เชียงราย - Chiang Rai News
เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายจี้รัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ
เชียงราย – เครือข่ายสิทธิชุมชน ร่วมกับกลุ่มภาคประชาชนที่ทำงานปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมรายชื่อผู้สนับสนุน มากกว่า 200 คน
แกนหลักของข้อเรียกร้องคือ รัฐต้องเร่งรับมือวิกฤตปนเปื้อนโลหะหนักที่กำลังลุกลามในลุ่มน้ำสำคัญภาคเหนือ เครือข่ายระบุว่า กิจกรรมเหมืองในเมียนมาเชื่อมโยงกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทยอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่เครือข่ายย้ำคือ แหล่งกำเนิดมลพิษมาจากเหมืองฝั่งเมียนมา ขณะที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านขนส่งแร่ไปจีน ผ่านด่านชายแดนในจังหวัดเชียงราย เครือข่ายมองว่าโครงสร้างการขนส่งแบบนี้ทำให้ความเสี่ยงตกอยู่กับชุมชนริมแม่น้ำ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ผ่านรัฐบาลมาแล้วสองชุด เครือข่ายบอกว่ายังไม่เห็นความตั้งใจจริงในการจัดการปัญหาในลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ทั้งที่ผลกระทบขยายตัวต่อเนื่องและกระทบวิถีชีวิตของคนริมน้ำมากขึ้น
นอกจากนี้ เครือข่ายยังวิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่ยึด “ค่ามาตรฐานความปลอดภัย” เป็นหลัก แต่ไม่มองความเสี่ยงจากการได้รับสารพิษสะสมระยะยาว เพราะคนในพื้นที่อาจรับโลหะหนักซ้ำๆ ผ่านน้ำ ปลา พืชผัก และอาหารท้องถิ่น แม้ผลตรวจระยะสั้นจะดูไม่เกินเกณฑ์ แต่การสะสมในร่างกายอาจกลายเป็นโรคเรื้อรังในภายหลัง
เมื่อมลพิษเป็นเรื่องข้ามพรมแดน เครือข่ายจึงอยากให้รัฐปรับวิธีคิดและวิธีจัดการ โดยชี้ว่า “การสะสมของสารพิษ” คือภัยเงียบ หลายครอบครัวรู้สึกเหมือน “ค่อยๆ ตาย” เพราะข้อมูลความปลอดภัยที่ครบถ้วนและเข้าใจง่ายยังเข้าถึงได้ยาก
ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่สุขภาพ โดยยังโยงไปถึงรายได้ครัวเรือน ระบบอาหารของชุมชน และความมั่นคงด้านทรัพยากรของไทยในระยะยาว เครือข่ายจึงเรียกร้องให้การแก้ปัญหาต้องจริงจัง โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ข้อเสนอหลักที่เครือข่ายเชียงรายอยากให้รัฐบาลทำทันที
เครือข่ายสรุปสาระสำคัญไว้ชัดเจน คือ ต้องเจรจาเพื่อปิดต้นตอ หยุดแร่ที่เชื่อมโยงกับการปนเปื้อน และคุ้มครองคนริมแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอหลักดังนี้
- หยุดนำเข้าแร่ และยกเลิก MOU ที่เกี่ยวกับการขนส่งแร่ผ่านแดน
เครือข่ายต้องการให้เร่งเจรจาเพื่อปิดเหมืองที่เกี่ยวข้องกับการปนเปื้อน และยุติข้อตกลงที่เอื้อให้มีการนำเข้าและขนส่งแร่ข้ามพรมแดน - ตั้งระบบเยียวยาและฟื้นฟูที่ใช้งานได้จริง
ต้องมีแนวทางชดเชยและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบที่ชัดเจน ทำได้จริง และเข้าถึงได้ ไม่ใช่แค่ประกาศในเอกสาร - เพิ่มความถี่การตรวจคุณภาพน้ำ และตรวจสุขภาพกลุ่มเสี่ยง
ควรขยายการตรวจน้ำในจุดเสี่ยง และจัดการคัดกรองสุขภาพในชุมชน พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อเห็นแนวโน้มการสะสมของสารพิษ - สื่อสารตรงไปตรงมา และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ
รัฐควรเปิดเผยข้อมูลความปลอดภัยให้ครบถ้วน เข้าใจง่าย และสื่อสารถึงประชาชนโดยตรง พร้อมเปิดกระบวนการให้หลายภาคส่วนร่วมกำหนดทางออก
เครือข่ายยังสรุปภาพรวมแบบตรงไปตรงมาว่า “จีนได้แร่ เมียนมาและกลุ่มว้าได้เงิน ไทยได้พิษ” เพื่อสะท้อนว่าภาระตกกับชุมชนไทยที่อยู่ปลายน้ำ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายและกลุ่มพันธมิตรระบุว่ากำลังเตรียมกิจกรรมวันน้ำโลก วันที่ 22 มีนาคม 2026 โดยมีแผนจัดพิธีสืบชะตาแม่น้ำกกตามประเพณี และยื่นข้อเสนอนโยบายต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเดินหน้ากดดันให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทำเงินจากบ้านด้วยการทำวิดีโอ AI ในไทย (คู่มือเริ่มต้นปี 2026)
เชียงราย - Chiang Rai News
เทศกาลว่าวแม่น้ำโขง เชียงราย เสริมสร้างมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เชียงราย – เทศกาลว่าวริมโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย กำลังกลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่คนในพื้นที่ตั้งใจปลุกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดย นพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย บอกว่า งานนี้เป็นการจัดครั้งแรก เพื่อให้เชียงของมีอีเวนต์ท่องเที่ยวที่ชัดเจนมากขึ้น และช่วยดึงบรรยากาศริมโขงให้มีชีวิตชีวา
อีกแง่มุมหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมนี้น่าสนใจคือความร่วมมือจากสถานกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ ซึ่งช่วยทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้จริง นอกจากนี้ ช่างทำว่าวจาก “เมืองเหวยฟาง มณฑลชานตง” และช่างทำว่าวชาวไทยได้แบ่งปันความรู้ให้กับเยาวชนไทยกว่า 100 คน ทำให้พวกเขามีโอกาสได้ลองทำว่าวด้วยตนเองและสนุกกับการเล่นว่าวร่วมกับชุมชนและนักท่องเที่ยว

นพรัตน์ยังบอกด้วยว่า หลังจากเริ่มต้นปีนี้แล้ว หน่วยงานในพื้นที่เตรียมต่อยอดงานให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยวประจำปี เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีนไปพร้อมกัน
ทางฝั่งจีน Mr. Lyu Sheng กงสุลฝ่ายพาณิชย์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะช่างฝีมือว่าวจากเหวยฟางเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้โดยเฉพาะ เพื่อแลกเปลี่ยนทักษะงานทำว่าว และใช้ว่าวเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เพราะเมืองเหวยฟางกับจังหวัดเชียงรายเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันมาตั้งแต่ปี 2557
เหวยฟางยังถูกพูดถึงในฐานะ “นครแห่งว่าว” ที่มีรากวัฒนธรรมด้านว่าวสืบต่อกันมานาน เขาหวังว่ากิจกรรมร่วมกันครั้งนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนใกล้ชิดขึ้น ผ่านงานอดิเรกที่จับต้องได้และสนุกกับทุกวัย

ด้าน Mr. Wang Weili รองหัวหน้าฝ่ายโฆษณา คณะกรรมการพรรคเขตเหวยเฉลิง เมืองเหวยฟาง ระบุว่า เมืองเหวยฟางจัดเทศกาลว่าวนานาชาติต่อเนื่องมาแล้ว 42 ปี และมีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 55 ประเทศทั่วโลก เขายังกล่าวว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรมว่าวแบบครบวงจรของเหวยฟางสร้างรายได้มากกว่า 1 แสนล้านบาท จากการส่งออกสินค้าว่าวไปมากกว่า 70 ประเทศ และครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณร้อยละ 85
นอกจากนี้ เขายังเชื่อมโยงถึงวาระสำคัญด้วยว่า ปี 2568 เป็นปีครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยทั้งสองประเทศเคยร่วมปล่อยว่าวในเทศกาลว่าวที่เหวยฟาง ซึ่งเปรียบเหมือนสัญลักษณ์มิตรภาพบนท้องฟ้า ดังนั้น การจัด “เทศกาลว่าวริมฝั่งโขง” ที่เชียงของครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำว่าว วัฒนธรรมการเล่นว่าว รวมถึงแนวทางสร้างอาชีพจากการทำว่าว เพื่อให้เกิดรายได้กับชุมชน และต่อยอดการท่องเที่ยวไทย-จีนในอนาคต

ส่วน Mr. Xing Shunjian ช่างฝีมือว่าวจากสถาบันวิจัยศิลปะหัตถกรรมเมืองเหวยฟาง เล่าว่า เหวยฟางมีประวัติการทำว่าวยาวนานกว่า 2,000 ปี ปัจจุบันมีช่างทำว่าวมากกว่า 80,000 คน และหลายสถาบันการศึกษายังบรรจุการทำว่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียน ตั้งแต่ระดับประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย
เขายังเสริมว่า เหวยฟางเป็นเมืองที่มีการผลิตว่าวครบวงจรขนาดใหญ่ โดยมีทั้งว่าวทำมือ 100% ว่าวทำมือร่วมกับเครื่องจักร และการผลิตด้วยเครื่องจักรเต็มรูปแบบ ว่าวที่มีมูลค่าสูงสุดอาจมีราคาถึงชิ้นละ 2.5 ล้านบาท
ในทุกปีช่วงกลางเดือนเมษายน เมืองเหวยฟางจะจัดเทศกาลว่าวนานาชาติ และมีนักเล่นว่าวจากทั่วโลกมาร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 20,000 คน เมืองนี้ยังเคยสร้างสถิติว่าวขนาดใหญ่ระดับโลก ความยาวถึง 7 กิโลเมตร น้ำหนัก 6 ตัน ต้องใช้รถลาก และใช้เวลาปล่อยว่าวมากกว่า 5 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน การเดินทางมาไทยครั้งนี้ก็เพื่อพร้อมสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องว่าวให้เกิดขึ้นจริงในไทยด้วย

ฝั่งชุมชนท้องถิ่น ธันวา เหลี่ยมพันธ์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มองว่า เชียงของเป็นเมืองชายแดนสำคัญ มีแม่น้ำโขงคั่นกลางระหว่างไทยกับ สปป.ลาว และยังเดินทางเชื่อมไปจีนได้ทั้งทางน้ำและทางรถผ่านเส้นทาง R3A ดังนั้น การจัดเทศกาลว่าวร่วมกันครั้งแรกจึงมีความหมายมาก เพราะช่วยกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่ไปพร้อมกัน
เหนือสิ่งอื่นใด ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยให้ “การเล่นว่าว” ที่เคยเงียบหายไปจากเชียงของ กลับมามีพื้นที่อีกครั้ง และทำให้เด็กๆ ได้สืบต่อวัฒนธรรมแบบสนุกและเป็นรูปธรรม ที่สำคัญ ชุมชนยังมองเห็นทางทำมาหากินจากงานว่าวได้ด้วย เพราะในพื้นที่มีไม้ไผ่ซึ่งนำมาเป็นวัสดุทำว่าว สร้างรายได้ให้ครอบครัวได้จริง และมีการคาดกันว่า งานครั้งต่อไปอาจจัดในช่วงเดือนธันวาคม 2569
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
เชียงราย - Chiang Rai News
สั่งทบทวนความพร้อมรับมือภัยพิบัติที่เชียงราย หลังแผ่นดินไหวถี่ขึ้น
เชียงราย – กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจับตาแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่เกิดถี่ขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ในพื้นที่เชียงราย แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงพอทำให้อาคารหลักเสียหาย แต่หลายครั้งแรงสั่นสะเทือนทำให้ประชาชนรับรู้ได้ชัด โดยเฉพาะในภาคเหนือ
เพราะพื้นที่ภาคเหนืออยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนมีพลังหลายจุด และเชียงรายเองก็ยังมีบทเรียนจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐจึงขยับจากการติดตามแบบรายเหตุ ไปสู่การเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องมากขึ้น
วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจัดประชุมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) โดยมีนายสักดา วิชัยศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เพื่อทบทวนสถานการณ์แผ่นดินไหว เพิ่มความพร้อมในจังหวัดเสี่ยง และสั่งตรวจสอบเขื่อนรวมถึงโครงสร้างสำคัญทั่วประเทศ
ข้อมูลในที่ประชุมชี้ว่ามากกว่า 90% ของแผ่นดินไหวในไทยมีขนาดต่ำกว่า 3.0 แมกนิจูด อย่างไรก็ตาม หลายเหตุการณ์เกิดตื้น จึงทำให้คนรู้สึกได้แม้ตัวเลขไม่สูง ผลที่ตามมาคือความกังวลของประชาชนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่

แผ่นดินไหวเชียงราย ขนาดไม่ใหญ่แต่คนรู้สึกได้
ช่วงที่ผ่านมา เชียงรายมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กหลายครั้งที่ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ เช่น เหตุขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สาย ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และอีกเหตุขนาด 3.1 ในอำเภอพาน ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026
รายงานเหตุการณ์เหล่านี้ปรากฏใน Nakorn News (ภาษาไทย) และ Chiang Rai Times (ภาษาอังกฤษ) โดยย้ำตรงกันว่า “ความรู้สึก” ไม่ได้ขึ้นกับขนาดอย่างเดียว ระยะห่างจากจุดศูนย์กลางและความลึกของแผ่นดินไหวก็มีผลมากพอ ๆ กัน
ดังนั้น การสื่อสารกับประชาชนต้องเดินคู่กับการติดตามด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา เมื่อข้อมูลชัด คนจะรู้ว่าอะไรคือความเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ และเมื่อไรที่ควรเฝ้าระวังมากขึ้น ความกลัวก็จะไม่วิ่งนำข้อเท็จจริง
ในที่ประชุม รัฐมนตรีช่วยฯ เน้นชัดว่าแผ่นดินไหว “ทำนายล่วงหน้าไม่ได้” เพราะฉะนั้น โฟกัสควรอยู่ที่การเตรียมพร้อมแบบทำได้จริง เช่น ซ้อมอพยพ เตรียมอุปกรณ์กู้ภัย และตรวจความปลอดภัยของโครงสร้างที่อาจเป็นจุดเสี่ยง

ประเด็นหลักที่ประชุมเน้นย้ำ
- ติดตามแนวรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มแผ่นดินไหวล่าสุด
- ประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและสาธารณูปโภค
- ส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้เร็ว เพื่อลดข่าวลือและความสับสน
ฝั่งเชียงราย รายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยชี้ว่ามีการอัปเดตแผนตอบโต้เหตุ ซักซ้อมการปฏิบัติ และทำงานสื่อสารความเสี่ยงในพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบมากกว่า
อีกเรื่องที่ถูกพูดถึงคือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของไทยที่สัมพันธ์กับภูมิประเทศและธรณีวิทยา หน่วยงานด้านธรณีระบุว่าไทยรับรู้แนวรอยเลื่อนมีพลังอยู่ 16 แนวรอยเลื่อน และกำลังศึกษาเพิ่มอีก 13 แนวรอยเลื่อน เพื่อทำฐานข้อมูลให้ครบและแม่นยำขึ้น (1รอยเลื่อนที่ยังทำงานอยู่ 16 แห่ง)
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ตกใจ แต่มีไว้เพื่อยืนยันว่าความเสี่ยงมีจริง และการวางแผนต้องอิงข้อมูลปัจจุบัน เมื่อคนเข้าใจพื้นฐาน ก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้น เช่น อาคารไหนควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ตรงไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลควรซ้อมอพยพอย่างไร

แจ้งเตือน Cell Broadcast และการตรวจอาคารเสี่ยง
ที่ประชุมสั่งให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจอาคารสูง โครงป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่อาจพังเสียหายเมื่อเกิดการสั่นไหว ควบคู่กับการตรวจเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบความเสียหายต้องเร่งซ่อมทันที และทุกพื้นที่ต้องทำแผนฉุกเฉินให้ใช้งานได้จริง ไม่ใช่มีแค่ในเอกสาร
ด้านการแจ้งเตือน รัฐเน้นให้สื่อสารเร็วและชัด เพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลที่ถูกต้องก่อนข่าวลือ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือ และใช้ควบคู่ช่องทางทางการของ DDPM และกรมอุตุนิยมวิทยา
สรุประดับการส่งข้อความเตือนภัยแผ่นดินไหวผ่าน Cell Broadcast ถูกกำหนดเพื่อเตือนให้ทันเวลา และไม่ทำให้ตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่
- แผ่นดินไหวบนบกในประเทศไทย ขนาด 4.0 ขึ้นไป
- แผ่นดินไหวบนบกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 6.0 ขึ้นไป
- แผ่นดินไหวในทะเลอันดามัน ขนาด 7.0 ขึ้นไป
ขณะเดียวกัน รัฐยังปรับปรุงแอป ประกาศเตือนภัยภัยพิบัติในประเทศไทย ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยหลายประเภท เป้าหมายคือให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน
เชียงรายกับผลกระทบที่มากกว่าแค่ความรู้สึกสั่น
สำหรับเชียงราย แผ่นดินไหวไม่ได้กระทบแค่ชีวิตประจำวัน แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นการท่องเที่ยว ธุรกิจท้องถิ่น และการดูแลโบราณสถานด้วย เพราะฉะนั้น การสื่อสารต้องทำสองอย่างพร้อมกัน
อย่างแรกคือยึดข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เหตุส่วนใหญ่ยังเป็นขนาดเล็ก และมีระบบติดตามตลอดเวลา อย่างที่สองคือบอกสิ่งที่ทำได้ทันที เพื่อให้ความไม่แน่ใจไม่กลายเป็นความเสี่ยงเพิ่ม
ในที่ประชุมยังขอให้โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสูงในโซนเสี่ยง ซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมย้ำคำแนะนำมาตรฐานระหว่างเกิดแรงสั่นสะเทือนคือ “หมอบ คลุม ยึด” (หมอบลง ปิดบังศีรษะ และยึดเกาะไว้ให้แน่น) และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแผ่นดินไหว
ทำวันนี้ให้พร้อมขึ้น ลดกังวลได้จริง
เพื่อให้การเตรียมพร้อมในบ้านทำได้ไม่ยาก หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานดังนี้
- ยึดตู้ ชั้นวาง และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดการล้มทับ
- เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน เช่น น้ำ อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว และเอกสารสำคัญ
- กำหนดจุดนัดพบครอบครัว และวิธีติดต่อกันหากสัญญาณโทรศัพท์ล่ม
- ติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการก่อน และงดแชร์โพสต์ที่ยังไม่ยืนยัน
สรุปแล้ว ข้อความจากภาครัฐชัดเจน แผ่นดินไหวคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ แต่เราลดการบาดเจ็บและความเสียหายได้ การลงมือทำให้ถูกและเร็วช่วยได้มาก และถ้าชุมชนซ้อมและเตรียมพร้อมร่วมกัน ความปลอดภัยจะเพิ่มขึ้นแบบจับต้องได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เครือข่ายสิทธิชุมชนเชียงรายจี้รัฐเร่งแก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษ
เชียงราย - Chiang Rai News
เจ้าหน้าที่เร่งคุมไฟป่าเชียงรายและพะเยา หลังจุดความร้อนพุ่งช่วงต้นหน้าแล้ง
เชียงราย – ภาคเหนือของไทยเริ่มเข้าสู่หน้าแล้งเร็วขึ้น และเริ่มเห็นไฟป่าขนาดเล็กเกิดขึ้นตามแนวป่าบนพื้นที่ชัน เข้าถึงยาก ควันและหมอกควันจึงกลับมากระทบคนในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมความกังวลเรื่องสุขภาพที่ตามมา
เพื่อรับมือสถานการณ์ รัฐเพิ่มการทำงานภาคสนาม สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการระดับชาติด้านการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งหน่วยรับมือไฟป่าอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่พะเยา เชียงราย และลำปาง
คำสั่งนี้ตามมาหลังพบจุดความร้อน 61 จุดในวันเดียว เพราะถ้าไฟข้ามสันเขาลงหุบเขา ไฟจะลามเร็วขึ้นมาก ดังนั้น ความล่าช้าแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้พื้นที่ไหม้ขยาย และควันสะสมเพิ่มขึ้น

มาตรการป้องกันและควบคุมไฟป่า
วันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมอุทยานแห่งชาติฯ รายงานว่า นเรศพร ทิพย์มนต์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและควบคุมไฟป่า เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ที่ศูนย์บัญชาการไฟป่าและหมอกควัน (war room) ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จังหวัดเชียงราย
เขากำชับให้หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์ทุกแห่งที่พบจุดความร้อน ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ทันที จากนั้นระดมกำลังเข้าพื้นที่โดยเร็ว และเร่งทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติให้ไวที่สุด
อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง
รายงานภาคสนามระบุว่า อุทยานแห่งชาติดอยภูนางพบจุดความร้อนมากที่สุด รวม 21 จุด เจ้าหน้าที่ระดมกำลังมากกว่า 120 นาย แบ่งเป็น 8 ชุด ปฏิบัติการครอบคลุมอำเภอเชียงม่วนและอำเภอปง โดยเน้นแนวสันเขาเสี่ยง เช่น ดอยถ้ำหมากเมา และดอยสังขระ
เป้าหมายหลักคือกันไฟไม่ให้ไหลลงพื้นที่ต่ำ และไม่ให้ควันกระทบชุมชนปลายน้ำ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ
ด้านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอพบจุดความร้อน 20 จุด จึงต้องเข้าถึงพื้นที่ให้เร็ว ผู้นำภาคสนามประสานชุดปฏิบัติการไฟป่าเฉพาะทางที่เรียกว่า “เสือไฟ” จากศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงราย
นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายอาสา และหน่วยงานท้องถิ่นในหลายอำเภอของพะเยา โดยเน้นเข้าพื้นที่ทุรกันดาร คุมไฟที่ยังลุกอยู่ และลดโอกาสการปะทุซ้ำ

หลายพื้นที่อนุรักษ์เดินงานพร้อมกัน
นอกเหนือจากพื้นที่หลัก ทีมงานยังเดินหน้าเฝ้าระวังและดับไฟในหลายจุดพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ไฟลามเป็นวงกว้าง
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (ห้ามล่าสัตว์ป่า) ทับพญาลอ เร่งควบคุมจุดความร้อน 8 จุดในพื้นที่พะเยา
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง รายงานการปฏิบัติการ 6 จุด
- อุทยานแห่งชาติแม่ปืม ส่งเจ้าหน้าที่ 38 นายเข้าพื้นที่อำเภอภูกามยาว และคาดว่าจะคุมสถานการณ์ได้ภายในวันเดียว
- อุทยานแห่งชาติดอยหลวง รายงานว่าไฟส่วนใหญ่ในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง อยู่ในวงควบคุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังจัดกำลังลาดตระเวนต่อเนื่องเพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ
เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว แผนปีนี้จึงไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยตามดับ ทีมงานใช้วิธีเข้าตีไฟเร็ว ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แนวทางแบบซ้อนชั้นช่วยลดความเสียหายป่าไม้ และลดการสะสมควันในฤดูแล้ง

เชียงรายคงมาตรการห้ามเผา 86 วัน
เชียงรายยังยึดมาตรการห้ามเผาในที่โล่งเป็นหัวใจของการป้องกัน จังหวัดกำหนดช่วงห้ามเผาเข้มงวดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน พร้อมย้ำว่าฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย เป้าหมายคือทำให้ควันจากการเผาลดลง และลดความเสี่ยงไฟป่าลาม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานชี้ว่าข้อมูลจุดความร้อนเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ โดยมักใช้การตรวจจับผ่านดาวเทียม เช่น MODIS และ VIIRS เพื่อช่วยให้ทีมภาคสนามเข้าพิกัดได้เร็วขึ้น
ถึงอย่างนั้น จำนวนจุดความร้อนที่ลดลงไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป เพราะค่า PM2.5 ยังขึ้นกับลม การกักอากาศ และควันลอยข้ามอำเภอหรือข้ามจังหวัดด้วย โดยเกณฑ์อ้างอิงด้านสุขภาพของไทยสำหรับ PM2.5 คือค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ท้องถิ่นและชุมชนช่วยทำแนวกันไฟ
ในเชียงราย อำเภอเวียงป่าเป้าระดมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มอาสา และชาวบ้าน ออกลาดตระเวนและทำแนวกันไฟตามจุดเสี่ยงหลายจุด ความร่วมมือแบบนี้ทำให้คุมเหตุได้เร็ว และลดโอกาสเกิดไฟลามใหญ่ อีกด้านหนึ่ง ทีมงานยังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ จังหวัดสื่อสารต่อเนื่องให้ประชาชนช่วยลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่น พร้อมแนะนำวิธีจัดการเศษใบไม้ กิ่งไม้ โดยไม่เผา เช่น ทำปุ๋ยหมัก ทำคอกใบไม้ และเตรียมแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง
หน่วยทหารในพื้นที่ยังสนับสนุนการสื่อสารกับชุมชนตามแนวทาง “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อให้การห้ามเผาทำได้จริงในระดับหมู่บ้าน
การควบคุมไฟป่าต้องใช้ทรัพยากรต่อเนื่อง ทั้งอุปกรณ์และของใช้ป้องกันสุขภาพ เชียงรายจึงผลักดันช่องทางสนับสนุนงบประมาณ และกิจกรรมช่วยเหลือทีมภาคสนามในช่วงเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแชร์ข้อมูลประสานงานเป็นระยะ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ เดินแผนไปในทิศทางเดียวกันเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

ไฟป่าทำลายป่า หมอกควันกระทบสุขภาพและรายได้
ปัญหาฤดูกาลนี้ไม่ได้จบแค่ดับไฟให้ทัน แต่ยังเกี่ยวกับการรักษาทรัพยากรป่า ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และลดผลกระทบต่อท่องเที่ยว เกษตรกรรม และงานกลางแจ้ง
หน่วยงานในพื้นที่ย้ำว่าความเร็วและความแม่นยำในการเข้าถึงจุดความร้อนคือเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ การคุมมาตรการห้ามเผา 86 วันให้ต่อเนื่องยังช่วยลดการเกิดไฟซ้ำ และลดควันสะสมระยะยาว
เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้ประชาชนทำสิ่งง่าย ๆ แบบไม่ตื่นตระหนก เช่น ลดกิจกรรมที่ก่อควัน หลีกเลี่ยงการเผาขยะกลางแจ้ง และติดตามประกาศคุณภาพอากาศจากหน่วยงานทางการ
ในวันที่ค่า PM2.5 สูง คนในพื้นที่ควรลดกิจกรรมนอกบ้าน และสวมหน้ากากมาตรฐานเมื่อจำเป็น ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ หากพบไฟหรือควันผิดปกติในพื้นที่เสี่ยง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทันที เพื่อให้ชุดตอบโต้เร็วเข้าพื้นที่ได้ไวกว่าเดิม
ภาพรวมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันปี 2569 สะท้อนบทเรียนเดิมที่ยังใช้ได้เสมอ การบังคับใช้กฎหมายและการสนับสนุนภาคสนามต้องเดินคู่กับความร่วมมือของชุมชน เมื่อการไม่เผากลายเป็นนิสัยร่วมกันของหมู่บ้าน โอกาสได้อากาศที่ปลอดภัยก็ใกล้ขึ้นสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายจับมือเมียนมา เดินหน้าลดหมอกควันข้ามแดน
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายชาวเชียงรายถูกรางวัลใหญ่ คว้าเงินรางวัล 60 ล้านบาท จากการจับสลากลอตเตอรีพลัส
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoเชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำ
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล “สารหนูในแม่น้ำกก” ก่อนสงกรานต์



