เชียงใหม่ - Chiang Mai
พ่อชาวเชียงใหม่ถูกจับกุมหลังทำร้ายลูกน้อยด้วยท่อพลาสติก
เชียงใหม่ – คุณแม่ชาวไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทนพฤติกรรมของสามีไม่ไหวอีกต่อไป จึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจหางดง หลังจากที่สามีซึ่งเมาสุราและใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายลูกชายวัย 8 เดือนของเธอ
มีรายงานว่าพ่อใช้ท่อน้ำพลาสติกตีเด็ก ทำให้ได้รับบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยเหลือและรีบนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาล
เหตุเกิดคืนวันที่ 12 มี.ค. 2569 ตำรวจ สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ รับแจ้งเหตุทำร้ายเด็กภายในห้องพักหมายเลข 2 หอพักพื้นที่ ม.3 ต.สันผักหวาน อ.หางดง เมื่อไปถึงพบเด็กชายอายุ 8 เดือน มีบาดแผลบริเวณศีรษะและคิ้ว อีกทั้งมีอาการไข้และไอ เจ้าหน้าที่จึงประสานกู้ภัยพาส่งโรงพยาบาลหางดงทันที
ต่อมาช่วงบ่ายวันที่ 13 มี.ค. นางหญิง อินคำ อายุ 39 ปี แม่ของเด็ก เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายวิน อินคำ อายุ 45 ปี ผู้เป็นสามี โดยระบุว่าอยู่ร่วมกันในห้องพักกับสามี ลูกชายวัย 8 เดือน และลูกชายคนโตวัย 14 ปี รวม 4 คน

แม่เด็กเล่าว่า ช่วงค่ำวันเกิดเหตุ เธอกำลังทำกับข้าวในครัว ขณะนั้นสามีช่วยดูแลลูกคนเล็ก โดยพาเด็กมายืนหันหน้าเข้าหาโต๊ะในครัว แล้วลองปล่อยมือให้ลูกยืนเอง แต่เด็กยังทรงตัวไม่ได้ จึงล้มศีรษะไปกระแทกโต๊ะจนมีแผล
หลังเกิดเหตุ เธอรีบเข้ามาดูแลและพาลูกไปนอนในเปล จากนั้นสามีออกไปข้างนอกพักหนึ่ง ก่อนกลับเข้าห้องมาในสภาพเมาสุรา พอดีกับที่เด็กชายกำลังร้องไห้เสียงดัง แม่จึงอุ้มลูกเดินกล่อมในห้องเพื่อให้หลับ

อย่างไรก็ตาม สามีพูดทำนองรำคาญเสียงร้อง และบอกให้เธอออกไปไหนก็ไป ไม่นานเขาเดินเข้ามา แล้วใช้ท่อประปาพลาสติกตีเข้าที่หลังของเด็กชายจนได้รับบาดเจ็บ แม่จึงอุ้มลูกหนีออกจากห้อง และโทรแจ้งตำรวจ จนสายตรวจและกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมนำเด็กส่งรักษาที่โรงพยาบาล
นางหญิงบอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้เวลาสามีเมา มักอาละวาดและทำร้ายคนในบ้านอยู่บ่อยครั้ง เธอจึงตัดสินใจไม่ทนอีกต่อไป และขอให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าเลิกก็เลิก เพราะอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงใหม่ช่วยเหลือควายตัวหนึ่งที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อใช้ในงานเลี้ยงศพ
เชียงใหม่ - Chiang Mai
คุณภาพอากาศ PM2.5 ในเชียงใหม่ถูกยกระดับเป็นระดับวิกฤต
เชียงใหม่ – เชียงใหม่เริ่มเผชิญหมอกควันหนา ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งหลายพื้นที่ พร้อมรายงานจุดความร้อนจากไฟป่ารวม 24 จุด ด้าน ปภ. ส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ขึ้นบินทิ้งน้ำตลอดวันเพื่อคุมแนวไฟ ขณะที่แพทย์ย้ำ กลุ่มเสี่ยงควรเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้าน และดูแลสุขภาพใกล้ชิด
วันที่ 4 มีนาคม 2569 รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่พบว่า เมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกควันต่อเนื่อง ค่าฝุ่น PM 2.5 รายชั่วโมงสูงสุดวัดได้ 215 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ที่ ต.หางดง อ.ฮอด ส่วนในเขตตัวเมืองและอำเภอใกล้เคียง หลายจุดมีค่าฝุ่นเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
สาเหตุหลักมาจากลมที่พัดพาควันจากไฟป่าในอำเภอทางตอนใต้ของจังหวัดเข้ามาสะสม นอกจากนี้ยังมีควันข้ามแดนที่ลอยเข้ามาจากพื้นที่ชายแดนทางทิศเหนือ ทำให้ภาพรวมคุณภาพอากาศแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ไฟป่ายังน่าห่วง เพราะยังพบจุดความร้อนกระจายหลายอำเภอ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กจังหวัดเชียงใหม่ รายงานวันนี้พบจุดความร้อนจากไฟป่าทั้งหมด 24 จุด โดยอำเภอดอยเต่าพบมากที่สุด จากนั้นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ขึ้นบินทิ้งน้ำหลายเที่ยวบินตลอดทั้งวัน เพื่อจำกัดพื้นที่ไฟและลดโอกาสที่แนวไฟจะลุกลามกว้างขึ้น

ด้านนายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เตือนว่าช่วงที่ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐาน กลุ่มเปราะบางต้องระวังเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง โรคหอบหืด และโรคหัวใจ ควรงดหรือลดกิจกรรมนอกบ้านให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านให้สวมหน้ากากกันฝุ่นตลอดเวลา
นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรเตรียมยาและอุปกรณ์จำเป็นไว้ให้พร้อม และสังเกตอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันที
สำหรับประชาชนทั่วไป ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง และพักในพื้นที่อากาศถ่ายเทเหมาะสม หากเริ่มมีอาการ เช่น ไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก มีเสียงวี้ด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ อ่อนเพลียผิดปกติ หรือเวียนศีรษะ ควรไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการโดยเร็ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ผู้โดยสารที่สนามบินเชียงใหม่ตกค้างหลังจากเที่ยวบินไปอาบูดาบีถูกยกเลิก
เชียงใหม่ - Chiang Mai
กลุ่มนักกิจกรรมชุมนุมประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ เรียกร้องให้ยุติสงครามกับอิหร่าน
เชียงใหม่ – “คุณหมอมอง” พร้อมด้วยกลุ่มชาวเชียงใหม่ ได้นั่งและถือป้ายประท้วงหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเชียงใหม่ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ
พวกเขาอ่านแถลงการณ์เรียกร้องสันติภาพ โดยระบุว่า หากมหาอำนาจเพิกเฉยต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หลักนิติธรรม และความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อโลก ความไว้วางใจของโลกจะสั่นคลอน พวกเขายังเรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องต่อรัฐบาลให้เปลี่ยนแนวทาง เนื่องจากโลกกำลังเฝ้ารอด้วยความหวังที่จะเห็นสหรัฐฯ กลับคืนสู่เส้นทางแห่งสันติภาพ
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2569 เวลา 17.00 น. นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ “หมอหม่อง” อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำงานเคลื่อนไหวด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย เดินทางไปยังหน้าสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา ประจำเชียงใหม่ เพื่อชูป้ายคัดค้านการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็มีชาวเชียงใหม่จำนวนหนึ่งมาร่วมยืนและนั่งชูป้ายในจุดเดียวกัน

อ่านแถลงการณ์ “เพื่อสันติภาพและความรับผิดชอบ”
ระหว่างกิจกรรม หมอหม่องอ่าน แถลงการณ์เพื่อสันติภาพและความรับผิดชอบ โดยสื่อสารว่า พวกเขาประณามการกระทำของรัสเซียต่อยูเครน และประณามสิ่งที่ระบอบเผด็จการอิหร่านทำต่อประชาชนของตนเองด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นต้องวิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย เพราะปฏิบัติการทางทหารในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนจำนวนมากทั่วโลกตกใจและกังวล
แถลงการณ์ยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญ 2 กรณี
กรณีแรก ระบุถึงการทิ้งระเบิดใส่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอิหร่าน ส่งผลให้เด็กนักเรียนเสียชีวิตราว 150 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก
กรณีที่สอง กล่าวถึงการโจมตีเรือฟริเกตของอิหร่านด้วยตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ในระหว่างเรือกำลังเดินทางกลับจากการฝึกทางทะเลที่อินเดีย โดยมีรายงานว่าเหตุเกิดในน่านน้ำสากล การโจมตีทำให้เรือจม และมีลูกเรือเสียชีวิตมากกว่า 80 นาย อีกทั้งผู้รอดชีวิตที่ลอยคออยู่กลางทะเลไม่ได้รับการช่วยเหลือ
“โลกคาดหวังความรับผิดชอบ” แม้อยู่ท่ามกลางสงคราม
แม้สงครามจะเต็มไปด้วยความสับสนและข้อมูลที่ปะปนกัน แต่แถลงการณ์ชี้ว่า โลกยังคาดหวังมาตรฐานพื้นฐานจากประเทศที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าอยู่ข้างหลักนิติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมจึงเรียกร้องให้มีการยอมรับข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และกล่าวขอโทษอย่างเหมาะสม เพราะหากโศกนาฏกรรมของมนุษย์ถูกมองข้ามหรือถูกทำให้เงียบหายไป ความกังวลจะยิ่งสะสมและบานปลาย
อีกส่วนหนึ่งของแถลงการณ์อธิบายว่า กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีขึ้นเพื่อคุ้มครองพลเรือน ลดความทุกข์ที่ไม่จำเป็น และรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้ในช่วงสงครามก็ตาม ดังนั้น หากประเทศใดเพิกเฉยต่อหลักการเหล่านี้ ระเบียบโลกและความน่าเชื่อถือของกติกาสากลย่อมถูกกระทบ

ย้ำว่า “วิจารณ์รัฐบาล ไม่ได้โจมตีประชาชนอเมริกัน”
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า หลายคนรู้สึกเจ็บปวด เพราะภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่สหรัฐฯ แบบที่เคยชื่นชม ประเทศที่แม้มีข้อผิดพลาด แต่ก็พยายามยึดหลักนิติธรรมและความรับผิดชอบต่อโลก เมื่ออำนาจละทิ้งหลักการ ผลกระทบไม่หยุดอยู่ที่สนามรบ แต่ลามไปถึงความไว้วางใจระหว่างประเทศ บรรทัดฐานร่วม และความเสี่ยงต่อสันติภาพโลก
ต่อรัฐบาลสหรัฐฯ กลุ่มผู้ร่วมกิจกรรมส่งสารตรงไปตรงมาว่า สงครามที่ไม่มีความรับผิดชอบเป็นเรื่องรับไม่ได้ และการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมไม่ควรถูกปล่อยผ่าน
ขณะเดียวกัน ข้อความถึงประชาชนชาวอเมริกันเน้นว่า การวิจารณ์ครั้งนี้พุ่งไปที่การตัดสินใจของรัฐบาล ไม่ใช่การเหมารวมประชาชน เพราะสหรัฐฯ มีผู้คนหลากหลายที่ยืนข้างความเมตตา ความยุติธรรม และสันติภาพ และในประวัติศาสตร์ก็เคยพิสูจน์แล้วว่า เมื่อประชาชนลุกขึ้นส่งเสียง ประเทศก็เปลี่ยนทิศทางได้
ช่วงท้ายแถลงการณ์ทิ้งประเด็นว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่สิทธิในการตั้งคำถามต่อรัฐบาล แต่ยังหมายถึงความรับผิดชอบของประชาชนในการผลักให้เกิดทางเลือกที่ดีกว่า และสุดท้าย โลกกำลังเฝ้ามองด้วยความหวัง ไม่ใช่ด้วยความเป็นศัตรู โดยหวังว่าประชาชนชาวอเมริกันจะช่วยพาประเทศกลับสู่ความยับยั้งชั่งใจ ความรับผิดชอบ และสันติภาพอีกครั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจเชียงใหม่จำลองเหตุการณ์ฆาตกรรมของ “ปอนด์” ผู้ต้องสงสัยที่พบศพในสวนลำไย อำเภอหางดง
ข่าวระดับชาติ - National
เกษตรกรเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนหลังราคาผักตกต่ำ
เชียงใหม่ – เกษตรกรชาวเขาในพื้นที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ บางคนเล่าเรื่องราวทั้งน้ำตาว่ากะหล่ำปลีขายได้ในราคาต่ำกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนในเมืองจึงเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
พระครูอดจากวัดเจดีย์หลวง ร่วมกับมูลนิธิเพชรเกษมและเครือข่ายอาสาสมัคร ได้ซื้อผลผลิตราคาถูกจำนวนมากและนำมาจัดทำเป็นชุดอาหารแจกฟรีแก่ประชาชน
ครั้งนี้มีทั้งมะเขือยาว ฟักทอง แตงโม และกะหล่ำปลี รวมแล้วมากกว่า 40 ตัน จากนั้นทีมงานยังมีชมรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา และกลุ่มจิตอาสา มาช่วยกันคัด แพ็ก และจัดเรียงให้เป็นระเบียบ เพื่อให้แจกจ่ายได้ทั่วถึงตลอดงาน

พระครูอ๊อดเล่าว่า ตั้งใจทำกิจกรรมนี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธระลึกถึงโอวาทปาติโมกข์ คำสอนที่ย้ำให้ทำความดี ละความชั่ว และทำใจให้ผ่องใส ดังนั้นนอกจากการทำบุญและเวียนเทียนแล้ว การแบ่งปันอาหารจากผักผลไม้สดก็เป็นอีกทางที่ช่วยกันได้จริงในช่วงที่เกษตรกรเดือดร้อน

ด้านนายสหชาติ ลิ้มเจริญภักดี ประธานมูลนิธิเพชรเกษม ระบุว่า มูลนิธิร่วมเหมาผักผลไม้มาสนับสนุนการแจกจ่ายรอบนี้ประมาณ 10 ตัน โดยเฉพาะกะหล่ำปลีที่รับซื้อมาจากเกษตรกรชาวเขา หลายคนเล่าด้วยน้ำตาว่า กะหล่ำปลีขายได้กิโลกรัมละไม่ถึง 1 บาท พอถึงวันบุญใหญ่จึงอยากให้ผักเหล่านี้ถูกส่งต่อไปถึงคนที่นำไปทำอาหารได้จริง กินอิ่มกันทั้งบ้าน และยังเป็นการช่วยพยุงราคาหน้าสวนไปพร้อมกัน
บรรยากาศในวัดตลอดวันมีทั้งชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบพระ ร่วมพิธี และเวียนเทียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทางวัดยังจัดจุดผางประทีปรอบบริเวณเจดีย์หลวง ทำให้ยามค่ำคืนสว่างไสวและดูงดงามเป็นพิเศษ
ทหารสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่
ผู้โดยสารที่สนามบินเชียงใหม่ตกค้างหลังจากเที่ยวบินไปอาบูดาบีถูกยกเลิก
เทคโนโลยี - Tech7 days agoทำเงินจากบ้านด้วยการทำวิดีโอ AI ในไทย (คู่มือเริ่มต้นปี 2026)
ฟุตบอล6 days agoอาร์เซนอลเอาชนะแมนส์ฟิลด์ 2-1 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศเอฟเอคัพได้สำเร็จ
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับผู้ต้องสงสัยฆ่าโหดสาว PR วัย 21 ปี ที่หางดง เชียงใหม่



