ข่าวธุรกิจ Business
ทุนจีนบุกยึด EEC กว้านซื้อที่ดินชลบุรี-ระยอง ดันราคาพุ่ง 3 เท่า หวั่นโมเดลศูนย์เหรียญทำธุรกิจไทยพัง
กรุงเทพฯ – เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงหกปีที่ผ่านมา เงินทุนจำนวนมหาศาลจากจีนได้ไหลเข้าสู่เขตอุตสาหกรรมของภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 และคาดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงต้นปี 2026 ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของนักลงทุนชาวจีน ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เล่นหลักในภาคการผลิตของประเทศ
จากการรายงานของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) พบว่าในปี 2562 นักลงทุนจีนมีสัดส่วนในนิคมอุตสาหกรรมเพียง 6% เท่านั้น ทว่าเมื่อสิ้นสุดไตรมาส 1 ปี 2569 ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงขึ้นเป็น 17.06% ซึ่งไล่เลี่ยกับแชมป์เก่าอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 22.75% สัญญาณนี้สะท้อนชัดเจนว่าผู้ประกอบการจีนกำลังย้ายฐานการผลิตเข้ามายังประเทศไทยในปริมาณมหาศาล
Key Takeaways (สรุปประเด็นสำคัญ)
- ทุนจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด: สัดส่วนนักลงทุนจีนในนิคมอุตสาหกรรมไทยพุ่งจาก 6% ในปี 2562 มาเป็น 17.06% ในไตรมาสแรกของปี 2569
- พื้นที่เป้าหมายหลักใน EEC: อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง และตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นทำเลทองที่มีการกว้านซื้อที่ดินมากที่สุด
- วิกฤตโมเดลศูนย์เหรียญ: การเข้ามาแบบครบวงจรตั้งแต่แรงงานไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ส่งผลให้ไม่มีเงินหมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทย
- อุตสาหกรรมไทยระส่ำ: ผลสำรวจจาก ส.อ.ท. ระบุว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมไทยถึง 22-25 กลุ่ม จากทั้งหมด 46 กลุ่ม ที่กำลังเสี่ยงเผชิญวิกฤตอย่างหนัก
สัญญาณเตือนจากนโยบายจีน สู่การแผ่อิทธิพลในอาเซียน
ปรากฏการณ์ความต้องการที่ดินของผู้ประกอบการจีนในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสื่อระดับโลกอย่าง Nikkei Asia ที่เคยนำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 2564 เกี่ยวกับกระแสการกว้านซื้อที่ดินของบริษัทจีนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจ
การรุกซื้อที่ดินในต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามนโยบายหลักของรัฐบาลจีน นโยบายนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการขยายฐานธุรกิจออกนอกประเทศ การเข้าซื้อที่ดินช่วยให้บริษัทจีนสามารถเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างมั่นคง แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลและเกิดกระแสต่อต้านในหลายประเทศอาเซียน
เผยกลยุทธ์ “กินรวบ” ดันนอมินีกว้านซื้อที่ดิน EEC
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้เปิดเผยข้อมูลกับทาง กรุงเทพธุรกิจ ว่า กลุ่มทุนจีนรายใหญ่ได้เริ่มส่งตัวแทนเข้ามากว้านซื้อพื้นที่ในเขต EEC เป็นจำนวนมาก พฤติกรรมที่น่าจับตามองคือการเข้ามาในคราบของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เพื่อรวบรวมที่ดินผืนใหญ่
บริษัทจีนเหล่านี้ใช้วิธีซื้อสะสมที่ดินนอกนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนหลายพันไร่ จากนั้นจะทยอยแบ่งพื้นที่พัฒนาเพื่อขายต่อเป็นเฟส ๆ ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักก็คือนักลงทุนจีนด้วยกันเอง การกระทำเช่นนี้ทำให้มีลักษณะการประกอบกิจการคล้ายกับนิคมอุตสาหกรรมย่อย ๆ ที่ควบคุมกันเองภายในกลุ่มทุน
โมเดลธุรกิจศูนย์เหรียญ และวิกฤตราคาที่ดินพุ่ง 3 เท่า
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการเข้ามาทำธุรกิจในโมเดล “โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” ซึ่งเป็นการใช้ระบบทุนจีน แรงงานจีน และขายสินค้าให้คนจีนด้วยกันเองทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างโรงงานจะมีการนำเข้าวัสดุและเครื่องจักรจากประเทศจีน แม้กระทั่งของใช้ชิ้นเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันก็ยังนำเข้ามา ทำให้ไม่มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยเลย
นอกจากนี้ ปัญหานอมินีอำพรางที่ใช้สำนักงานบัญชีหรือทนายความไทยจัดตั้งบริษัทบังหน้า กำลังสร้างความเสียหายอย่างหนัก การกว้านซื้อที่ดินส่งผลให้ราคาที่ดินในพื้นที่ EEC พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าในบางจุด ส่วนในย่านธุรกิจใจกลางเมืองอย่างเยาวราชและห้วยขวาง ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ขยับตัวสูงขึ้นถึง 3-10 เท่า จนผู้ประกอบการไทยสู้ราคาไม่ไหวและต้องปิดตัวลง
ส.อ.ท. เปิดผลกระทบ 22 กลุ่มอุตสาหกรรมไทยขั้นวิกฤต
จากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พบว่าโรงงานของทุนจีนส่งผลกระทบเชิงลบต่อธุรกิจท้องถิ่นอย่างรุนแรง ปัจจุบันมีกลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงวิกฤตมากถึง 22-25 กลุ่ม จากทั้งหมด 46 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดคือ กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบสูงถึง 70.3% รองลงมาคือกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง 46.9% และกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก แม้ว่าในมุมของเจ้าของที่ดินไทยจะพึงพอใจที่สามารถขายที่ดินได้ในราคาสูง แต่ในภาพรวมระดับประเทศ การเติบโตที่ไร้การควบคุมนี้อาจเป็นการตัดวงจรเศรษฐกิจของคนไทยในระยะยาวอย่างน่ากลัว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
10 เทคโนโลยีเกิดใหม่ที่จะพลิกโฉมธุรกิจในประเทศไทยในปี 2026
นักท่องเที่ยวชาวจีนยกเลิกการเดินทางไปประเทศไทยเนื่องจากความกังวลเรื่องการเรียกค่าไถ่และความปลอดภัย
ข่าวธุรกิจ Business
เชียงรายเดินหน้า “หมอหนี้ชุมชน” กู้วิกฤตหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน
เชียงราย – วันที่ 4 สิงหาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้ก้าวไปอีกขั้นในการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับประชาชน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการ “หมอหนี้ชุมชน” อย่างเป็นทางการ งานนี้จัดขึ้นที่ห้องประชุมใหญ่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานรัฐและเครือข่ายชุมชนทั่วจังหวัดเข้าร่วมถึง 120 คน
ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของทุกคน การแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องสร้างความรู้ด้านการจัดการเงิน การวิเคราะห์หนี้ และปลูกฝังวินัยการออมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ครอบครัว
ประเด็นสำคัญ
- การเปิดตัวโครงการ: เชียงรายเริ่มโครงการ “หมอหนี้ชุมชน” เพื่อให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาหนี้สินให้ชาวบ้านอย่างเป็นระบบ
- ความร่วมมือระดับจังหวัด: หน่วยงานรัฐและสถาบันการเงินหลายแห่งจับมือกันเพื่อฝึกอบรมบุคลากรในชุมชน
- เป้าหมายหลัก: มุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการเงิน ลดปัญหาหนี้ครัวเรือน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
โครงการนี้เกิดจากการผนึกกำลังของหลายหน่วยงานสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาจังหวัดเชียงราย สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย และกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พวกเขาร่วมกันฝึกอบรมและพัฒนา “หมอหนี้ชุมชน” ให้มีความรู้และทักษะที่จำเป็น หมอหนี้เหล่านี้จะทำหน้าที่ให้คำแนะนำและช่วยชาวบ้านวางแผนจัดการหนี้สินได้อย่างเหมาะสม
การทำงานร่วมกันครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น เมื่อผู้นำชุมชนมีความรู้ พวกเขาก็สามารถส่งต่อความเข้าใจที่ถูกต้องให้เพื่อนบ้านได้ วิธีนี้ช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงคำปรึกษาได้ง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น ชุมชนจึงมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ดีขึ้น
2026/08/1-17.jpg" alt="เชียงรายเดินหน้า "หมอหนี้ชุมชน" กู้วิกฤตหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน" width="2048" height="1152" srcset="https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/1-17.jpg?w=2048&ssl=1 2048w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/1-17.jpg?resize=300%2C169&ssl=1 300w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/1-17.jpg?resize=1024%2C576&ssl=1 1024w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/1-17.jpg?resize=768%2C432&ssl=1 768w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/1-17.jpg?resize=1536%2C864&ssl=1 1536w, https://i0.wp.com/www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/1-17.jpg?w=1480&ssl=1 1480w" sizes="auto, (max-width: 740px) 100vw, 740px" />
เป้าหมายหลักและการสร้างเครือข่ายที่มั่นคง
เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการสร้างเครือข่ายจัดการหนี้ที่เข้มแข็งในระดับหมู่บ้าน เมื่อเครือข่ายแข็งแรง ความมั่นคงทางการเงินของชุมชนก็จะตามมา โครงการนี้มุ่งหวังที่จะลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเชียงรายให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง ทุกคนจะได้มีชีวิตที่มั่นคงและสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างยั่งยืน การมีสุขภาพการเงินที่ดีถือเป็นรากฐานสำคัญของความสุขในครอบครัว

วิธีการทำงานของหมอหนี้ในพื้นที่
เมื่อผ่านการอบรมแล้ว หมอหนี้ชุมชนจะลงพื้นที่พูดคุยและรับฟังปัญหาของลูกบ้านในแต่ละชุมชน พวกเขาจะใช้เครื่องมือวิเคราะห์หนี้ที่เข้าใจง่าย เพื่อช่วยแยกแยะและจัดลำดับความสำคัญของหนี้สิน จากนั้นจะร่วมกันวางแผนการจ่ายเงินคืนที่สอดคล้องกับรายได้ของแต่ละครอบครัว
การให้คำปรึกษาจะเป็นไปอย่างเป็นความลับและเต็มไปด้วยความเข้าใจ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดของลูกหนี้ลงได้มาก ชาวบ้านจะรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยถึงปัญหาของตนเอง แทนที่จะหันไปพึ่งพาการกู้เงินนอกระบบที่อันตรายและมีดอกเบี้ยสูง
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของโครงการนี้จะขึ้นอยู่กับการเปิดใจของชาวบ้านและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าสู่การเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนให้พื้นที่อื่นๆ ได้เรียนรู้ต่อไป ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ระทึกขวัญเชียงราย! ชายป่วยจิตเวชคลั่งถือมีดบุกโรงเรียน ตำรวจล้อมจับวุ่น
สมาคมกีฬาเชียงราย จัดหนัก! มอบอุปกรณ์กีฬา-อัดฉีดโค้ช เตรียมทัพเยาวชนลุยศึก “สุราษฎร์ธานีเกมส์”
ข่าวธุรกิจ Business
มหาวิทยาลัยภาคเหนือของประเทศไทยผนึกกำลังส่งเสริมสิ่งทอไทยท้องถิ่น
ชาวจีนและชาวบ้านปะทะกัน">เชียงใหม่ – กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ 8 แห่ง ร่วมกันจัดงาน “วิจิตรภูษา ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ แพรพรรณท้องถิ่นไทย” ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต งานนี้จัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยด้านสิ่งทอ และนำความรู้ไปช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีพิธีเปิดงานแสดงสินค้าและผลงานวิจัยด้านสิ่งทออย่างยิ่งใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ งานนี้เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏในเขตภาคเหนือทั้ง 8 แห่ง นำโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เป้าหมายหลักคือการนำความรู้จากห้องเรียนมาสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน
นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน ท่านได้เน้นย้ำถึงการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยมาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าทอของไทย ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบ้านและผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกยุคใหม่
ประเด็นสำคัญ
- งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 ที่เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต
- มุ่งเน้นการนำงานวิจัยมาพัฒนาผ้าทอไทย เพื่อสร้างรายได้จริงให้ชุมชนท้องถิ่น
- มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น แฟชั่นโชว์ การเสวนา และร้านขายสินค้าจากภูมิปัญญาชาวบ้าน
เกิดอะไรขึ้นในงานนี้?
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้จับมือกับเพื่อนมหาวิทยาลัยอีก 7 แห่ง จัดงานใหญ่นี้ขึ้นมา มหาวิทยาลัยที่ร่วมจัดงานได้แก่ เชียงราย ลำปาง อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิบูลสงคราม และเพชรบูรณ์ ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานมากมายที่ได้จากการลงพื้นที่วิจัยจริงๆ ของอาจารย์และนักศึกษา
ในวันเปิดงาน มีผู้บริหารจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมงานอย่างคับคั่ง รองศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี มณีโกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้กล่าวรายงานถึงความตั้งใจของงาน งานนี้ช่วยเชื่อมโยงสถาบันการศึกษากับชาวบ้านเข้าด้วยกันอย่างใกล้ชิด สิ่งนี้จะช่วยเปลี่ยนภูมิปัญญาดั้งเดิมให้กลายเป็นสินค้าที่ทันสมัยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงที่น่าสนใจอย่างการเสวนาเรื่องการปรับตัวของผ้าไทยในยุคปัจจุบัน และที่พลาดไม่ได้คือแฟชั่นโชว์ชุดพิเศษ แฟชั่นโชว์ชุด “มรดกโขน ผ้าทอพิษณุโลก สู่ชุดพระราชทาน” แสดงให้เห็นถึงการนำผ้าทอท้องถิ่นมาตัดเย็บได้อย่างงดงามและทรงคุณค่า
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อชุมชน?
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดงานแสดงสินค้าทั่วไปเพื่อขายของ แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับหมู่บ้าน กระทรวง อว. ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนำความรู้สมัยใหม่มาช่วยชาวบ้านทำงาน การทำเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดการทำธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
นายดนุพร ปุณณกันต์ กล่าวว่า การเล่าเรื่องราวหรือประวัติความเป็นมาของผ้าแต่ละผืน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ เราต้องสอนให้เยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่รู้จักการทำการตลาดแบบบอกเล่าเรื่องราว สิ่งนี้จะทำให้ลูกค้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของผ้าไทยมากขึ้นกว่าเดิม
หากเราสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับความเก่งกาจดั้งเดิมของชาวบ้านได้ ผ้าทอไทยก็จะไม่ใช่แค่ของฝากตามเทศกาลอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีราคาสูง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องปากท้องในชุมชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด?
กลุ่มแรกที่ได้ประโยชน์เต็มๆ คือชาวบ้านและกลุ่มแม่บ้านทอผ้าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง พวกเขาจะได้เรียนรู้วิธีการใหม่ๆ ในการผลิตผ้าให้มีสีสันสวยงามและใช้งานได้ทนทานมากขึ้น กลุ่มที่สองคือนักศึกษาและอาจารย์ ที่ได้นำทฤษฎีจากในห้องเรียนมาทดลองแก้ปัญหาจริงในพื้นที่
นอกจากนี้ ผู้บริโภคหรือผู้ที่มาร่วมงานก็จะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ในราคาที่ยุติธรรมโดยตรงจากผู้ผลิต ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมสอนทำงานฝีมือให้ผู้ที่สนใจได้ลองทำด้วยตัวเอง ถือเป็นการเรียนรู้ที่สนุกและได้ลงมือทำจริง
ตลอดทั้ง 3 วันของการจัดงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับความสวยงามของวัฒนธรรมที่ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย คุณจะได้เห็นการแสดงศิลปวัฒนธรรม การเล่นดนตรีพื้นบ้าน และเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายอย่างเป็นกันเอง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตคืออะไร?
ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากงานนี้ จะถูกนำไปต่อยอดในการพัฒนาหมู่บ้านต่างๆ ในภาคเหนือต่อไป มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 8 แห่งยืนยันที่จะทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง พวกเขาจะช่วยดูแลตั้งแต่การออกแบบลายผ้า ไปจนถึงการหาช่องทางขายของออนไลน์ให้ชาวบ้าน
การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย และชาวบ้าน จะเป็นรากฐานที่แข็งแรงในการพัฒนาประเทศ หากคุณสนใจอ่านข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำงานวิจัยมาช่วยชุมชน สามารถเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เว็บไซต์ของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
สำหรับใครที่อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่หรือพื้นที่ใกล้เคียง วันนี้ (26 กรกฎาคม 2569) ยังคงเป็นวันสุดท้ายของการจัดงาน คุณสามารถเดินทางไปร่วมงานได้ที่ลาน GRAND HALL 03 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต นี่คือโอกาสดีที่คุณจะได้สนับสนุนสินค้าจากฝีมือคนไทยอย่างแท้จริง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ค้างชำระค่าปรับจราจรในประเทศไทย? บอกลาป้ายภาษีประจำปีของคุณได้เลย!
คำเตือนสภาพอากาศรุนแรงของประเทศไทย: พื้นที่สีแดงเผชิญอุทกภัยและภัยแล้งรุนแรง
ข่าวธุรกิจ Business
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคตเมืองอัจฉริยะ
เชียงราย – เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย จังหวัดเชียงราย">ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เดินทางไปพบปะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรการพัฒนาเมืองอัจฉริยะสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น การพบปะครั้งนี้จัดขึ้น ณ หอปรัชญารัชกาลที่ 9 ภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างแรงบันดาลใจและเสริมแนวคิดการพัฒนาท้องถิ่นให้พร้อมก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน
การอบรมในหลักสูตรพิเศษนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งสำคัญของคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยนเรศวร และสมาคมพลังงานทดแทนสู่ชุมชนแห่งภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 ถึง 17 กรกฎาคม 2569 ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและบุคลากรภาครัฐจากหลายพื้นที่ที่เดินทางมาร่วมงานกันอย่างคึกคัก
ประเด็นสำคัญ
- วิสัยทัศน์ร่วมกัน: ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่น เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาใช้สร้างเมืองอัจฉริยะทั่วทั้งจังหวัด
- ยกระดับความรู้ผู้นำ: การอบรมมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัล การใช้พลังงานสะอาด และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมยุคใหม่แก่บุคลากรภาครัฐ
- เป้าหมายเพื่อประชาชน: โครงการนี้ต้องการให้ผู้บริหารนำความรู้ไปพัฒนางานบริการสาธารณะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
เจาะลึกเนื้อหาหลักสูตร: พลิกโฉมการบริหารด้วยระบบดิจิทัล
หลักสูตรนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เป็นหลัก เพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างแท้จริง เนื้อหาในการอบรมครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้านที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนในปัจจุบัน ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะแก่ประชาชนทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ การอบรมยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในชุมชนระยะยาว ทั้งนี้ ทางหน่วยงานภาครัฐได้สนับสนุนข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทาง เว็บไซต์จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาเมืองในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง

สร้างเครือข่ายความร่วมมือ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้จากการอบรมครั้งนี้คือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคการศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหารจากต่างพื้นที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การขับเคลื่อนนโยบายเมืองอัจฉริยะในระดับท้องถิ่นสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับผู้นำท้องถิ่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต การนำนวัตกรรมมาปรับใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว แต่ยังช่วยกระจายโอกาสการพัฒนาไปสู่ทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม ท่านสามารถศึกษาแนวคิดและหลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครั้งนี้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเริ่มใช้มาตรการควบคุมการค้าชายแดนใหม่ ณ ด่านตรวจ 3 แห่ง
ทางการลาวได้เนรเทศชาวไทย 22 คนกลับไปยังเชียงรายแล้ว หลังจากถูกจับกุมในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับศูนย์รับโทรศัพท์หลอกลวง
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoเตือนภัยด่วน! เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ต้องเฝ้าระวังน้ำป่า 24 ชั่วโมง
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoเหตุการณ์ยิงกันสุดเศร้าในเชียงราย!!เจ้าหน้าที่หมู่บ้านยิงคนร้ายใช้มีดทำร้ายเพื่อช่วยชีวิตลูกชาย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoวิกฤตน้ำป่าเชียงราย! ฝนถล่มหนักข้ามคืน ทะลักท่วม 4 หมู่บ้านและถนนสายหลัก
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days agoตำรวจลาวได้ทลายแก๊งฉ้อโกงข้ามชาติ โดยจับกุมผู้ต้องสงสัย 135 คน รวมถึงชาวไทย 22 คน





