำงานบางส่วนในห้องเรียนเพื่อดูวิธีทำจริง ครูอาจให้เด็กใช้ AI ช่วยค้นข้อมูลได้ แต่ต้องเขียนส่วนสรุปและข้อคิดเห็นด้วยตัวเอง เท่ากับว่า AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่คนทำแทน

การสอบก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย บางโรงเรียนอาจลดข้อสอบจำรายละเอียด แล้วเพิ่มโจทย์สถานการณ์จริงหรือโจทย์เปิดที่มีหลายคำตอบ เด็กจึงต้องแสดงวิธีคิด ไม่ใช่เพียงเติมช่องว่างให้ครบ

สิ่งที่โรงเรียนอาจปรับมากขึ้น ได้แก่

  • อนุญาตให้ใช้ AI ในบางขั้นตอน แต่ต้องระบุว่าใช้ทำอะไร
  • ให้ส่งทั้งงานสุดท้ายและร่างแรก เพื่อดูพัฒนาการ
  • เพิ่มการสอบปากเปล่า หรือการถามต่อจากชิ้นงาน
  • ใช้โจทย์ที่ผูกกับปัญหาจริงในชุมชนหรือชีวิตประจำวัน

BBC Thai เคยสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อ AI ทำการบ้านได้ง่ายขึ้น ครูหลายคนเริ่มหันไปใช้วิธีถามต่อยอดและให้นักเรียนทำงานให้เสร็จในห้องมากขึ้น บทเรียนของครูไทยในยุคที่ AI ทำการบ้านแทนได้ จึงเป็นสัญญาณชัดว่าโรงเรียนต้องสร้างสมดุลใหม่ระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการวัดทักษะจริง

ถ้าโรงเรียนวางกติกาดี เด็กจะได้ใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และยังต้องแสดงความคิดของตัวเองอยู่เหมือนเดิม นี่คือจุดที่การศึกษาไทยกำลังขยับจาก “จำให้ได้” ไปสู่ “คิดให้เป็นและทำให้ได้” อย่างชัดเจน

ความท้าทายที่โรงเรียนไทยต้องรับมือเมื่อใช้ AI

AI ทำให้ห้องเรียนไทยดูทันสมัยขึ้นก็จริง แต่การใช้งานจริงไม่ได้ราบรื่นเสมอไป โรงเรียนจำนวนมากยังติดข้อจำกัดเดิม ๆ ที่แก้ไม่จบ ทั้งอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต ข้อมูลเด็ก และความพร้อมของครู ถ้าข้ามปัญหาเหล่านี้ไป AI อาจช่วยเด็กบางกลุ่มได้มากขึ้น แต่กลับทิ้งอีกหลายกลุ่มไว้ข้างหลัง

สิ่งที่ต้องมองให้ชัดคือ AI ไม่ได้สร้างปัญหาใหม่ทั้งหมด แต่มันขยายปัญหาเดิมให้เห็นชัดกว่าเดิม โรงเรียนที่พร้อมอยู่แล้วจะไปได้เร็ว ส่วนโรงเรียนที่ยังขาดทรัพยากรจะยิ่งตามยากขึ้น ถ้าไม่มีกรอบใช้งานที่ดี การใช้ AI ในการศึกษาไทยอาจกลายเป็นการเพิ่มช่องว่าง มากกว่าการลดช่องว่าง

ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลยังเป็นอุปสรรคใหญ่

โรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน บางแห่งมีแท็บเล็ต อินเทอร์เน็ตเสถียร และห้องคอมพิวเตอร์พร้อมใช้ แต่บางแห่งยังต้องแชร์อุปกรณ์กันทั้งห้อง หรือใช้อินเทอร์เน็ตที่ไม่พอสำหรับเรียนออนไลน์ด้วยซ้ำ พอ AI เข้ามา ความต่างนี้ก็ยิ่งชัดขึ้นทันที

เด็กที่มีเครื่องส่วนตัวและเน็ตดีจะฝึกกับ AI ได้บ่อยกว่า พวกเขาทบทวนบทเรียน ขอคำอธิบายเพิ่ม และทำแบบฝึกหัดได้ทุกที่ ขณะที่เด็กอีกกลุ่มอาจมีโอกาสใช้แค่ในห้องเรียน หรือแทบไม่ได้ใช้เลย ผลคือ AI กลายเป็นเครื่องมือของคนที่พร้อมอยู่แล้ว มากกว่าจะเป็นตัวช่วยของทุกคน

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาอุปกรณ์ แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้วย โรงเรียนบางแห่งยังมีไฟฟ้าและระบบเครือข่ายที่ไม่นิ่งพอสำหรับใช้งานต่อเนื่อง ถ้าระบบพื้นฐานยังไม่แข็งแรง การสอนด้วย AI จะสะดุดง่าย และครูก็ต้องกลับไปใช้วิธีเดิมอยู่ดี

ถ้าเข้าถึง AI ไม่เท่ากัน ช่องว่างการเรียนรู้ก็จะกว้างขึ้น ไม่ใช่แคบลง

หน่วยงานและโรงเรียนจึงต้องคิดเรื่องนี้ก่อนเรื่องเครื่องมือสวย ๆ ด้วยซ้ำ เพราะการเพิ่ม AI เข้าไปในระบบที่ไม่พร้อม อาจยิ่งทำให้เด็กต่างจังหวัดเสียเปรียบมากขึ้น แนวทางของ UNESCO ก็สะท้อนจุดนี้ชัดเจนว่า ไทยต้องลงทุนทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การอบรมครู และความเป็นธรรมในการเข้าถึง UNESCO กับช่องว่างการเรียนรู้ในไทย

สำหรับภาพรวมของความพร้อมด้านข้อมูลและระบบในไทย ลองดูเพิ่มเติมใน การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความพร้อมเชิงระบบยังเป็นเรื่องที่ต้องเร่งมาก

ข้อมูลนักเรียน ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยต้องมาก่อน

AI ในโรงเรียนต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก และข้อมูลเด็กยิ่งอ่อนไหวเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ผลการเรียน พฤติกรรมในชั้นเรียน ไปจนถึงภาพใบหน้าและเสียง เด็กหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไปทำอะไรบ้าง และใครเข้าถึงได้บ้าง นี่คือจุดที่โรงเรียนต้องระวังมากที่สุด

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การเก็บข้อมูล แต่อยู่ที่การใช้แพลตฟอร์มภายนอกด้วย ถ้าโรงเรียนปล่อยให้ข้อมูลนักเรียนไหลไปอยู่บนระบบที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน ความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่ว ข้อมูลถูกนำไปใช้ต่อ หรือถูกวิเคราะห์เกินจำเป็นก็จะตามมาเร็วมาก โดยเฉพาะเมื่อเครื่องมือบางตัวเชื่อมต่อกับบริการภายนอกหลายชั้น

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการใช้ AI อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้ตอบคำถามเด็กในเรื่องที่อ่อนไหวเกินไป ให้ข้อมูลผิด หรือแนะนำแนวทางที่ไม่เหมาะกับวัย เด็กอาจเชื่อเพราะระบบตอบเร็วและฟังดูมั่นใจ ทั้งที่คำตอบนั้นไม่ถูกต้องเลย

โรงเรียนจึงต้องมี แนวทางคุ้มครองข้อมูล ที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละห้อง แต่ละครู ตัดสินใจเองตามความถนัด กรอบที่ควรมีอย่างน้อยคือ

  • ระบุชัดว่าเก็บข้อมูลอะไร และเก็บไปเพื่ออะไร
  • จำกัดคนที่เข้าถึงข้อมูลนักเรียน
  • ตรวจสอบแพลตฟอร์มภายนอกก่อนใช้งานจริง
  • มีกติกาเรื่องการลบข้อมูลและการขอความยินยอม
  • วางขั้นตอนรับมือเมื่อเกิดปัญหาข้อมูลรั่วหรือใช้งานผิดวิธี

ไทยเริ่มมีสัญญาณเตือนเรื่องนี้มากขึ้นในหลายวงการ รวมถึงข่าวและรายงานที่พูดถึงความพร้อมด้านกฎ ระเบียบ และความมั่นคงปลอดภัยของระบบ AI โรงเรียนจึงไม่ควรรอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ เพราะข้อมูลเด็กไม่มีโอกาสให้ลองผิดลองถูกแบบไม่มีผลกระทบ

ครูและผู้บริหารต้องได้รับการอบรมก่อนใช้จริง

มีเครื่องมือ AI อย่างเดียวไม่พอ ถ้าครูยังไม่รู้ว่าจะใช้เมื่อไร ใช้อย่างไร และใช้เพื่อตรวจอะไรบ้าง เครื่องมือดีแค่ไหนก็กลายเป็นภาระเพิ่มได้ โรงเรียนหลายแห่งมองว่าแค่ติดตั้งระบบก็พอ แต่ในความจริง การใช้ AI ให้ได้ผลต้องเริ่มจากคนใช้ ไม่ใช่เริ่มจากโปรแกรม

ครูต้องเข้าใจทั้งด้านเทคนิคและด้านการสอน เช่น ใช้ AI ช่วยเตรียมบทเรียน ตรวจงานเบื้องต้น หรือสร้างแบบฝึกหัดได้ แต่ก็ต้องรู้ข้อจำกัดของมันด้วย ว่ามันอาจตอบผิด ตีความข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือสร้างเนื้อหาที่ไม่เหมาะกับเด็ก ถ้าไม่มีทักษะตรงนี้ ครูอาจใช้ AI แบบเชื่อคำตอบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงมาก

ผู้บริหารโรงเรียนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนกำหนดทิศทางของโรงเรียน ถ้าไม่มีนโยบายชัด โรงเรียนอาจเกิดสภาพต่างคนต่างใช้ บางห้องใช้เต็มที่ บางห้องไม่กล้าแตะเลย สุดท้ายเด็กก็ได้รับประสบการณ์ไม่เท่ากัน และระบบทั้งโรงเรียนจะไม่เดินไปในทางเดียวกัน

การอบรมที่ดีควรครอบคลุม 3 เรื่องหลัก คือ ใช้เครื่องมือจริง สอนแบบใหม่ และประเมินผลแบบใหม่ ครูไม่ควรได้แค่คู่มือ แต่ต้องได้ลองใช้กับงานจริง เช่น การวิเคราะห์คะแนน การสร้างใบงาน หรือการปรับบทเรียนให้เหมาะกับเด็กแต่ละกลุ่ม เมื่อครูฝึกจนมั่นใจ AI จึงจะกลายเป็นตัวช่วย ไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยหลบเลี่ยง

งานวิจัยและแนวทางด้าน AI literacy ของครูไทยก็ชี้ไปทางเดียวกันว่า การพัฒนาทักษะครูต้องเดินคู่กับจริยธรรม ความปลอดภัย และการสอนที่เหมาะกับวัย ถ้าอยากเห็นการใช้ AI ที่ปลอดภัยและใช้ได้จริง โรงเรียนต้องลงทุนกับคนก่อนเครื่องมือ การใช้ AI ช่วยครูอย่างรับผิดชอบ จึงไม่ใช่แค่เรื่องประหยัดเวลา แต่เป็นเรื่องคุณภาพของทั้งระบบ

สุดท้าย โรงเรียนไทยจะใช้ AI ได้ดีแค่ไหน ไม่ได้วัดจากจำนวนแพลตฟอร์มหรือความทันสมัยของหน้าจอ แต่วัดจากความพร้อมของคน ระบบ และกติกาที่ชัดเจน ถ้าจัดการ 3 เรื่องนี้ได้ AI จะช่วยโรงเรียนได้จริง แต่ถ้าปล่อยให้เดินหน้าแบบไม่มีโครงรองรับ ปัญหาก็จะตามมาเร็วพอ ๆ กับความหวังที่ทุกคนมีต่อมัน

แนวโน้มอนาคตของการศึกษาไทยเมื่อ AI กลายเป็นเรื่องปกติ

AI จะไม่ใช่ของใหม่ในโรงเรียนไทยอีกต่อไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่จะค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนประจำวัน เหมือนสมุด หนังสือ และอินเทอร์เน็ตที่เคยค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในห้องเรียนมาก่อน หน้าที่ของโรงเรียนจึงไม่ใช่แค่เปิดรับเทคโนโลยี แต่ต้องจัดระบบให้ใช้งานได้จริง และใช้ได้กับเด็กทุกกลุ่ม

ภาพที่เห็นชัดที่สุดคือการเรียนจะยืดหยุ่นขึ้น เด็กไม่ได้ต้องนั่งฟังอย่างเดียว ครูไม่ได้ต้องสอนทุกอย่างด้วยวิธีเดิม และห้องเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แค่สี่ผนัง เมื่อโรงเรียน มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนเริ่มจับมือกันมากขึ้น การศึกษาไทยก็มีโอกาสขยับไปสู่ระบบที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากกว่าเดิม

ห้องเรียนอัจฉริยะและการเรียนรู้แบบผสมจะขยายตัวมากขึ้น

อนาคตของห้องเรียนไทยจะไม่แยกชัดว่าเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์อีกต่อไป เพราะทั้งสองแบบจะทำงานร่วมกันมากขึ้น เด็กอาจเรียนเนื้อหาพื้นฐานจากที่บ้าน แล้วมาใช้เวลาห้องจริงกับการอภิปราย ทำแบบฝึกหัด หรือทำกิจกรรมกับครูและเพื่อนให้ลึกขึ้น วิธีนี้ช่วยให้เวลาในห้องเรียนคุ้มค่ากว่าเดิม

AI จะเข้ามาช่วยระหว่างบทเรียนมากขึ้นด้วย เช่น สรุปเนื้อหาแบบเร็ว ตอบคำถามพื้นฐาน หรือปรับแบบฝึกหัดตามระดับผู้เรียนแบบเรียลไทม์ บางโรงเรียนอาจใช้แดชบอร์ดดูความเข้าใจของทั้งห้องได้ทันที ว่าใครเริ่มหลุด ใครยังไม่เข้าใจ และควรเสริมตรงไหนก่อนจบบทเรียน

ห้องเรียนในอนาคตจะไม่ได้วัดแค่ว่าเด็กนั่งอยู่ตรงหน้า แต่จะวัดว่าเด็กเข้าใจและตามทันหรือไม่

การเรียนแบบผสมยังช่วยให้เด็กมีทางเลือกมากขึ้น เด็กที่ป่วย ขาดเรียน หรืออยู่ไกลโรงเรียนยังตามบทเรียนได้ต่อเนื่อง ส่วนเด็กที่เรียนเร็วก็ไม่ต้องรอเพื่อนนานเกินไป หากโรงเรียนวางระบบดี การเรียนจะยืดหยุ่นขึ้นโดยไม่ลดคุณภาพลง

แนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางที่เริ่มเห็นในไทยแล้ว เช่น การผลักดันห้องเรียนอัจฉริยะและการใช้ AI ในการเรียนการสอนผ่านโครงการร่วมหลายฝ่าย แนวโน้ม AI ในห้องเรียนไทยอนาคต ก็สะท้อนภาพเดียวกันว่าโรงเรียนกำลังขยับไปสู่ระบบที่ตอบสนองผู้เรียนรายคนมากขึ้น

ความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และเอกชนจะสำคัญกว่าเดิม

เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา โรงเรียนจะทำงานลำพังต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะการสร้างแพลตฟอร์ม เครื่องมือ และหลักสูตรต้องใช้ทั้งความรู้ด้านการสอน ข้อมูลจริงจากห้องเรียน และเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และเอกชนจึงจะสำคัญขึ้นมาก

โรงเรียนให้ข้อมูลปัญหาหน้างาน มหาวิทยาลัยช่วยออกแบบหลักสูตรและประเมินผล ส่วนเอกชนช่วยเรื่องเครื่องมือ ระบบคลาวด์ และการปรับใช้งานให้เร็วขึ้น ถ้าทั้งสามฝ่ายคุยกันตั้งแต่ต้น ระบบที่ได้จะไม่ลอยจากความจริงของห้องเรียน และไม่กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ยากเกินไป

ในไทยเริ่มเห็นรูปแบบนี้ชัดขึ้นแล้ว จากโครงการนำร่องและความร่วมมือด้าน AI for Education ที่เกิดกับหลายสถาบัน SPU ขับเคลื่อน AI for Education เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพว่าเอกชนและสถานศึกษาเริ่มทำงานร่วมกันจริง ไม่ใช่แค่พูดเรื่องนโยบายบนกระดาษ

ถ้าความร่วมมือเดินต่อได้ดี โรงเรียนจะได้หลักสูตรที่ทันโลกงานจริงมากขึ้น เด็กจะไม่ได้เรียนแค่ทฤษฎี แต่ได้ฝึกใช้เครื่องมือที่ตลาดงานต้องการ และมหาวิทยาลัยก็จะช่วยปิดช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับโลกอาชีพได้เร็วขึ้นด้วย

เด็กไทยจะได้ทักษะใหม่ที่ใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและในโลกงาน

เมื่อ AI ทำงานพื้นฐานหลายอย่างได้เร็วขึ้น ทักษะที่เด็กไทยต้องมีจึงเปลี่ยนไปชัดเจน เด็กไม่จำเป็นต้องจำทุกอย่าง แต่ต้องรู้วิธีคิด วิธีตรวจสอบ และวิธีใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ทักษะที่สำคัญในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น แต่ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรเชื่อ และเมื่อไรควรหยุดถามต่อ

ทักษะที่เด็กควรได้จากยุค AI มีหลายด้าน แต่แกนหลักจะวนอยู่กับเรื่องเหล่านี้

  • การคิดวิเคราะห์ เด็กต้องแยกข้อมูลจริงออกจากข้อมูลที่ดูดีแต่ไม่ถูกต้อง
  • การใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ ต้องรู้ขอบเขตของ AI และข้อจำกัดของมัน
  • การสื่อสาร เด็กต้องอธิบายความคิดของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้
  • การแก้ปัญหา เพราะงานจริงมักไม่มีคำตอบเดียว
  • การเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะวันนี้อาจไม่พอในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทักษะเหล่านี้ตรงกับสิ่งที่ระบบการศึกษาไทยต้องเร่งปรับในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า เพราะโลกงานจะถามหาคนที่เรียนรู้ไว ปรับตัวได้ และทำงานร่วมกับเครื่องมือใหม่ได้อย่างไม่ตื่นตระหนก รายงานและแนวโน้มจากหน่วยงานด้านการศึกษาของไทยก็พูดไปในทางเดียวกันว่า AI literacy และการเรียนแบบผสมจะกลายเป็นฐานใหม่ของโรงเรียน สัญญาณอนาคตการศึกษา 2026 ชี้ชัดว่าการเรียนรู้แบบปรับตัวได้จะสำคัญขึ้นมาก

อีกไม่นาน เด็กไทยอาจเติบโตมากับการใช้ AI เป็นเรื่องปกติพอ ๆ กับการใช้เครื่องคิดเลข แต่ความต่างจะอยู่ที่ว่าใครใช้มันเพื่อคิดต่อ และใครใช้มันแทนการคิด โรงเรียนจึงต้องสอนให้เด็กเป็นคนถามคำถามเก่ง รู้จักเช็กข้อมูล และกล้าปรับวิธีเรียนของตัวเองอยู่เสมอ

ถ้าระบบนี้เดินหน้าได้จริง ภาพของการศึกษาไทยในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้าจะชัดมากขึ้น ห้องเรียนจะเป็นแบบผสมที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม ครูจะมีเครื่องมือที่ช่วยสอนตรงจุด และโรงเรียนจะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยกับเอกชนมากขึ้นเพื่อสร้างทักษะที่ใช้ได้จริงในโลกงาน นี่คือทิศทางที่ไม่ได้อยู่ไกล แต่กำลังค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในโรงเรียนไทยแล้ว

Conclusion

AI กำลังพาการศึกษาไทยไปไกลกว่าการเรียนแบบเดิม เพราะมันช่วยให้เด็กเรียนตามจังหวะของตัวเองได้มากขึ้น ช่วยให้ครูมีเวลาสอนและดูแลเด็กจริง ๆ มากขึ้น และช่วยให้โรงเรียนวัดผลจากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่การท่องจำ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการใช้ AI อย่างถูกทาง ถ้าโรงเรียนมีกรอบที่ดี ครูมีทักษะ และเด็กใช้เครื่องมือนี้อย่างมีสติ การศึกษาไทยจะเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ผู้เรียนได้มากกว่าเดิม

อนาคตที่ดีที่สุดไม่ใช่วันที่ AI มาแทนคน แต่คือวันที่คนกับ AI ทำงานร่วมกันได้ดี คนคิด กำกับ และตัดสินใจ ส่วน AI ช่วยให้ทุกอย่างแม่นขึ้น เร็วขึ้น และเข้าถึงเด็กได้มากขึ้น

ข่าวไทยยอดนิยม

วิธีการปกป้อง AI ข้อมูล และแอปพลิเคชันในระบบคลาวด์ (2026)

พลิกโฉมการศึกษาไทย! เจาะลึก 10 สุดยอดเครื่องมือ EdTech ที่กำลังเปลี่ยนโลกการเรียนออนไลน์

เปิดเบื้องหลัง: ทำไม “หน้าตาและการใช้งานแอปฯ” (UX/UI) ถึงกลายเป็นอาวุธลับชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจไทยยุคนี้

เทคโนโลยี - Tech

AIS ได้เผยแพร่ “รายงานข่าวความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยประจำปี 2026” แล้ว

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

AIS ได้เผยแพร่ "รายงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย ปี 2026" แล้ว

AIS เผยผลการศึกษาดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสำรวจความพร้อมของคนไทยในการใช้ชีวิตออนไลน์ และติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะดิจิทัล ข้อมูลจากการศึกษายังช่วยให้ AIS ออกแบบการพัฒนาความรู้และภูมิคุ้มกันให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของคนแต่ละกลุ่ม

ผลสำรวจพบว่า คะแนนสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยเพิ่มจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้า แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีได้คล่องขึ้น แต่ทักษะการรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังต้องได้รับการพัฒนา โดยผลวิจัยเผย 5 สถานการณ์สำคัญบนโลกดิจิทัล ซึ่งแต่ละช่วงวัยเผชิญความท้าทายแตกต่างกัน

ประเด็นสำคัญ

  • ดัชนีสุขภาวะดิจิทัลของคนไทยปี 2026 ขยับขึ้นสู่ระดับก้าวหน้าด้วยคะแนน 0.724 เพิ่มจากเดิมที่ 0.51
  • คนไทยจับสมาร์ทโฟนและใช้งานแอปพลิเคชันได้คล่องแคล่ว แต่ทักษะด้านการรู้เท่าทันดิจิทัลกลับมีคะแนนต่ำที่สุด
  • คนไทย 1 ใน 5 เคยเผชิญภัยหลอกลวงออนไลน์">หลอกลวงออนไลน์ ขณะที่เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS กล่าวว่า “ผล Thailand Cyber Wellness Index ในปีนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะแสดงให้เห็นว่าคนไทยพร้อมใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีได้คล่องไม่ได้แปลว่าจะรู้เท่าทันข้อมูลและความเสี่ยงออนไลน์เสมอไป ประเทศไทยจึงควรพัฒนาทักษะให้คนคิด วิเคราะห์ และตรวจสอบข้อมูลได้ รวมถึงใช้งานอย่างปลอดภัยและคำนึงถึงผู้อื่น เพราะทักษะเหล่านี้จำเป็นต่อชีวิตประจำวันที่มี AI ข้อมูลข่าวสาร และภัยออนไลน์เข้ามาเกี่ยวข้อง”

“ผล TCWI 2026 ยังชี้ว่าการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละกลุ่ม เด็ก เยาวชน วัยทำงาน และผู้สูงอายุมีพฤติกรรมและความเสี่ยงไม่เหมือนกัน AIS จึงจะนำข้อมูลไปใช้วางแนวทางการเรียนรู้ให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย ผ่าน Digital Health Check หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy และความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้คนไทยใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน”

Thailand Cyber Wellness Index 2026 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 77,492 คนทั่วประเทศ และประเมินสุขภาวะดิจิทัล 7 ด้าน ได้แก่ การใช้งานดิจิทัล ทักษะดิจิทัล การสื่อสารและการทำงานร่วมกัน อัตลักษณ์และสิทธิบนโลกดิจิทัล ความปลอดภัยและความมั่นคง การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ และความสัมพันธ์ดิจิทัล ผลการศึกษาพบสถานการณ์สำคัญ 5 ข้อ ดังนี้

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. สุขภาวะดิจิทัลสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่คนไทย 1 ใน 6 ยังต้องพัฒนาทักษะ

คะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 0.51 ในปี 2566 เป็น 0.724 ในปี 2569 ทำให้ภาพรวมของประเทศอยู่ในระดับก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม คนไทยราว 1 ใน 6 ยังต้องได้รับการเสริมความรู้และทักษะดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนมีความพร้อมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่การรู้เท่าทันและตรวจสอบข้อมูลยังเป็นจุดที่ต้องพัฒนา

เมื่อแยกคะแนนตามสุขภาวะดิจิทัลทั้ง 7 ด้าน พบว่าความสามารถในการใช้งานดิจิทัลมีคะแนนเฉลี่ย 0.720 ส่วนทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัลได้คะแนนต่ำที่สุดที่ 0.653 ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าทักษะการใช้งานและการประเมินข้อมูลควรได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

การใช้อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม และบริการออนไลน์ได้อย่างคล่องแคล่วควรควบคู่กับการตั้งคำถาม วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล โดยเฉพาะในยุค Generative AI ที่สร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอได้อย่างรวดเร็วและสมจริง ผู้ใช้จึงควรหยุดคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อ

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. ภัยหลอกลวงออนไลน์ใกล้ตัวกว่าที่คิด คนไทย 1 ใน 5 เคยเกี่ยวข้อง

ผล TCWI 2026 ระบุว่า คนไทย 20.7% หรือประมาณ 1 ใน 5 เคยพบประสบการณ์เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ เช่น ลิงก์ปลอม ข้อความหลอกลวง การแอบอ้างเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน รวมถึงการชักชวนให้เปิดเผยข้อมูลหรือโอนเงิน

การป้องกันภัยออนไลน์จึงครอบคลุมมากกว่าการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากหรือป้องกันมัลแวร์ ผู้ใช้ควรตรวจสอบตัวตน แหล่งที่มา และความน่าเชื่อถือของข้อมูล พร้อมคิดให้รอบคอบก่อนคลิกลิงก์ เปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือโอนเงิน

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. เด็ก Gen Alpha อายุ 10 ถึง 15 ปี ใช้เทคโนโลยีตั้งแต่เล็ก แต่คะแนนสุขภาวะดิจิทัลยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

เด็ก Gen Alpha มีคะแนนสุขภาวะดิจิทัลเฉลี่ย 0.61 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ โดย 29.4% หรือเกือบ 3 ใน 10 ยังอยู่ในกลุ่มที่ต้องเร่งพัฒนา โดยเฉพาะด้านการรู้เท่าทันข้อมูล ความปลอดภัย ความสัมพันธ์ออนไลน์ และความเข้าใจเรื่องร่องรอยดิจิทัล หรือ Digital Footprint

เมื่อพิจารณาคะแนนด้าน Cyberbullying ตามช่วงวัย พบว่าคะแนนอยู่ที่ 0.82 ในเด็กอายุ 10 ถึง 12 ปี ลดลงเป็น 0.76 ในกลุ่มอายุ 13 ถึง 15 ปี และ 0.75 ในช่วงอายุ 16 ถึง 22 ปี การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่อายุ 10 ถึง 12 ปี ให้เด็กเข้าใจว่าการโพสต์ แสดงความคิดเห็น และส่งต่อข้อมูลอาจส่งผลต่อผู้อื่นและทิ้งร่องรอยไว้บนโลกออนไลน์

นอกจากนี้ เด็กควรเรียนรู้วิธีปกป้องข้อมูลส่วนตัว คิดก่อนโพสต์หรือแชร์ เคารพสิทธิและความรู้สึกของผู้อื่น ไม่ร่วมส่งต่อการกลั่นแกล้ง และขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญ Cyberbullying

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

  1. คนไทยคุ้นเคยกับ AI มากขึ้น แต่ความแตกต่างระหว่างวัยยังเห็นได้ชัด

คะแนนเฉลี่ยด้านการใช้และความเข้าใจ AI ของคนไทยในปี 2569 อยู่ที่ 3.30 จาก 5 เพิ่มขึ้นจาก 3.18 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มใช้ AI และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คะแนนของแต่ละช่วงวัยแตกต่างกัน กลุ่มอายุ 23 ถึง 29 ปีได้คะแนนสูงสุดที่ 3.61 ส่วนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปได้คะแนนต่ำสุดที่ 2.53 ความแตกต่างนี้สะท้อนช่องว่างด้านโอกาสเข้าถึง ความรู้ และทักษะการใช้ AI หรือความเหลื่อมล้ำทาง AI (AI Divide)

การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีเท่านั้น ผู้ใช้ยังต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน ตั้งคำถาม ตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของ AI เพื่อให้สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง

AIS เผยผล Thailand Cyber Wellness Index 2026

AIS จะนำผล Thailand Cyber Wellness Index ไปใช้พัฒนาทักษะให้เหมาะกับความเสี่ยงและบริบทของแต่ละวัย เด็กจะได้เรียนรู้พื้นฐานการรู้เท่าทันข้อมูล ร่องรอยดิจิทัล และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เยาวชนจะได้เตรียมรับมือ Cyberbullying และแรงกดดันจากสังคมออนไลน์ ส่วนวัยทำงานจะเน้นการใช้ AI และการป้องกันภัยหลอกลวง ขณะที่ผู้สูงอายุจะได้รับการเสริมความมั่นใจด้าน AI และความปลอดภัยออนไลน์

AIS ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ครอบครัว สื่อมวลชน และพันธมิตร เพื่อนำข้อมูลจากผลสำรวจไปสู่การปฏิบัติจริง ทั้งการค้นหาช่องว่างผ่าน Digital Health Check การพัฒนาความรู้ด้วยหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์: AI Literacy และการร่วมสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัยและรับผิดชอบ AIS มุ่งเชื่อมต่อคนไทยกับเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนให้ทุกคนใช้เป็น คิดเป็น ตรวจสอบเป็น ใช้งานอย่างปลอดภัย และรับผิดชอบต่อผู้อื่น เพื่อให้สุขภาวะดิจิทัลเติบโตทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะ AI Literacy สามารถเรียนรู้วิธีเลือกใช้ AI ตรวจสอบข้อมูล และใช้งานอย่างเหมาะสม ปลอดภัย และรับผิดชอบได้ที่ https://aunjaicyber.ais.th/pathway/162

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY

OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ “Code”บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด

Continue Reading

เทคโนโลยี - Tech

นาฬิกา Casio กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางการเมืองในประเทศไทย

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

นาฬิกา Casio กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางการเมืองในประเทศไทย

ในแวดวงการเมืองไทยที่มักจะเต็มไปด้วยการแสดงออกถึงฐานะและสินค้าแบรนด์เนมราคาแพง ตอนนี้กลับมีเทรนด์ใหม่ที่กำลังน่าจับตามองเป็นอย่างมาก นั่นก็คือการหันมาสวมใส่นาฬิกาดิจิทัลแบรนด์ Casio ที่มีราคาไม่ถึง 2,000 บาท (หรือต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐ) นาฬิกาดีไซน์สุดคลาสสิกเรือนนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ผู้มีอำนาจระดับสูงและนักการเมืองชั้นนำของประเทศไทย

ต้นเพลิงของกระแสความนิยมนี้มาจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล">อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านมักจะซื้อนาฬิกา Casio รุ่น AW1200WH ซึ่งแฟนๆ นาฬิกาตั้งฉายาให้ว่า “Casio Royale” ตามความคล้ายคลึงกับนาฬิกาสายลับในภาพยนตร์ James Bond ปี 2006 ก่อนนำไปมอบให้คนสนิท ท่านจะนำนาฬิกาไปสลักชื่อของตัวเองไว้ที่ตัวเรือน จากนั้นจึงนำไปมอบเป็นของขวัญส่วนตัวให้กับบรรดารัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และพันธมิตรทางการเมือง จนเกิดเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ถูกสื่อขนานนามว่า “Casio Connection”

ประเด็นสำคัญ

  • สัญลักษณ์แห่งเครือข่าย: นาฬิกา Casio กลายเป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดและเหนียวแน่น
  • คุณค่าที่เหนือกว่าราคา: แม้นาฬิกาจะมีราคาเพียงหลักพัน แต่นักการเมืองหลายท่านกลับเลือกสวมใส่ในชีวิตประจำวันแทนนาฬิกาหรูหลักแสน
  • ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย: การใส่นาฬิการาคาประหยัดช่วยลดข้อครหาเรื่องความร่ำรวย ซึ่งเคยเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองในอดีต

เสน่ห์ของ Casio Royale และความผูกพันทางการเมือง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้รับนาฬิกาเรือนนี้เป็นของขวัญ เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต้นทางอย่าง ThePrint ว่าคุณค่าของสิ่งที่เราสวมใส่ไม่ได้อยู่ที่ราคาของมันเสมอไป สำหรับเขาแล้ว คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ว่าใครเป็นคนมอบสิ่งนี้ให้มากกว่า

นอกจากนี้เขายังยอมรับด้วยความภูมิใจว่า ตั้งแต่วันที่ได้รับนาฬิกาเรือนนี้มา เขาก็สวมใส่มันทำงานทุกวัน เขาถึงขั้นตัดสินใจเก็บนาฬิกาหรูเรือนเก่าๆ ที่มีราคาหลายหมื่นดอลลาร์เข้าตู้เซฟไปเลยทีเดียว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าของขวัญชิ้นนี้มีผลต่อจิตใจอย่างมาก

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า นายอนุทินมักจะเลือกซื้อนาฬิกาเหล่านี้ด้วยตัวเองตามร้านค้าเล็กๆ และตลาดท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร ระหว่างการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ ทำให้ผู้รับรู้สึกถึงความพิเศษและจริงใจ

บางคนในเครือข่ายถึงกับนำนาฬิกามาเปรียบเทียบกันอย่างสนุกสนานว่า ใครได้รับรุ่นสายเหล็กหรือใครได้รับรุ่นสายเรซิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มและเสริมสร้างความสัมพันธ์ในวงสนทนาทางการเมืองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ของขวัญที่เรียบง่าย หรือ นัยยะแห่งการรวมกลุ่ม?

การเลือกมอบนาฬิกา Casio ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและลงตัวมากในบริบทของการเมืองปัจจุบัน เพราะผู้รับสามารถสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้ไปทำงานได้ทุกวันโดยไม่ถูกสังคมตั้งคำถามหรือมองว่าเป็นการโอ้อวดความร่ำรวย

ในขณะเดียวกัน บุคคลที่อยู่ในแวดวงเดียวกันเมื่อเห็นนาฬิกาเรือนนี้ที่ข้อมือ ก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีถึงสายสัมพันธ์หรือคอนเนคชั่นทางการเมืองที่พวกเขามีร่วมกัน มันทำงานคล้ายกับการถือกระเป๋าผ้าแบรนด์เนมเรียบๆ ที่คนวงในเท่านั้นถึงจะรู้ซึ้งถึงมูลค่าและความหมายที่ซ่อนอยู่

อย่างไรก็ตาม ทางโฆษกรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธถึงนัยยะของการสร้างเครือข่ายอำนาจใดๆ อย่างสิ้นเชิง โดยระบุอย่างชัดเจนว่า นายอนุทินเพียงแค่ชื่นชอบนาฬิการุ่นนี้เพราะมันมีความทนทานและใช้งานได้จริง ท่านจึงอยากแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนรอบข้างเท่านั้น ไม่ได้มีวาระทางการเมืองใดๆ แอบแฝงอยู่เบื้องหลังอย่างที่หลายคนคาดเดา

บทเรียนจากอดีตกับความอ่อนไหวเรื่องนาฬิกาหรู

หากเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงปี 2017 สังคมเคยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่ออดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถูกตรวจสอบกรณีสวมใส่นาฬิกาหรูราคาแพงหลายเรือน การสืบสวนในครั้งนั้นพบนาฬิกากว่า 22 เรือนที่มีมูลค่ารวมมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์

แม้ว่าท้ายที่สุดท่านจะชี้แจงว่าเป็นการยืมมาจากเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วและพ้นจากข้อกล่าวหา แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังคงเป็นภาพจำที่สร้างความรู้สึกเชิงลบให้กับประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าตัวนายอนุทินเองจะเคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินว่าครอบครองนาฬิกาหรูถึง 22 เรือน มูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท และเคยปรากฏภาพสวมใส่ Rolex Day-Date 40 ออกงานสังคม แต่การสร้างกระแสใส่นาฬิกา Casio กลับช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดูติดดินและเข้าถึงง่ายกว่ามาก ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ Codex บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด

เจาะลึก iPhone 18 Pro Max: ปฏิวัติวงการด้วยชิป 2nm และกล้องรูรับแสงปรับได้ (เตรียมเข้าไทย กันยายน 2026)

Continue Reading

เทคโนโลยี - Tech

AI กับตลาดแรงงานไทย: 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบ งานแบบไหนเปลี่ยนก่อน?

Thanawat Chaiyaporn

Published

on

AI กับตลาดแรงงานไทย: 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบ งานแบบไหนเปลี่ยนก่อน?

AI จะมาแทนที่งานของคุณ หรือช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น? สำหรับคนทำงานและคนหางานในไทย คำตอบขึ้นอยู่กับอาชีพและลักษณะงาน เพราะงานที่ทำซ้ำตามขั้นตอนอาจเปลี่ยนไปไม่เหมือนงานที่ต้องใช้วิจารณญาณและการสื่อสาร

ข้อมูลที่รายงานโดยสภาพัฒน์ระบุว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจาก AI ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน แต่ชี้ให้เห็นว่างานบางส่วนอาจถูกแทนที่ ขณะที่อีกหลายงานมีโอกาสใช้ AI เข้ามาช่วย

ต่อไป มาดูข้อมูลล่าสุดว่างานแบบไหนเปลี่ยนก่อน ทักษะใดควรพัฒนา และคุณเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานไทยได้อย่างไร

ประเด็นสำคัญ

  • สภาพัฒน์ประเมินว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงาน เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Generative AI ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะตกงาน
  • ในจำนวนดังกล่าว 2.2 ล้านคนอยู่ในกลุ่มงานที่อาจถูก AI ทดแทนบางส่วนหรือทั้งหมด ขณะที่ 6.5 ล้านคนมีแนวโน้มใช้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  • งานเสมียน บริการลูกค้า บัญชี และ Contact Center เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะหลายภารกิจทำซ้ำตามขั้นตอน ส่วนงานวิเคราะห์ก็อาจได้รับผลกระทบบางส่วน
  • ผลกระทบเกิดกับ “ภารกิจในงาน” มากกว่าการหายไปของอาชีพทั้งหมด ทักษะการสื่อสาร การเจรจา และการใช้วิจารณญาณจึงยังสำคัญ
  • ดูรายละเอียดจากรายงานของสภาพัฒน์ และข่าวสรุปตัวเลขจากไทยพีบีเอส

AI กับตลาดแรงงานไทย: ตัวเลขบอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร

ข้อมูลสภาพัฒน์จากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรในไตรมาส 4 ปี 2568 ประเมินว่าแรงงานไทย 8.7 ล้านคน หรือ 21.8% ของกำลังแรงงาน อยู่ในอาชีพที่สัมผัสกับ Generative AI ตัวเลขนี้แบ่งเป็นกลุ่มที่ภารกิจบางส่วนเสี่ยงถูกแทนที่ 2.2 ล้านคน และกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มช่วยเสริมงาน 6.5 ล้านคน รายละเอียดอยู่ในเอกสารนำเสนอภาวะสังคมไทยของสภาพัฒน์

งานที่ถูกแทนที่กับงานที่ AI ช่วยเสริมต่างกันอย่างไร

ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อตำแหน่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภารกิจที่ทำในแต่ละวันด้วย งานซ้ำ ๆ มีกฎชัดเจน และทำตามขั้นตอนได้ เช่น การจัดหมวดเอกสาร บันทึกข้อมูล หรือดำเนินรายการบัญชีบางประเภท มีโอกาสถูกทำให้เป็นอัตโนมัติมากกว่า ภารกิจเหล่านี้อยู่ในกลุ่มที่สภาพัฒน์เรียกว่า Task Replacement ซึ่งมีแรงงานอยู่ในกลุ่มอาชีพดังกล่าวประมาณ 2.2 ล้านคนตามข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2568

ส่วนกลุ่ม Task Augmentation มีประมาณ 6.5 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน โดย AI อาจช่วยค้นและสรุปข้อมูล ร่างเนื้อหา หรือวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม คนยังต้องตรวจความถูกต้อง พิจารณาบริบท ตัดสินใจ และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น พนักงานที่ใช้ AI ร่างคำตอบลูกค้า แต่ต้องปรับข้อความให้เหมาะกับกรณีจริงก่อนส่ง

อาชีพเดียวกันจึงอาจมีทั้งสองลักษณะ งานที่ทำซ้ำอาจถูกเร่งหรือทำแทนได้ ขณะที่งานซึ่งต้องเจรจา แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใช้วิจารณญาณยังต้องอาศัยคน ตัวเลขทั้งสองกลุ่มบอกแนวโน้มของภารกิจ ไม่ได้ระบุชะตาของคนทำงานแต่ละราย

ทำไมตัวเลขผลกระทบจึงไม่เท่ากับจำนวนตำแหน่งงานที่หายไป

คำว่า “สัมผัสกับ AI” หมายถึงลักษณะงานมีภารกิจที่เทคโนโลยีอาจทำแทนหรือช่วยเสริมได้ ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นใช้ AI อยู่แล้ว หรือบริษัทจะเลิกจ้าง การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดเพียงบางขั้นตอน เช่น ลดเวลาทำรายงาน แต่ตำแหน่งงานยังคงอยู่และปรับไปทำงานส่วนอื่น

ดังนั้น 8.7 ล้านคนจึงไม่ใช่จำนวนคนที่จะตกงาน และ 2.2 ล้านคนก็ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งที่จะหายไปทั้งหมด การประเมินอาศัยการจัดกลุ่มอาชีพและภารกิจ จึงไม่อาจบอกได้แน่นอนว่าแต่ละองค์กรจะนำ AI มาใช้เมื่อใด หรือจะปรับจำนวนพนักงานอย่างไร

เมื่อนำตัวเลขไปอ้าง ควรระบุให้ชัดว่าเป็นข้อมูลไตรมาส 4 ปี 2568 และตรวจนิยามในเอกสารต้นทางเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเปรียบเทียบกับสถิติการเลิกจ้างหรือการว่างงาน เพราะเป็นข้อมูลคนละประเภทกัน

อาชีพไหนในไทยกำลังเปลี่ยน และงานใหม่อยู่ตรงไหน

ผลกระทบจาก AI แตกต่างกันตามภารกิจในแต่ละตำแหน่ง งานที่ทำซ้ำหรือใช้ข้อมูลรูปแบบเดิมมีโอกาสถูกปรับก่อน ขณะที่ความต้องการบุคลากรทักษะสูงยังเพิ่มขึ้นในหลายอุตสาหกรรม ตัวเลขเหล่านี้จึงสะท้อนทั้งงานที่เปลี่ยนและทักษะที่ตลาดกำลังมองหา

งานประจำและงานระดับเริ่มต้นที่ควรจับตา

งานเสมียนที่คีย์ข้อมูล จัดเอกสาร หรือตรวจความครบถ้วนตามรายการ อาจใช้ระบบอัตโนมัติช่วยทำบางขั้นตอนได้ ส่วนงานบัญชีที่บันทึกรายการหรือจัดทำรายงานตามรูปแบบเดิมก็อาจเปลี่ยนวิธีทำงาน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบความผิดปกติ อธิบายตัวเลข และให้คำแนะนำยังต้องอาศัยคนที่เข้าใจบริบท

โปรแกรมเมอร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะงานเริ่มต้นที่เขียนโค้ดตามตัวอย่าง ทดสอบโปรแกรม หรือแก้ข้อผิดพลาดที่มีรูปแบบชัดเจน AI ช่วยร่างโค้ดและสรุปข้อผิดพลาดได้ แต่การออกแบบระบบ เลือกแนวทางแก้ปัญหา และตรวจความปลอดภัยยังต้องใช้ความรู้ของนักพัฒนา

สำหรับบัณฑิตใหม่ ความเปลี่ยนแปลงอาจอยู่ที่จำนวนงานฝึกพื้นฐาน เช่น สรุปข้อมูล ทำรายงาน หรือร่างเอกสาร ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้งาน เมื่อบริษัทใช้ AI ทำงานเหล่านี้ คนเริ่มต้นจึงอาจต้องแสดงทักษะวิเคราะห์ ตรวจทาน และสื่อสารกับทีมได้เร็วขึ้น งานบางภารกิจอาจลดลงหรือรวมอยู่ในตำแหน่งอื่น แต่ไม่ได้แปลว่าอาชีพทั้งหมดจะหายไป

ทักษะ AI เปิดทางสู่งานแบบใดบ้าง

การใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ต้องมีทักษะประกอบ เช่น Data Analytics เพื่ออ่านและตรวจสอบข้อมูล, Software Development Process เพื่อทำงานพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ และความรู้ด้าน AI กับ Machine Learning สำหรับพัฒนาและประเมินแบบจำลอง ทักษะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับงานอย่าง AI Engineer และ ML Engineer ซึ่งต้องเข้าใจทั้งเครื่องมือ ข้อมูล และการนำระบบไปใช้จริง

รายงานผลสำรวจที่เผยแพร่ระบุความต้องการทักษะ Generative AI จากสถานประกอบการไว้ที่ 41% ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลความต้องการทักษะ ไม่ใช่สัดส่วนตำแหน่งงานทั้งหมดในตลาด (ข้อมูลผลสำรวจทักษะดิจิทัล)

ขณะเดียวกัน สอวช. ประเมินความต้องการบุคลากรทักษะสูงรวม 1,087,548 คนในช่วงปี 2025-2029 ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกลุ่มดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ รวมถึงการบินและโลจิสติกส์ เป็นกลุ่มที่ต้องการตำแหน่งงานสูง ตัวเลขนี้เป็นประมาณการความต้องการตลอดช่วงเวลา ไม่ใช่จำนวนงานว่างที่เปิดพร้อมกัน (รายงาน Thailand Talent Landscape 2025-2029 ของ สอวช.) ยานยนต์สมัยใหม่ก็อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเช่นกัน จึงควรติดตามทักษะเฉพาะที่นายจ้างต้องการในแต่ละสายงานควบคู่กับการพัฒนาทักษะ AI

ทักษะที่คนทำงานไทยควรมี เพื่อทำงานร่วมกับ AI

การเตรียมตัวรับมือ AI เริ่มได้จากงานที่ทำอยู่ ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงาน นักศึกษา หรือผู้หางาน ให้เลือกปัญหาจริงหนึ่งอย่างแล้วลองใช้ AI ช่วยแก้ จากนั้นพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะมนุษย์ควบคู่กัน เพราะการใช้เครื่องมือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำงานให้ได้ผลและน่าเชื่อถือ

เริ่มจากทักษะดิจิทัลที่ใช้ได้ในหลายอาชีพ

เริ่มด้วยการตั้งคำถามให้ชัด ระบุบริบท เป้าหมาย และรูปแบบคำตอบที่ต้องการ แล้วตรวจผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้ เพราะ AI อาจให้ข้อมูลผิดหรือละรายละเอียดสำคัญ ควรเทียบข้อเท็จจริงกับเอกสารหรือแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้ข้อมูลด้านกฎหมาย การเงิน หรือสุขภาพ

อีกเรื่องที่ต้องใส่ใจคือการคุ้มครองข้อมูล อย่านำข้อมูลลูกค้า เอกสารภายใน หรือข้อมูลส่วนบุคคลไปใส่ในเครื่องมือ AI หากองค์กรยังไม่ได้อนุญาต ส่วน Data Analytics ก็เลือกเรียนตามลักษณะงาน เช่น ใช้สเปรดชีตและกราฟเพื่อติดตามยอดขาย หรือวิเคราะห์ข้อมูลการให้บริการ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเขียนโปรแกรมทุกคน

สำหรับผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ที่ต้องการต่อยอดสาย AI อาจเรียน Machine Learning และทดลองใช้ TensorFlow หรือ PyTorch เพื่อพัฒนาแบบจำลอง ทั้งนี้ควรเลือกตามเป้าหมายอาชีพและพื้นฐานของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเรียนทุกเครื่องมือพร้อมกัน

เสริมทักษะมนุษย์และแสดงหลักฐานว่าทำงานได้จริง

การคิดวิเคราะห์ช่วยให้คุณตั้งข้อสงสัยกับคำตอบของ AI ส่วนความรู้เฉพาะด้านช่วยแยกได้ว่าข้อมูลใดใช้ได้กับสถานการณ์จริง การสื่อสารยังจำเป็นเมื่อต้องอธิบายข้อเสนอให้ทีมเข้าใจ ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาช่วยรับมือกรณีที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป

ลองใช้ AI กับงานจริงที่ไม่มีข้อมูลลับ เช่น ร่างแผนงาน สรุปเอกสารสาธารณะ หรือจัดหมวดข้อมูลตัวอย่าง แล้วเก็บผลงานไว้เป็นแฟ้มตัวอย่าง ระบุโจทย์ วิธีใช้ AI สิ่งที่คุณแก้ไข และวิธีตรวจสอบผลลัพธ์ วิธีนี้ช่วยให้นายจ้างเห็นทั้งผลงานและวิจารณญาณของคุณ ไม่ใช่เพียงรายการเครื่องมือที่เคยใช้

เลือกหลักสูตรฝึกทักษะ AI ที่เหมาะกับตัวเอง

คนทำงาน นักศึกษา และผู้หางานสามารถเลือกหลักสูตรตามระดับพื้นฐานและเป้าหมายได้ โครงการ THAI Academy ซึ่งประกาศความร่วมมือในปี 2025 ตั้งเป้าพัฒนาทักษะ AI ให้แรงงานและผู้หางาน 100,000 คน ดูรายละเอียดได้จากประกาศโครงการ THAI Academy

ต่อมา กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและ Microsoft ประกาศโครงการ AI for Workforce โดยตั้งเป้าพัฒนาทักษะแรงงาน 150,000 คน พร้อมหลักสูตรภาษาไทยมากกว่า 280 หลักสูตรบน DSD Online Training ตามรายละเอียดโครงการ AI for Workforce ตัวเลข 100,000 และ 150,000 คนเป็นเป้าหมายจากประกาศคนละช่วง ไม่ใช่จำนวนผู้ผ่านการอบรมแล้ว ก่อนสมัครควรตรวจเนื้อหา ระดับผู้เรียน และการนำไปใช้กับงานที่คุณต้องการทำด้วย

นายจ้างและภาครัฐควรทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านเป็นธรรม

เมื่อ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่คนทำงานฝ่ายเดียว นายจ้างควรปรับกระบวนการและพัฒนาพนักงานควบคู่กัน ส่วนภาครัฐต้องช่วยให้แรงงานเข้าถึงการฝึกทักษะและความช่วยเหลือได้จริง เป้าหมายคือให้ผลิตภาพและคุณภาพงานดีขึ้น โดยไม่ผลักภาระจากการเปลี่ยนแปลงไปให้ลูกจ้างรับมือเพียงลำพัง

องค์กรควรปรับงานก่อนลดคน

ก่อนนำ AI มาใช้ องค์กรควรสำรวจงานแต่ละตำแหน่ง แล้วแยกให้ชัดว่าภารกิจใดทำซ้ำตามขั้นตอน ภารกิจใดให้ระบบช่วยได้ และส่วนใดยังต้องอาศัยประสบการณ์หรือการตัดสินใจของคน เช่น ระบบอาจช่วยร่างคำตอบลูกค้าได้ แต่พนักงานยังต้องตรวจความถูกต้องและจัดการกรณีที่ซับซ้อน จากนั้นจึงออกแบบหน้าที่ใหม่ให้คนใช้เวลากับงานที่สร้างคุณค่า แทนการมุ่งลดจำนวนพนักงานทันที

การฝึกอบรมควรเชื่อมกับงานจริง ไม่ใช่สอนเครื่องมือแบบกว้าง ๆ โดยไม่บอกว่าจะนำไปใช้ตรงไหน นายจ้างอาจให้พนักงานทดลองกับโจทย์จำลองหรือข้อมูลที่ไม่เปิดเผยความลับ พร้อมจัดเวลาฝึกในเวลางานและมีผู้ช่วยตอบคำถาม หากต้องปรับบทบาทหรือเปลี่ยนวิธีประเมินผลงาน ควรแจ้งเหตุผลและผลกระทบให้พนักงานทราบล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ถาม และรับฟังข้อกังวล

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องตรวจความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล ความผิดพลาด และอคติของระบบ โดยกำหนดให้มีคนตรวจผลลัพธ์ในงานที่กระทบสิทธิหรือรายได้ของผู้อื่น การประเมินความสำเร็จจึงควรดูทั้งเวลาที่ประหยัดได้ ความแม่นยำและคุณภาพของงาน ตลอดจนภาระงาน ความมั่นคงในการจ้าง และโอกาสเติบโตของพนักงาน หากผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ข้อผิดพลาดมากขึ้นหรือคนทำงานต้องรับงานเพิ่มโดยไม่ได้รับการสนับสนุน ก็ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ดีรอบด้าน

ภาครัฐควรช่วยให้คนย้ายสู่งานใหม่ได้ทัน

ภาครัฐช่วยลดช่องว่างทักษะได้ด้วยหลักสูตรที่นายจ้างร่วมกำหนด เนื้อหาควรสอดคล้องกับตำแหน่งงานที่ต้องการจริง และเปิดให้ผู้เรียนแสดงความสามารถผ่านการทดสอบหรือการรับรองทักษะ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานระบุว่ากำลังขยายการฝึก AI และเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วประเทศ แรงงานจึงควรตรวจสอบข้อมูลหลักสูตรและการฝึกอบรมของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ควบคู่กับความต้องการของนายจ้างในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม การเปิดหลักสูตรอย่างเดียวไม่พอ คนต่างจังหวัด ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ยังทำงานเต็มเวลาต้องเข้าถึงได้ด้วย เช่น มีรูปแบบออนไลน์หรือจุดฝึกในพื้นที่ และจัดเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น สำหรับผู้ว่างงานหรือเสี่ยงถูกเลิกจ้าง ควรมีคำแนะนำเรื่องอาชีพ การจับคู่งาน และข้อมูลสิทธิช่วยเหลือที่ชัดเจน โดยแยกสิทธิประกันสังคมกรณีว่างงานออกจากโครงการฝึกทักษะทั่วไป เพราะไม่ได้เป็นมาตรการเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจาก AI ทุกกรณี การเชื่อมการฝึกกับตำแหน่งงานและความช่วยเหลือระหว่างหางานจะช่วยให้แรงงานเปลี่ยนผ่านได้ทันขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาทักษะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายไว้

คำถามที่พบบ่อย

ตัวเลขและแนวโน้มในบทความอาจทำให้หลายคนอยากรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรต่อ คำตอบสั้น ๆ คือผลกระทบขึ้นกับงานจริง และการเรียนรู้ควรเริ่มจากสิ่งที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของคุณ

AI จะทำให้คนไทยตกงานจำนวนมากหรือไม่

ยังไม่มีหลักฐานว่าจำนวนคนที่ทำงานซึ่งสัมผัสกับ AI จะตกงานในจำนวนเท่ากัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่างานบางภารกิจอาจถูกทำแทนหรือเปลี่ยนวิธีทำ ไม่ได้ยืนยันว่าจะเกิดการเลิกจ้าง ผลลัพธ์ยังขึ้นกับการปรับงานขององค์กร การลงทุนในเทคโนโลยี และโอกาสฝึกทักษะใหม่ของแรงงาน

คนที่ไม่ได้ทำงานสายเทคโนโลยีจำเป็นต้องเรียน AI ไหม

ควรเรียนรู้วิธีใช้ AI ที่เกี่ยวข้องกับงานของตน แม้ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม เช่น ใช้ช่วยร่างอีเมล สรุปเอกสาร หรือจัดข้อมูลเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ควรตรวจข้อเท็จจริงและปรับผลลัพธ์ก่อนนำไปใช้ พร้อมหลีกเลี่ยงการป้อนข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนบุคคลลงในเครื่องมือที่องค์กรไม่อนุญาต

ทักษะ AI แบบไหนที่นายจ้างต้องการ

ความต้องการต่างกันตามตำแหน่ง งานทั่วไปอาจต้องการคนที่ใช้ AI ช่วยทำงานและอ่านข้อมูลได้ ส่วนตำแหน่งเฉพาะทางอาจต้องใช้ Machine Learning การพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือการประเมินแบบจำลอง ก่อนเลือกเรียนจึงควรดูหน้าที่และคุณสมบัติในประกาศงานของสายอาชีพเป้าหมาย

นักศึกษาจบใหม่ควรเตรียมตัวอย่างไร

ฝึกทักษะดิจิทัลควบคู่กับความรู้เฉพาะสาขา แล้วทำโครงงานหรือฝึกงานที่แสดงให้เห็นว่าคุณแก้ปัญหาได้จริง ในการสมัครงาน ควรอธิบายว่าใช้ AI ช่วยขั้นตอนไหน ตรวจสอบผลอย่างไร และตัดสินใจส่วนใดด้วยตนเอง

จะเริ่มเรียน AI ได้จากที่ไหนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาก

ลองตรวจหลักสูตรภาษาไทยและโครงการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐ โดย DSD Online Training มีหลักสูตรด้าน AI และทักษะดิจิทัลให้ค้นหา รายละเอียดและค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างกันตามหลักสูตร จึงควรเช็กเนื้อหา เวลาเรียน เงื่อนไขรับรอง และตัวอย่างการนำไปใช้ก่อนสมัคร

จะรู้ได้อย่างไรว่าทักษะที่เรียนช่วยเพิ่มโอกาสได้จริง

เปิดดูประกาศงานหลายแห่งในอาชีพที่สนใจ แล้วจดทักษะที่นายจ้างระบุซ้ำกัน จากนั้นทดลองใช้ทักษะเหล่านั้นกับโครงงานที่วัดผลได้ เช่น ลดเวลาทำงานหรือเพิ่มความถูกต้อง พร้อมเก็บผลงานและอธิบายวิธีทำให้ชัดเจน เพื่อให้นายจ้างประเมินความสามารถได้จากหลักฐานจริง

ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม

AIS หนุนไทยลีกปี 2 อัปเกรดเน็ต 102 สโมสร ดูสดผ่าน AIS PLAY

ระบบป้องกันน้ำท่วมไฮเทค: เชียงรายใช้ AI และโดรนช่วยชีวิตผู้คนได้อย่างไร

Continue Reading

SOi Dog FOundation

พาเที่ยวงาน Freedom 250 อเมริกันแฟร์ เชียงใหม่ สุดยิ่งใหญ่
เชียงใหม่ - Chiang Mai18 hours ago

งานมหกรรมเสรีภาพ 250 ปี เชียงใหม่ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ตำรวจเมียนมาร์ททลายแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในเมืองทาชีเลิก
ข่าวอาชญากรรม - Crime19 hours ago

ตำรวจเมียนมาร์ททลายแหล่งผลิตยาเสพติดขนาดใหญ่ในเมืองทาชีเลิก

ตำรวจเชียงรายยึดยาบ้า 1.16 ล้านเม็ดซ่อนในถังพลาสติก
ข่าวอาชญากรรม - Crime19 hours ago

ตำรวจเชียงรายยึดยาบ้า 1.16 ล้านเม็ดซ่อนในถังพลาสติก

AIS ได้เผยแพร่ "รายงานความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย ปี 2026" แล้ว
เทคโนโลยี - Tech19 hours ago

AIS ได้เผยแพร่ “รายงานข่าวความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยประจำปี 2026” แล้ว

ปาฏิหาริย์! มช. ทำคลอด แฝด 4 แท้ธรรมชาติ รอดปลอดภัยทุกคน
เชียงใหม่ - Chiang Mai2 days ago

ปาฏิหาริย์! มช. ทำคลอด แฝด 4 แท้ธรรมชาติ รอดปลอดภัยทุกคน

ตำรวจเชียงรายจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด
เชียงราย - Chiang Rai News2 days ago

ตำรวจเชียงรายจับกุมยาเสพติดครั้งใหญ่! ยึดยาไอซ์ได้ 350 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 300,000 เม็ด

กระบะคนงาน 12 ชีวิต เสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า แม่จัน เจ็บ 3 ราย
เชียงราย - Chiang Rai News2 days ago

รถกระบะคันหนึ่งเสียการควบคุมและพุ่งชนเสาไฟฟ้าในจังหวัดเชียงราย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย

นักยกน้ำหนักเยาวชนจากเชียงรายคว้าเหรียญทอง 2 เหรียญ
ข่าวกีฬา Sports2 days ago

นักยกน้ำหนักเยาวชนจากเชียงรายคว้าเหรียญทอง 2 เหรียญ

เชียงราย - Chiang Rai News2 days ago

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงรายจับกุมกลุ่มชาวจีนในแม่สาย

นาฬิกา Casio กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางการเมืองในประเทศไทย
เทคโนโลยี - Tech3 days ago

นาฬิกา Casio กลายเป็นสัญลักษณ์แสดงฐานะทางการเมืองในประเทศไทย

ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2: เช็กสิทธิและเงื่อนไขใหม่ล่าสุด
ข่าวธุรกิจ Business4 weeks ago

ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2: เช็กสิทธิและเงื่อนไขใหม่ล่าสุด

สิงหคลาย เฮาส์ เชียงราย ขอนำเสนอ กลอรี่ อิน พีซ
เชียงราย - Chiang Rai News3 weeks ago

สิงหคลาย เฮาส์ เชียงราย ขอนำเสนอ กลอรี่ อิน พีซ

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

บาร์คาราโอเกะถูกบุกตรวจค้นเนื่องจากเปิดดึกและมีพนักงานต้อนรับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

วัยรุ่นเชียงรายวัย 15 ปี อาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุชนรุนแรง
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

วัยรุ่นเชียงรายวัย 15 ปี อาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุชนรุนแรง

พบแล้ว! ชายที่หลงป่าเชียงรายเป็นเวลา 3 วันรอดชีวิตมาได้ แต่เหนื่อยล้ามาก
เชียงราย - Chiang Rai News3 weeks ago

พบแล้ว! ชายที่หลงป่าเชียงรายเป็นเวลา 3 วันรอดชีวิตมาได้ แต่เหนื่อยล้ามาก

น่าตกใจ! พบระเบิดมือผูกติดอยู่กับประตูโกดังในจังหวัดเชียงราย คาดว่าเป็นการข่มขู่
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 weeks ago

น่าตกใจ! พบระเบิดมือผูกติดอยู่กับประตูโกดังในจังหวัดเชียงราย คาดว่าเป็นการข่มขู่

ข่าวธุรกิจ Business4 weeks ago

โออิชิ ส่ง “สตรอว์เบอร์รี่ คิส” รสใหม่ ราคา 10 บาท พร้อมแคมเปญแจกโชคใหญ่

สลด! น้ำป่าพัดหญิงวัย 54 ปีดับ พบศพห่าง 5 กม. ที่แม่สรวย
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

พบศพหญิงอายุ 54 ปี จากเชียงราย ที่ถูกกระแสน้ำท่วมฉับพลันพัดพาไปแล้ว

เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
การเงิน -Finance2 weeks ago

เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่

เรื่องเศร้า: เด็กหญิงอายุ 15 ปีจากเชียงรายอยู่ในอาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตแล้ว
เชียงราย - Chiang Rai News4 weeks ago

เรื่องเศร้า: เด็กหญิงอายุ 15 ปีจากเชียงรายอยู่ในอาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตแล้ว

Download Our App

Trending