เชียงราย - Chiang Rai News
เครือข่ายประชาชนเชียงรายเรียกร้องยับยั้ง TOR ไทย-เมียนมา ชี้ไม่แก้ปัญหาเหมืองแร่แม่น้ำสายสำคัญ
เนื้อสุกรลักลอบนำเข้า 16.5 ตัน">เชียงราย – เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายประชาชนและนักวิชาการในจังหวัดเชียงราย ร่วมกันจัดเสวนาวิเคราะห์ข้อตกลงขอบเขตการทำงาน (TOR) ระหว่างไทยและเมียนมา ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อคัดค้านร่าง TOR ตรวจสอบคุณภาพน้ำข้ามแดนที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดเสวนาครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งเกิดจากกิจกรรมทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ร่างข้อตกลงใหม่กลับตัดสาระสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุออกไปทั้งหมด
เวทีเสวนาในหัวข้อ “TOR ไทยเมียนมา ใครได้ใครเสีย” จัดขึ้นที่ห้องประชุมศรีรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีตัวแทนนักวิชาการและภาคประชาสังคมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การหารือครั้งนี้เน้นไปที่ปัญหาการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งพบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปี 2568
ดร.เนรมิตร จิตรรักษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ชี้ว่าแม้การจัดทำ TOR จะแสดงถึงความก้าวหน้าในการเจรจาของรัฐบาล แต่การตรวจวัดคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียวโดยไม่สั่งหยุดหรือควบคุมเหมืองแร่ ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำร่างดังกล่าวยังขาดการเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เชี่ยวชาญเข้ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ไฮไลต์สำคัญ
- ร่าง TOR ถูกตัดสาระสำคัญ: ฝ่ายเมียนมาได้แก้ไขร่างโดยตัดระบบการตรวจร่วม (Joint Monitoring) แผนที่ความเสี่ยง และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศออกไป
- ปิดกั้นข้อมูลประชาชน: มีข้อกำหนดให้ผลการตรวจน้ำเป็นความลับ ซึ่งกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนในพื้นที่
- ข้อเรียกร้องและแนวทางแก้ไข: ภาคประชาชนเสนอให้รัฐบาลชะลอการลงนาม เปลี่ยนเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ (MOU) และใช้มาตรการระงับการนำเข้าแร่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่า ร่าง TOR ที่ผ่านการแก้ไขจากฝ่ายเมียนมาได้ตัดกลไกสำคัญออกหลายประการ ทั้งการทำรายงานร่วมและการดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมตรวจสอบ ที่สำคัญยังมีการระบุว่าผลการตรวจไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทำให้แต่ละประเทศต้องใช้มาตรฐานของตนเอง
ด้าน ดร.จารุประภา รักพงษ์ และ อาจารย์อริศรา เหล็กคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ความเห็นตรงกันว่า TOR ฉบับนี้เน้นเพียงการตรวจน้ำแต่ไร้มาตรการจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ นอกจากนี้ การกำหนดให้ข้อมูลผลตรวจเป็นความลับยังลดทอนบทบาทของประชาชนให้เป็นเพียงผู้รับรู้ มากกว่าผู้มีส่วนร่วมในการปกป้องตนเอง
ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ใช้มาตรการการค้าสู้ปัญหามลพิษ
เพื่อแก้ปัญหาอย่างจริงจัง นักวิชาการเสนอให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการค้าควบคู่กับการเจรจาทางการเมือง โดยไทยควรพิจารณาระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา และยกเลิกการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการขนส่งแร่ธาตุต่าง ๆ
การผลักดันให้เกิดระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดแร่ จะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ปัญหามลพิษข้ามแดนยังเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและประเทศจีน ดังนั้นการเจรจาจึงควรยกระดับเป็นความร่วมมือสามฝ่ายเพื่อการจัดการที่ครอบคลุมทั้งระบบ
เสียงสะท้อนภาคประชาชน และการนัดรวมตัวเคลื่อนไหว
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ตัวแทนภาคประชาสังคม มองว่าข้อตกลงฉบับนี้เป็นเพียงการยืดเวลาและดองปัญหา เพราะการต่างคนต่างตรวจโดยไม่มีมาตรฐานร่วมจะนำไปสู่ข้อโต้แย้งไม่สิ้นสุด และเปิดช่องให้ประเทศต้นทางปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
ดร.เกียรติคุณ จันแก่น ประธานสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข เน้นย้ำว่าสิ่งที่ชาวเชียงรายต้องการมากที่สุดคือการได้แม่น้ำที่สะอาดและปลอดภัยกลับคืนมา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการชะลอการลงนาม TOR แล้วปรับลดเป็นเพียงบันทึกความเข้าใจ (MOU) แทน
กลุ่มเครือข่ายจึงได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน และนัดหมายประชาชนร่วมรวมตัวยื่นหนังสือถึงรัฐบาลเมียนมา ในวันจันทร์ที่ 3 เวลา 10.00 น. ณ หน้าสถานกงสุลเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสียงเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดนอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักเรียนเชียงรายได้รับรางวัล “แบบอย่างเยาวชนดีเด่นแห่งปี 2026”
ระบบป้องกันน้ำท่วมไฮเทค: เชียงรายใช้ AI และโดรนช่วยชีวิตผู้คนได้อย่างไร
เชียงราย - Chiang Rai News
ศุลกากรเชียงรายยึดเนื้อสุกรลักลอบนำเข้า 16.5 ตัน
เชียงราย – เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้สกัดจับการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายครั้งใหญ่ พวกเขาสามารถยึดเนื้อหมูเถื่อนที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศจีนได้จำนวนมากถึง 379 กล่อง น้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 16.5 ตัน เนื้อหมูเถื่อนเหล่านี้มีมูลค่าประเมินสูงถึง 1.53 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายอย่างชัดเจน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีเรือสินค้าจากจีนขออนุญาตนำเข้าสินค้า เมื่อตรวจสอบเอกสาร ผู้ขนส่งได้แจ้งว่าสินค้าในตู้ห้องเย็นคือผักสดชนิดต่างๆ สินค้าที่แจ้งไว้ได้แก่ ผักกาดฮ่องเต้ และผักกาดหอม จำนวนรวมทั้งหมด 930 กล่อง
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ยึดเนื้อหมูลักลอบนำเข้าจากจีน 16.5 ตัน มูลค่า 1.53 ล้านบาท
- ผู้กระทำผิดพยายามตบตาโดยแจ้งเอกสารเท็จว่าเป็นตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งผักสด
- สินค้าไม่มีใบอนุญาตนำเข้าและใบรับรองปลอดโรค เสี่ยงนำเชื้อโรคเข้าประเทศ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปักใจเชื่อเพียงแค่เอกสารสำแดงสินค้า ด่านศุลกากรจึงได้ใช้เครื่องเอกซเรย์ตรวจสอบตู้สินค้าอย่างละเอียดอีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้สนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันตรวจสอบ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่าเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์และด่านอาหารและยาเชียงแสนได้เข้าร่วมภารกิจสำคัญนี้ด้วย ผลการตรวจสอบพบว่าสิ่งที่อยู่ด้านในไม่ใช่ผักสดตามที่แจ้งไว้
เจ้าหน้าที่พบว่าภายในกล่องมีการซุกซ่อนห่อบรรจุเนื้อหมูจำนวนมากแทนที่จะเป็นผัก เนื้อหมูทั้งหมด 379 กล่องนี้ไม่เคยมีการแจ้งในเอกสารล่วงหน้ามาก่อน ที่สำคัญคือเนื้อสัตว์เหล่านี้ไม่มีเอกสารรับรองการตรวจโรคหรือใบอนุญาตนำเข้าใดๆ การนำเข้าเนื้อสัตว์โดยไม่ผ่านด่านตรวจโรคถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง

ดำเนินคดีเด็ดขาด ป้องกันโรคระบาด
เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันตรวจยึดเนื้อหมูทั้งหมดไว้เป็นของกลางทันที หลังจากนี้จะมีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ผู้กระทำผิดยังมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานที่รัดกุมของเจ้าหน้าที่
การลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรง เนื้อหมูเหล่านี้อาจเป็นพาหะนำโรคระบาดสัตว์ร้ายแรงมาสู่ฟาร์มในประเทศได้ โรคระบาดสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูชาวไทย ดังนั้นการสกัดจับที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่จึงช่วยป้องกันความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
วัยรุ่นเชียงรายวัย 15 ปี อาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุชนรุนแรง
ตำรวจและทหารในจังหวัดเชียงรายยึดไอซ์น้ำหนัก 72 กิโลกรัม หลังมีการไล่ล่ารถยนต์
เชียงราย - Chiang Rai News
วัยรุ่นเชียงรายวัย 15 ปี อาการโคม่าหลังประสบอุบัติเหตุชนรุนแรง
เชียงราย – เกิดเหตุการณ์สุดสลดขึ้นบนทางหลวงหมายเลข 118 สายเชียงราย-เชียงใหม่ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากรถเก๋งสีขาวที่ตัดสินใจกลับรถกะทันหันในจุดห้ามเลี้ยว ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ของนักเรียนพุ่งชนเข้าอย่างรุนแรง
อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณหน้าตลาดสดป่างิ้ว อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ในช่วงเช้าที่ทุกคนกำลังเร่งรีบ นักเรียนทั้งสองคนกำลังเดินทางไปโรงเรียนเพื่อเตรียมตัวไปทัศนศึกษา แต่การเดินทางของพวกเขาต้องหยุดชะงักลงและจบลงที่โรงพยาบาล
ประเด็นสำคัญ
- รถเก๋งขาวทำผิดกฎจราจรอย่างชัดเจน โดยการกลับรถตัดหน้ากะทันหันบริเวณเส้นทึบคู่
- นักเรียนหญิงวัย 15 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัสทางสมอง และยังคงอยู่ในอาการโคม่า
- ครอบครัวผู้บาดเจ็บเรียกร้องความยุติธรรม ขณะที่ตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานจากวงจรปิด
ข้อมูลจากตำรวจระบุว่า เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน โดยรถเก๋งโตโยต้าสีขาวซึ่งขับโดยหญิงวัย 56 ปี ได้ชะลอความเร็วลงที่ข้างทาง ก่อนจะตัดสินใจเลี้ยวกลับรถกะทันหันกลางถนน
บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นทางตรงแบบสองช่องจราจร และมีเส้นจราจรทึบคู่แสดงไว้อย่างชัดเจน สัญลักษณ์นี้หมายความว่าห้ามแซงและห้ามกลับรถอย่างเด็ดขาด การฝ่าฝืนกฎจราจรในครั้งนี้ นำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
ในจังหวะเดียวกันนั้น รถจักรยานยนต์ของนักเรียนก็ขับตามมาในทางตรง คนขี่คือเด็กชายวัย 14 ปี และมีเด็กหญิงวัย 15 ปีเป็นคนซ้อนท้าย เมื่อรถเก๋งตัดหน้าในระยะประชิด พวกเขาไม่สามารถเบรกหรือหักหลบได้ทัน รถจักรยานยนต์จึงพุ่งชนเข้าที่ช่วงกลางของรถเก๋งอย่างรุนแรง
อาการบาดเจ็บ และการเรียกร้องความรับผิดชอบ
แรงปะทะจากอุบัติเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 3 ราย คนขับรถเก๋งถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเวียงป่าเป้า ขณะที่เด็กนักเรียนทั้งสองคนมีอาการสาหัสมาก เด็กชายที่เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์กระดูกขาหัก และยังต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
ส่วนอาการที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ นางสาวสุทธิดา หรือน้องข้าวหอม เยาวชนหญิงวัย 15 ปี ศีรษะของเธอได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากแรงกระแทก ทีมแพทย์ต้องทำการผ่าตัดสมองอย่างเร่งด่วน และปัจจุบันเธอยังคงอยู่ในอาการโคม่า
หลังเกิดเหตุ ร.ต.ท.ธรรมปพน คำยศ พนักงานสอบสวน สภ.เวียงป่าเป้า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที เจ้าหน้าที่ได้เก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญทั้งหมด โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าตลาดสด เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี

ผลกระทบต่อชุมชน และความปลอดภัยบนท้องถนน
เหตุการณ์นี้สร้างความโศกเศร้าเสียใจให้กับพ่อแม่และผู้ปกครองของเด็กนักเรียนทั้งสองคนเป็นอย่างมาก พวกเขาต้องการเรียกร้องให้คนขับรถเก๋งคู่กรณี ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น
อุบัติเหตุหน้าตลาดสดป่างิ้วครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มตระหนักถึงอันตรายบนท้องถนนมากขึ้น บริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่มีผู้คนพลุกพล่าน และมักจะมีการฝ่าฝืนกฎจราจรอยู่บ่อยครั้ง การตีเส้นทึบคู่มีไว้เพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่ผู้ขับขี่บางคนก็ยังเลือกที่จะละเลย
ความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดจากความมักง่าย เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้เสมอ หากทุกคนบนท้องถนนมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ครอบครัวของผู้บาดเจ็บหวังว่าคดีนี้จะได้รับความเป็นธรรม และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เตือนด่วน 76 จังหวัดรับมือน้ำท่วมฉับพลัน ฝนตกหนัก 18-20 ก.ย.
ตำรวจและทหารในจังหวัดเชียงรายยึดไอซ์น้ำหนัก 72 กิโลกรัม หลังมีการไล่ล่ารถยนต์
เชียงราย - Chiang Rai News
ตำรวจและทหารในจังหวัดเชียงรายยึดไอซ์น้ำหนัก 72 กิโลกรัม หลังมีการไล่ล่ารถยนต์
เชียงราย – เช้าตรู่วันที่ 19 กันยายน เจ้าหน้าที่ทหารได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญจากสายลับ ว่าจะมีการขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดล็อตใหญ่จากชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ทหารชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31 กองกำลังผาเมือง จึงลงพื้นที่ตรวจสอบทันที พวกเขาได้จัดกำลังพลตั้งจุดสกัดบนทางหลวงหมายเลข 1089 สายแม่จัน-แม่อาย จุดสกัดนี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านห้วยมะหินฝน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
กระทั่งเวลาประมาณ 07.40 น. เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยเป็นรถยนต์เก๋งโตโยต้า วีออส สีขาว รถคันนี้ติดป้ายทะเบียนจังหวัดเชียงรายขับลงเขามาตามเส้นทาง ทหารจึงส่งสัญญาณเรียกให้หยุดเพื่อขอตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ แต่คนขับรถกลับเร่งเครื่องยนต์พุ่งแหกด่านหนีไปอย่างรวดเร็ว
สรุปประเด็นสำคัญ
- ทหารพรานตั้งจุดสกัดจับรถต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดในจังหวัดเชียงราย
- คนขับรถเก๋งเร่งเครื่องแหกด่านหนี ก่อนรถเสียหลักตกลงไปข้างทาง
- เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ น้ำหนักรวมมากถึง 72 กิโลกรัม
ไล่ล่าระทึกกลางเขา
เจ้าหน้าที่ทหารพรานไม่รอช้า รีบนำยานพาหนะออกไล่ล่าติดตามรถเก๋งคันดังกล่าวไปอย่างกระชั้นชิด การไล่ล่าเกิดขึ้นเพียงระยะทางสั้นๆ ก่อนที่รถของคนร้ายจะสูญเสียการควบคุม รถเก๋งสีขาวพุ่งตกลงไปในพงหญ้าข้างทางอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม คนขับรถได้อาศัยความชำนาญพื้นที่วิ่งหลบหนีเข้าป่าไปได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบภายในรถที่พังเสียหาย พวกเขาพบหลักฐานชิ้นสำคัญซุกซ่อนอยู่ มีกระสอบฟางหลากสีถูกวางไว้ภายในรถอย่างมิดชิด เมื่อเปิดดูด้านในพบยาไอซ์บรรจุอยู่จำนวน 3 กระสอบใหญ่ แต่ละกระสอบมีน้ำหนักมากถึง 24 กิโลกรัม ทำให้มียาเสพติดที่ยึดได้รวมทั้งหมด 72 กิโลกรัม
เร่งขยายผลจับกุม
เจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจยึดยาไอซ์และรถยนต์คันดังกล่าวไว้เป็นของกลางทั้งหมด จากนั้นจึงส่งมอบหลักฐานให้ตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่จันรับช่วงต่อ ตอนนี้ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพื่อติดตามตัวคนขับมารับโทษตามกฎหมาย การทำงานที่รวดเร็วนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้สำเร็จ
ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติดผ่านแนวชายแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พื้นที่ภูเขาและป่าทึบในภาคเหนือมักถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงของกลุ่มคนร้าย เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมมือกันปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดตลอดเวลา คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การปราบปรามยาเสพติด ในประเทศไทยได้จากเว็บไซต์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจสอบสวนคดีสามเณรวัย 7 ขวบมรณภาพผิดธรรมชาติ
พาสปอร์ตไทยอยู่อันดับ 5 ในอาเซียน คะแนนการเดินทางอยู่ที่ 93
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoกฟก.เชียงราย ลุยช่วยเกษตรกร ปลดหนี้เร่งด่วนสหกรณ์แม่สรวยเกือบ 2 ล้านบาท
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoครอบครัวช็อก! เด็กชายกลุ่มหนึ่งล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 7 ขวบที่เชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoโจรมีอาวุธสวมเสื้อฮู้ดก่อเหตุชิงทองมูลค่า 3.5 ล้านบาท
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoเฉลิมชัย ศิลปินชาวเชียงราย บริจาคเงิน 1.18 ล้านบาทให้แก่โรงพยาบาล




