ข่าวการเมือง
ผลเลือกตั้ง 2569: ภูมิใจไทยขึ้นนำ สภาชุดใหม่เปลี่ยนหน้าใหญ่
ผลเลือกตั้ง 2569: การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านไปแล้ว และรอบนี้ต่างจากหลายครั้งก่อน เพราะไม่มี สว. ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เสียงจากคูหาเลยชัดขึ้นแบบจับต้องได้
ผลนับคะแนนแบบไม่เป็นทางการจาก กกต. ในช่วงที่นับได้ราว 92-93% สะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด พรรคภูมิใจไทยที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำผลงานเกินคาด กวาดที่นั่งขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนพรรคประชาชนที่เคยนำมาก่อนหน้า ต้องขยับมาอยู่อันดับสอง
ภาพรวมผลเลือกตั้ง (ไม่เป็นทางการ)
ข้อมูลที่สรุปรวมจากหลายแหล่ง เช่น กกต., Thai PBS, ไทยรัฐ และ The Momentum ระบุแนวโน้มที่ค่อนข้างตรงกันว่า
- ภูมิใจไทย ได้ราว 194 ที่นั่ง (แบ่งเขต 175, บัญชีรายชื่อ 19)
- พรรคประชาชน ได้ราว 116 ที่นั่ง (แบ่งเขต 85, บัญชีรายชื่อ 31)
- เพื่อไทย ได้ราว 76 ที่นั่ง (แบ่งเขต 60, บัญชีรายชื่อ 16)
- กล้าธรรม ได้ราว 57-58 ที่นั่ง
ด้านการใช้สิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 64.98% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด มี บัตรเสียราว 3.57% และ ไม่ประสงค์ลงคะแนน 4.17% ภาพรวมบอกได้ว่าคนยังตามการเมืองใกล้ชิด แม้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไทยมีการเลือกตั้งบ่อย
ภูมิใจไทยพลิกขึ้นนำ จากพรรคกลางสู่เจ้าของเสียงมากสุด
ก่อนหน้านี้หลายคนมองภูมิใจไทยเป็นพรรคขนาดกลาง แต่การเลือกตั้ง 2569 ทำให้ภาพนั้นเปลี่ยนไปชัดเจน โดยเฉพาะคะแนนแบบแบ่งเขตที่พุ่งถึง 175 ที่นั่ง จุดแข็งสำคัญคือการคุมฐานในภาคกลาง และอีสานตอนบนได้แน่น รวมถึงการดึงคนการเมืองจากหลายพื้นที่เข้ามาเสริมทีมอย่างต่อเนื่อง
อีกปัจจัยที่ถูกพูดถึงคือช่วงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ทำให้พรรคมีเครือข่ายในพื้นที่แข็งแรงขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดที่ขับเคลื่อนงานท้องถิ่นต่อเนื่อง และมีการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่าง อบต. เมื่อต้นปี 2569 ซึ่งช่วยต่อยอดความสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน
หลังเห็นแนวโน้มผลคะแนน นายอนุทินออกมาแถลงขอบคุณประชาชน พร้อมย้ำว่าผลที่เกิดขึ้นคือเสียงสั่งการจากประชาชนให้พรรคเดินหน้าทำงานต่อ
พรรคประชาชนยังแน่นในเมือง แต่คะแนนเขตลดลง
พรรคประชาชนยังรักษาฐานเสียงสำคัญได้ดี โดยทำผลงานใน บัญชีรายชื่อสูงสุด 31 ที่นั่ง ซึ่งสะท้อนแรงสนับสนุนในเมืองใหญ่และกลุ่มคนรุ่นใหม่ แต่ที่นั่งแบบแบ่งเขตเหลือราว 85 ที่นั่ง ทำให้ภาพรวมตกมาเป็นอันดับสอง
เหตุผลที่ถูกประเมินกันคือพรรคคุมฐานเดิมได้ไม่ครบ และขยายพื้นที่ใหม่ได้จำกัดในหลายจังหวัด ถึงอย่างนั้น พรรคประชาชนก็ยังเป็นขั้วที่มีน้ำหนัก และยังมีบทบาทสูงในการเจรจาทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
เพื่อไทยกับกล้าธรรม ปรับเกมตามคู่แข่งที่แรงขึ้น
เพื่อไทยยังมีฐานในภาคอีสานและภาคเหนือ แต่จำนวนที่นั่งโดยรวมลดลงจากครั้งก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการแข่งขันที่หนักขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ภูมิใจไทยทำคะแนนได้ดี
อีกด้านหนึ่ง พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคใหม่ ทำคะแนนได้สูงถึงราว 57 ที่นั่ง ถือว่าโตเร็วในเวลาไม่นาน จุดเด่นที่ถูกพูดถึงคือการสื่อสารนโยบายที่ชัด และวางกลุ่มเป้าหมายได้ตรง
สำหรับ ประชาธิปัตย์ ได้ราว 20-22 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเล็กอื่นๆ เช่น ไทรวมพลัง และ พลังประชารัฐ ได้ที่นั่งไม่มาก
ผลประชามติรัฐธรรมนูญ เห็นชอบนำตามคาด
นอกจากเลือก สส. ยังมีประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย ผลไม่เป็นทางการเมื่อมีการนับแล้ว 92%+ ระบุว่า
- เห็นชอบ 58.2%
- ไม่เห็นชอบ 30.8%
- งดออกเสียง 8.4%
ผลแบบนี้ทำให้การเดินหน้าสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีโอกาสสูงขึ้น และอาจส่งผลต่อโครงสร้างการเมืองในระยะต่อไป
การจัดตั้งรัฐบาล เสียง 251 คือเส้นแบ่ง
สภามี 500 ที่นั่ง การตั้งรัฐบาลต้องใช้เสียงอย่างน้อย 251 ภูมิใจไทยจึงมีโอกาสสูงมากในการเป็นแกนนำ และอาจจับมือกับเพื่อไทย กล้าธรรม หรือพรรคขนาดเล็ก เพื่อให้เสียงพอและมีเสถียรภาพ
อย่างไรก็ตาม การคุยกันอาจไม่ง่าย เพราะมีความขัดแย้งสะสมระหว่างพรรคใหญ่จากหลายช่วงที่ผ่านมา อีกเรื่องที่ต้องจับตาคือโจทย์เศรษฐกิจและการคลัง หากมีนโยบายที่ใช้งบสูงต้องชี้แจงให้ชัด รวมถึงการขับเคลื่อนหลังผลประชามติ ที่อาจนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่
สรุป การเลือกตั้ง 2569 กับจุดเปลี่ยนที่ชัดขึ้น
เลือกตั้งปี 2569 เป็นอีกหมุดหมายที่ทำให้เห็นว่าดุลการเมืองไทยเปลี่ยนเร็ว ภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นพรรคที่ได้ที่นั่งมากสุด ขณะที่พรรคประชาชนยังคงเป็นแรงหลักในอีกขั้วหนึ่ง ผลทั้งหมดนี้จะกำหนดทิศทางประเทศใน 4 ปีข้างหน้า ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ กติกาการเมือง และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
สุดท้าย คนไทยส่งสัญญาณผ่านบัตรเลือกตั้งไปแล้ว งานหนักต่อจากนี้คือรัฐบาลใหม่ต้องทำให้ความคาดหวังของประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
ข่าวการเมือง
ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น คว้าชัยในการเลือกตั้งปี 2026 และก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคง
ถล่มทลายครั้งประวัติศาสตร์ของทาคาอิจิ, LDP กวาดชัยชนะเลือกตั้งฉับพลัน คว้าซูเปอร์เมเจอริตีสูงสุดยุคหลังสงคราม
นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นยึดอำนาจแน่น ด้วยเสียงข้างมากเด็ดขาด ท่ามกลางสัญญาเศรษฐกิจและโจทย์ความมั่นคง
โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – การเมืองญี่ปุ่นพลิกภาพแบบคาดไม่ถึง เมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยเลือกตั้งทั่วไปแบบฉับพลันในวันอาทิตย์อย่างขาดลอย จนได้เสียงข้างมากระดับสองในสามในสภาผู้แทนราษฎร ผลที่ NHK คาดการณ์และตัวเลขนับคะแนนช่วงต้นที่ยืนยันแล้ว ชี้ว่านี่คือชัยชนะที่เด็ดขาดที่สุดของพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสงคราม และทำให้ทาคาอิจิ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ มีพื้นที่ทางการเมืองกว้างกว่าที่เคยในการผลักดันวาระอนุรักษนิยม
LDP เพียงพรรคเดียวได้ 316 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่งในสภาล่าง ทิ้งห่างเกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดาที่ 233 ที่นั่ง และยังเกินเส้น 310 ที่นั่ง ที่ทำให้สภาล่างสามารถโหวตคว่ำมติสภาสูงได้ นี่คือการเพิ่มที่นั่งมากกว่า 100 จากก่อนเลือกตั้งที่มี 198 ที่นั่ง และถ้านับรวมพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรค Japan Innovation Party (JIP) ที่ได้ 36 ที่นั่ง กลุ่มรัฐบาลจะถือครองรวม 352 ที่นั่ง เป็นตัวเลขที่แข็งแรงพอจะกำหนดทิศทางการเมืองญี่ปุ่นไปได้อีกนาน
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์เกิดขึ้นท่ามกลางหิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ และถูกประกาศขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม 2025 ต่อจากชิเงรุ อิชิบะที่ลาออก ช่วงของอิชิบะเต็มไปด้วยแรงกดดันจากความพ่ายแพ้ทางการเมือง รวมถึงการที่ LDP เสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา ท่ามกลางประเด็นเงินการเมืองที่ไม่รายงาน และความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทาคาอิจิ นักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องท่าทีแข็งต่อประเด็นความมั่นคงและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ตัดสินใจเสี่ยงยุบสภาเพื่อใช้ช่วงกระแสนิยมช่วงต้นวาระให้เกิดประโยชน์
ประชาชนตอบรับชัดเจน ผลสำรวจหลังคูหาและตัวเลขรวมบ่งชี้ว่า LDP ทำคะแนนนำทั้งในเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อ โดยได้ 249 ที่นั่งจากเขต และ 67 ที่นั่งจากสัดส่วน พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรค Constitutional Democratic Party และกลุ่มที่เหลือจากอดีตพันธมิตรโคเมโตะ สูญเสียที่นั่งจำนวนมาก หลายการคาดการณ์ระบุว่าฝ่ายค้านรวมกันได้ไม่ถึง 120 ที่นั่ง ผลลัพธ์สะท้อนการสนับสนุนนโยบายของทาคาอิจิที่เน้นลดภาษีเพื่อกระตุ้นการเติบโต เพิ่มงบกลาโหมในช่วงความตึงเครียดกับจีนและเกาหลีเหนือ และคุมเข้มเรื่องผู้อพยพ
เดิมพันที่ออกดอกเต็มที่
การยุบสภาเร็วตั้งแต่เริ่มเป็นนายกฯ ถูกมองว่าเสี่ยงสูง เพราะ LDP เพิ่งเสียศรัทธาจากคดีเงินลับที่กระทบความไว้วางใจ และคนจำนวนไม่น้อยไม่อยากเห็นการเลือกตั้งที่มาเร็วอีกครั้ง แต่แคมเปญของทาคาอิจิที่สื่อบางส่วนเรียกกันว่า “Sanamania” โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เดินเรื่องด้วยภาพการเปลี่ยน “ความกังวลให้เป็นความหวัง” เธอชูมาตรการเศรษฐกิจที่แรงขึ้น ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่ายและการผ่อนกฎระเบียบบางส่วน พร้อมสื่อสารความเด็ดขาดด้านความมั่นคง
แม้หิมะหนักทำให้การเดินทางในภาคเหนือสะดุด และเกิดการยกเลิกเที่ยวบินกับรถไฟหลายเส้นทาง แต่คนยังออกมาใช้สิทธิไม่น้อย ผลที่ออกมาจึงถูกตีความว่าเป็น “ไฟเขียว” ให้รัฐบาลเดินหน้าปรับทิศทางประเทศ ภายใต้ความต่อเนื่องของการเมืองแบบ LDP ที่กลับมายืนเหนือเกมได้อีกครั้งหลังช่วงที่ดูเปราะบาง
ผลต่อทิศทางนโยบายและภูมิภาค
เมื่อครองเสียงระดับสองในสามในสภาล่าง ทาคาอิจิสามารถดันกฎหมายผ่านได้ แม้เจอแรงต้านในสภาสูงที่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่คุมเสียงได้ทั้งหมด ประเด็นที่ถูกจับตา ได้แก่ ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของ LDP การเพิ่มงบด้านทหาร และการปรับนโยบายเกี่ยวกับการย้ายถิ่นและการท่องเที่ยว
ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้ตลาดการเงินเริ่มขยับตามกระแสคาดการณ์เรื่องการลดภาษีและแผนใช้จ่ายของรัฐ จนเกิดคำถามเรื่องวินัยการคลัง ในด้านต่างประเทศ ผลเลือกตั้งช่วยเสริมอำนาจต่อรองของทาคาอิจิในการย้ำความร่วมมือพันธมิตรสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น และส่งสัญญาณท่าทีแข็งขึ้นต่อปักกิ่ง โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและข้อพิพาทดินแดน
ผู้นำฝ่ายค้านหลายคนยอมรับความพ่ายแพ้ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ บางฝ่ายพูดตรงกันว่าต้องทบทวนตัวเอง หลังไม่สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจเรื่องเงินเฟ้อและความเหลื่อมล้ำให้เป็นคะแนนได้ กลุ่มฝ่ายค้านดูแตกกระจัดกระจาย และยังไม่สามารถรวมพลังเป็นตัวเลือกเดียวที่ชัดเจน
เส้นทางต่อจากนี้ของทาคาอิจิ
ในคำปราศรัยฉลองชัยคืนวันอาทิตย์ ทาคาอิจิแสดงท่าทีเรียบง่ายแต่หนักแน่น เธอขอบคุณผู้สนับสนุน และย้ำว่าจะทำตามที่หาเสียงไว้ “นี่ไม่ใช่ชัยชนะของคนคนเดียวหรือพรรคเดียว แต่เป็นชัยชนะของประชาชนญี่ปุ่นที่เลือกความหวังแทนความชะงักงัน” เธอกล่าวที่สำนักงานใหญ่ LDP ท่ามกลางบรรยากาศฉลองที่มีดอกกุหลาบกระดาษสีแดงประดับบนป้ายชื่อผู้สมัคร
ทาคาอิจิคาดว่าจะได้รับการยืนยันเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในการประชุมไดเอ็ตสมัยพิเศษที่เริ่มวันที่ 18 กุมภาพันธ์ และยังไม่มีสัญญาณปรับคณะรัฐมนตรีในทันที ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าด้วยทีมเดิมเพื่อเร่งผลักดันวาระสำคัญ
สำหรับญี่ปุ่น การเลือกตั้งปี 2026 คือช่วงเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่งสัญญาณชัดว่าไม่ต้องการความสั่นคลอนแบบที่ผ่านมา และพร้อมให้โอกาสแนวทางอนุรักษนิยมที่มีกลิ่นชาตินิยมของทาคาอิจิจะนำประเทศไปทางไหนต่อจากนี้ยังต้องรอดู แต่ตอนนี้ “สตรีเหล็ก” แห่งการเมืองญี่ปุ่นได้จารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ผลเลือกตั้ง 2569: ภูมิใจไทยขึ้นนำ สภาชุดใหม่เปลี่ยนหน้าใหญ่
ข่าวการเมือง
ศาลฎีกาสั่งปลดผู้สมัครรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 49 คน ก่อนการเลือกตั้ง
กรุงเทพฯ – กกต.ระบุว่า ศาลฎีกามีคำสั่งให้ตัดชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต 18 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 31 คน ออกจากการเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้ กกต.ขอให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครให้รอบคอบ และเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนที่ถูกต้องก่อนเข้าคูหา
วันเสาร์ที่ผ่านมา นายภาสกร ศิริภักดิ์พยากรณ์ รองเลขาธิการ กกต. แถลงความพร้อมการจัดการเลือกตั้งและการลงประชามติ โดยวันอาทิตย์จะมีหน่วยเลือกตั้ง 99,538 หน่วย รองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 52 ล้านคน
กกต.แนะนำให้ผู้มีสิทธิตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและหมายเลขผู้สมัครล่วงหน้า รวมถึงนำบัตรประจำตัวที่ใช้ได้ไปด้วย เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรประจำตัวคนพิการ หรือเอกสารราชการอื่นที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ
นายภาสกรกล่าวว่า ศาลฎีกามีคำสั่งให้ตัดชื่อผู้สมัครแบบแบ่งเขต 18 คน จากหลายพรรค ผู้มีสิทธิไม่ควรทำเครื่องหมายลงคะแนนให้ผู้สมัครที่ถูกตัดชื่อ เพราะจะทำให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสียทันที กรณีลงคะแนนล่วงหน้าไปแล้วให้ผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ บัตรดังกล่าวก็จะถูกนับเป็นบัตรเสียเช่นกัน
ส่วนผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่ถูกตัดชื่อ 31 คน กกต.ชี้แจงว่า ไม่กระทบต่อการลงคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ เพราะกฎหมายให้แต่ละพรรคส่งรายชื่อได้ 1 บัญชี สูงสุด 100 คน การตัดชื่อเป็นรายบุคคลไม่ทำให้พรรคหมดสิทธิ และประชาชนยังเลือกพรรคที่ต้องการได้ตามปกติ
สำหรับผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่ถูกตัดชื่อ แบ่งเป็น พรรคกล้าธรรม 6 คน พรรคพลังประชารัฐ 3 คน พรรคขบวนการ 2 คน และพรรคเพื่อไทย 2 คน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคไทยสร้างไทย พรรคเพื่อบ้านเมือง และพรรคไทยก้าวใหม่ ถูกตัดชื่อพรรคละ 1 คน
ด้านผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อที่ถูกตัดชื่อ พรรคกล้าธรรมมากที่สุด 4 คน ส่วนพรรคอื่นส่วนใหญ่ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐ ถูกตัดชื่อพรรคละ 1 คน
กกต.ประสานงานกับสำนักงานจังหวัดให้ติดประกาศรายชื่อผู้สมัครที่ถูกตัดชื่อไว้ที่หน่วยเลือกตั้ง และจะขีดฆ่าชื่อบนบัตรเลือกตั้งเพื่อลดความสับสน
นายภาสกรย้ำด้วยว่า ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ จะไม่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์นี้ อย่างไรก็ตาม ยังสามารถไปใช้สิทธิลงประชามติได้
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าไม่สำเร็จ และไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ณ วันที่ 1 ก.พ. ยังสามารถไปเลือกตั้งในวันอาทิตย์นี้ได้ที่หน่วยเลือกตั้งตามทะเบียนบ้านของตนเอง
รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งแถลงว่า ศาลฎีกาได้มีคำสั่งตัดสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับเขตจำนวน 18 คน ได้แก่:
1. นายฉลองแสงรัตน์เมฆิน จังหวัดนครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 13 พรรคคลาธรรม
2. นางสาวชัยนันท์ จินดาเจีย จังหวัดราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคเพื่อไทย
3. นายรัชพงษ์ โสยสุวรรณ จังหวัดตาก เขตเลือกตั้งที่ 3 พรรคประชาชน
4. นายปศิษฐ์ คำชัย จังหวัดชัยภูมิ เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคคลาธรรม
5. นายชลสิทธิ์ แก้วยารัตน์ จังหวัดภูเก็ต เขตเลือกตั้งที่ 2 พรรคคลาธรรม
6. นางสาววรรณใหม่ สงศิลป์สาด จังหวัดระยอง เขตเลือกตั้งที่ 4 พรรคพลังประชารัฐ
7. นายกิตษณัฐ อินทร์พร้อม จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 พรรคเพื่อไทย
8. นายปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ ผู้สมัครเขตเลือกตั้งนครศรีธรรมราช 3 ครั้งที่ 9 พรรคพลวัฒน์
9. นายบุญเสริม… 10. นายหัทยานนท์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 4 ครั้งที่ 9 พรรคเพื่อบ้านเมือง
11. นายคงเกียรติ เกตุสมบัติ จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 7 ครั้งที่ 3 พรรคกล้าธรรม
12. นางสาวณัฐธัญญรดี ปรีณภาชัยสิริ จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 6 ครั้งที่ 12 พรรคไทยสังข์ไทย
13. นายหระมาน คลาเรียน จ.พังงา เขตเลือกตั้งที่ 1 ลำดับที่ 6 พรรคพลวัฒน์
14. นายสมชัย นันทภิรัช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 5 ลำดับที่ 3 พรรคคลาธรรม
15. นายกิตติภัทร แก้วสาย จังหวัดอุตรดิตถ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 เลขที่ 7 พรรคพลังประชารัฐ
16. นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 เลขที่ 7 พรรคไทยไม้ใหม่
16. นายชัชชัย ชันสุย จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 10 เลขที่ 6 พรรคประชาธิปัตย์
17. นายสิทธิ โสภาสิงห์ จังหวัดอำนาจเจริญ เขตเลือกตั้งที่ 2 เลขที่ 1 พรรคพลังประชารัฐ
18. นายชัยยุทธ เคิร์ดลัม จังหวัดสระบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 เลขที่ 6 พรรคคลาธรรม
ฉะนั้น ขอให้ประชาชนโปรดตรวจสอบรายชื่อข้างต้น เพราะหากท่านทำเครื่องหมายในช่องของผู้สมัครเหล่านี้ จะทำให้บัตรเสีย สำหรับผู้ที่ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร 18 คนที่ถูกถอดชื่อออกจากการลงคะแนนล่วงหน้าแล้ว บัตรลงคะแนนเหล่านั้นจะถือเป็นโมฆะเช่นกัน
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังมีคำสั่งให้ถอดชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อทั้ง 31 คน ดังนี้
1. นายสมโชค ชันทอง ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคพลังธรรมใหม่
2. นายสามัค สุนทรเวท 1. นายปรีชา ชัยวัฒน์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 59 พรรคไทยไม้ใหม่
2. นายโชคชัย ชันวิเศษ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 9 พรรคเพ็ญธรรม
3. นายสมพร ขวัญเนศวร ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 7 พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย
4. นางสาวชันยภัทร หมออิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 3 พรรคร่วมพลังประชาชน
5. นายเพียรศักดิ์ คุณากรประทีป ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 40 พรรคไทยไม้ใหม่
6. นายชัยยศ จิระมีธากร ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 29 พรรคประชาธิปัตย์ พรรค
7. นายเทวภัทร พรหมเอี่ยม ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ หมายเลข 20 พรรครักชาติ
8. สิบโทสมยศ นุริตานนท์ ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ หมายเลข 17 พรรคไทยครูเผือกประชาชน
10. นายธนาวิช พันแก้ว ผู้สมัคร ส.ส. (บัญชีรายชื่อ) หมายเลข 23 พรรคเมืองชลไทย
11. นายวิชัย แซ่เตีย ผู้สมัคร ส.ส. (บัญชีรายชื่อ) หมายเลข 4 พรรคไทยพรหม
12. นายไพบูลย์ ลิมรัตนมงคล ผู้สมัคร ส.ส. (บัญชีรายชื่อ) หมายเลข 32 พรรคใหม่
13. นายราพี ขาวทอง ผู้สมัคร ส.ส. (บัญชีรายชื่อ) หมายเลข 17 พรรคทุ่งลือใหม่
14. พลเอกเดชนิทิท ลวงงามคำ ผู้สมัคร ส.ส. (บัญชีรายชื่อ) หมายเลข 10 พรรคคลาธรรม
15. นายเลิศบุตร บุรณคุณพร ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ระบบบัญชีรายชื่อ) ลำดับที่ 98 พรรคคลาธรรม
16. นายพุทธชาติ ชูยราม ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ระบบบัญชีรายชื่อ) ลำดับที่ 10 พรรคพลังประชารัฐ
17. นายประชาวิน พักสวชินนท์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคไทยพรหม
18. นายวุฒิไกร ศรีจันชัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 49 พรรคเศรษฐกิจ
19. รักษาการร้อยโท ธนัณณุ วงศ์จินดา ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 31 พรรคคลาธรรม
20. นางสาวปัญจกรณ์ ตุลานนท์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38 พรรคร่วมไทยสังชาติ
21. ร้อยเอกพิเศรษฐ์ ปารินทร์ ชัยเสวกวี ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 53 พรรคเศรษฐกิจ
22. นายกชัย อภิโชครัตนกุล ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7 พรรคไทยธรรม
23. นาย… สมชาติ อ่อนประดิษฐ์ รายชื่อผู้สมัครหมายเลข 9 พรรคฟิวชั่น
24. นายวชิรชัย คงชัย รายชื่อผู้สมัครหมายเลข 22 พรรคพวงชลไทย
25. นายพร้อมพล ทินวงศ์ ผู้สมัครรายชื่อหมายเลข 26 พรรคพวงชลไทย
26. 26. นางสาววาเลน ชื่นโชคสันต์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข 64 พรรครวมไทยแสงชาติ
27. นายชยศักดิ์ พูลทรัพย์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข 20 พรรคไทยชนะ
28. นายโยธิน วรารัศมี ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข 70 พรรคกล้าธรรม
29. นายชัยนครินทร์ ศรีกุลโรจน์ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข 2 พรรคไทยร่วมไทย
30. นางสาววริศรา พังงา ผู้สมัครบัญชีรายชื่อหมายเลข 18 พรรครักชาติ
31. นายเศรษฐสิทธิ์ หนูวงศ์ศรี ผู้สมัครบัญชีรายชื่อพรรคที่ 3 ครูไทยเพื่อ พรรคประชาชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องสงสัยซื้อเสียงในอำเภอพาน
เชียงรายกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลัก
ข่าวการเมือง
การเลือกตั้งปี 2026: 10 เขตเลือกตั้งที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด
การเลือกตั้งปี 2026 – การเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 400 เขตทั่วประเทศในปี 2569 มีหลายพื้นที่ที่การแข่งขันน่าดูเป็นพิเศษ บางเขตเป็นศึก “บ้านใหญ่ชนบ้านใหญ่” คนดังลงชนกันตรงๆ บางเขตเป็น “ศึกสายเลือด” ใช้นามสกุลเดียวกันแย่งเก้าอี้กันเอง และอีกหลายจุดเป็นสนามวัดใจ สส.เดิมที่ย้ายพรรคแล้วหวังรักษาที่นั่งเดิม
ต่อไปนี้คือ 10 เขตที่ถูกพูดถึงมากในรอบนี้
ผู้สมัครดังแน่น, บ้านใหญ่ชนบ้านใหญ่
กรุงเทพฯ เขต 4 (คลองเตย, วัฒนา)
ศึกเขตนี้ยังร้อนต่อเนื่องจากปี 2566 ที่ ภัณฑิล น่วมเจิม (อดีตพรรคก้าวไกล, ปัจจุบันอยู่ฝั่งพรรคประชาชน) ชนะขาดจากแรงหนุนกระแสสีส้ม รอบนี้ต้องจับตาว่าฐานเสียงเดิมยังแน่นเหมือนเดิมหรือไม่
ฝั่งคู่แข่งก็มีชื่อที่คนคุ้นหูหลายคน เช่น เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ลูกชายของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ลงในนามพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ส่ง พงศกร ขวัญเมือง อดีตโฆษก กทม. และเป็นลูกชายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่มีฐานสนับสนุนในเมืองไม่น้อย
อีกชื่อที่ถูกจับตามองคือ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักร้องเรียนทางการเมืองที่เป็นที่รู้จัก ลงกับพรรคพลังประชารัฐ ขณะที่พรรคเพื่อไทยส่งคนรุ่นใหม่อย่าง บุณยกร ดำรงรัตน์ ลงมาสู้ในเขตนี้
สงขลา เขต 2 นครหาดใหญ่ (ต.หาดใหญ่, ต.คลองอู่ตะเภา)
หาดใหญ่เป็นพื้นที่ใหญ่และสำคัญของภาคใต้ แถมเพิ่งผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก ทำให้การเลือกตั้งรอบนี้ยิ่งถูกจับตาเป็นพิเศษ ผู้สมัครแต่ละพรรคก็เป็นคนดังทั้งนั้น
เจ้าของพื้นที่เดิมคือ ศาสตรา ศรีปาน อดีตรวมไทยสร้างชาติ รอบนี้ย้ายมาลงในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย โดยครั้งก่อนชนะผู้สมัครก้าวไกลแบบเฉือนกันหลักร้อยคะแนนเท่านั้น
ฝั่งพรรคประชาชนส่ง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.โรงพยาบาลสะบ้าย้อย และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งเป็นที่รู้จักจากบทบาทวิจารณ์การบริหารโควิด-19 และนโยบายกัญชา จนมีประเด็นด้านวินัยและการโยกย้าย ล่าสุดมีมติให้พ้นจากราชการ ซึ่งถ้าถูกให้ออกจากราชการจริงอาจกระทบคุณสมบัติการลงสมัคร
อีกคนที่แรงไม่แพ้กันคือ จูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ อดีตเน็ตไอดอลและครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมาก รอบก่อนลงในนามชาติพัฒนากล้าและได้คะแนนเป็นอันดับ 3 แบบไม่ห่างมาก รอบนี้กลับมาพร้อมตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ทำให้โอกาสพลิกเกมมีอยู่จริง
เชียงราย เขต 7 (อ.แม่ฟ้าหลวง, เวียงแก่น, ขุนตาล)
เขตนี้ก่อนหน้านี้เป็นพื้นที่ของ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน (เพื่อไทย) อดีตรองประธานสภาฯ ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งและตัดสิทธิ์การเมือง 10 ปีในช่วง ส.ค. 2568 จากกรณีโยกงบสภาลงพื้นที่ จากนั้นมีการเลือกตั้งใหม่และ สง่า พรมเมือง (เพื่อไทย) ชนะ สุทัศน์ ยาละ (พรรคประชาชน) แบบขาดลอย
เลือกตั้ง 2569 เพื่อไทยส่ง สง่า พรมเมือง ลงต่อเพื่อประคองพื้นที่ ส่วนภูมิใจไทยส่ง เสกสรรค์ เชื้อเมืองพาน น้องชายของพิเชษฐ์ ซึ่งมีฐานเดิมเหนียวแน่น ขณะเดียวกันยังมีตัวเต็งจากบ้านใหญ่ท้องถิ่นอย่าง สุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ อดีตประธานสภา อบจ. และรองนายก อบจ. ที่เป็นน้องชายของนายก อบจ.เชียงรายคนปัจจุบัน ทำให้เขตนี้น่าจะวัดกันหลักๆ ระหว่าง 3 ขั้วใหญ่
ศึกสายเลือด
ร้อยเอ็ด เขต 8 (อ.จตุรพักตรพิมาน, อ.ศรีสมเด็จ)
สนามนี้เป็นศึกในตระกูล “สินธุไพร” ระหว่างเจ้าของพื้นที่เดิม ชญาภา สินธุไพร ที่ยังอยู่กับเพื่อไทย เจอกับ ธนชัย สินธุไพร จากภูมิใจไทย ซึ่งเป็นลูกชายของ จุรีพร สินธุไพร และมีศักดิ์เป็นอาของชญาภา
ก่อนหน้านี้ธนชัยเคยแยกไปอยู่พลังประชารัฐในปี 2562 และลงกับไทยสร้างไทยในปี 2566 ก่อนย้ายมาสีน้ำเงินในรอบนี้ ภาพรวมยังประเมินว่า สส.เดิมมีฐานคะแนนชัด แต่เพราะเป็นเขตผสมหลายอำเภอ เกมยังเปิดกว้าง จึงเป็นเขตที่ต้องตามดูจนวินาทีสุดท้าย
นครนายก เขต 2 (อ.บ้านนา, อ.องครักษ์)
อีกสนามญาติชนญาติในตระกูล “กิตติธเนศวร” เมื่อ เกรียงไกร กิตติธเนศวร หลานชายที่ย้ายจากเพื่อไทยมาภูมิใจไทย ต้องสู้กับ วุฒิชัย กิตติธเนศวร ลุงแท้ๆ ที่ย้ายจากภูมิใจไทยไปอยู่พรรคกล้าธรรม
ฝั่งเกรียงไกรเป็นอดีต สส.ที่มีผลงานพื้นที่พอสมควร ส่วนวุฒิชัยเป็นนักการเมืองประสบการณ์สูง เคยเป็น สส.นครนายกมาหลายสมัยในหลายพรรค ทำให้เขต 2 รอบนี้ออกได้หลายหน้า และมีแนวโน้มสูสีมาก
บ้านใหญ่ขอทวงคืน
สมุทรปราการ เขต 1 (อ.เมือง)
ปี 2566 เขตนี้ พนิดา มงคลสวัสดิ์ (อดีตก้าวไกล) ชนะเลือกตั้ง รอบนี้ลงต่อในนามพรรคประชาชน แต่ต้องเจอแรงกดดันจากบ้านใหญ่เมืองปากน้ำ ตระกูล “อัศวเหม” ที่ส่ง อัครวัฒน์ อัศวเหม ลงชิง
รอบนี้ตระกูลอัศวเหมซึ่งก่อนหน้านี้หลายคนเคยอยู่ฝั่งพลังประชารัฐ หันมาร่วมงานกับเพื่อไทย และส่งผู้สมัครครบทั้ง 8 เขตของจังหวัด เป้าหมายชัดคือทวงเก้าอี้คืนจากพรรคประชาชนที่กวาดได้หมดในครั้งก่อน
ชลบุรี เขต 1 (อ.เมืองชลบุรี)
การเลือกตั้งปี 2566 วรท ศิริรักษ์ (อดีตก้าวไกล) ชนะคู่แข่งจากรวมไทยสร้างชาติแบบห่างกันไม่กี่พันคะแนน รอบนี้ลงอีกครั้งเพื่อรักษาที่นั่ง
จุดน่าสนใจคือครั้งก่อนคะแนนของกลุ่ม “บ้านใหม่” ฝั่งรวมไทยสร้างชาติ (นำโดย สุชาติ ชมกลิ่น) ไปตัดกับคะแนน “บ้านใหญ่” ตระกูลคุณปลื้มที่อยู่เพื่อไทยในตอนนั้น จนเปิดทางให้สีส้มแทรกชนะได้
แต่ในปี 2569 ทั้งกลุ่มของสุชาติและตระกูลคุณปลื้มขยับมาร่วมงานกับภูมิใจไทย และ สุชาติ ชมกลิ่น ลงเขตนี้ด้วยตัวเอง ทำให้มีโอกาสรวมคะแนนแล้วแซงกลับได้เหมือนกัน
คนเก่าย้ายพรรค, วัดใจฐานเดิม
ขอนแก่น เขต 9 (อ.แวงใหญ่, อ.แวงน้อย, อ.พล)
เดิมเป็นฐานของบ้านใหญ่ขอนแก่น ตระกูล “อรรณนพพร” ที่เคยอยู่เพื่อไทย โดย สส.เดิมคือ สรัสนันท์ อรรณนพพร ชนะขาดในครั้งก่อน แต่รอบนี้ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย กลายเป็นอีกหนึ่งเคสที่ถูกจับตาเรื่องการย้ายค่าย
เพื่อไทยส่ง ณัฐพล กลุ่มเหรียญทอง อดีต ส.อบจ. ลงแข่ง และมีการทำเวทีปราศรัยใหญ่ในพื้นที่อำเภอพล พร้อมแกนนำพรรคอย่าง สุทิน คลังแสง และ ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ ลงพื้นที่ช่วยเต็มที่ สะท้อนว่าเขตนี้วัดกันจริงจัง
ถ้าอิงผลปี 2566 เพื่อไทยได้อันดับ 1 ทิ้งห่างก้าวไกลหลายหมื่นคะแนน แต่รอบนี้เป็นการเทียบแรงระหว่างแบรนด์พรรคกับตัวผู้สมัครเดิม และถ้าคะแนนตัดกันเองมากเกินไป ก็เปิดช่องให้พรรคประชาชนที่ส่ง กมลชนก สุพรรณฝ่าย อาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีลุ้นเบียดขึ้นมาได้
กาญจนบุรี เขต 5 (อ.ทองผาภูมิ, อ.สังขละบุรี, อ.ศรีสวัสดิ์ (บางส่วน))
ปี 2566 ผู้ชนะคือ พนม โพธิ์แก้ว จากเพื่อไทย รอบนี้ลงป้องกันตำแหน่งสมัยที่ 2 ขณะที่ภูมิใจไทยส่ง ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.กาญจนบุรี เขต 4 ที่เคยอยู่เพื่อไทย และเคยมีภาพจำเรื่องการโหวตหนุนหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะได้ตำแหน่ง รมช.มหาดไทย รอบนี้โยกมาลงเขต 5 แทน
กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่เพื่อไทยทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งครั้งก่อน เกือบชนะทั้งจังหวัด เขตนี้เลยถูกมองว่าเป็นอีกสนามที่ต้องเกาะติด
อุบลราชธานี เขต 7 (อ.ศรีเมืองใหม่, อ.โขงเจียม, อ.สิรินธร (ยกเว้น ต.โนนก่อ), อ.พิบูลมังสาหาร (เฉพาะ ต.ระเว, ต.ทรายมูล))
ปี 2566 ผู้ชนะคือ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ ลูกสาวของ “กุ่ย” ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ที่เป็น สส.พื้นที่นี้มาหลายสมัย แต่บรรยากาศรอบ 2569 เปลี่ยนพอสมควร เพราะชูวิทย์ไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในบทบาทที่ปรึกษา ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ขณะที่สุดารัตน์ย้ายไปอยู่ภูมิใจไทย และลงอีกครั้งเพื่อรักษาที่นั่ง
ด้านเพื่อไทยส่ง เชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ลูกชายของ อดิศักดิ์ โภคกุลกานนท์ อดีต สส.อุบลราชธานีหลายสมัย ซึ่งอดิศักดิ์เคยย้ายไปพลังประชารัฐในปี 2562 ส่วนเชิดศักดิ์ในการเลือกตั้งปี 2566 เคยลงเขตนี้ในนามภูมิใจไทย ทำให้รอบนี้กลายเป็นภาพ “สลับค่าย” ของผู้สมัครสองฝั่งอย่างชัดเจน และทำให้เขตนี้ยิ่งน่าดูมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ต้องสงสัยซื้อเสียงในอำเภอพาน
-
ข่าวการเมือง7 days ago
กกต.เชียงรายลงหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 คลาดเคลื่อน 3 ราย ผู้สมัครร้องเรียน หวั่นคนสับสน
-
ข่าวระดับชาติ - National7 days ago
OBEC กำลังสอบสวนกรณีครูหญิงคนหนึ่งในเชียงใหม่ฆ่าตัวตายเนื่องจาก ‘ทำงานหนักเกินไป’
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ด่านชายแดนเชียงรายปะทะกับผู้ค้ายาเสพติด ยึดยาไอซ์ได้ 300 กิโลกรัม
-
ข่าวการเมือง7 days ago
ชัยธวัฒน์ลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดเชียงรายเพื่อสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน

