การเงิน -Finance
รัฐเพิ่มเงินสมทบ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เป็น 60% หวังดึงผู้เสียภาษีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
กรุงเทพฯ — นายปรดร.ปริศนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รัฐบาลกำลังเตรียมเพิ่มสัดส่วนการร่วมจ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เป็น 60% โดยรัฐบาลจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”…
น้ำท่วมกทม.เกิดจากท่อ ไม่ใช่แม่น้ำล้น">กรุงเทพฯ — นายปรดร.ปริศนันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า รัฐบาลกำลังเตรียมเพิ่มสัดส่วนการร่วมจ่ายในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เป็น 60% โดยรัฐบาลจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ
โครงการดังกล่าวถือเป็นการต่อยอดจากโครงการ “คนละครึ่ง” เดิมที่เคยใช้สัดส่วน 50:50 โดยในครั้งนี้รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดกลุ่มผู้เสียภาษีและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กลับมามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง คาดว่ารายละเอียดของโครงการและช่วงเวลาเริ่มต้นที่ชัดเจนจะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในช่วงเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้
ปรับเกณฑ์ใหม่: รัฐช่วยมากขึ้น ประชาชนจ่ายน้อยลง
นายภราดรระบุว่า ข้อเสนอใหม่นี้จะเปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่รัฐช่วยออกให้ครึ่งหนึ่ง มาเป็นการสนับสนุนที่มากขึ้น เพื่อจูงใจให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก
“เรากำลังเร่งสรุปรายละเอียดและกำหนดการของโครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อลดภาระทางการเงินของพี่น้องประชาชน” นายภราดรกล่าวกับผู้สื่อข่าว Bangkok Post “สัดส่วนการสมทบที่เพิ่มขึ้นเป็น 60% จะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน”
สรุปสาระสำคัญของโครงการเบื้องต้นมีดังนี้:
- สัดส่วนการจ่าย: รัฐบาลสนับสนุน 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%
- กลุ่มเป้าหมาย: ประชาชนไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยให้ความสำคัญกับผู้เสียภาษีและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
- วิธีการใช้งาน: ซื้อสินค้าผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการโดยใช้แอปพลิเคชันหรือบัตรสวัสดิการ
- แหล่งเงินทุน: คาดว่าจะมาจากงบประมาณกลางและงบประมาณจากการปรับเกลี่ย (Reallocation) ในปีงบประมาณถัดไป
มุ่งเน้นกลุ่มผู้เสียภาษี 11 ล้านคน
กระทรวงการคลังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับสัดส่วนเป็น 60:40 ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักอยู่ที่กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงแต่มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมา การที่รัฐช่วยจ่ายมากขึ้นจะทำให้นคนกลุ่มนี้กลับมาใช้จ่ายในร้านค้ารายย่อยมากขึ้น
สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายงานระบุว่าอาจได้รับเงินเติมพิเศษ (Top-up) เข้าไปในบัตรเพื่อใช้ควบคู่ไปกับสิทธิการซื้อสินค้าราคาถูก ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น
คาดเริ่มใช้จริงมิถุนายนนี้หลังงบประมาณผ่าน
แม้ว่าในเบื้องต้นจะมีการวางแผนเริ่มโครงการในช่วงเดือนพฤษภาคม แต่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า กำหนดการที่แน่นอนอาจขยับออกไปเป็นเดือนมิถุนายนเพื่อให้สอดรับกับการเสนอพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ
“แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการนี้อาจรวมถึงงบประมาณกลาง และร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณที่จะเข้าสู่สภาในเดือนมิถุนายน” นายภราดรกล่าวเสริม โดยจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติในท้ายที่สุด
จากการดำเนินโครงการในเฟสที่ผ่านมา (คนละครึ่ง พลัส) พบว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผู้ใช้สิทธิเต็มจำนวนกว่า 9.2 ล้านคน และสร้างยอดการใช้จ่ายรวมกว่า 84,200 ล้านบาท ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง แสดงให้เห็นว่ามาตรการลักษณะนี้สามารถกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและตลาดสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการรายย่อย
เจ้าของร้านขายของชำในย่านแจ้งวัฒนะรายหนึ่งให้ความเห็นว่า โครงการสมทบเงินจากรัฐบาลช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อรัฐช่วยออกถึง 60% จะยิ่งทำให้ของที่เคยดูแพงสำหรับลูกค้ากลับมาอยู่ในราคาที่ซื้อได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการบางส่วนยังคงกังวลเรื่องระบบการเบิกจ่ายเงินที่อาจมีความล่าช้าในบางช่วง
รัฐบาลยืนยันว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะยังคงใช้ระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กมากกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนอย่างแท้จริง และย้ำว่าการลงทะเบียนจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายเหมือนเฟสที่ผ่านมา
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้มงวดกฎระเบียบด้านการกำกับดูแลสำหรับธนาคารออนไลน์
การเงิน -Finance
เริ่มแล้ว! ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส 1-15 ต.ค. นี้
ยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด">เชียงราย – โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) รอบเพิ่มเติม เปิดให้ประชาชนกดยืนยันรับสิทธิแล้วตั้งแต่วันนี้ ใครที่พลาดการตรวจสอบสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบก่อน สามารถเข้ามาดำเนินการได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง การเปิดลงทะเบียนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาล โดยระบบจะเปิดรับสิทธิตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 ถึง 15 ตุลาคม 2569
สำหรับรูปแบบการช่วยเหลือของโครงการนี้ รัฐบาลจะช่วยจ่ายค่าสินค้าให้ในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนจ่ายเงินส่วนตัวเพียง 40% ผู้ที่ได้รับสิทธิจะมีวงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ ซึ่งสามารถใช้สแกนจ่ายได้ไม่เกินวันละ 200 บาท หากคุณยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถเริ่มสแกนใช้จ่ายได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2569
ประเด็นสำคัญ
- เปิดให้กดยืนยันรับสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” รอบเพิ่มเติมผ่านแอปเป๋าตัง ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569
- โครงการนี้รัฐช่วยจ่ายค่าครองชีพ 60% โดยให้วงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาท และจำกัดการใช้ไม่เกินวันละ 200 บาท
- ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถเริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าได้ทันทีตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569
วิธีการยืนยันสิทธิผ่านแอปเป๋าตัง
การยืนยันรับสิทธิสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านสมาร์ตโฟนของคุณทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันเป๋าตังที่อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว จากนั้นให้กดเข้าไปที่แบนเนอร์ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม) ที่แสดงอยู่บนหน้าจอหลัก เมื่อคุณอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขของโครงการจบแล้ว ให้กดยอมรับข้อตกลงเพื่อยืนยันการรับสิทธิของคุณได้เลย
สำหรับคนที่ยังไม่เคยเปิดใช้งาน G-Wallet ในแอปเป๋าตัง คุณจะต้องทำการสมัครและยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากที่ระบบยืนยันตัวตนผ่านแล้ว คุณสามารถเติมเงินเข้า G-Wallet เพื่อเตรียมไว้สำหรับจ่ายเงินในส่วน 40% ของตัวคุณเอง การใช้งานจริงนั้นก็เพียงแค่นำสมาร์ตโฟนไปสแกนจ่ายค่าสินค้ากับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามปกติ
เงื่อนไขและข้อควรระวังในการใช้จ่าย
มาตรการช่วยเหลือนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ การที่รัฐบาลออกนโยบายสมทบทุนแบบ 60/40 จะช่วยให้การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมีความคล่องตัวมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าตามตลาดสดหรือร้านอาหารรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับอานิสงส์จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน สิ่งนี้จะช่วยทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชนได้อย่างแท้จริง
แม้คุณจะได้รับสิทธิแล้ว แต่ก็มีเงื่อนไขการใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เสียสิทธิไปฟรีๆ การใช้จ่ายผ่านโครงการนี้จะไม่สามารถกดออกมาเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีธนาคารได้ และต้องใช้สแกนผ่านแอปเป๋าตังเท่านั้น นอกจากนี้ วงเงิน 1,000 บาทที่รัฐบาลสมทบให้ จะมีระยะเวลาสิ้นสุดการใช้สิทธิภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ดังนั้น คุณควรวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวันให้ดี เพื่อให้ได้รับความคุ้มค่าสูงสุดก่อนที่โครงการจะหมดเขต
โครงการไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีในการแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวในช่วงปลายปี หากใครที่เข้าเกณฑ์และยังไม่ได้กดยืนยันสิทธิ ก็อย่าลืมเข้าไปทำรายการในแอปเป๋าตังภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองให้ครบถ้วน การเตรียมความพร้อมและทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
การเงิน -Finance
เริ่มวันนี้! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.75 ล้านคน รับสิทธิใหม่
ยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด">เชียงราย – กระทรวงการคลังประกาศข่าวดีสำหรับประชาชนที่รอคอยการช่วยเหลือจากภาครัฐ โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ มีผู้ผ่านเกณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 1.75 ล้านคนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยผู้ที่ได้รับสิทธิในรอบนี้ สามารถเริ่มใช้งานสวัสดิการต่างๆ ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป รัฐบาลมุ่งหวังที่จะลดภาระค่าครองชีพและช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างตรงจุดที่สุด
การประกาศผลรอบทบทวนสิทธินี้ ทำให้ยอดรวมของผู้ได้รับสิทธิทั่วประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึง 11.25 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ทุกคนจะต้องรีบดำเนินการยืนยันตัวตน หรือกระบวนการ e-KYC ให้เรียบร้อยเสียก่อน หากคุณสามารถดำเนินการยืนยันตัวตนได้สำเร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ย้อนหลัง รวมถึงเงินพิเศษเพิ่มเติมอีก 700 บาทตามมติของคณะรัฐมนตรี
ประเด็นสำคัญ
- ผ่านเกณฑ์เพิ่ม 1.75 ล้านคน: กระทรวงการคลังอนุมัติสิทธิรอบทบทวน ทำให้ยอดรวมผู้ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐพุ่งแตะ 11.25 ล้านคนทั่วประเทศ
- เริ่มใช้สิทธิได้ทันที: ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติสามารถเริ่มรับวงเงินสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- ต้องยืนยันตัวตน (e-KYC): ผู้รับสิทธิจำเป็นต้องยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” หรือธนาคารที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินโอน
สำหรับผู้ที่ตรวจสอบผลแล้วพบว่าตนเองผ่านเกณฑ์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการยืนยันตัวตนเพื่อรับสิทธิ คุณสามารถทำขั้นตอน e-KYC ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือไปติดต่อที่ธนาคารกรุงไทยได้จนถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 นอกจากนี้ คุณยังสามารถยืนยันตัวตนผ่านธนาคารของรัฐอื่นๆ เช่น ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน หรือ ธอส. ได้จนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 การทำตามขั้นตอนนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยรับประกันว่าคุณจะไม่เสียสิทธิที่พึงได้
หลังจากยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว วงเงินสวัสดิการที่คุณจะได้รับนั้นครอบคลุมหลายส่วนในชีวิตประจำวัน ซึ่งประกอบไปด้วยวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 1,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ยังมีส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม และวงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะอีก 750 บาท ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของภาครัฐที่จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน หากคุณต้องการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด สามารถเข้าไปเช็กผลได้ที่เว็บไซต์ ตรวจสอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ของกระทรวงการคลังโดยตรง
ทางเลือกสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรคนจน
ในทางกลับกัน หากคุณเข้าไปตรวจสอบรายชื่อแล้วพบว่าตนเองไม่ผ่านคุณสมบัติในรอบทบทวนสิทธินี้ ก็อย่าเพิ่งหมดหวัง รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) เพื่อรับการเยียวยาเพิ่มเติม โครงการนี้จะมอบเงินช่วยเหลือให้คุณ 1,000 บาท เพื่อใช้จ่ายเป็นระยะเวลา 2 เดือน คือในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน สิ่งที่คุณต้องทำก็เพียงแค่กดยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในช่วงวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 นี้เท่านั้น
ท้ายที่สุด โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถือเป็นหนึ่งในมาตรการหลักในการดูแลประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก การที่รัฐบาลปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ จะช่วยให้การจัดสรรงบประมาณเกิดความคุ้มค่าและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ประชาชนจึงควรติดตาม ข่าวเศรษฐกิจล่าสุด อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ตนเองสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากรัฐบาลได้อย่างครบถ้วนและทันท่วงที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
การเงิน -Finance
โครงการประกันภัยภัยพิบัติแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มต้นแล้ววันนี้
ยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด">เชียงราย – นายเอกภพ ตัวแทนจากรัฐบาล ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดของโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มมีผลบังคับใช้และให้ความคุ้มครองประชาชนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป รัฐบาลมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงให้แก่ชาวบ้านในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง
โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อคุ้มครองบ้านเรือนกว่า 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยเน้นให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม พายุลมแรง หรือแผ่นดินไหว ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ อย่างไรก็ตาม กรมธรรม์จะเริ่มคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเท่านั้น และชาวบ้านไม่สามารถใช้สิทธิเคลมเงินเยียวยาย้อนหลังสำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้
ประเด็นสำคัญ
- โครงการเริ่มคุ้มครองบ้านเรือน 30 ล้านหลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป
- ครอบคลุมความเสียหายจาก 3 ภัยธรรมชาติหลัก คือ น้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว
- ผู้ประสบภัยไม่สามารถใช้กรมธรรม์นี้เคลมเงินเยียวยาย้อนหลังกับเหตุการณ์ที่เกิดก่อนวันที่ 1 ตุลาคมได้
เหตุผลหลักที่รัฐบาลผลักดันโครงการนี้ คือต้องการเปลี่ยนจากการรอเงินช่วยเหลือแบบเดิม มาเป็นการจัดการความเสี่ยงล่วงหน้า ในอดีต ชาวบ้านมักต้องใช้เวลารอนานหลายเดือนกว่าจะได้รับเงินเยียวยา แต่ระบบประกันภัยแบบใหม่นี้จะช่วยให้การจ่ายเงินชดเชยทำได้รวดเร็วขึ้นมาก ระบบนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบได้ทันเวลา ยิ่งไปกว่านั้น การดึงบริษัทประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วม ยังเป็นการช่วยลดภาระงบประมาณฉุกเฉินของประเทศในระยะยาวอีกด้วย
สำหรับชาวบ้านที่บ้านถูกน้ำท่วมก่อนวันที่ 1 ตุลาคม รัฐบาลยืนยันว่าจะยังคงจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นครอบครัวละ 9,000 บาทตามเกณฑ์ปกติไปก่อน ดังนั้น ผู้ที่กำลังประสบภัยในขณะนี้จึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทอดทิ้ง ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนทุกคนเข้าใจขั้นตอนการรับเงินอย่างชัดเจนที่สุด
ก้าวใหม่สู่ความมั่นคงของประชาชน
นายเอกภพ เน้นย้ำว่า โครงการนี้คือความตั้งใจจริงของรัฐบาล ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตและดูแลทรัพย์สินของประชาชน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเงื่อนไขของ ประกันภัยพิบัติ เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทุกขั้นตอนของการลงทะเบียนและการจ่ายเงินจะต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้เสมอ ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการจ่ายเงินซ้ำซ้อน และเพื่อให้มั่นใจว่าเงินช่วยเหลือทุกบาทจะส่งตรงถึงมือผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ
นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและบริษัทเอกชน จะช่วยให้การช่วยเหลือมีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารล่าสุด และตรวจสอบสิทธิการรับความคุ้มครองได้ผ่านหน่วยงานส่วนท้องถิ่น การเริ่มต้นโครงการในวันนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจมากยิ่งขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมคนขับรถลักลอบขนคนเข้าเมือง 13 คน
น้ำท่วมกำแพงเพชรวิกฤต! น้ำล้นคลองซัดบ้านจม คนหนีขึ้นหลังคา
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายบุกค้นบ้านร้าง พบเยาวชนเสพยาเสพติด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoครอบครัวไพบูลย์เลิศบริจาคเงิน 700,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

