การเงิน
ราคาบิตคอยน์ดิ่งเหว! ร่วงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด หลุด $63,000 ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี
ราคาบิตคอยน์ร่วงแรง! ลงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด หลุด $63,000 ครั้งแรกในรอบกว่าปี ท่ามกลางสัญญาณ “คริปโตวินเทอร์” รอบใหม่
บิตคอยน์เจอแรงขายหนัก นักลงทุนสถาบันชะลอลง ภาพตลาดหมีเริ่มชัด
กรุงเทพฯ – 6 กุมภาพันธ์ 2569, ราคาบิตคอยน์ (บิตคอยน์) ที่เคยทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ $126,000 ในเดือนตุลาคม 2568 กำลังเผชิญช่วงปรับฐานรุนแรงในต้นปี 2569 ล่าสุดไหลลงมาแถว $61,000-$63,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นระดับต่ำสุดนับจากปลายปี 2567 และทำให้มูลค่าตลาดรวมของบิตคอยน์หายไปมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์จากจุดพีค สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งตลาดคริปโตทั่วโลก
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอย่าง CoinMarketCap และ CoinDesk ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา บิตคอยน์ปรับลงราว 15-17% ขณะที่ภาพรวมตลอดสัปดาห์ลดลงประมาณ 20-25% และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2569 การปรับลงอยู่ในช่วงเกือบ 28-50% (ขึ้นกับจุดอ้างอิง) กระแส “Crypto Winter” เลยถูกพูดถึงอีกครั้ง แม้สหรัฐฯ จะมีสัญญาณนโยบายที่เป็นมิตรกับคริปโตในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สองก็ตาม
ปัจจัยสำคัญที่กดราคาบิตคอยน์ลง
การร่วงรอบนี้ไม่ได้มาจากเรื่องเดียว แต่เป็นหลายแรงที่เกิดพร้อมกัน
อย่างแรกคือ แรงขายจากการเทรดที่ใช้มาร์จิ้นสูง และการถูกบังคับปิดสถานะ (Liquidations) ในตลาดฟิวเจอร์ส โดยมูลค่าการล้างพอร์ตฝั่ง Long ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาแตะระดับเกิน 1 พันล้านดอลลาร์ เมื่อราคาหลุดระดับสำคัญ ระบบก็ทยอยปิดสถานะอัตโนมัติ ทำให้แรงขายยิ่งซ้ำเติมและเกิดการไหลลงเป็นทอด ๆ
อย่างที่สองคือ เงินไหลออกจาก Spot Bitcoin ETF อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดชี้ว่ามีเงินไหลออกสุทธิระดับหลายร้อยล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่วัน แม้ BlackRock จะยังเป็นฝั่งซื้อสุทธิ แต่กองทุนอื่นกลับเจอแรงถอนทุนมากขึ้น ภาพรวมเลยสะท้อนว่าความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันเริ่มอ่อนแรงลง
อีกด้านหนึ่ง เงินถูกย้ายไปสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างทองคำและเงินสดมากขึ้น เพราะบรรยากาศเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง ทั้งความผันผวนของหุ้นเทคโนโลยี ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่อาจไม่ลดดอกเบี้ยเร็วตามที่ตลาดเคยหวัง และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังไม่จบ ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตถูกลดพอร์ต
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะแสดงท่าทีสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตแบบชัดเจน แต่ราคาบิตคอยน์ในหลายช่วงกลับต่ำกว่าระดับก่อนการเลือกตั้งปี 2567 ทำให้นักลงทุนบางส่วนผิดหวัง เพราะเคยคาดหวังแรงหนุนจากการผ่อนกฎและบรรยากาศเชิงบวก
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต และนักลงทุนไทย
การปรับลงของบิตคอยน์ลากทั้งตลาดไปด้วย เหรียญทางเลือก (Altcoins) หลายตัวลดลง 10-20% เช่น Ethereum ที่หลุดระดับสำคัญ และ Solana ที่ลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี มูลค่าตลาดคริปโตรวมก็หายไปมากกว่า 500 พันล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่กี่วัน
สำหรับนักลงทุนไทยที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Bitkub หรือ Binance รอบนี้กดดันชัด โดยเฉพาะคนที่เข้าซื้อช่วงปลายขาขึ้นปีที่แล้ว หรือถือสถานะที่ใช้มาร์จิ้น หลายพอร์ตเจอขาดทุนสะสม ขณะที่อีกส่วนยังเลือกถือยาว (HODL) เพราะเชื่อว่าระยะยาวบิตคอยน์มีโอกาสกลับมาได้ ตามประวัติศาสตร์ที่เคยผ่านรอบตลาดหมีหลายครั้ง
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ถ้าราคาหลุดแนวรับสำคัญแถว $60,000-$65,000 อาจเห็นการลงต่อไปถึง $50,000 ได้ แต่ถ้าตลาดกลับมายืนเหนือ $70,000 อีกครั้ง ก็มีโอกาสเด้งกลับแบบ technical rebound ในระยะสั้น
มองไปข้างหน้า, โอกาสหรือกับดัก?
แม้ภาพตอนนี้จะดูตึงมือ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองว่าเป็นจังหวะสะสมสำหรับคนที่ถือยาว เพราะบิตคอยน์มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ และการยอมรับจากสถาบันยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในภาพใหญ่
แต่ในระยะสั้น ความผันผวนยังสูง นักลงทุนควรระวังการใช้มาร์จิ้นมากเกินไป และติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุม Fed และความคืบหน้านโยบายคริปโตของสหรัฐฯ
ในช่วงที่หลายคนเรียกว่า “คริปโตวินเทอร์” รอบใหม่ บิตคอยน์กำลังทดสอบความเชื่อมั่นของตลาดอีกครั้ง ว่ารอบนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน หรือเป็นเพียงช่วงพักก่อนรอบถัดไปเริ่มขึ้นอีกครั้ง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สถานที่ใดในประเทศไทยที่จะร่วมฉลองตรุษจีนปี 2026 ได้ดีที่สุด
การเงิน
ทำไม Bitcoin Price ถึงร่วงในกุมภาพันธ์ 2026, อ่านปัจจัยให้ขาดก่อนตัดสินใจ
Bitcoin ขึ้นลงแรง เป็นเรื่องปกติของสินทรัพย์ที่ซื้อขาย 24 ชั่วโมง และขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังล้วนๆ แต่รอบที่ Bitcoin Price ร่วงหนัก มักไม่ได้เกิดจากเหตุผลเดียว มันเหมือนเรือที่เจอลมสวนหลายทิศพร้อมกัน ต่อให้ลำเรือแข็งแรง ก็ยังโคลงง่ายกว่าปกติ
ต้นกุมภาพันธ์ 2026 บรรยากาศตลาดเต็มไปด้วยความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐ เงินไหลออกจากกองทุนคริปโต และแรงขายจากรายใหญ่ พอคนจำนวนมากอยากลดความเสี่ยงในเวลาใกล้กัน ราคาเลยไหลลงเร็วกว่าเดิม
บทความนี้อธิบายแบบภาษาง่าย เพื่อช่วยแยกให้ออกว่า การร่วงรอบนี้เป็นแรงขายระยะสั้น ที่เกิดจากความกลัวและแรงบังคับขาย หรือกำลังเป็นสัญญาณว่าเทรนด์ใหญ่เปลี่ยนจริง
แรงกดดันหลักที่ทำให้ Bitcoin Price ร่วงในกุมภาพันธ์ 2026
ภาพรวมของรอบนี้ มี 3 แรงกดหลักที่ซ้อนกัน คือ กระแสเงินจากสถาบันที่ชะลอหรือไหลออก ความกลัวว่าอัตราดอกเบี้ยจะ “สูงนาน” และแรงขายที่เกิดจากการจัดพอร์ตของรายใหญ่ เมื่อปัจจัยพวกนี้เกิดพร้อมกัน ตลาดจะเหมือนทางลงเขาที่พื้นลื่น แค่มีแรงผลักเล็กๆ ก็เกิดการไถลต่อเนื่องได้
อีกจุดที่ทำให้ร่วงดู “น่ากลัว” คือ สภาพคล่องในบางช่วงบางตลาดบางแพลตฟอร์มบางลง พอแรงซื้อหายไป ช่วงที่มีข่าวลบ ราคามักลงเป็นชั้นๆ และการเด้งกลับก็ดูอ่อนแรง นี่เป็นเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่า รอบนี้ไม่ใช่การย่อธรรมดา แม้จริงๆ แล้วต้นเหตุยังผูกกับพฤติกรรมลดความเสี่ยงของคนในตลาดเป็นหลัก
เงินไหลออกจากกองทุนและ ETF ทำให้แรงซื้อหายไป
คำว่า “เงินไหลออก” ของกองทุนหรือ ETF แปลเป็นภาษาคน คือ นักลงทุนขายหน่วยลงทุนคืน ผู้จัดการกองทุนจึงต้องขายสินทรัพย์ตามสัดส่วน เพื่อให้เงินสดพอสำหรับการไถ่ถอน เมื่อการขายเกิดเป็นชุดๆ ความต้องการซื้อในตลาดสปอตก็ลดลง และแรงรับก็เบาลงทันตา
ข้อมูลช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 สะท้อนว่าแรงซื้อจากฝั่งสถาบันไม่ได้หนุนเหมือนช่วงก่อนหน้า และเมื่อมีแรงขายเข้ามา ราคาเลยลงง่ายขึ้น ข่าวที่เล่าภาพเรื่องกระแสเงินออกและผลต่อราคา สามารถดูเพิ่มได้จากบทวิเคราะห์ของ Whale Alert ในประเด็น ETF outflows และความกลัวในตลาด เช่น สรุปแรงกดจาก ETF outflows
สิ่งที่ควรจำคือ ETF ไม่ได้เป็น “ผู้ร้าย” แต่มันเป็นทางผ่านของเงินก้อนใหญ่ พอทางผ่านนี้กลับทิศ ตลาดจึงรับแรงกระแทกเต็มๆ โดยเฉพาะช่วงที่นักลงทุนอยากถือเงินสดมากขึ้น
ความกลัวเรื่องดอกเบี้ยและทิศทางเฟดกดสินทรัพย์เสี่ยง
คริปโตถูกจัดเป็นสินทรัพย์เสี่ยงในสายตาตลาดกระแสหลัก ดังนั้นเมื่อคนเริ่มเชื่อว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ระดับสูงนานกว่าที่คิด เงินมักไหลกลับไปหาสินทรัพย์ที่ “ดูปลอดภัยกว่า” หรืออย่างน้อยก็มีผลตอบแทนดอกเบี้ยรองรับ
ต้นกุมภาพันธ์ 2026 ตลาดคุยกันมากเรื่องท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ และความเป็นไปได้ของนโยบายที่เข้มงวดขึ้น ข่าวระดับมหภาคแบบนี้ไม่ได้ทำให้ Bitcoin ตกทันทีเสมอไป แต่จะค่อยๆ บีบความอยากเสี่ยง เมื่อแรงซื้อหาย พอมีข่าวลบเล็กน้อย ราคาเลยลงแรงกว่าที่ควรเป็น
ผลลัพธ์คือ Bitcoin Price ไม่ได้แพ้เพราะ “เรื่องคริปโต” อย่างเดียว แต่มันโดนกฎเหล็กของตลาดการเงิน คือช่วงที่คนกลัวดอกเบี้ยสูง สินทรัพย์เสี่ยงมักถูกขายก่อน
พฤติกรรมในตลาดที่ทำให้ราคาดิ่งเร็วกว่าเดิม
การร่วงที่ดูเหมือนหลุดมือ มักเกิดจากกลไกโดมิโน ไม่ใช่แค่คน “เปลี่ยนใจ” แต่เป็นการขายที่ถูกเร่งด้วยระบบ เช่น การตัดขาดทุนอัตโนมัติ การถูกบังคับปิดสถานะของสายฟิวเจอร์ส และการไล่ราคาจากความตื่นตระหนกบนโซเชียล
เมื่อแท่งราคาลงเร็ว ความเชื่อมั่นจะหายไปชั่วคราว แม้คนจำนวนหนึ่งยังเชื่อระยะยาว แต่คนกลุ่มนั้นมักไม่รีบซื้อทันที เพราะรอให้ความผันผวนสงบก่อน นี่ทำให้การเด้งกลับช้ากว่าเวลาขึ้น
วาฬและสถาบันขายทำกำไร พอแรงขายมากกว่าคนซื้อราคาก็ไหล
“วาฬ” คือผู้ถือรายใหญ่ หรือกลุ่มที่มีทุนมากพอจะทำให้สมุดคำสั่งซื้อบางลงได้ในช่วงสั้นๆ เมื่อรายใหญ่ทยอยขาย (หรือขายพร้อมกัน) ราคาอาจหล่นเป็นขั้น เพราะคำสั่งซื้อที่รอรับมีไม่พอรับแรงขายก้อนใหญ่
ที่เจ็บกว่าคือ ผลทางจิตวิทยา รายย่อยเห็นราคาหล่นเร็ว ก็เริ่มกลัวว่ามี “ข่าววงใน” ทั้งที่จริงๆ อาจเป็นแค่การปรับพอร์ตหรือทำกำไรตามแผน แล้วความกลัวนั้นเองที่ดันให้การขายลามต่อ
บางสำนักข่าวตีความเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าเป็น whale dump และเชื่อมกับแรงขายต่อเนื่องในตลาดช่วงต้นเดือน เช่น มุมมองข่าวเรื่อง whale dump ซึ่งอย่างน้อยช่วยให้เห็นภาพว่า ทำไมแรงขายจากรายใหญ่ถึงทำให้กราฟดูโหดกว่าปกติ
เลเวอเรจและการถูกบังคับปิดสถานะ ยิ่งทำให้ลงแรง
ฟิวเจอร์สและมาร์จิ้นทำให้คน “ยืมแรง” มาทำกำไรได้ แต่ข้างล่างของมันคือความเสี่ยงแบบทวีคูณ เมื่อราคาลงถึงจุดหนึ่ง ระบบจะบังคับปิดสถานะเพื่อหยุดการขาดทุน นั่นแปลว่าเกิด “การขายเพิ่มอัตโนมัติ” โดยไม่ต้องรอให้เจ้าของพอร์ตตัดสินใจ
พอการบังคับขายเกิดเป็นทอดๆ ราคาจะไหลเร็วขึ้น และความผันผวนก็พุ่งสูงขึ้น ข่าวตลาดช่วงนี้ที่พูดถึง heavy liquidations ช่วยยืนยันกลไกนี้ได้ดี เช่นรายงานจาก สรุปสถานการณ์การล้างเลเวอเรจ
ดูอย่างไรว่าเป็นการย่อตัวปกติ หรือกำลังเข้าโหมดขาลงจริง
การทำนายจุดต่ำสุดทำได้ยากมาก ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็ยังแพ้ “ข่าวใหม่” ได้เสมอ แต่สิ่งที่ทำได้จริงคือดูกรอบใหญ่ ว่าตลาดกำลังย่อแบบพักแรง หรือกำลังเปลี่ยนโหมดเป็นขาลงที่ยาวขึ้น
วิธีคิดที่ช่วยได้คือ แยกสัญญาณออกเป็น 3 กลุ่ม คือ โครงสร้างราคา (รับและต้าน), กระแสเงิน (เข้าออกกองทุนและตลาด), และอารมณ์ตลาด (กลัวหรือโลภเกินไป) ถ้า 3 อย่างนี้แย่พร้อมกัน ก็ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงของการลงต่อสูงขึ้น
สัญญาณที่คนส่วนใหญ่ใช้ดู เช่น แนวรับใหญ่ และค่าเฉลี่ยระยะยาว
แนวรับ คือโซนที่ในอดีตมีคนกลับมาซื้อเยอะ จึงมักมีแรงรับซ่อนอยู่ พอ Bitcoin Price หลุดแนวรับสำคัญ มันไม่ใช่แค่ “ตัวเลข” แต่เป็นสัญญาณว่าคนที่เคยมั่นใจ เริ่มยอมถอย
อีกตัวที่หลายคนใช้คือค่าเฉลี่ยระยะยาว เพื่อดูว่าราคาอยู่ “เหนือหรือใต้” เส้นที่สะท้อนต้นทุนเฉลี่ยของตลาดในภาพใหญ่ แน่นอนว่ามันไม่แม่น 100% แต่ช่วยลดการตัดสินใจตามอารมณ์รายวันได้
นักวิเคราะห์บางกลุ่มยังจับตาโซนราคาหลักหมื่นปลายถึงกลาง (หน่วยดอลลาร์) เป็นพื้นที่ที่ตลาดอาจชะลอแรงขาย แต่ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีใครควรฟันธงว่าโซนไหน “ต้องเด้ง” เพราะตลาดสามารถไหลทะลุได้ หากกระแสเงินยังไหลออก
เช็ก “อารมณ์ตลาด” และเงินไหลเข้าออก เพื่อไม่หลงกับข่าวรายวัน
ช่วงที่ตลาดกลัวมาก คนมักขายในจุดที่แย่ที่สุด เพราะอยากให้ความเครียดจบลงเร็วๆ การดูอารมณ์ตลาดจึงสำคัญพอๆ กับการดูกราฟ แม้บทสรุปข้อมูลล่าสุดจะไม่ได้ให้ตัวเลขดัชนีความกลัวและความโลภแบบชัดเจน แต่แนวคิดยังใช้ได้ คือเมื่อฟีดข่าวเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ต้องระวังการตัดสินใจแบบหุนหัน
ภาพที่ควรดูร่วมกันคือ เงินไหลเข้าออกกองทุน ปริมาณการซื้อขาย และข่าวเศรษฐกิจใหญ่ เช่นทิศทางดอกเบี้ย มากกว่าตามโพสต์สั้นๆ ที่ชอบสรุปว่า “พังแล้ว” หรือ “เดี๋ยวก็เด้ง” เพราะตลาดมักลงตอนคนมั่นใจเกิน และมักเด้งตอนคนหมดหวังสุดๆ
สิ่งที่คนถือ Bitcoin ควรทำเมื่อราคาแดง (ลดความเสี่ยงแบบคนทั่วไปทำได้)
เวลาตลาดแดง ความยากไม่ใช่การหาข้อมูล แต่คือการคุมตัวเองไม่ให้ตัดสินใจแบบแกว่งไปกับแท่งราคา คนทั่วไปลดความเสี่ยงได้ด้วยการมีแผนง่ายๆ และทำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องซับซ้อน
แนวทางเหล่านี้ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง แต่เป็นหลักจัดการความเสี่ยงที่ใช้ได้กับสินทรัพย์ผันผวนส่วนใหญ่
ตั้งแผนก่อนตัดสินใจ เช่น แบ่งเงินเป็นก้อน และกำหนดเวลาถือ
คนที่รับความผันผวนได้ มักแยกเงินเป็นก้อน และใช้ “เงินเย็น” เท่านั้น แล้วกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าถือเพื่ออะไร ระยะสั้นหรือระยะยาว ถ้าเป้าหมายไม่ชัด ทุกการย่อจะดูเหมือนวิกฤต
อีกวิธีที่ช่วยลดความเครียดคือ แบ่งซื้อเป็นงวด แทนการทุ่มครั้งเดียว วิธีนี้ไม่ได้ทำให้กำไรดีที่สุดเสมอไป แต่ทำให้ไม่ต้องพนันกับการจับจังหวะ ซึ่งเป็นเกมที่ยากแม้สำหรับมืออาชีพ
หลีกเลี่ยงการตัดสินใจตอนตื่นตระหนก และระวังข่าวลือ
ช่วงที่ราคาแกว่งแรง ข่าวลือจะวิ่งเร็วกว่าเหตุผล คนที่อยู่รอดมักทำสิ่งง่ายๆ ซ้ำๆ เช่น รอข้อมูลจากหลายแหล่ง ตรวจว่าข่าวนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือความเห็น และหลีกเลี่ยงกลุ่มที่ชวนซื้อขายตามอารมณ์
เช็กลิสต์สั้นๆ ที่ใช้ได้จริงคือ ตั้งขอบเขตการขาดทุนที่รับได้ ไม่เพิ่มเลเวอเรจเพื่อหวังเอาคืน และหยุดไถหน้าจอถ้ารู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะความเครียดคือศัตรูตัวจริงของการตัดสินใจ
สรุปภาพรวม, ทำไมร่วง และควรโฟกัสอะไรต่อ
การที่ Bitcoin Price ร่วงในกุมภาพันธ์ 2026 มาจากแรงกดที่ซ้อนกัน ทั้งเงินไหลออกจากกองทุนและ ETF, ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยสหรัฐ, แรงขายจากวาฬและสถาบัน รวมถึงเอฟเฟกต์จากเลเวอเรจที่ถูกบังคับปิดสถานะ ทำให้การลงดูแรงและเร็วขึ้น
เมื่ออารมณ์ตลาดอยู่ฝั่งกลัวมาก คนมักเผลอตัดสินใจผิดจังหวะได้ง่าย ทางออกที่เป็นรูปธรรมคือกลับไปโฟกัส “แผน” และการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่การพยายามทายจุดต่ำสุดให้เป๊ะ เพราะการอยู่รอดในช่วงผันผวน คือเงื่อนไขของโอกาสในรอบถัดไป และ วินัย มักมีค่ากว่าความมั่นใจเสมอ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ราคาบิตคอยน์ดิ่งเหว! ร่วงเกือบ 50% จากจุดสูงสุด หลุด $63,000 ครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี
การเงิน
ร้านทองในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการปิดตัวลงหลังจากราคาสูงเกิน 70,000 บาท
สมาคมค้าทองคำของไทยออกมาเตือนแบบตรงไปตรงมา ราคาทองที่พุ่งเกิน 70,000 บาท ต่อบาททองคำ อาจทำให้ร้านทองหลายสิบร้านต้องปิดตัวในปี 2026 เพราะกำลังซื้อทองรูปพรรณหายไปอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่กดดันคนทั่วไป ประธานสมาคมฯ จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ระบุว่า ราคาทองในประเทศที่ขึ้นต่อเนื่องและแตะระดับนี้บ่อยขึ้น ทำให้ทองจากของคู่สังคมไทยกลายเป็นของแพงที่เอื้อมยาก ร้านทองดั้งเดิมและงานในสายอาชีพนี้จึงเสี่ยงกระทบเป็นวงกว้าง
ราคาทองทำสถิติสูง กดตลาดในประเทศหนัก
ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดทองไทยผันผวนแรง ราคาขายทองคำแท่งและทองรูปพรรณขยับขึ้นลงบ่อย และแตะเกิน 70,000 บาท ต่อบาททองคำเป็นระยะ (ทองคำแท่ง 1 บาทหนักราว 15.244 กรัม ส่วนทองรูปพรรณจะน้อยกว่าเล็กน้อย) ประกาศราคาจากสมาคมค้าทองคำสะท้อนความผันผวนชัด บางรอบปรับลง 500 บาท บางรอบดีดขึ้นเกิน 1,000 บาทในวันเดียว เพราะราคาผูกกับตลาดโลกใกล้มาก ช่วงปลายเดือนมกราคม 2026 ราคาแกว่งอยู่แถวระดับนี้หรือสูงกว่า และทองรูปพรรณมักแพงกว่าเพราะมีค่าแรงและค่าฝีมือ
แรงขึ้นครั้งนี้ต่อเนื่องมาหลายปี กลางปี 2025 ราคาเคยไต่ใกล้ 60,000 บาท ต่อบาททองคำ และตอนนั้นก็มีการประเมินกันว่า ระดับ 70,000 บาท อาจเกิดขึ้นได้ในต้นปี 2026 เมื่อราคาขึ้นเร็วแบบนี้ สิ่งที่เห็นชัดคือยอดขายหน้าร้าน โดยเฉพาะทองรูปพรรณที่คนไทยซื้อใส่ในงานแต่ง งานบุญ เทศกาล หรือให้เป็นของขวัญ ลดลงแรง มีรายงานบางช่วงยอดขายหายไปมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ
ร้านทองแบบดั้งเดิมที่เป็นกิจการครอบครัว ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และต่างจังหวัด ต้องเจอแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือคนซื้อน้อยลง และกำไรหน้าร้านตึงขึ้น เพราะลูกค้าหันไปมองทองเป็นการลงทุนมากกว่าของใช้ใส่ได้ พอสัดส่วนทองรูปพรรณลดลง ช่างทองและร้านขายปลีกที่พึ่งพางานชิ้นงานจึงกระทบหนัก
สัญญาณที่สมาคมฯ ส่งออกมาชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาแพง” แต่เป็นโครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนไป นักลงทุนหรือคนเก็งกำไรอาจได้ประโยชน์จากราคา แต่ฝั่งทองรูปพรรณที่เลี้ยงคนจำนวนมากกลับหดตัว มีร้านที่ปิดไปแล้วในปี 2025 และปี 2026 อาจเห็นการปิดเพิ่ม ถ้ากำลังซื้อไม่กลับมา หรือราคายังแกว่งแรงแบบนี้
ปัจจัยที่ดันราคาทองโลก และส่งผลถึงไทย
ราคาทองในไทยขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งทำสถิติใหม่หลายครั้ง ทองเคยขยับเกิน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในปี 2025 และแรงซื้อยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 สาเหตุหลักมาจากหลายเรื่องที่โยงกัน
เรื่องแรกคือ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ความตึงเครียดทางการค้า รวมถึงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนและสถาบันหันหาที่พักเงินที่คนเชื่อว่าปลอดภัยกว่า ทองจึงถูกซื้อเพิ่มในช่วงที่ความเสี่ยงสูง
เรื่องถัดมาคือทิศทางดอกเบี้ย โดยเฉพาะความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจลดดอกเบี้ย ทำให้ดอลลาร์อ่อนลง เมื่อผลตอบแทนจริงลดลง สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยอย่างทองก็ดูน่าสนใจกว่าเงินฝากหรือพันธบัตร และดอลลาร์ที่อ่อนลงยังช่วยให้แรงซื้อจากประเทศต่างๆ เดินหน้าต่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงในไทยด้วย
อีกแรงสำคัญที่เห็นต่อเนื่องคือ ธนาคารกลางหลายประเทศเร่งซื้อทอง ในระดับสูงมาก หลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ต้องการกระจายความเสี่ยงจากทุนสำรองที่อิงดอลลาร์มากเกินไป การซื้อจากภาครัฐมักเป็นการซื้อเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ได้อ่อนไหวกับราคาเท่าฝั่งนักลงทุนทั่วไป จึงกลายเป็นแรงพยุงราคาในระยะยาว รายงานในช่วงหลังยังระบุภาพรวมว่ามีการเพิ่มทองคำหลายร้อยตันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะ และแนวโน้มลดการพึ่งพาดอลลาร์
นอกจากนั้น แรงซื้อผ่านกองทุน ETF ทองคำ รวมถึงการซื้อทองแท่งและเหรียญทองก็เพิ่มขึ้นในบางช่วง เมื่อความต้องการมากขึ้น แต่ปริมาณทองจากเหมืองเพิ่มได้ไม่ทัน ภาพรวมจึงออกมาเป็นตลาดที่ตึงตัว และราคาขยับขึ้นต่อ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทย
สำหรับไทย ราคาแพงไม่ได้กระทบแค่พอร์ตการลงทุน แต่ไปถึงพฤติกรรมของคนทั่วไปด้วย ค่าเงินบาทที่แกว่งตามเงินทุนและการไหลเข้าออกของทอง ทำให้ภาครัฐต้องจับตา และมีมาตรการบางอย่างกับการเก็งกำไรออนไลน์ เพื่อไม่ให้กระทบค่าเงินมากเกินไป
ในชีวิตประจำวัน คนจำนวนมากรู้สึกว่าทองรูปพรรณเริ่มไกลตัว การซื้อใส่ตามประเพณี หรือซื้อเป็นของขวัญทำได้ยากขึ้น เมื่อยอดซื้อหาย ช่างทอง ร้านทอง และแรงงานที่เกี่ยวกับงานฝีมือก็โดนเต็มๆ บางร้านพยายามปรับตัว หันไปเน้นซื้อขายทองคำแท่ง หรือเพิ่มช่องทางออนไลน์ แต่ร้านเก่าหลายแห่งยังต้องสู้กับต้นทุนและกำลังซื้อที่หดตัว
แนวโน้มปี 2026 และหลังจากนั้น
นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่า ราคาทองมีแรงหนุนต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ราคาเฉลี่ยอาจอยู่ในช่วง 4,700-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่าในช่วงหลังของปี ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง ราคาทองในไทยก็มีโอกาสยืนระดับสูงต่อไป แรงซื้อจากธนาคารกลาง และความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศยังเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่ตลาดก็ยังมีโอกาสพักฐานหรือย่อตัวได้ หากแรงซื้อเริ่มอิ่ม หรือมีแรงขายทำกำไร
สำหรับธุรกิจค้าทองไทย การปรับตัวกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ คำเตือนของสมาคมฯ สะท้อนว่าตลาดที่เคยพึ่งทองรูปพรรณกำลังเปราะบางขึ้น ทองยังเป็นสินทรัพย์ที่คนใช้กันความเสี่ยงได้ แต่ราคาที่พุ่งสูงก็แลกมาด้วยแรงกดดันต่อร้านทองดั้งเดิม และวิถีการซื้อขายที่ผูกกับวัฒนธรรมไทยมายาวนาน
ชาวบ้านภาคเหนือของไทยเรียกร้องให้เร่งดำเนินการควบคุมฝุ่นละออง PM2.5 และหมอกควัน
การเงิน
หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทยเตือนถึง “การระบาดของโรคหัด”
เชียงราย – หน่วยงานสาธารณสุขของประเทศไทยได้ออกคำเตือนอีกครั้งสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศ ท่ามกลางการระบาดของโรคหัดที่ยังคงเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเรียกร้องให้ฉีดวัคซีนโดยทันทีเพื่อควบคุมไวรัสที่ติดต่อได้ง่ายนี้ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2026
วันนี้ (5 มกราคม 2569) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค อัปเดตสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทยว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2568 แนวโน้มผู้ป่วยยืนยันมีจำนวนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยอ้างอิงข้อมูลจากกองระบาดวิทยา ที่ติดตามผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือผู้สงสัยโรคหัดและหัดเยอรมัน ผ่านโปรแกรมโรคกำจัด กวาดล้าง
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 30 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัดและหัดเยอรมันรวม 2,126 ราย ในจำนวนนี้พบผู้ป่วยยืนยันจากผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 486 ราย และผู้ป่วยที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับโรคหัด 79 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.86 ต่อประชากรแสนคน ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต
สำหรับปี 2568 ภาพรวมผู้ป่วยโรคหัดลดลง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 63) พบในหลายจังหวัดนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ระบาดหลักในปี 2567 อีกทั้งมีรายงานผู้ป่วยในจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยในปี 2567 มาก่อน ได้แก่ กระบี่, ชัยภูมิ, เชียงราย, ตราด, ตาก, บึงกาฬ, พระนครศรีอยุธยา, พังงา, เพชรบุรี, มหาสารคาม, ยโสธร, ศรีสะเกษ, สระแก้ว, สุรินทร์, หนองบัวลำภู และอ่างทอง
นพ.มณเฑียร กล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ กำลังจับตาการระบาดของโรคหัดในวงกว้าง หลังพบผู้ติดเชื้อที่สนามบินหลัก 2 แห่งช่วงเทศกาลปีใหม่ ไวรัสหัดแพร่ทางอากาศได้ง่าย และคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานราว 2 ชั่วโมง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ รายงานผู้ป่วยสะสมมากกว่า 2,000 ราย ซึ่งเชื่อมโยงกับการฉีดวัคซีนที่ลดลง
ขอให้ประชาชนตระหนักแต่ไม่ตื่นตระหนก โรคหัดป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งคนส่วนใหญ่เคยได้รับแล้ว ควรดูแลสุขอนามัยให้ดี และถ้ามีไข้สูงร่วมกับผื่น หลังเดินทางกลับจากพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ควรรีบปรึกษาแพทย์
รู้จักโรคหัด อาการเป็นอย่างไร
โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ หลังได้รับเชื้อประมาณ 10-14 วันจึงเริ่มมีอาการ ช่วง 3-4 วันแรกมักคล้ายไข้หวัด แต่จะรุนแรงกว่า ก่อนผื่นขึ้นประมาณ 1-2 วัน อาจพบจุดสีขาวเล็ก ๆ มีขอบแดงบริเวณกระพุ้งแก้มด้านใน ตรงข้ามฟันกราม
หลังเริ่มมีไข้ราว 3-4 วัน ผื่นมักเริ่มขึ้นบริเวณหลังหูและแนวไรผม แล้วลามไปที่ใบหน้าและลำคอ จากนั้นกระจายลงลำตัว แขน และขา โรคหัดอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้มีภูมิต้านทานต่ำ หากมีอาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก ปวดหู มีน้ำหนองไหลจากหู ชัก ซึมลงมาก หรือท้องเสียรุนแรง ควรไปพบแพทย์ทันที
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เสริมว่า โรคหัดยังเป็นโรคประจำถิ่นที่พบต่อเนื่องในไทย และขณะนี้ยังไม่มีการประกาศห้ามเดินทาง โดยคำแนะนำการป้องกันโรคหัดสำหรับประชาชน มีดังนี้
- สร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน
ขอความร่วมมือผู้ปกครองพาบุตรหลานรับวัคซีนให้ครบตามกำหนด ผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วมักมีภูมิคุ้มกันยาวนานหลายสิบปี วัคซีนหัดมีประสิทธิภาพสูง และอยู่ในแผนวัคซีนพื้นฐานของไทย หากฉีดครบก็สบายใจได้ - ดูแลสุขอนามัย
สวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด และล้างมือบ่อย ๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัดและโรคทางเดินหายใจอื่น ๆ - เฝ้าระวังอาการหลังเดินทาง
หากเพิ่งกลับจากต่างประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาด ให้สังเกตตัวเอง หากมีไข้สูง ไอ ตาแดง และมีผื่นขึ้น ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง - แยกตัวเมื่อป่วย ลดการแพร่เชื้อ
ผู้ป่วยโรคหัดควรแยกจากผู้อื่นอย่างน้อย 4 วันหลังผื่นขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่ม ติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
กรุงเทพฯ โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และโรคแพนิค ครองแชมป์ปัญหาสุขภาพจิตในที่ทำงาน
-
ข่าวการเมือง2 days ago
กกต.เชียงรายลงหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.เขต 5 คลาดเคลื่อน 3 ราย ผู้สมัครร้องเรียน หวั่นคนสับสน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime3 days ago
ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท
-
ข่าวระดับชาติ - National4 days ago
เกิดเรื่องเศร้า!! พบศพเด็กหญิงวัย 6 ขวบที่หายตัวไปจมน้ำเสียชีวิตในแม่น้ำปิง
-
ข่าวการเมือง5 days ago
ปิตา กำลังหาเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน ในขณะที่ชาดาและสะบิดา กำลังตระเวนหาเสียงในพื้นที่บางกระทูมและบางระกำ เพื่อสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย



