ข่าวระดับชาติ - National
วิกฤตมลพิษทางอากาศ PM2.5 เพิ่มความกังวลด้านสุขภาพทั่วประเทศไทย
กรุงเทพฯ – ประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหา มลพิษทางอากาศ ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงหลายวันและหลายสัปดาห์ข้างหน้า โดยค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ถูกคาดว่าจะเพิ่มสูงในหลายพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศเตือนแบบเร่งด่วน เพราะหลายจังหวัดมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว และถ้าสถานการณ์แย่ลง อาจกระทบต่อสุขภาพในวงกว้าง
ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้กรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า ณ วันจันทร์พบ ค่า PM2.5 เกินเกณฑ์ในหลายสิบจังหวัด ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น ปทุมธานี นนทบุรี และอยุธยา รวมถึงจังหวัดสำคัญในภาคอีสานอย่างขอนแก่นและนครราชสีมา ตลอดจนพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี แนวโน้มคาดว่าค่าฝุ่นจะยิ่งหนาแน่นขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไป พื้นที่เสี่ยงสูงจะอยู่ที่กรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน
บางจุดในภาคอีสานมีค่าพุ่งได้ถึง 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ขณะที่บางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกก็เกินระดับที่ปลอดภัย ส่วนภาคใต้ยังถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่า คุณภาพอากาศโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี

PM2.5 สะสมในอากาศได้อย่างไร
PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก เส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร เล็กจนเข้าสู่ถุงลมปอดได้ และบางส่วนอาจผ่านเข้าสู่กระแสเลือด การสะสมของฝุ่นเกิดจากทั้งแหล่งกำเนิดในพื้นที่และมลพิษที่พัดมาจากภายนอก
ในไทย แหล่งสำคัญมักมาจากไอเสียรถยนต์ การผลิตในภาคอุตสาหกรรม ฝุ่นจากงานก่อสร้าง และการเผาในที่โล่งจากซากพืชทางการเกษตร ซึ่งพบมากในฤดูแล้งช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายน อากาศที่เย็นลงและลมอ่อนทำให้มลพิษลอยค้างใกล้พื้นดิน กระจายตัวได้ยาก จึงสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพฯ รถติดและอาคารหนาแน่นยิ่งทำให้การระบายอากาศไม่ดี ส่วนพื้นที่ชนบทและภาคเหนือมักได้รับผลหนักจากการเผาชีวมวล
อีกปัจจัยที่สำคัญในภาคเหนือ รวมถึง เชียงราย คือ หมอกควันข้ามแดน ควันจากไฟป่าและการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา สามารถพัดเข้ามาตามทิศทางลมได้ หมอกควันตามฤดูกาลมักหนักช่วงมกราคมถึงมีนาคม และเมื่อรวมกับแหล่งกำเนิดในพื้นที่ ก็ทำให้ค่า PM2.5 สูงขึ้นอย่างน่ากังวล
ช่วงที่ผ่านมาในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง ค่าอยู่ระดับปานกลางถึงเริ่มกระทบสุขภาพในบางวัน บางพื้นที่วัดได้ราว 27-34 µg/m³ ซึ่งสูงกว่าแนวทางค่าเฉลี่ยรายปีขององค์การอนามัยโลกที่ 5 µg/m³ ด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบหุบเขาและภูเขาในภาคเหนือ มลพิษจึงระบายออกได้ช้า ส่งผลให้เกิดหมอกควันหนานาน ทัศนวิสัยลดลง และคุณภาพอากาศแย่ต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อสุขภาพเมื่อ PM2.5 สูง
การได้รับ PM2.5 ในระดับสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวด้านทางเดินหายใจหรือหัวใจ อาการระยะสั้นพบได้บ่อย เช่น แสบตา ระคายคอ จาม ไอ น้ำมูกไหล แน่นหน้าอก และหายใจไม่อิ่ม
หากได้รับฝุ่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความเสี่ยงจะสูงขึ้น เช่น หอบหืดกำเริบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด และภาวะแทรกซ้อนบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน งานศึกษาหลายชิ้นในไทยพบความเชื่อมโยงระหว่างค่าฝุ่นที่สูงกับอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยภาคเหนือมักได้รับผลชัดในช่วงฤดูหมอกควัน
ในภาพรวมทั่วประเทศ PM2.5 มีส่วนทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากทุกปี ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกิน 37.5 µg/m³ บ่อยครั้ง (มาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทย) เมื่อสูดฝุ่นเข้าไป ร่างกายอาจเกิดการอักเสบและความเครียดออกซิเดชัน กระทบระบบหัวใจและปอด จนบางรายต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล และในกรณีรุนแรงอาจเสียชีวิตได้

วิธีป้องกันตัวเองในช่วงฝุ่นสูง
ระหว่างที่ภาครัฐเดินหน้าควบคุมแหล่งกำเนิด เช่น เข้มงวดการห้ามเผา เพิ่มการตรวจวัด และมาตรการช่วยลดฝุ่นบางรูปแบบ คนทั่วไปก็ลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีที่ทำได้ทันที:
- ใส่หน้ากากให้ถูกชนิด ใช้หน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่อต้องออกนอกอาคาร โดยเฉพาะวันที่ฝุ่นสูง หน้ากากอนามัยทั่วไปกัน PM2.5 ได้จำกัด
- ลดกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในอาคารช่วงที่ค่าฝุ่นขึ้นระดับสีส้มหรือสีแดง เลี่ยงการออกกำลังกายหนักนอกบ้าน
- ดูแลอากาศในบ้าน ปิดหน้าต่างเมื่อฝุ่นสูง ใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA และเปิดระบายอากาศเมื่อค่าฝุ่นลดลง
- เช็กคุณภาพอากาศสม่ำเสมอ ติดตามค่าจากแอปหรือข้อมูลหน่วยงานรัฐ เช่น กรมควบคุมมลพิษ เพื่อวางแผนการเดินทาง
- ขับรถแบบลดรับฝุ่น ใช้โหมดหมุนเวียนอากาศในรถ และหลีกเลี่ยงการจอดติดเครื่องนาน ๆ
- รีบพบแพทย์เมื่อผิดปกติ หากไอไม่หยุด เจ็บแน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก ควรไปพบแพทย์ทันที
พื้นที่เสี่ยงสูง โดยเฉพาะเชียงรายและภาคเหนือ ควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะหมอกควันข้ามแดนอาจทำให้ค่าฝุ่นเพิ่มขึ้นได้อีกในช่วงถัดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
รถกระบะที่บรรทุกชาวจีน 7 คน ประสบอุบัติเหตุระหว่างการไล่ล่าของตำรวจ
ข่าวระดับชาติ - National
ประเทศไทยเฉลิมฉลอง “วันสตรีสากล” ปี 2026: แนวคิด “ให้เพื่อได้รับ” ท่ามกลางความก้าวหน้าและความท้าทายที่ยังคงอยู่
กรุงเทพฯ – วันนี้หลายพื้นที่ทั่วไทยคึกคักเป็นพิเศษ เพราะชุมชน ธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ออกมาร่วมกันฉลอง วันสตรีสากล 2026 (International Women’s Day 2026) วันที่ทั่วโลกใช้ยกย่องผลงานของผู้หญิง พร้อมส่งเสียงให้ความเท่าเทียมทางเพศเดินหน้าให้เร็วขึ้น บรรยากาศปีนี้มีทั้งกิจกรรมสนุก ๆ ในเมือง และวงคุยจริงจังที่มองกลับไปถึงความคืบหน้าเรื่องสิทธิผู้หญิงของไทย ขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหวก็ยังชี้ให้เห็นอุปสรรคเดิม ๆ ที่ยังไม่หายไป ทั้งการเข้าถึงความยุติธรรม ความเท่าเทียมในที่ทำงาน และพื้นที่ทางการเมือง
แม้วันที่ 8 มีนาคมจะไม่ใช่วันหยุดราชการในไทย แต่ความสำคัญของวันสตรีสากลเพิ่มขึ้นทุกปี เห็นได้จากงานภาคธุรกิจ กิจกรรมวัฒนธรรม และเวทีพูดคุยเชิงนโยบายที่จัดต่อเนื่อง
ธีมระดับโลกที่คนไทยหยิบมาใช้ได้จริง
ปีนี้ International Women’s Day มี 2 แกนหลักที่คนไทยพูดถึงกันมาก
แกนแรกคือธีมแคมเปญระดับโลก “Give to Gain“ จากองค์กร International Women’s Day ที่ชวนทุกคน “ให้” เพื่อ “ได้” ไม่ว่าจะเป็นการเป็นพี่เลี้ยง แบ่งปันทรัพยากร สนับสนุนเชิงนโยบาย หรือสละเวลาให้ผู้หญิงได้เติบโต เพราะเมื่อผู้หญิงมีโอกาส สังคมโดยรวมก็ได้ประโยชน์ตามมา
อีกแกนคือธีมของสหประชาชาติ “Rights. Justice. Action. For ALL Women and Girls” ที่เน้นเรื่องสิทธิ ความยุติธรรม และการลงมือทำ เพื่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะการรื้ออุปสรรคเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายที่เลือกปฏิบัติ การคุ้มครองที่ยังอ่อน และบรรทัดฐานทางสังคมที่ทำร้ายผู้หญิง
สำหรับไทย แนวคิดเหล่านี้ไปทางเดียวกับความพยายามในประเทศที่ผลักดันความเท่าเทียมทางเพศมานาน รวมถึงการยึดโยงมาตรฐานสากลอย่าง CEDAW (ไทยให้สัตยาบันในปี 1985) และ Beijing Platform for Action
กิจกรรมวันสตรีสากล 2026 ทั่วไทย มีทั้งสนุกและได้สาระ
กิจกรรมในไทยปีนี้หลากหลาย ตั้งแต่งานสายสุขภาพและไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงเวทีคุยเรื่องงานและนโยบาย
- ในกรุงเทพฯ หลายจุดจัดงานสังสรรค์และวงเสวนา เช่น Siwilai Radical Club, Bar.Yard, The Standard Bangkok Mahanakhon และ Bardo Social โดยผูกธีมไว้กับ “Give to Gain” ทั้งรูปแบบปาร์ตี้และทอล์ก
- ที่ Shangri-La Chiang Mai จัดกิจกรรมให้พนักงานล่วงหน้าเมื่อวันที่ 6 มีนาคม มีคลาส personal color สอนแต่งหน้า ทอล์กเรื่องสุขภาวะ กิจกรรมเต้น และช่วงเวลาผ่อนคลายที่เน้นความมั่นใจและการดูแลตัวเอง
- เครือข่ายธุรกิจอย่าง Australian-Thai Chamber of Commerce และกลุ่มอื่น ๆ สื่อสารแนวคิดว่าการสนับสนุนผู้หญิงคือการเพิ่มพลังให้ทั้งทีม ไม่ใช่การแบ่งพลังออกจากกัน
- หลายองค์กรจัดอาหารเช้าและวงพูดคุย เช่น งานของ Thai-Swedish Chamber of Commerce วันที่ 12 มีนาคม ที่ชวนคุยเรื่องผลของ AI ต่อการทำงานและการเรียนรู้ของผู้หญิง
- สื่ออย่าง Bangkok Post เปิดตัว Women of the Year 2026 Awards ในวันที่ 8 มีนาคม ภายใต้ธีม “Architects of New Power” เพื่อยกย่องผู้นำหญิงที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ภาพรวมเลยชัดมากว่า วันสตรีสากลในไทยไม่ใช่แค่การฉลอง แต่ยังเป็นพื้นที่คุยเรื่องการลงมือทำด้วย
ไทยเดินหน้าเรื่องความเท่าเทียมทางเพศไปไกลพอสมควร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยมีความคืบหน้าในหลายด้าน และในบางเรื่องถือว่าเด่นในภูมิภาค
- ด้านกฎหมาย ไทยมีหมุดหมายสำคัญ เช่น Gender Equality Act ปี 2015 และ Marriage Equality Act ที่มีผลตั้งแต่มกราคม 2025 ซึ่งปรับอายุขั้นต่ำการสมรสเป็น 18 ปี ใช้ถ้อยคำที่เป็นกลางทางเพศ เปิดทางให้การรับบุตรบุญธรรมสำหรับคู่สมรสเพศเดียวกัน และรองรับสิทธิด้านมรดก
- ด้านการศึกษาและแรงงาน ผู้หญิงมีสัดส่วนสูงในระดับอุดมศึกษา (หลายสาขามากกว่า 70%) ขณะเดียวกัน อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงอยู่ราว 59% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกในบางตัวชี้วัด
- ด้านการเมือง สัดส่วนผู้หญิงในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ประมาณ 20% และสูงกว่านั้นในวุฒิสภา ถือเป็นระดับที่ดีขึ้นจากเดิม แม้ยังไม่เท่ากับผู้ชาย
- รัฐธรรมนูญปี 2017 ระบุชัดเรื่องสิทธิเท่าเทียมของชายและหญิง
ผู้เชี่ยวชาญจากสหประชาชาติให้เครดิตกับความก้าวหน้าเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ยังเรียกร้องให้ไทยทำให้ “เกิดผลจริง” มากขึ้น เช่น การทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติทางเพศ และการเพิ่มบทบาทผู้หญิงในงานบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการสันติภาพ
อุปสรรคที่ยังค้างอยู่ และต้องแก้แบบจริงจัง
แม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ปัญหาหลายอย่างยังเป็นเรื่องที่คนทำงานด้านสิทธิสตรีพูดถึงทุกปี
- การเข้าถึงความยุติธรรมยังไม่เท่ากัน โดยเฉพาะคดีความรุนแรงต่อผู้หญิง การเลือกปฏิบัติ และการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองที่ยังไม่สม่ำเสมอ
- ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังตกกับผู้หญิงบางกลุ่มหนักกว่า เช่น ผู้หญิงในภาคนอกระบบ พื้นที่ชนบท และกลุ่มชาติพันธุ์
- อำนาจต่อรองทางการเมืองยังไม่แรงพอ เพราะหลายเวทีตัดสินใจสำคัญยังมีผู้หญิงน้อย
- ปัจจัยซ้อนทับ ทั้งค่านิยมเดิม ๆ และความเสี่ยงใหม่ ๆ อาจทำให้บางเรื่องถอยหลังได้ ถ้าไม่มีมาตรการรองรับ
เมื่อมองผ่านธีม UN ที่พูดเรื่อง “สิทธิและความยุติธรรม” ก็ยิ่งชัดว่า ไทยยังต้องปิดช่องว่างเหล่านี้ให้ได้
จากวันสตรีสากลสู่การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ได้นาน
บทสรุปของ วันสตรีสากล 2026 ในไทย คือความคืบหน้ามีอยู่จริง แต่จะไปต่อได้ต้องอาศัยการร่วมมือและความรับผิดชอบร่วมกัน แนวคิด “Give to Gain” เลยเข้ากับบริบทไทยพอดี เพราะการให้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเป็นพี่เลี้ยง การปรับนโยบาย และการช่วยกันดูแลในชุมชน ทำให้สังคมได้ “กำไร” เป็นความเท่าเทียมที่จับต้องได้
ขณะเดียวกัน กิจกรรมอย่างการรำลึกระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ UN Conference Centre ในกรุงเทพฯ ก็ช่วยขยายเสียงให้เรื่องสิทธิ ความยุติธรรม และการลงมือทำดังขึ้น
ไทยมีประวัติที่ผู้หญิงมีบทบาทในสังคมมานาน ทั้งด้านการเมือง การศึกษา และธุรกิจ ดังนั้น วันสตรีสากลจึงเป็นทั้งวันแห่งการฉลอง และเป็นแรงส่งให้เดินหน้าไปไกลกว่าเดิม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สถานที่ใดในประเทศไทยที่จะร่วมฉลองตรุษจีนปี 2026 ได้ดีที่สุด
ข่าวระดับชาติ - National
เหตุการณ์สุดช็อกในพัทยา! หญิงข้ามเพศเปลือยกายสองคนไล่ตามนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย
พัทยา – ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 5 มีนาคม 2569 เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นบนถนนเลียบชายหาดพัทยา ใกล้ซอยพัทยา 13/4 สร้างความตกใจให้กับผู้พบเห็น หญิงข้ามเพศเปลือยกายสองคนไล่ตามนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย พร้อมตะโกนด่าทอและเรียกร้องเงินอย่างโมโห เหตุการณ์ดังกล่าวถูกบันทึกภาพและเผยแพร่อย่างรวดเร็ว ทำลายภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะแหล่งท่องเที่ยวในทันที
รายละเอียดของเหตุการณ์สุดช็อก:
เจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองพัทยาและพยานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณ 5:00 น. นักท่องเที่ยวชาวอินเดียถูกหญิงข้ามเพศสองคนซึ่งแต่งกายไม่เรียบร้อยหรือบางครั้งก็สวมเพียงผ้าขนหนูไล่ตามอย่างโมโห พวกเธอถูกเห็นว่าดึงและผลักนักท่องเที่ยว ขู่ว่าจะขว้างปาหินใส่ และเรียกร้องเงินเพื่อแลกกับบริการทางเพศที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า
* พวกเธอตะโกนคำหยาบคาย เช่น “คุณตีฉันและมีเพศสัมพันธ์กับฉันโดยไม่จ่ายเงิน!”
* นักท่องเที่ยวพยายามหนี แต่ถูกไล่ตามไปตามถนน ทำให้ผู้คนรอบข้างแตกตื่น
* เจ้าหน้าที่เทศบาลและประชาชนผู้เห็นเหตุการณ์เข้าแทรกแซงเพื่อหยุดการไล่ล่า พวกเขาเตรียมเสื้อผ้าหรือผ้าห่มมาคลุมนักท่องเที่ยว
สุดท้าย เหตุการณ์จบลงด้วยการไกล่เกลี่ย นักท่องเที่ยวตกลงจ่ายคนละ 1,000 บาท (รวม 2,000 บาท) และแยกย้ายกันไปโดยไม่มีฝ่ายใดแจ้งความ
ในอดีต เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพัทยา โดยเฉพาะในย่านบันเทิงที่แออัดอย่างถนนวอล์กกิ้งสตรีทและถนนเลียบชายหาด ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีกฎระเบียบและมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น
นักท่องเที่ยวถูกหลอกลวงหรือถูกเอาเปรียบโดยหญิงข้ามเพศในพัทยาบ่อยแค่ไหน?
พัทยาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบชีวิตกลางคืน แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงและฉ้อโกง โดยเฉพาะในย่านบันเทิงที่ขึ้นชื่อเรื่องการค้าประเวณี
รายงานที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบ่งชี้ว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากประสบกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน ไม่เพียงแต่ในพัทยาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ภูเก็ตและกรุงเทพฯ ด้วย
รูปแบบที่พบได้ทั่วไป ได้แก่:
* การคิดราคาเกินจริง: ตกลงกันในราคาต่ำในตอนแรก แต่ต่อมากลับเรียกร้องราคาที่สูงกว่ามาก หรือมีการข่มขู่เพื่อบังคับให้จ่ายเงิน
* การปล้นห้องพักในโรงแรม: นักท่องเที่ยวถูกล่อลวงไปยังห้องพักในโรงแรมที่ผู้ร่วมกระทำความผิดขโมยเงินหรือทรัพย์สินมีค่า บางครั้งอาจใช้ประโยชน์จากความมึนเมาของนักท่องเที่ยว
* การข่มขู่และใช้ความรุนแรง: หากคุณปฏิเสธที่จะจ่ายเงินเพิ่มหรือพยายามหลบหนี อาจมีการใช้การข่มขู่และใช้ความรุนแรง คุณอาจถูกทำร้ายร่างกายหรือถูกข่มขู่ว่าจะเรียกค่าไถ่
* การไล่ล่าบนท้องถนนและการก่อความวุ่นวายในที่สาธารณะ: คล้ายกับกรณีล่าสุดที่การไล่ล่าส่งผลให้เกิดความอับอายขายหน้าและความตื่นตระหนกในที่สาธารณะ
หลายแหล่งข้อมูลระบุว่า ถนนบีชโรดและถนนวอล์กกิ้งสตรีทเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง กลุ่มนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวจากอินเดีย จีน และยุโรป มักถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งเนื่องจากปัญหาการสื่อสารเกี่ยวกับราคาหรือข้อพิพาทที่บานปลายผ่านการต่อรองราคา
แม้ว่าตำรวจจะไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการ แต่รายงานข่าวและโพสต์ออนไลน์บ่งชี้ว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นหลายครั้งต่อปี โดยเฉพาะในช่วงฤท่องเที่ยว ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินมาตรการปราบปรามคดีปล้นหรือความรุนแรง
ข้อควรระวังจากมุมมองของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่:
เมื่อไปเที่ยวพัทยา โดยเฉพาะเวลากลางคืน โปรดคำนึงถึงสิ่งพื้นฐานเหล่านี้:
* พูดคุยเรื่องราคาและเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อนรับบริการใดๆ
* หลีกเลี่ยงการพาคนแปลกหน้าเข้าไปในห้องพักโดยลำพัง
* เก็บเงินและของมีค่าไว้ในที่ปลอดภัย อย่าวางไว้ในที่ที่มองเห็นได้ง่าย
* หากเกิดปัญหาขึ้น ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที เช่น ตำรวจท่องเที่ยวที่หมายเลข 1155
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า… ขอให้สนุกกับการเที่ยวพัทยา แต่โปรดระมัดระวัง เพราะแม้แต่ความผิดพลาดเล็กน้อยก็อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ เควนติน กริฟฟิธส์ เสียชีวิตหลังพลัดตกจากคอนโดหรูในพัทยา
ข่าวระดับชาติ - National
เกษตรกรเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนหลังราคาผักตกต่ำ
เชียงใหม่ – เกษตรกรชาวเขาในพื้นที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ บางคนเล่าเรื่องราวทั้งน้ำตาว่ากะหล่ำปลีขายได้ในราคาต่ำกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนในเมืองจึงเข้ามาช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
พระครูอดจากวัดเจดีย์หลวง ร่วมกับมูลนิธิเพชรเกษมและเครือข่ายอาสาสมัคร ได้ซื้อผลผลิตราคาถูกจำนวนมากและนำมาจัดทำเป็นชุดอาหารแจกฟรีแก่ประชาชน
ครั้งนี้มีทั้งมะเขือยาว ฟักทอง แตงโม และกะหล่ำปลี รวมแล้วมากกว่า 40 ตัน จากนั้นทีมงานยังมีชมรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา และกลุ่มจิตอาสา มาช่วยกันคัด แพ็ก และจัดเรียงให้เป็นระเบียบ เพื่อให้แจกจ่ายได้ทั่วถึงตลอดงาน

พระครูอ๊อดเล่าว่า ตั้งใจทำกิจกรรมนี้เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในวันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญที่ชาวพุทธระลึกถึงโอวาทปาติโมกข์ คำสอนที่ย้ำให้ทำความดี ละความชั่ว และทำใจให้ผ่องใส ดังนั้นนอกจากการทำบุญและเวียนเทียนแล้ว การแบ่งปันอาหารจากผักผลไม้สดก็เป็นอีกทางที่ช่วยกันได้จริงในช่วงที่เกษตรกรเดือดร้อน

ด้านนายสหชาติ ลิ้มเจริญภักดี ประธานมูลนิธิเพชรเกษม ระบุว่า มูลนิธิร่วมเหมาผักผลไม้มาสนับสนุนการแจกจ่ายรอบนี้ประมาณ 10 ตัน โดยเฉพาะกะหล่ำปลีที่รับซื้อมาจากเกษตรกรชาวเขา หลายคนเล่าด้วยน้ำตาว่า กะหล่ำปลีขายได้กิโลกรัมละไม่ถึง 1 บาท พอถึงวันบุญใหญ่จึงอยากให้ผักเหล่านี้ถูกส่งต่อไปถึงคนที่นำไปทำอาหารได้จริง กินอิ่มกันทั้งบ้าน และยังเป็นการช่วยพยุงราคาหน้าสวนไปพร้อมกัน
บรรยากาศในวัดตลอดวันมีทั้งชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบพระ ร่วมพิธี และเวียนเทียนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันทางวัดยังจัดจุดผางประทีปรอบบริเวณเจดีย์หลวง ทำให้ยามค่ำคืนสว่างไสวและดูงดงามเป็นพิเศษ
ทหารสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่
ผู้โดยสารที่สนามบินเชียงใหม่ตกค้างหลังจากเที่ยวบินไปอาบูดาบีถูกยกเลิก
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเชียงรายแมนเปิดเผยที่มาของเลขล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล กวาดเงินรางวัลไปถึง 60 ล้านบาท
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoผู้ว่าฯ เชียงรายเร่งเคลียร์ข้อกังวล “สารหนูในแม่น้ำกก” ก่อนสงกรานต์
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงใส่ตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บสองคน ก่อนจะหลบหนีไปโดยรถยนต์ที่พุ่งชนลงไปในสระน้ำ
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดในจังหวัดเชียงราย ส่งผลให้จับกุมนายทหารทุจริตได้ 2 นาย



