ฟุตบอล
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ยืนหยัด เสมออาร์เซนอลจ่าฝูง 0-0 แบบเข้มข้นที่ซิตี้ กราวด์
น็อตติงแฮม — เกมพรีเมียร์ลีกที่ซิตี้ กราวด์ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 จบลงแบบไม่มีสกอร์ หลัง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ต้านทานความกดดันได้ตลอด 90 นาที และแบ่งแต้มกับ อาร์เซนอล จ่าฝูงด้วยสกอร์ 0-0 ผลเสมอนี้ทำให้อาร์เซนอลทิ้งห่างหัวตารางเป็น 7 แต้ม หลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้แพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก่อนหน้านั้น แต่ทีมของมิเกล อาร์เตต้ายังรู้สึกเสียดาย เพราะมีโอกาสดีหลายครั้งที่น่าจะปิดเกมได้
รูปเกมชัดเจนตั้งแต่ต้น ฟอเรสต์ที่อยู่อันดับ 17 และนำโซนตกชั้น 5 แต้ม เล่นเป็นระเบียบภายใต้การคุมทีมของฌอน ไดช์ ตั้งรับเป็นบล็อกแน่นและบีบพื้นที่ได้ดี ส่วนอาร์เซนอลครองบอลมากกว่า สร้างจังหวะเข้าทำได้เยอะกว่า แต่จบไม่ลง เจอทั้งเซฟสำคัญและการสกัดในจังหวะสุดท้าย

ไฮไลต์เกม
ครึ่งแรกค่อนข้างอึดอัด อาร์เซนอลคุมบอลได้ แต่เจาะแนวรับที่ยืนชิดกันของฟอเรสต์ลำบาก กาเบรียล มาร์ติเนลลีได้ลุ้นจากมุมแคบหลังสวนกลับเร็ว แต่ยิงหลุดกรอบ วิคตอร์ กีออเคเรสลองส่องลูกแฉลบให้มัตซ์ เซลส์ต้องออกแรงเซฟ ทว่าทีมเจ้าบ้านยังรักษาแผนได้ตามเดิม
เกมเริ่มเปิดมากขึ้นหลังผ่านชั่วโมง เมื่ออาร์เซนอลส่งบูกาโย ซาก้าลงสนาม ซาก้าทันทีที่ลงมาก็เพิ่มความเร็วให้เกมริมเส้น เปิดบอลอันตรายจนเดแคลน ไรซ์ได้วอลเลย์ แต่เซลส์รับไว้ไม่ยาก นาทีที่ 68 ซาก้าโหม่งจากลูกเปิดของไรซ์ บอลลอยไปทางมุมบนเหมือนจะเข้าอยู่แล้ว แต่เซลส์พุ่งปัดปลายมือออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม
จังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกิดขึ้นช่วงท้ายเกม บอลจากฝั่งขวาไปโดนแขนของโอลา ไอน่า นักเตะอาร์เซนอลและทีมงานประท้วงหนักเพื่อเอาจุดโทษ แต่ไมเคิล โอลิเวอร์ปล่อยให้เล่นต่อ และ VAR ยืนยันคำตัดสิน โดยมองว่าบอลไปโดนไหล่ก่อน และแขนอยู่ในท่าทางธรรมชาติ หลังเกมอาร์เตต้าแสดงความไม่พอใจชัดเจน โดยบอกว่าเป็น “จุดโทษชัดๆ”
ฝั่งฟอเรสต์แทบไม่ได้มีโอกาสจบแบบตรงกรอบเลย แต่เกมรับที่เป็นระบบของพวกเขา โดยมีมูริลโลกับนิโคลา มิเลนโควิชคุมแนวหลัง ช่วยปิดพื้นที่ได้ตลอด ทำให้อาร์เซนอลหงุดหงิด ผลเสมอนี้ยังเป็น 0-0 เกมลีกนัดที่ 2 ติดต่อกันของอาร์เซนอล ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นกับทีมที่ขึ้นชื่อว่าเกมรุกจัดจ้าน

สถิติเกมของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 40% |
| จำนวนยิง | 4 |
| ยิงเข้ากรอบ | 0 |
| เตะมุม | 2 |
| ฟาวล์ | 11 |
| ใบเหลือง | 2 |
| เซฟสำคัญ (มัตซ์ เซลส์) | 4 |
แนวรับของฟอเรสต์ รวมถึงฟอร์มเด่นของเซลส์และไอน่า ได้รับคำชมหลังเก็บคลีนชีตใส่ทีมที่เกมรุกอันตรายที่สุดทีมหนึ่งของลีก

สถิติเกมของอาร์เซนอล
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 60% |
| จำนวนยิง | 14 |
| ยิงเข้ากรอบ | 5 |
| เตะมุม | 7 |
| ฟาวล์ | 9 |
| ใบเหลือง | 1 |
| โอกาสทองที่พลาด | 3 |
แม้จะเป็นฝ่ายคุมเกมและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่อาร์เซนอลเปลี่ยนความกดดันเป็นประตูไม่ได้ โดยเซลส์ถูกยกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของเกมจากจังหวะเซฟหลายครั้ง
ผลเสมอทำให้อาร์เซนอลยังอยู่ในจุดที่ดีของการลุ้นแชมป์ แต่ก็ทิ้งความรู้สึกค้างคาว่าแต้มที่หลุดไปอาจสำคัญ ขณะที่ฟอเรสต์ได้กำลังใจเต็มๆ จากการหยุดทีมจ่าฝูงไว้ได้ ทั้งสองทีมเตรียมไปโฟกัสนัดถัดไป อาร์เซนอลมีคิวเจออินเตอร์ มิลานในแชมเปียนส์ลีก ส่วนฟอเรสต์มีโปรแกรมฟุตบอลยุโรปในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก
เกมนี้ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า พรีเมียร์ลีกยังไม่จบง่ายๆ เพราะแต้มที่หายไปในวันที่เจอทีมรองบ่อนที่เล่นมีวินัย อาจย้อนกลับมามีผลตอนท้ายฤดูกาลได้เสมอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ลิเวอร์พูลสะดุดอีกครั้ง, เปิดแอนฟิลด์เจ๊าเบิร์นลีย์ 1-1 แบบน่าหงุดหงิด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เอาชนะ เรอัล โซเซียดาด 4-1 ขึ้นนำจ่าฝูงลาลีกาโดยไม่มี เอ็มบาปเป้
วินิซิอุส จูเนียร์ ยิงสองประตู และ “ราชวงศ์ขาว” คว้าชัยชนะอย่างสบายๆ จบสถิติไม่แพ้ใคร 11 นัดติดต่อกันของเรอัล โซเซียดาด
เรอัล มาดริด – หลังจากนั้น พวกเขาเดินทางไปเยือนสนามซานติอาโก เบร์นาเบว เพื่อพบกับเรอัล โซเซียดาด และคว้าชัยชนะไป 4-1 ในศึก ลา ลีกา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ขึ้นนำจ่าฝูงชั่วคราวด้วยคะแนนนำ 2 แต้ม ก่อนที่ทีมของชาบีจะลงเล่นนัดต่อไป – รับชมไฮไลท์
โดยส่วนใหญ่ไม่มี คีเลียน เอ็มบาปเป้ (อาการบาดเจ็บที่เข่า) และ จู๊ด เบลลิงแฮม (อาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย) ทีมของอวาโรอา อาเบโลอา เล่นได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในเกมรุกและที่สำคัญคือ คว้าชัยชนะในลีกเป็นนัดที่ 8 ติดต่อกัน เรอัล โซเซียดาด ต้องทบทวนรายงานเพื่อหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ติดต่อกัน 11 นัด

สรุปไฮไลท์การแข่งขัน
* นาทีที่ 5: เจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0 จากการยิงประตูของ ซาโล การ์เซีย หลังจากรับบอลจาก เทรนช์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่กลับมาลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากพักไปกว่าสองเดือน
* นาทีที่ 21: เจ้าบ้านตีเสมอ 1-1 จากประตูของ มิเกล โอยาร์ซาลาบ หลังจาก ดีน ฮุยเซ่น ทำฟาวล์เขา
* นาทีที่ 25: วินิซิอุส จูเนียร์ ยิงประตูให้เจ้าบ้านขึ้นนำ 2-1 ตามปกติ
* นาทีที่ 31: เฟเดริโก ลาเบร์เด ยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษเข้ามุมบนขวาอย่างทรงพลัง ทำให้สกอร์เป็น 3-1 ก่อนหมดครึ่งแรก (ประตูแรกของเขาในฤดูกาลนี้)
* ประตูที่ 48: วินิซิอุส กลับมาทำประตูได้อีกครั้งหลังจากถูก อารัมบูรู ทำฟาวล์ แล้วยิงเข้ามุมล่าง ปิดท้ายชัยชนะ 4-1
เกมนี้เล่นได้อย่างประสานงานกันดี ควบคุมจังหวะได้อย่างชัดเจน มีการสร้างโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทางฝั่งซ้ายที่วินิซิอุสสร้างความอันตรายได้อย่างสม่ำเสมอ เรอัล โซเซียดาดเริ่มต้นได้ค่อนข้างดี แต่ก็ประสบปัญหาในการสร้างโอกาสโต้กลับในครึ่งหลัง

สถิติและไฮไลท์ประจำวัน:
ตำแหน่ง | ประตู | แอสซิสต์ | คะแนน (โดยประมาณ) | หมายเหตุ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ | วิลล่า | 7.0 | เซฟลูกสำคัญหลายครั้ง ช่วยให้ทีมอยู่ในสนามได้ | เทรนเดต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ | แบ็กขวา | 18.5 | มีส่วนร่วมในการบุกที่ดีและแอสซิสต์ประตูแรก | วินิซิอุส จูเนียร์ | ปีกซ้าย | 2 (ตรวจสุขภาพ) | 9.0 | ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเกม | เพจ | ทีมขยายช่องว่าง | ซาโล การ์เซีย | 8.0 | เปิดบอลเร็ว | เฟเดริโก ลาเบร์เด | กองกลาง | 118.5 | ยิงประตูระยะไกลสุดสวย ควบคุมแดนกลางได้ดี | อัลวาโร่ อาเบโลอา (ผู้จัดการทีม) —- นำทีมคว้าชัยชนะในลีก 8 นัด
เหตุผลหลักของความสำเร็จนี้คือการเล่นแบบรอบด้านของทีม แม้จะขาดผู้เล่นหลักบางคน แต่ผู้เล่นตัวจริงและตัวสำรองก็ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ทำให้เกมรุกไหลลื่นและเกมรับแข็งแกร่ง

สถิติและไฮไลท์จากแฟนบอล: เรอัล โซเซียดาด คอนเสิร์ต
คะแนนประตู/แอสซิสต์ (โดยประมาณ): มิเกล โอยาร์ซาเบล (1 คะแนนในระบบสุริยะ) – 7.0 (ทำคะแนนได้), อเล็กซ์ อารัมบูรู (แบ็กขวา) – 5.5 (ทำผิดพลาดสองส่วนของร่างกาย), ดีน ฮุยเซ่น (กองหลัง) – 6.0.0 (กดดันอย่างต่อเนื่อง), ผู้จัดการทีม —- ไร้พ่าย 11 นัด, ควบคุมเกม
เรอัล โซเซียดาด มักจะตีเสมอได้ในช่วงต้นเกม โดยเน้นการโจมตีทั้งแนวนอนและแนวตั้ง รักษาความกดดันอย่างต่อเนื่อง และเสียประตูน้อยลง สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีมุมมองเพิ่มเติมดังนี้:
ชัยชนะครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพร้อมของพวกเขาในการแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งแชมป์ลาลีกา แม้จะไม่มีเอ็มบาปเป้ก็ตาม พวกเขายังคงสามารถทำตามแผนได้ และวินิซิอุส… จูเนียร์ ได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญ ทำให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้เล่นคนอื่นมาคอยประกบอีกต่อไป
เรอัล โซเซียดาด ต้องกลับมาตั้งหลักให้ได้โดยเร็วหลังจากที่สถิติไร้พ่ายของพวกเขาหยุดลง เพื่อรักษาตำแหน่งในโซนคว้าสิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลยุโรป
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องรักษาความสม่ำเสมอเพื่ออยู่บนหัวตาราง โดยทำตามคำแนะนำที่จะเอาชนะจิโรน่าในวันจันทร์เพื่อลดช่องว่างคะแนน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
ฟุตบอล
เบรนท์ฟอร์ด เสมอ อาร์เซนอล 1-1 อาร์เซนอลเสียแต้มในเส้นทางลุ้นแชมป์
เบรนท์ฟอร์ดโชว์ความแข็งแกร่งในบ้าน แบ่งแต้มกับจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในเกมล่าสุด คืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนาม Gtech Community Stadium ส่งผลให้อาร์เซนอลนำแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหลือ 4 แต้ม – ชมไฮไลท์การแข่งขัน

ไฮไลท์เกมแบบจังหวะต่อจังหวะ
เกมนี้ใส่กันตลอด 90 นาที เบรนท์ฟอร์ดของโธมัส แฟรงค์ เล่นดุดันตามสไตล์ เน้นความแน่นและอาวุธลูกตั้งเตะ ส่วนอาร์เซนอลของมิเกล อาร์เตต้า ครองบอลได้มากกว่า แต่จบสกอร์ไม่คมเท่าที่ควร
ครึ่งแรกยังไม่มีประตู อาร์เซนอลมีลุ้นจากลูกนิ่งหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับเจ้าถิ่น ขณะเดียวกัน เบรนท์ฟอร์ดยืนตำแหน่งกันดี แล้วคอยสวนกลับเมื่อมีช่อง
กลับมาครึ่งหลัง อาร์เซนอลเร่งเกมบุกชัดเจน และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 61 เมื่อ Noni Madueke โหม่งจากลูกครอสเข้าเขตโทษ ส่งทีมเยือนนำ 1-0 ประตูนี้ช่วยให้เกมของกันเนอร์ไหลลื่นขึ้น เพราะเป็นโอกาสยิงเข้ากรอบครั้งแรกของพวกเขาในนัดนี้
อย่างไรก็ตาม เบรนท์ฟอร์ดไม่ถอย และใช้ทีเด็ดเดิมตอบโต้ได้ทันที นาทีที่ 71 Keane Lewis-Potter โหม่งตีเสมอ 1-1 จากจังหวะ long throw ของ Michael Kayode ที่ทำให้กรอบเขตโทษชุลมุน นี่คือรูปแบบที่เบรนท์ฟอร์ดทำได้อันตรายเสมอ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมใหญ่

ช่วงท้ายเกมต่างฝ่ายต่างเปิดหน้าแลก อาร์เซนอลเกือบได้ประตูชัยจาก Gabriel Martinelli ที่หลุดไปยิงตัวต่อตัว แต่ Caoimhín Kelleher เซฟสำคัญช่วยทีมไว้ได้ ด้านเบรนท์ฟอร์ดก็มีโอกาสปิดเกมเหมือนกัน เมื่อ Igor Thiago ได้จังหวะจบสกอร์ แต่เปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้
ผลเสมอนี้ทำให้อาร์เซนอลทำแต้มหลุดมือในช่วงสำคัญของการลุ้นแชมป์ ขณะที่เบรนท์ฟอร์ดได้แต้มล้ำค่าในบ้าน และย้ำชัดว่าพวกเขาเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้
หลังเกม มิเกล อาร์เตต้า พูดถึงความผิดหวังว่า “เราเสียแต้มที่น่าผิดหวัง แต่เรายังควบคุมสถานการณ์ได้ ต้องกลับไปโฟกัสเกมต่อไป” ส่วน โธมัส แฟรงค์ ชมทีมของเขาว่า “นี่คือจุดแข็งของเรา เราสู้ไม่ถอยแม้เจอจ่าฝูง”

ตารางคะแนนเบรนท์ฟอร์ด (พรีเมียร์ลีก 2025/26)
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 7 | Brentford | 25 | 12 | 3 | 10 | – | – | 39 |
(เบรนท์ฟอร์ดรั้งอันดับ 7 ฟอร์มในบ้านแข็ง และมักทำให้ทีมใหญ่เจองานหนัก)
ผู้เล่นตัวหลักของเบรนท์ฟอร์ด (ฤดูกาล 2025/26)
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | เบอร์ | สัญชาติ | อายุ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| GK | Caoimhín Kelleher | 1 | ไอร์แลนด์ | 27 | นายทวารมือหนึ่ง, เซฟสำคัญหลายจังหวะ |
| DF | Aaron Hickey | 2 | สกอตแลนด์ | 23 | แบ็คขวาแข็งแกร่ง |
| DF | Rico Henry | 3 | อังกฤษ | 28 | แบ็คซ้ายตัวหลัก |
| DF | Ethan Pinnock | 5 | อังกฤษ | 32 | เซ็นเตอร์แบ็คมากประสบการณ์ |
| DF | Sepp van den Berg | 4 | เนเธอร์แลนด์ | 24 | เซ็นเตอร์แบ็คหน้าใหม่ |
| MF | Jordan Henderson | 6 | อังกฤษ | – | แกนหลักแดนกลาง, กัปตันทีม |
| FW | Keane Lewis-Potter | – | อังกฤษ | – | ทำประตูตีเสมอเกมนี้ |
| FW | Kevin Schade | 7 | เยอรมนี | – | ปีกความเร็วสูง |
ตารางคะแนนอาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก 2025/26)
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 25 | – | – | – | – | – | – |
(อาร์เซนอลยังนำเป็นจ่าฝูง แต่ระยะห่างลดเหลือ 4 แต้มจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้หลังจบเกมนี้)
ผู้เล่นตัวหลักของอาร์เซนอล (ฤดูกาล 2025/26)
| ตำแหน่ง | ชื่อผู้เล่น | เบอร์ | สัญชาติ | อายุ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|
| GK | David Raya | 1 | สเปน | 30 | นายทวารตัวจริง |
| DF | William Saliba | 2 | ฝรั่งเศส | – | เซ็นเตอร์แบ็คตัวหลัก |
| DF | Gabriel | 6 | บราซิล | – | ยืนคุมแนวรับร่วมกับซาลีบา |
| DF | Ben White | 4 | อังกฤษ | – | เล่นได้หลายบทบาทในแนวรับ |
| MF | Martin Ødegaard | 8 | นอร์เวย์ | – | กัปตันทีม, ตัวทำเกม |
| FW | Bukayo Saka | 7 | อังกฤษ | – | ปีกขวาคนสำคัญ (อาจบาดเจ็บบางเกม) |
| FW | Gabriel Martinelli | 11 | บราซิล | 24 | พลาดโอกาสสำคัญช่วงท้าย |
| FW | Noni Madueke | – | อังกฤษ | – | โหม่งประตูนำ นาทีที่ 61 |
โดยรวมแล้ว เกมนี้สะท้อนความโหดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ได้ชัด ต่อให้เป็นทีมอันดับ 1 ก็พลาดแต้มได้ทุกนัด โดยเฉพาะเมื่อเจอเบรนท์ฟอร์ดที่เล่นเป็นระบบ และอันตรายมากจากลูกตั้งเตะ
ฝั่งอาร์เซนอลน่าจะเสียดาย เพราะมีจังหวะปิดเกมแต่ทำไม่ได้ ส่วนแฟนเบรนท์ฟอร์ดมีเหตุผลให้ภูมิใจ เพราะทีมสู้ถึงที่สุด และเก็บแต้มสำคัญได้อีกครั้ง ต่อจากนี้ทั้งสองทีมต้องรีบปรับให้ไว เพื่อเดินหน้าลุ้นเป้าหมายของตัวเองในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
ฟุตบอล
แอตเลติโก มาดริด ถล่มบาร์เซโลนา 4-0 ในเกมที่พลิกล็อก
แอตเลติโก มาดริด ทำแฟนบอลทั้งสเปนตะลึง หลังไล่ถล่ม บาร์เซโลนา 4-0 ในศึกโคปาเดลเรย์ ฤดูกาล 2025/26 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เมื่อคืนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สนามเมโทรโปลิตาโน่ (ริยาด แอร์ เมโทรโปลิตาโน่) ภายใต้การคุมทีมของ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ที่พาลูกทีมเล่นเกมสวนกลับได้คมกริบ และจบสกอร์ได้แบบไม่ไว้หน้า
แอตเลติโก มาดริด พบกับ บาร์เซโลนา – ชมไฮไลท์
อีกด้านหนึ่ง บาร์เซโลนาของ ฮันซี่ ฟลิค ซึ่งกำลังนำเป็นจ่าฝูงลาลีกา เจอคืนที่ทุกอย่างผิดพลาดไปหมด โดยเฉพาะ 45 นาทีแรกที่โดนไปถึง 4 ประตู ทำให้นัดสองที่สปอติฟาย คัมป์ นู กลายเป็นงานหนักสุด ๆ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเตะ

ไฮไลต์เกม: ครึ่งแรกยิงกระจาย ครึ่งหลังคุมจังหวะจบงาน
เกมเปิดฉากได้ไม่นาน บาร์เซโลนาเสียหายจากความผิดพลาดของแนวรับ นาทีที่ 6 เอริค การ์เซีย พยายามคืนหลังให้ผู้รักษาประตู แต่บอลไหลผ่าน ฌอน การ์เซีย ที่ออกมาตัดสินใจพลาด สุดท้ายกลายเป็นประตูเข้าประตูตัวเอง ส่งให้แอตเลติโกนำ 1-0 ตั้งแต่ต้นเกม
จากนั้นแค่ 8 นาที นาทีที่ 14 อันโตนี่ กรีซมันน์ อดีตผู้เล่นบาร์ซ่า รับบอลจากแดนกลางแล้วลากเข้าเขตโทษ ก่อนกดด้วยซ้ายเสียบตาข่ายแบบเฉียบขาดเป็น 2-0 และเจ้าตัวก็ฉลองใส่อดีตทีมแบบสะใจ
เจ้าบ้านยังเดินเกมได้ต่อเนื่อง นาทีที่ 33 แอตเลติโกสวนกลับเร็วจากแดนหลัง บอลไปถึง จูเลียน อัลวาเรซ ก่อนต่อให้ อเดโมลา ลุคแมน จับแล้วซัดไม่พลาด หนีเป็น 3-0

ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาทีที่ 45+2 จูเลียน อัลวาเรซ จัดให้แฟนบอลทั้งสนามลุกฮือ ด้วยการยิงไกลนอกกรอบด้วยเท้าขวา บอลพุ่งเสียบมุมบนอย่างสวยงาม จบครึ่งแรกที่ 4-0
ครึ่งหลัง บาร์เซโลนาพยายามเร่งเกมเพื่อเอาประตูคืน อย่างไรก็ตาม แอตเลติโกยืนตำแหน่งแน่น และปิดพื้นที่ได้ดี ทำให้โอกาสจบแบบจะแจ้งแทบไม่มา แม้ฟลิคส่ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ ลามีน ยามาล ลงมาเพิ่มมิติเกมรุก แต่ก็ยังเจาะไม่เข้า สุดท้ายจบเกมด้วยชัยชนะขาดลอยของแอตเลติโก 4-0

สถิติทีมแอตเลติโก มาดริด
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ได้ | 4 |
| ประตูเสีย | 0 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 48% |
| ช็อตทั้งหมด | 12 (เข้ากรอบ 6) |
| การผ่านบอลสำเร็จ | สูง |
| ผู้ทำประตู | Eric Garcia (OG), Griezmann, Lookman, Alvarez |
| ผู้เล่นเด่น | Griezmann, Alvarez, Lookman |
ภาพรวมแล้ว แอตเลติโกยังคงเป็นทีมสไตล์ซิเมโอเน่ที่แฟนบอลคุ้นตา พวกเขารับให้แน่น แล้วสวนกลับเร็วและตรงจุด ที่สำคัญคือแนวรุก 4 คนอย่าง Griezmann, Alvarez, Lookman และ Giuliano Simeone ช่วยกดดันแนวรับบาร์ซ่าจนเล่นเกมไลน์สูงได้ไม่ถนัด
สถิติทีมบาร์เซโลนา
| รายการ | ค่าคะแนน/จำนวน |
|---|---|
| ประตูที่ได้ | 0 |
| ประตูเสีย | 4 |
| การครองบอล (%) | ประมาณ 52% |
| ช็อตทั้งหมด | 8 (เข้ากรอบ 2) |
| การผ่านบอลสำเร็จ | ปานกลาง |
| โอกาสสำคัญ | น้อยมาก |
| ผู้เล่นเด่น | ยังไม่มีใครเด่นชัด |
ฝั่งบาร์เซโลนามีปัญหาชัดในแนวรับ โดยเฉพาะจังหวะเสียบอลและการยืนสูงที่โดนสวนกลับทันที นอกจากนี้ เกมรุกก็ขาดความเฉียบคม พอเสียประตูเร็ว ความมั่นใจก็ยิ่งหาย ทำให้รูปเกมยิ่งเข้าทางเจ้าบ้าน
ซิเมโอเน่ ชนะฟลิคแบบขาด ๆ ในเกมแท็กติก
หลังเกม ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ พูดประมาณว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทีมเล่นด้วยพลังและความตั้งใจเต็มที่ และพร้อมสำหรับนัดสอง ส่วน ฮันซี่ ฟลิค ยอมรับว่านี่คือคืนที่แย่มาก เพราะทีมเสียประตูเร็วเกินไป แล้วแก้เกมกลับมาไม่ได้ เขายังขอโทษแฟนบอล และยืนยันว่าจะสู้ต่อในบ้าน
สำหรับนัดที่สอง จะเตะวันที่ 3 มีนาคม 2569 ที่สปอติฟาย คัมป์ นู ซึ่งบาร์เซโลนาต้องยิงอย่างน้อย 4 ลูกและห้ามเสียประตู เพื่อมีโอกาสกลับมาเข้ารอบ และถ้าโดนสวนเสียเพิ่ม งานจะยากขึ้นไปอีก
ผลสกอร์นัดแรกทำให้แอตเลติโก มาดริด ขยับเข้าใกล้รอบชิงชนะเลิศมากขึ้น โดยทีมที่ผ่านเข้าชิงจะต้องไปเจอกับผู้ชนะระหว่าง เรอัล โซเซียดาด หรือ แอธเลติก บิลเบา ต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชลซีสะดุดคาบ้าน! ลีดส์ ยูไนเต็ด ฮึดไล่เจ๊า 2-2 ชวดแต้มลุ้นท็อปโฟร์
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวระดับชาติ - National2 days ago“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเตือนประชาชนเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ในสามเหลี่ยมทองคำ
-
ข่าวการเมือง6 days agoซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น คว้าชัยในการเลือกตั้งปี 2026 และก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคง

