ข่าวระดับชาติ - National
น่าเศร้าใจ! ช้างพร่องเพศผู้ชื่อ “สิดอร์ ฮู พัพ” เสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้ายไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย
ขอนแก่น – วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ความสูญเสียครั้งใหม่เกิดขึ้นในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย เมื่อช้างป่าเพศผู้ชื่อ “ สีดอหูพับ ” อายุราว 15-20 ปี ซึ่งมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย…
ขอนแก่น – วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ความสูญเสียครั้งใหม่เกิดขึ้นในแวดวงอนุรักษ์สัตว์ป่าไทย เมื่อช้างป่าเพศผู้ชื่อ “สีดอหูพับ” อายุราว 15-20 ปี ซึ่งมีถิ่นอาศัยเดิมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ล้มตายกะทันหันระหว่างปฏิบัติการเคลื่อนย้ายกลับไปยังพื้นที่โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง เหตุเกิดช่วงคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ข่าวนี้ทำให้เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (กรมอุทยานฯ) รวมถึงประชาชนที่ติดตามเรื่องราวของ “สีดอหูพับ” ผ่านโซเชียลมีเดียมานาน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ช้างตัวนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ช้างหูพับ” จากพฤติกรรมออกจากป่ามาหากินในพื้นที่เกษตร อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2566 จนสร้างความเดือดร้อนให้ชุมชน และในปี 2568 เคยเกิดเหตุทำร้ายประชาชนเสียชีวิต 2 ราย ก่อนมีคำสั่งจากศาลปกครองขอนแก่นให้กรมอุทยานฯ ดำเนินการเคลื่อนย้าย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เจ้าหน้าที่มากกว่า 200 นาย จากหลายหน่วยงานร่วมกัน หลังยิงยาซึมและย้ายขึ้นรถบรรทุกได้สำเร็จ แต่หลังออกเดินทางไปได้ราว 15 นาที ช้างเกิดอาการชักและล้มลง ทีมงานเร่งช่วยเหลือฉุกเฉินเต็มที่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ผลชันสูตรเบื้องต้นคาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการสำลักอาหาร (aspiration of food) ขณะเดียวกันกรมอุทยานฯ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียด และแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียในครั้งนี้
ปมใหญ่ที่ซ่อนอยู่ คือ ป่าถูกเบียดจากเกษตรและการทำไม้
การจากไปของ “สีดอหูพับ” สะท้อนภาพปัญหาคนกับช้างที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องถิ่นอาศัยตามธรรมชาติที่ลดลง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชันในจังหวัดเลย และเป็นแหล่งสำคัญของช้างป่า แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ รอบผืนป่า ทำให้อาหารและแหล่งน้ำในป่าเดิมไม่พอ ช้างจำนวนหนึ่งจึงต้องออกมาหากินนอกเขตอนุรักษ์
อีกด้านหนึ่ง การตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ และการรุกล้ำที่ดินป่าอนุรักษ์ ก็ยิ่งเร่งให้ช้างต้องขยับพื้นที่อยู่ เมื่อช้างจากป่าทึบอย่างภูหลวงออกมาเจอพื้นที่เกษตร ความเสียหายต่อพืชผลย่อมเกิดขึ้นง่าย ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับช้างจึงรุนแรงขึ้นแทบทุกปี และช้างหลายตัวถูกมองเป็น “ช้างปัญหา” ในสายตาคนพื้นที่
ช้างป่าไทยเพิ่มต่อเนื่อง แต่พื้นที่รองรับไม่ทัน
ข้อมูลล่าสุดของกรมอุทยานฯ ระบุว่าในช่วงปี 2567-2568 ภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยมีช้างป่าตามธรรมชาติราว 4,013-4,422 ตัว (บางการประเมินอยู่ที่ 4,220-4,629 ตัว) เพิ่มจากช่วงปี 2546 ที่ราว 3,000-3,500 ตัว และปี 2562 ที่ราว 3,126-3,341 ตัว อัตราเพิ่มเฉลี่ยราว 7-8% ต่อปี โดยบางกลุ่มป่า เช่น กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว มีจำนวนช้างมากจนเริ่มเกินศักยภาพของพื้นที่
ช้างป่ากระจายตัวอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 91 แห่ง ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และวนอุทยาน แต่โจทย์สำคัญคือพื้นที่ป่าหดลงจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ ขณะที่จำนวนช้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดความหนาแน่นในป่า ส่งผลให้ช้างออกนอกพื้นที่บ่อยขึ้น และสร้างความเสียหายทั้งต่อพืชผล รวมถึงความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการเสียชีวิตของคน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและโครงการฟื้นฟู คือทางออกที่ยังต้องเดินต่อ
ไทยมีพื้นที่สำคัญสำหรับช้างป่าหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง (บางเอกสารระบุชื่อเดิมว่า ภูค้อ-ภูกระแต) ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยหลักของช้างในภาคอีสานตอนบน ขณะเดียวกัน โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็เป็นความพยายามเพิ่มอาหารและพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ช้างอยู่ในป่า ลดการออกมาพบชุมชน
พื้นที่อื่น ๆ อย่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ แก่งกระจาน และอีกหลายแห่ง ก็เป็นบ้านของช้างป่าเช่นกัน แต่การจัดการต้องทำหลายทางพร้อมกัน ทั้งการเฝ้าระวัง การผลักดันช้างกลับป่า และการทำแนวป้องกัน เช่น รั้วไฟฟ้า แนวไผ่หนาม หรือรั้วรังผึ้ง เพื่อช่วยลดการปะทะระหว่างคนกับช้าง
รัฐเดินหน้า 6 มาตรการดูแลช้างป่าและลดความเสี่ยง
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานฯ วางแนวทางแก้ปัญหาช้างป่าตามมติคณะกรรมการอนุรักษ์และจัดการช้างเมื่อปี 2566 และมีการปรับต่อเนื่อง โดยมี 6 มาตรการหลัก ได้แก่
- จัดการป่าอนุรักษ์ให้มีแหล่งอาหารและถิ่นอาศัยที่เหมาะสม
- ทำแนวป้องกัน ลดการบุกรุกพื้นที่เกษตร
- ตั้งชุดเฝ้าระวังและผลักดันช้างกลับป่า
- ช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ (ปรับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตเป็น 500,000 บาท)
- ควบคุมประชากรอย่างเหมาะสม (เช่น ใช้วัคซีนคุมกำเนิด ไม่ใช่การทำหมัน)
- พัฒนาพื้นที่รองรับ พร้อมสร้างความเข้าใจร่วมกับชุมชน
รมว.ทส. เฉลิมชัย ศรีอ่อน ระบุว่าเป้าหมายคือ “ให้คนอยู่ร่วมกับช้างได้โดยไม่เสียหาย” พร้อมเดินหน้าเยียวยา และเข้มงวดเรื่องการบุกรุกพื้นที่ป่า
บทเรียนจากการสูญเสียที่ไม่ควรถูกมองข้าม
การตายของ “สีดอหูพับ” ทำให้หลายคนเห็นชัดว่า งานอนุรักษ์ช้างป่าต้องทำแบบร่วมมือทุกฝ่าย และต้องทำอย่างจริงจัง หากยังปล่อยให้ป่าถูกบุกรุกต่อไป ขณะจำนวนช้างเพิ่มเกินกำลังพื้นที่ ความขัดแย้งจะยิ่งสูงขึ้น ช้างป่าจะถูกมองเป็นภัยมากกว่าเป็นสัตว์ป่าที่ต้องดูแล และสุดท้ายอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากกว่าเดิม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เรื่องน่าเศร้า! ช้างป่าโจมตีและฆ่านักท่องเที่ยววัย 69 ปี ที่แคมป์ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ข่าวระดับชาติ - National
ข้อตกลงน้ำระหว่างไทยและเมียนมาร์จุดชนวนความไม่พอใจเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านมลพิษที่ซ่อนเร้น
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย – เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิชาการและกลุ่มภาคประชาชนได้ออกมาวิจารณ์ข้อตกลง หรือ TOR ด้านการจัดการคุณภาพน้ำระหว่างภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและเมียนมาอย่างหนัก พวกเขาระบุอย่างชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในหลายด้าน นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขบางประการที่อาจละเมิดรัฐธรรมนูญของไทยอีกด้วย
ข้อตกลงนี้ถูกลงนามในช่วงที่ผู้นำเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ ได้ตรวจสอบรายละเอียดของ TOR อย่างถี่ถ้วน เขาเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยยอมทำตามการแก้ไขของเมียนมาถึง 7 จุดสำคัญด้วยกัน
ประเด็นสำคัญ
- ไทยยอมถอยหลายประเด็นสำคัญ: ไทยยอมตัดความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ และยกเลิกการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษร่วมกัน ทำให้ขาดกลไกการป้องกันมลพิษข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพ
- ความเสียเปรียบด้านการทำงาน: คณะทำงานของเมียนมาครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า ขณะที่ไทยละเลยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างจังหวัดระนอง
- ส่อปิดบังข้อมูลของประชาชน: ไทยเป็นผู้เสนอเงื่อนไขให้รักษาความลับของข้อมูล ซึ่งนักวิชาการมองว่าขัดต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญไทยกำหนดไว้
จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่า ประเทศไทยยอมให้ตัดการร่วมมือ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันออกไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ยังยกเลิกการหาแหล่งที่มาของมลพิษ การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญในการป้องกันปัญหาทางน้ำ
ในด้านการกำหนดนโยบาย ไทยยอมตัดความช่วยเหลือจากองค์กรระดับนานาชาติ เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และหน่วยงานของอาเซียนออกไป นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการสนับสนุนเงินทุน การช่วยเหลือทางเทคนิค และกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศออกทั้งหมด ข้อตกลงนี้ยังถูกระบุให้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใดๆ อีกด้วย
ข้อเสนอของไทยที่สร้างความเสียเปรียบเอง
สิ่งที่ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังคือ ข้อเสนอของฝ่ายไทยจำนวน 3 จุด กลับทำให้ประเทศของเราเสียเปรียบมากขึ้น จุดแรกคือการกำหนดคณะทำงานร่วม ฝ่ายไทยมีตัวแทนเพียง 7 หน่วยงานเท่านั้น ซึ่งนำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และหน่วยงานระดับจังหวัดในภาคเหนือ
ขณะที่เมียนมามีคณะทำงานถึง 9 หน่วยงาน ซึ่งครอบคลุมมิติที่หลากหลายกว่า ทั้งด้านป่าไม้ การขนส่ง และเหมืองแร่ นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้รวมหน่วยงานจากจังหวัดระนองเข้าไปในคณะทำงาน ทั้งที่แม่น้ำกระบุรีในระนองกำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อน จากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง
ดร.สืบสกุล ตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานระดับจังหวัดมักอ้างเสมอว่าแม่น้ำไม่มีปัญหาและพืชผลยังปลอดภัย พวกเขามักระบุว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินตามธรรมชาติ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ สิ่งนี้ทำให้รัฐละเลยการแก้ปัญหาการสะสมของโลหะหนักในระยะยาว
ปัญหาหน่วยงานท้องถิ่นและการปิดบังข้อมูล
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการรักษาความลับ ประเทศไทยเป็นผู้เสนอเองว่าข้อมูลทุกอย่างต้องถูกเก็บเป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือเอกสารสำคัญต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็นการปิดบังข้อมูลประชาชน
จุดสุดท้ายคือเรื่องการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ฝ่ายไทยเสนอว่าเอกสารข่าว แถลงการณ์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและเห็นชอบจากทั้งสองฝ่ายก่อนเสมอ สิ่งนี้ยิ่งทำให้การทำงานตรวจสอบโปร่งใสเป็นไปได้ยากมาก ดร.สืบสกุลกล่าวอย่างสิ้นหวังว่า เขาไม่มีความเชื่อมั่นใน TOR ฉบับนี้เลย
การจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนั้น ต้องการความร่วมมือที่โปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หากปราศจากความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับกรรมต่อไป คุณสามารถอ่านรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากต้นฉบับที่ MGR Online
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พบศพชายปริศนาเปลือยกาย ลอยติดประตูระบายน้ำเขื่อนเชียงราย
ระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงขึ้นถึงระดับวิกฤต! เขตสามเหลี่ยมทองคำอยู่ในภาวะเฝ้าระวังทันที
ข่าวระดับชาติ - National
จากมหาสารคามสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ: เรื่องราวของทหารหญิงไทย ผู้สนับสนุนภารกิจฝูงบินขับไล่ F-35C
เลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย – ทหารเรือหญิงชาวไทยคนหนึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองในกองทัพเรือสหรัฐฯ ด้วยการมีส่วนร่วมในปฏิบัติการสนับสนุนฝูงบินขับไล่สมรรถนะสูงระดับโลก ทหารเรือหญิงผู้นี้คือ พลทหารหญิง กอร์รานิส ออนริต ซึ่งเติบโตในจังหวัดมหาสารคาม และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ในฝูงบินขับไล่โจมตี (VFA) 122 ณ ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินเลมัวร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเด็นสำคัญ
- จุดเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย: พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ เติบโตและจบการศึกษาจากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนจะก้าวข้ามขีดจำกัดเปลี่ยนสายงานจากสถาปนิกสู่อาชีพทหารเรือสหรัฐฯ
- บทบาทสำคัญในกองทัพ: เธอทำหน้าที่ดูแลระบบส่งกำลังบำรุงให้ฝูงบิน VFA 122 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35C Lightning II และ F/A-18E/F Super Hornet
- รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ: ความทุ่มเททำให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศแรกในอาชีพรับราชการทหารเรือ
พลทหารกรณิส อนฤทธิ์ สำเร็จการศึกษาจากนักเรียนรุ่นพี่ใช้ปืนทำร้ายนักเรียนรุ่นน้องในโรงเรียน">โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อปี 2005 ต่อมาเธอคว้าปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมและการผังเมือง จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในปี 2011
หลังจากนั้น เธอเดินทางไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Lincoln University ในเมืองออกแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2017 และทำงานเป็นสถาปนิกอยู่หลายปี
อย่างไรก็ตาม เธอตัดสินใจสมัครเข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อสองปีที่แล้ว เพื่อท้าทายศักยภาพของตนเอง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตและอาชีพการทำงานของเธอ
บทบาทสำคัญในฐานทัพเรือ NAS Lemoore
ปัจจุบัน พลทหารกรณิส ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งกำลังบำรุง ประจำฝูงบิน “Flying Eagles” (VFA 122) ณ ฐานทัพเรือ NAS Lemoore ฐานทัพแห่งนี้เป็นบ้านของฝูงบินขับไล่แปซิฟิก และเป็นสถานที่เดียวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการเครื่องบินขับไล่ล้ำสมัยรุ่น F-35C Lightning II
ฝูงบินแห่งนี้มีกำลังพลรวมกันมากกว่า 700 คน ทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนภารกิจ การบริหารจัดการอะไหล่ อุปกรณ์ และทรัพยากรต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ฝูงบินสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพเรือสหรัฐฯ พึ่งพาความพร้อมของเรือบรรทุกเครื่องบินและฝูงบินในการรักษาความมั่นคงทางทะเลทั่วโลก การปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของทหารเรือทุกนาย จึงมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงและการคุ้มครองเส้นทางขนส่งสินค้าทางทะเล
ทลายกรอบความเชื่อและสร้างความภาคภูมิใจ
ในสังคมและวัฒนธรรมเอเชีย อาชีพทหารมักถูกมองว่าเป็นอาชีพของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง การที่เธอสามารถก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรือระดับโลกได้ จึงเป็นเรื่องที่เธอภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ความตั้งใจในการทำงานของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Blue Jacket of the Quarter ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2025 รางวัลนี้มอบให้แก่ทหารเรือที่มีผลงานโดดเด่นและมีความประพฤติดีเยี่ยม
กรณิสกล่าวขอบคุณ สุรเดช สามีของเธอที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนเธอมาโดยตลอด รวมถึงทักษะการทำงานเป็นทีมที่เธอเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ U.S. Navy
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สรุปสิทธิประโยชน์ประกันสังคมประจำปี 2026 ที่พนักงานควรรู้
เช็กเลย! สวัสดิการรัฐบาล เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เงินเข้าวันไหน วงเงินรวมสูงสุด 1,330 บาท รีบตรวจสิทธิ์ก่อนหมดอายุ
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุขัดข้องทางกลไกทำให้รถไฟด่วนที่มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ต้องหยุดชะงัก
ลำปาง – เมื่อช่วงเย็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 16.40 น. เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง ประชาชนที่สัญจรผ่านบริเวณใต้สะพานลอยกาดเมฆ ตำบลพระบาท ต่างตกใจเมื่อเห็นผู้โดยสารจำนวนมากรีบขนสัมภาระลงจากขบวนรถไฟ ขบวนรถไฟดังกล่าวจอดนิ่งสนิทอยู่บนราง ทำให้หลายคนสงสัยและเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้โดยสารต่างพากันเดินข้ามราวเหล็กออกมาพักคอยอยู่ริมถนนอย่างปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานงานอย่างรวดเร็วเพื่อดูแลอำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด และทุกขั้นตอนเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของการเดินรถ
ประเด็นสำคัญ
- รถไฟด่วนพิเศษขบวนที่ 7 (กรุงเทพอภิวัฒน์–รถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่) เกิดเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหันในพื้นที่จังหวัดลำปาง
- เจ้าหน้าที่ตัดสินใจอพยพผู้โดยสารกว่า 100 คน นั่งรถบัสเดินทางต่อไปยังปลายทางที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างปลอดภัย
- ทีมวิศวกรเร่งซ่อมแซมและเคลียร์เส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 ที่จะวิ่งสวนลงมาในช่วงค่ำ
ต่อมา กองจัดการเดินรถเขต 3 (สายเหนือ) ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุที่แท้จริง รถไฟที่เกิดเหตุคือรถด่วนพิเศษขบวนที่ 7 ซึ่งเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ ขบวนรถเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องอย่างกะทันหันระหว่างสถานีหนองวัวเฒ่า
เหตุขัดข้องนี้เกิดขึ้นขณะที่ขบวนรถกำลังจะเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีนครลำปาง ส่งผลให้รถไฟไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ตามปกติ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน โดยจัดเตรียมรถบัสเพื่อขนย้ายผู้โดยสารประมาณ 100 คน เดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่จนถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เจ้าหน้าที่เร่งกู้ขบวนรถ หวั่นกระทบตารางเดินรถสายเหนือ
ล่าสุด ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่เฉพาะทางของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ทั้งแม่แรงและรอกขนาดใหญ่ พวกเขาเร่งดำเนินการถอดเครื่องยนต์ที่ขัดข้องออกจากโบกี้ที่ 2 ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา ขบวนรถไฟเที่ยวนี้มีทั้งหมด 3 โบกี้ การทำงานจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา
หลังจากถอดเครื่องยนต์ที่มีปัญหาออกเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการลากจูงขบวนรถไฟที่เหลือเข้าจอดพักที่สถานีรถไฟนครลำปาง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพื่อเคลียร์เส้นทางเดินรถสายเหนือให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารการเดินทางเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวท้องถิ่นและ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และคำขออภัยจาก รฟท.
การเร่งเคลียร์รางรถไฟครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดกับผู้โดยสารกลุ่มอื่น หากเปิดเส้นทางเดินรถไม่ทันเวลา อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อรถด่วนพิเศษขบวนที่ 10 รถขบวนนี้มีกำหนดเดินทางจากเชียงใหม่กลับสู่กรุงเทพอภิวัฒน์ และต้องแล่นผ่านสถานีนครลำปางในเวลาประมาณ 20.30 น. ของวันเดียวกัน
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเต็มกำลัง พร้อมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ประเทศไทย">การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กล่าวขออภัยผู้โดยสารทุกท่านสำหรับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และจะคอยรายงานข้อมูลอัปเดตให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ
สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางในเส้นทางสายเหนือช่วงเวลานี้ ควรเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ท่านสามารถตรวจสอบสถานะขบวนรถไฟแบบเรียลไทม์ได้ทางแอปพลิเคชันหรือคอลเซ็นเตอร์ 1690 เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
อุบัติเหตุครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการรับมือภาวะฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ แม้จะเกิดความล่าช้า แต่ความปลอดภัยของทุกคนต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ เราหวังว่าระบบการเดินรถสายเหนือจะกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุดเพื่อให้บริการประชาชนต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อุบัติเหตุสุดสลด: รถไฟด่วนเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ชนคนบนรางรถไฟเสียชีวิต
อัปเดตล่าสุด! สถานีรถไฟเชียงรายคืบหน้าเกือบ 67% เตรียมเปิดใช้ปี 2571
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน


