ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงใหม่ช่วยเหลือควายตัวหนึ่งที่กำลังจะถูกฆ่าเพื่อใช้ในงานเลี้ยงศพ
เชียงใหม่ – เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่พบควายวิ่งหนีอยู่กลางทุ่งนา อาการตื่นตกใจหนัก และวิ่งเปลี่ยนทิศตลอดเวลา ทำให้การไล่ต้อนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะเสี่ยงเกิดอันตรายกับชาวบ้านที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ
ระหว่างปฏิบัติการ ปศุสัตว์ตัดสินใจใช้ปืนยิงยาสลบเพื่อหยุดควายให้นิ่งลง จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวได้ ใช้เวลารวมกว่า 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าจะจับไว้ได้สำเร็จ

จากการสอบถามเจ้าของควาย ทราบว่าเพิ่งซื้อควายมาจากอำเภอแม่แตง เพื่อนำมาชำแหละประกอบอาหารในงานศพ ก่อนเกิดเหตุเจ้าของได้ผูกเชือกกับต้นไม้ และใช้ค้อนปอนด์ทุบหัวไปแล้ว 3 ครั้ง จนมีบาดแผลที่ศีรษะ แต่ควายสะบัดเชือกจนขาด แล้ววิ่งหนีออกไปทั่วพื้นที่ตำบลสันนาเม็ง

หลังควบคุมตัวได้ ตำรวจที่ร่วมภารกิจเห็นบาดแผลและความพยายามเอาชีวิตรอดของควายแล้วรู้สึกสงสาร จึงพูดคุยกับเจ้าของเพื่อขอไถ่ชีวิต โดย พ.ต.อ.สถิตชัย นิตยวัน ผู้กำกับการ สภ.สันทราย พร้อมข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมกันลงขันซื้อต่อจากเจ้าภาพ ซึ่งเจ้าของยินยอม
ต่อมา ตำรวจได้นำควายไปมอบให้วัดลัฏฐิวัน (วัดพระนอนขอนตาล) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ควายได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ และอยู่ในความดูแลที่เหมาะสม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
คุณภาพอากาศ PM2.5 ในเชียงใหม่ถูกยกระดับเป็นระดับวิกฤต
ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงใหม่จับกุมชาวอังกฤษที่ต้องการตัวในข้อหาลักทรัพย์และอยู่เกินกำหนดวีซ่า
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจในจังหวัดพะเยา ยึดยาไอซ์ได้ 597 กิโลกรัม
เชียงราย – ตำรวจปราบปรามยาเสพติดรายงานว่า จังหวัดพะเยากำลังแสดงสัญญาณว่าเป็นทั้งจุดแวะพักและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดผิดกฎหมาย ในสองคดีติดต่อกัน ตำรวจและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยึดยาเสพติดจำนวนมาก ทั้งยาบ้าและไอซ์ (คริสตัลเมทแอมเฟตามีน) หลังจากการบุกตรวจค้นในอำเภอเชียงคำและอำเภอภูซาง
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ตำรวจในจังหวัดพะเยา ภาคเหนือของประเทศไทย ได้รับแจ้งว่ามียาเสพติดกำลังถูกขนส่งพร้อมกับสินค้าเกษตร การขนส่งดังกล่าว reportedly เข้าสู่อำเภอเชียงคำก่อน แล้วมุ่งหน้าไปยังภาคกลาง
ตามรายงานจาก ตำรวจพะเยาได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อำเภอเชียงคำ และทีมร่วมที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่บริหารส่วนท้องถิ่นและหน่วยอาสาป้องกันหมู่บ้าน กลุ่มเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาย ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัย
พวกเขาตรวจค้นลานยางเก่าในบ้านเลขที่ 16 หมู่ 16 ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ ภายในศาลา เจ้าหน้าที่พบถุงสีดำวางเรียงเป็นแถว ถุงแต่ละใบบรรจุขิงสด จึงดูเหมือนการส่งสินค้าเกษตรตามปกติในแวบแรก

อย่างไรก็ตาม การตรวจค้นอย่างละเอียดเผยให้เห็นสิ่งอื่น เจ้าหน้าที่พบไอซ์ซ่อนอยู่ในทุกถุง รวมทั้งสิ้น 199 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 597 กิโลกรัมของยาไอซ์
นักสืบระบุว่า ผู้ลักลอบขนยาได้ผสมยาเข้ากับขิงเพื่อปกปิดจากเจ้าหน้าที่ หลังจากนั้น กลุ่มดังกล่าว allegedly เก็บสินค้านี้ไว้ในอำเภอเชียงคำ ขณะรอเคลื่อนย้ายต่อไปยังจังหวัดลพบุรี
ชาวบ้านใกล้เคียงแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าพวกเขาเห็นชายต้องสงสัยประมาณหกคนก่อนหน้านี้ ชายเหล่านั้นสวมหมวกและปิดบังใบหน้า ขณะขนถุงสีดำเข้าไปในศาลา เมื่อสังเกตเห็นยานยนต์ของเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ พวกเขาหนีไปอย่างรวดเร็วด้วยรถจักรยานยนต์
ตำรวจยึดไอซ์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และส่งไปยังสถานีตำรวจเชียงคำ เจ้าหน้าที่ยังเริ่มตรวจหาลายนิ้วมือแฝง และเร่งขยายผลการสืบสวนเพื่อระบุตัวและจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้อง
หนึ่งวันก่อนหน้า ในวันที่ 13 มีนาคม เจ้าหน้าที่อำเภอเชียงคำสั่งดำเนินการอีกครั้งภายใต้นโยบาย Quick Big Win ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “ปกป้องพะเยา” การดำเนินการนี้ต่อเนื่องจากการจับกุมเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่เจ้าหน้าที่จับผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งพร้อมยาบ้า หลังการจับกุมนั้น นักสืบได้รับข้อมูลชี้ไปยังแหล่งอื่นในเครือข่าย
เจ้าหน้าที่ตั้งการซื้อขายลับเพื่อเป้าหมายสองผู้ต้องสงสัย คือ สมยศ และ วรรณา (นามสกุลถูกปกปิด) ทั้งสองเชื่อมโยงกับตำบลสบป้อง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา

ต่อมา ผู้ต้องสงสัยนัดส่งมอบบนถนนในหมู่บ้านโคน้อย (หมู่ 1) ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง เจ้าหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่อำเภอภูซางและสถานีตำรวจภูซาง จากนั้นเคลื่อนกำลังเข้าเมื่อผู้ต้องสงสัยมาถึง
ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบยาบ้าทั้งหมด 15 ห่อ แต่ละห่อมี 2,000 เม็ด รวม 30,000 เม็ด
เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวทั้งสองผู้ต้องสงสัย และดำเนินคดีข้อหาขายยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) เพื่อการค้า เจ้าหน้าที่ส่งตัวผู้ต้องสงสัยและของกลางให้พนักงานสอบสวน ขณะที่ทีมงานยังคงขยายผลคดีเพื่อติดตามเครือข่ายยาเสพติดที่กว้างขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
PM2.5 ย่นอายุคนไทยสั้นลง 1.8 ปี เชียงรายหนักสุด 3.7 ปี!
เชียงรายเร่งมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในอิหร่าน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจพบมือสังหารรับจ้างฉายา “หมี ช้างกลาง” ซ่อนตัวอยู่ในบ้านต้นไม้
ตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมกันติดตามจับกุม นายโกมินทร์ หรือ “หมี ช้างกลาง” อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามหมายจับศาลจังหวัดเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังสืบพบว่าเจ้าตัวหนีไปกบดานบนภูเขาสูง และใช้บ้านต้นไม้เป็นที่ซ่อนตัว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 พันตำรวจเอกชัยภัทร ศรีเรือง ผู้กำกับการ สภ.ถ้ำพรรณรา นำกำลังตำรวจ สภ.ถ้ำพรรณรา ประสานชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 และฝ่ายปกครองอำเภอถ้ำพรรณรา ลงพื้นที่ติดตามผู้ต้องหารายดังกล่าว ซึ่งมีประวัติพัวพันคดีรุนแรงหลายคดี
จากการสืบสวน เจ้าหน้าที่พบเบาะแสว่า “หมี” หลบหนีขึ้นไปอยู่บริเวณภูเขาถ้ำกัลยาณมิตร หมู่ 7 ตำบลดุสิต อำเภอถ้ำพรรณรา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับเขานิพันธ์ อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเชื่อว่าใช้ป่าบนเขาเป็นจุดซ่อนตัวหลัก

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ข้อมูลว่าเขามักลงจากเขามาหาเสบียงเป็นระยะ ดังนั้นจึงวางกำลังเฝ้าติดตาม จนพบตัวผู้ต้องหาขณะลงมาซื้อของจำเป็น เมื่อตรวจสอบและแสดงหมายจับก็ยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลเดียวกัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้ และตรวจค้นพบอาวุธปืนพกขนาด 11 มม. 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุนหลายนัด จึงยึดไว้เป็นของกลาง
หลังถูกจับกุม ผู้ต้องหารับสารภาพว่าไปซ่อนตัวอยู่บนภูเขาจริง และสร้างบ้านต้นไม้บนต้นไม้สูงเพื่อหลบสายตาคน โดยจุดดังกล่าวมองผ่านๆ แทบไม่เห็น เพราะกลืนไปกับแนวป่า เจ้าหน้าที่จึงพาไปตรวจค้นพื้นที่กบดาน ซึ่งต้องเดินเท้าขึ้นเขาระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร

เมื่อถึงจุดซ่อนตัว เจ้าหน้าที่พบบ้านต้นไม้ตามที่ให้การไว้ และตรวจพบอาวุธปืนลูกซองยาวอีก 1 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน จึงตรวจยึดเพิ่มเติมเพื่อนำไปตรวจสอบ
ผู้ต้องหาระบุว่า ตลอดชีวิตเคยรับจ้างก่อเหตุสังหารหลายครั้ง ทั้งคดีที่ถูกจับได้และหลุดรอดไป โดยเคยมีคดีใหญ่ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ใหญ่บ้านในอำเภอถ้ำพรรณรา และเคยถูกจำคุก 8 ปี หลังพ้นโทษก็ยังวนกลับไปอยู่ในเส้นทางเดิม และอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกระทำของตนรวมแล้วนับสิบราย ได้ค่าจ้างเป็นเงินหลักแสนต่อราย แต่สุดท้ายไม่เหลือเงิน และต้องหนีซ่อนตัวตลอด
นอกจากนี้ เขายังบอกกับตำรวจว่า ระยะหลังมีคนส่งมือปืนมาตามล่าเพื่อ “ตัดตอน” ทำให้ต้องหนีเข้าป่าลึก และเลือกทำที่ซ่อนบนเขา อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าจะถูกจับได้ระหว่างลงมาหาเสบียง
ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบประวัติคดีค้างเก่า รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามหมายจับที่มีผลอยู่ เพื่อส่งตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การบินไทยขยับราคาตั๋ว 10-15% รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง, สายการบินไทยรายอื่นเริ่มปรับตาม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ศาลไทยสั่งจำคุกชาวจีน 2 ปี 3 เดือน คดีฟิชชิงสแกม หลอกเหยื่อไทยและต่างชาติกรอกข้อมูลบัตรเครดิต
กรุงเทพฯ – ศาลอาญาไทยพิพากษาจำคุกชาวจีนรายหนึ่งเป็นเวลา 2 ปี 3 เดือน ในข้อหาหลอกลวงโดยใช้ลิงก์ปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อป้อนข้อมูลบัตรเครดิต ซึ่งจะถูกนำไปใช้ซื้อสินค้ามูลค่าสูงก่อนที่จะแปลงเป็นเงินสดผ่านช่องทางต่างๆ
ผู้ต้องหาชื่อ นายอาน ยุ่เผิง (Yupeng An) ตำรวจจับกุมได้เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน ในพื้นที่เขตบางชัน กรุงเทพมหานคร ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบหลักฐานจำนวนมาก ทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และข้อมูลธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิด
ภาพรวมคดีและรูปแบบการหลอกลวง
ตามคำพิพากษา ผู้ต้องหาส่งข้อความหรืออีเมลไปยังเหยื่อ แล้วแนบลิงก์ที่ปลอมให้เหมือนเว็บไซต์ธนาคารหรือหน่วยงานที่คนไว้ใจ เมื่อเหยื่อกดเข้าไปและกรอกข้อมูลบัตรเครดิต รวมถึงรหัส OTP ข้อมูลจะถูกดึงออกไปทันที
หลังจากนั้น ผู้ต้องหาและเครือข่ายนำข้อมูลไปชำระค่าสินค้าออนไลน์ที่มีราคาสูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ทองคำ หรือสินค้าหรู จากนั้นจึงนำสินค้าไปขายต่อ หรือทำให้เป็นเงินสดด้วยวิธีต่างๆ
เหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนไทย และชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย รวมมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท ตำรวจระบุว่า คดีนี้เชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดการกันเป็นระบบ
แก๊งสแกมที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยเจออาชญากรรมไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และฟิชชิงสแกม ข้อมูลจากตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า มีขบวนการบางส่วนใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ เพราะมีเงื่อนไขที่เอื้อหลายอย่าง เช่น
- อยู่ใกล้ประเทศเพื่อนบ้านที่พบศูนย์สแกมขนาดใหญ่ เช่น พม่าและกัมพูชา
- การเดินทางและการติดต่อข้ามพรมแดนทำได้สะดวก
- มีชุมชนชาวจีนในไทยจำนวนมาก ทำให้หลบซ่อนและเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น
ขบวนการเหล่านี้มักตั้งหลักในพื้นที่ชายแดนหรือเมืองใหญ่ แล้วใช้การหลอกแบบผสม (hybrid scam) ที่รวมการโทรหลอก การล่อผ่านออนไลน์ และการฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซี แม้ไทยและจีนจะร่วมมือกวาดล้างเป็นระยะ แต่ปัญหายังหนักอยู่ โดยปีที่ผ่านมามีรายงานจับกุมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับสแกมหลายร้อยราย
จับกุมชาวจีนในเชียงราย สะท้อนความเสี่ยงพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ
เชียงรายซึ่งอยู่ใกล้รอยต่อไทยกับพม่าและลาว กลายเป็นอีกพื้นที่ที่มีการจับกุมคดีอาชญากรรมไซเบอร์ถี่ขึ้นในช่วงหลัง ตัวอย่างคดีสำคัญที่มีรายงาน ได้แก่
- มีนาคม 2568 ตำรวจ PCT ภาค 5 และ ตม.เชียงราย จับกุมชาวจีน 9 ราย พร้อมคนไทย 2 ราย หลังพบเช่าบ้านเพื่อใช้เป็นฐานหลอกเหยื่อต่างชาติในรูปแบบไฮบริดสแกม
- มีนาคม 2569 ตม.เชียงราย จับกุมชาวจีน 11 ราย ที่หลบหนีจากการกวาดล้างในท่าขี้เหล็ก ฝั่งเมียนมา แล้วข้ามเข้ามาในอำเภอแม่สาย พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือ 45 เครื่อง และรถยนต์ที่ใช้รับส่ง
- ตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีน 1 ราย พร้อมบัตร ATM มากกว่า 2,000 ใบ และเงินสดหลายแสนบาท ในพื้นที่เชียงราย
ภาพรวมการจับกุมเหล่านี้ชี้ว่า กลุ่มสแกมบางส่วนใช้ชายแดนภาคเหนือเป็นทั้งทางผ่านและจุดตั้งหลักใหม่ หลังโดนกดดันในประเทศเพื่อนบ้าน
ตำรวจแนะวิธีป้องกัน ฟิชชิงสแกมและลิงก์ปลอม
ตำรวจไซเบอร์ (บก.ปอท.) แนะนำให้ประชาชนระวังพฤติกรรมเสี่ยงที่เจอบ่อย โดยทำตามนี้ได้เลย
- อย่ากดลิงก์จากข้อความหรืออีเมลที่ดูแปลกๆ หรือเร่งให้ทำทันที
- ตรวจสอบ URL ให้รอบคอบ ควรเป็นเว็บทางการและมี https
- อย่ากรอกข้อมูลบัตรเครดิตหรือรหัส OTP ในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ถ้าสงสัยว่าถูกหลอก ให้รีบแจ้งตำรวจที่สายด่วน 1441 หรือเข้าเว็บไซต์ thaipolice.go.th
คดีนี้เป็นอีกเคสที่สะท้อนความพยายามของไทยในการจัดการอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และกดดันเครือข่ายที่ใช้ไทยเป็นจุดทำงานหรือทางผ่าน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รถยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ในจังหวัดพะเยา ส่งผลให้พี่น้องสองคนเสียชีวิต
เทคโนโลยี - Tech7 days agoทำเงินจากบ้านด้วยการทำวิดีโอ AI ในไทย (คู่มือเริ่มต้นปี 2026)
ฟุตบอล6 days agoอาร์เซนอลเอาชนะแมนส์ฟิลด์ 2-1 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศเอฟเอคัพได้สำเร็จ
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับผู้ต้องสงสัยฆ่าโหดสาว PR วัย 21 ปี ที่หางดง เชียงใหม่



