เชียงราย - Chiang Rai News
เจ้าหน้าที่เร่งคุมไฟป่าเชียงรายและพะเยา หลังจุดความร้อนพุ่งช่วงต้นหน้าแล้ง
เชียงราย – ภาคเหนือของไทยเริ่มเข้าสู่หน้าแล้งเร็วขึ้น และเริ่มเห็นไฟป่าขนาดเล็กเกิดขึ้นตามแนวป่าบนพื้นที่ชัน เข้าถึงยาก ควันและหมอกควันจึงกลับมากระทบคนในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมความกังวลเรื่องสุขภาพที่ตามมา เพื่อรับมือสถานการณ์ รัฐเพิ่มการทำงานภาคสนาม…
เชียงราย – ภาคเหนือของไทยเริ่มเข้าสู่หน้าแล้งเร็วขึ้น และเริ่มเห็นไฟป่าขนาดเล็กเกิดขึ้นตามแนวป่าบนพื้นที่ชัน เข้าถึงยาก ควันและหมอกควันจึงกลับมากระทบคนในพื้นที่อีกครั้ง พร้อมความกังวลเรื่องสุขภาพที่ตามมา
เพื่อรับมือสถานการณ์ รัฐเพิ่มการทำงานภาคสนาม สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการระดับชาติด้านการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน สั่งการให้อุทยานแห่งชาติ">กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งหน่วยรับมือไฟป่าอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่พะเยา เชียงราย และลำปาง
คำสั่งนี้ตามมาหลังพบจุดความร้อน 61 จุดในวันเดียว เพราะถ้าไฟข้ามสันเขาลงหุบเขา ไฟจะลามเร็วขึ้นมาก ดังนั้น ความล่าช้าแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ทำให้พื้นที่ไหม้ขยาย และควันสะสมเพิ่มขึ้น
มาตรการป้องกันและควบคุมไฟป่า
วันที่ 4 มีนาคม 2569 กรมอุทยานแห่งชาติฯ รายงานว่า นเรศพร ทิพย์มนต์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและควบคุมไฟป่า เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ที่ศูนย์บัญชาการไฟป่าและหมอกควัน (war room) ของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 จังหวัดเชียงราย
เขากำชับให้หัวหน้าพื้นที่อนุรักษ์ทุกแห่งที่พบจุดความร้อน ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ทันที จากนั้นระดมกำลังเข้าพื้นที่โดยเร็ว และเร่งทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติให้ไวที่สุด
อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง
รายงานภาคสนามระบุว่า อุทยานแห่งชาติดอยภูนางพบจุดความร้อนมากที่สุด รวม 21 จุด เจ้าหน้าที่ระดมกำลังมากกว่า 120 นาย แบ่งเป็น 8 ชุด ปฏิบัติการครอบคลุมอำเภอเชียงม่วนและอำเภอปง โดยเน้นแนวสันเขาเสี่ยง เช่น ดอยถ้ำหมากเมา และดอยสังขระ
เป้าหมายหลักคือกันไฟไม่ให้ไหลลงพื้นที่ต่ำ และไม่ให้ควันกระทบชุมชนปลายน้ำ
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ
ด้านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอพบจุดความร้อน 20 จุด จึงต้องเข้าถึงพื้นที่ให้เร็ว ผู้นำภาคสนามประสานชุดปฏิบัติการไฟป่าเฉพาะทางที่เรียกว่า “เสือไฟ” จากศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงราย
นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับเครือข่ายอาสา และหน่วยงานท้องถิ่นในหลายอำเภอของพะเยา โดยเน้นเข้าพื้นที่ทุรกันดาร คุมไฟที่ยังลุกอยู่ และลดโอกาสการปะทุซ้ำ
หลายพื้นที่อนุรักษ์เดินงานพร้อมกัน
นอกเหนือจากพื้นที่หลัก ทีมงานยังเดินหน้าเฝ้าระวังและดับไฟในหลายจุดพร้อมกัน เพื่อไม่ให้ไฟลามเป็นวงกว้าง
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (ห้ามล่าสัตว์ป่า) ทับพญาลอ เร่งควบคุมจุดความร้อน 8 จุดในพื้นที่พะเยา
- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาช้าง รายงานการปฏิบัติการ 6 จุด
- อุทยานแห่งชาติแม่ปืม ส่งเจ้าหน้าที่ 38 นายเข้าพื้นที่อำเภอภูกามยาว และคาดว่าจะคุมสถานการณ์ได้ภายในวันเดียว
- อุทยานแห่งชาติดอยหลวง รายงานว่าไฟส่วนใหญ่ในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง อยู่ในวงควบคุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังจัดกำลังลาดตระเวนต่อเนื่องเพื่อป้องกันไฟปะทุซ้ำ
เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนเร็ว แผนปีนี้จึงไม่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยตามดับ ทีมงานใช้วิธีเข้าตีไฟเร็ว ทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แนวทางแบบซ้อนชั้นช่วยลดความเสียหายป่าไม้ และลดการสะสมควันในฤดูแล้ง
เชียงรายคงมาตรการห้ามเผา 86 วัน
เชียงรายยังยึดมาตรการห้ามเผาในที่โล่งเป็นหัวใจของการป้องกัน จังหวัดกำหนดช่วงห้ามเผาเข้มงวดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน พร้อมย้ำว่าฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย เป้าหมายคือทำให้ควันจากการเผาลดลง และลดความเสี่ยงไฟป่าลาม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานชี้ว่าข้อมูลจุดความร้อนเป็นสัญญาณเตือนสำคัญ โดยมักใช้การตรวจจับผ่านดาวเทียม เช่น MODIS และ VIIRS เพื่อช่วยให้ทีมภาคสนามเข้าพิกัดได้เร็วขึ้น
ถึงอย่างนั้น จำนวนจุดความร้อนที่ลดลงไม่ได้แปลว่าอากาศดีเสมอไป เพราะค่า PM2.5 ยังขึ้นกับลม การกักอากาศ และควันลอยข้ามอำเภอหรือข้ามจังหวัดด้วย โดยเกณฑ์อ้างอิงด้านสุขภาพของไทยสำหรับ PM2.5 คือค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ท้องถิ่นและชุมชนช่วยทำแนวกันไฟ
ในเชียงราย อำเภอเวียงป่าเป้าระดมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มอาสา และชาวบ้าน ออกลาดตระเวนและทำแนวกันไฟตามจุดเสี่ยงหลายจุด ความร่วมมือแบบนี้ทำให้คุมเหตุได้เร็ว และลดโอกาสเกิดไฟลามใหญ่ อีกด้านหนึ่ง ทีมงานยังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ จังหวัดสื่อสารต่อเนื่องให้ประชาชนช่วยลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่น พร้อมแนะนำวิธีจัดการเศษใบไม้ กิ่งไม้ โดยไม่เผา เช่น ทำปุ๋ยหมัก ทำคอกใบไม้ และเตรียมแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง
หน่วยทหารในพื้นที่ยังสนับสนุนการสื่อสารกับชุมชนตามแนวทาง “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อให้การห้ามเผาทำได้จริงในระดับหมู่บ้าน
การควบคุมไฟป่าต้องใช้ทรัพยากรต่อเนื่อง ทั้งอุปกรณ์และของใช้ป้องกันสุขภาพ เชียงรายจึงผลักดันช่องทางสนับสนุนงบประมาณ และกิจกรรมช่วยเหลือทีมภาคสนามในช่วงเสี่ยงสูง ขณะเดียวกัน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแชร์ข้อมูลประสานงานเป็นระยะ เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ เดินแผนไปในทิศทางเดียวกันเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน

ไฟป่าทำลายป่า หมอกควันกระทบสุขภาพและรายได้
ปัญหาฤดูกาลนี้ไม่ได้จบแค่ดับไฟให้ทัน แต่ยังเกี่ยวกับการรักษาทรัพยากรป่า ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ และลดผลกระทบต่อท่องเที่ยว เกษตรกรรม และงานกลางแจ้ง
หน่วยงานในพื้นที่ย้ำว่าความเร็วและความแม่นยำในการเข้าถึงจุดความร้อนคือเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ การคุมมาตรการห้ามเผา 86 วันให้ต่อเนื่องยังช่วยลดการเกิดไฟซ้ำ และลดควันสะสมระยะยาว
เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้ประชาชนทำสิ่งง่าย ๆ แบบไม่ตื่นตระหนก เช่น ลดกิจกรรมที่ก่อควัน หลีกเลี่ยงการเผาขยะกลางแจ้ง และติดตามประกาศคุณภาพอากาศจากหน่วยงานทางการ
ในวันที่ค่า PM2.5 สูง คนในพื้นที่ควรลดกิจกรรมนอกบ้าน และสวมหน้ากากมาตรฐานเมื่อจำเป็น ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ หากพบไฟหรือควันผิดปกติในพื้นที่เสี่ยง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทันที เพื่อให้ชุดตอบโต้เร็วเข้าพื้นที่ได้ไวกว่าเดิม
ภาพรวมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันปี 2569 สะท้อนบทเรียนเดิมที่ยังใช้ได้เสมอ การบังคับใช้กฎหมายและการสนับสนุนภาคสนามต้องเดินคู่กับความร่วมมือของชุมชน เมื่อการไม่เผากลายเป็นนิสัยร่วมกันของหมู่บ้าน โอกาสได้อากาศที่ปลอดภัยก็ใกล้ขึ้นสำหรับทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายจับมือเมียนมา เดินหน้าลดหมอกควันข้ามแดน
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
เชียงราย - Chiang Rai News
โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเชียงรายเผชิญการปิดตัวลงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ
เชียงราย – จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในระบบการศึกษา เมื่อจำนวนเด็กวัยเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระดับชั้นประถมศึกษา นักเรียนมัธยมปลายวัย 15 ปีคลุ้มคลั่งกราดยิงในโรงเรียน โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต">โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งในพื้นที่ชนบทและบนดอยสูงกำลังเสี่ยงที่จะถูกยุบหรือควบรวมกิจการ สิ่งนี้ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลอย่างมากว่าอนาคตของเด็กๆ จะเป็นอย่างไร
แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง วิกฤตนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การลดลงของจำนวนเด็กหมายความว่าภาครัฐสามารถจัดสรรงบประมาณใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำไปสู่การเพิ่มคุณภาพการศึกษาต่อหัวให้เด็กเชียงรายอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
ประเด็นสำคัญ
- สถิติชี้ชัดว่าจำนวนนักเรียนระดับชั้นประถมทั่วประเทศลดลงกว่า 4.49 แสนคนภายในเวลาเพียงแค่ 4 ปี
- การยุบโรงเรียนบนดอยต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ระยะทางการเดินทาง และภาษาแม่ของเด็กกลุ่มชาติพันธุ์
- จำนวนเด็กที่ลดลงคือโอกาสทองที่รัฐบาลจะสามารถจัดสรรงบประมาณต่อหัวให้สูงขึ้นและตรงจุดมากขึ้น
สถิติเด็กลดลง สะท้อนโจทย์ใหญ่ด้านการศึกษา
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือ สพฐ. ระบุชัดเจนว่า จำนวนนักเรียนในประเทศไทยกำลังลดลงอย่างน่าตกใจ ในช่วงปีการศึกษา 2565 ถึง 2569 มีนักเรียนหายไปจากระบบถึง 6.79 เปอร์เซ็นต์ หรือเกือบห้าแสนคน
เฉพาะระดับประถมศึกษาเพียงอย่างเดียว มีจำนวนเด็กนักเรียนลดลงไปมากกว่า 3 แสนคน ตัวเลขที่ลดลงนี้ไม่ได้หมายความว่าภาระงานด้านการศึกษาของรัฐจะน้อยลงตามไปด้วย ตรงกันข้าม มันกลับสร้างคำถามใหญ่เรื่องคุณภาพการเรียนการสอน
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เด็กกลุ่มเล็กๆ ในชนบทจะได้รับการศึกษาที่ดีเท่าเทียมกับที่อื่นหรือไม่ พวกเขาจะมีครูสอนครบทุกชั้นและมีอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยเหมือนเด็กในเมืองใหญ่หรือเปล่า นี่คือโจทย์ที่ท้าทายมากในยุคปัจจุบัน
บริบทเชียงรายกับความซับซ้อนของโรงเรียนบนดอย
ปัญหาการยุบหรือควบรวมโรงเรียนในจังหวัดเชียงรายมีความซับซ้อนกว่าพื้นที่อื่นของประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากโรงเรียนหลายแห่งตั้งอยู่บนภูเขาสูง พื้นที่ชนบทห่างไกล หรือตามแนวชายแดน การเดินทางไปโรงเรียนในแต่ละวันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเด็กๆ
การใช้เกณฑ์จำนวนเด็กเพียงอย่างเดียวเพื่อยุบโรงเรียนจึงไม่ควรนำมาใช้แบบเดียวกันทั้งจังหวัด หากยุบโรงเรียนแล้วเด็กต้องเดินทางไกลขึ้น ต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด หรือผู้ปกครองต้องเสียค่าเดินทางแพงขึ้น นั่นจะกลายเป็นการผลักภาระให้ครอบครัวที่ยากจนอย่างไม่เป็นธรรม
รายงานสถานการณ์จาก UNICEF Thailand ชี้ว่าเด็กในชุมชนเปราะบางยังมีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ของพวกเขายังคงถูกกำหนดโดยฐานะทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรของโรงเรียน และอุปสรรคด้านภาษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โรงเรียนขนาดเล็กคือหัวใจของชุมชนชายขอบ
สำหรับหลายหมู่บ้านบนดอย โรงเรียนประถมไม่ได้เป็นแค่สถานที่สำหรับเรียนหนังสือตามหลักสูตรเท่านั้น แต่มันคือศูนย์กลางของชุมชนที่คอยดูแลชีวิตและสุขภาพของเด็กๆ พวกเขาได้กินอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ ได้รับวัคซีนพื้นฐาน และได้ทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน
โรงเรียนยังเป็นด่านแรกที่ช่วยคัดกรองปัญหาต่างๆ ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ความรุนแรง หรือปัญหาเด็กขาดสารอาหาร ครูในโรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้คือคนที่ใกล้ชิดและเข้าใจบริบทชีวิตของเด็กแต่ละคนมากที่สุด
ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจควบรวมโรงเรียน รัฐต้องลงพื้นที่เพื่อประเมินผลกระทบอย่างละเอียดเสียก่อน ต้องพิจารณาถึงระยะทางจริง ความปลอดภัยบนท้องถนนในฤดูฝน ตลอดจนความแตกต่างทางภาษาและชาติพันธุ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กต้องสูญเสียโอกาสในการเรียน
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส จัดสรรงบประมาณใหม่
ในมุมมองเชิงบวก เมื่อจำนวนเด็กในระบบน้อยลง รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรใช้โอกาสนี้ในการจัดสรรงบประมาณให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น หากจำนวนเงินงบประมาณยังคงเท่าเดิมแต่จำนวนเด็กน้อยลง งบสนับสนุนต่อหัวของนักเรียนก็ควรจะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
งบประมาณที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพอาหารกลางวัน จัดหาอุปกรณ์ดิจิทัลที่ทันสมัย และจ้างครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้ครอบคลุมทุกโรงเรียน นี่คือการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการสร้างอนาคตของชาติ
จังหวัดเชียงรายควรเร่งจัดทำแผนที่ข้อมูลโรงเรียนระดับตำบล เพื่อสำรวจความต้องการและเติมเต็มทรัพยากรให้ตรงจุดที่สุด การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม
บทบาทของชุมชนในการอุ้มชูการศึกษา
การแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานรัฐได้เพียงฝ่ายเดียว ชุมชนและผู้ปกครองในพื้นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางของโรงเรียนด้วย เสียงของคนในพื้นที่คือข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการสะท้อนปัญหาที่แท้จริง
ผู้นำชุมชนสามารถทำงานร่วมกับโรงเรียนเพื่อออกแบบหลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต หากมีการควบรวมโรงเรียนจริง ชุมชนควรมีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะเดินทางไปกลับได้อย่างปลอดภัยในทุกฤดูกาล
ท้ายที่สุดแล้ว การยุบหรือคงไว้ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กต้องยึดผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นที่ตั้ง ข้อมูลข่าวสารจาก นครเชียงรายนิวส์ ช่วยย้ำเตือนให้สังคมตระหนักว่า เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเด็กเชียงรายทุกคน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หมอเชียงรายสุดเจ๋ง! คว้ารองชนะเลิศเวทีแพทย์ระดับโลกที่สเปน
จับหนุ่มโรแมนซ์สแกม ใช้ AI ปลอมเอกสาร ตุ๋นเหยื่อ 21 ล้าน
เชียงราย - Chiang Rai News
พื้นที่เกษตรกรรมเชียงรายถูกคุกคามจากมลพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมาร์
เชียงราย – ชาวบ้านและชุมชนลุ่มน้ำในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังเผชิญวิกฤตมลพิษทางน้ำอย่างหนักในขณะนี้ ปัญหานี้มีต้นตอมาจากการปล่อยสารเคมีของเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาที่ไหลข้ามพรมแดนมา สารพิษเหล่านี้กำลังทำลายวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของคนในพื้นที่อย่างรุนแรง
ล่าสุด เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้จัดเวทีสาธารณะเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่างชาวบ้านและหน่วยงานรัฐ ผู้เข้าร่วมงานต่างวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล อย่างหนัก พวกเขามองว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาล่าช้าและไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
ประเด็นสำคัญ
- มลพิษทำลายเศรษฐกิจ: สารโลหะหนักจากเหมืองกระทบแหล่งน้ำทำกิน พื้นที่เกษตรกว่า 65,000 ไร่ และทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกที่พัก
- จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา: ชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นเรียกร้องให้รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน เร่งหาแหล่งน้ำสำรองและตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง
- เสนอมาตรการขั้นเด็ดขาด: นักวิชาการเสนอใช้มาตรการ “1 เปิด 3 ตัด” ระงับการนำเข้าและส่งออกแร่เพื่อกดดันเหมืองในเมียนมา
วิกฤตน้ำปนเปื้อนกระทบปากท้องและการท่องเที่ยว
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากคลองชลประทานได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกกว่า 65,000 ไร่ต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำแม่สาย ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเกษตรกรขาดความมั่นใจและไม่รู้ว่าจะหาน้ำสะอาดมาใช้ทดแทนได้จากที่ไหน หากน้ำประปาปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก
นอกจากนี้ ปัญหาน้ำเสียยังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอำเภอแม่สาย ตัวแทนชุมชนสายลมจอยเปิดเผยว่า มีกรุ๊ปทัวร์ยกเลิกการจองห้องพักในช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ไปแล้วถึงสองกลุ่ม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อความปลอดภัยในพื้นที่ลดลงอย่างมาก
วิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านลุ่มน้ำก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน ในอดีตชาวบ้านสามารถจับปลา หาปู และเก็บพืชผักริมน้ำมาทำอาหารได้อย่างปลอดภัย แต่ปัจจุบันไม่มีใครกล้าลงไปในน้ำหรือนำผลผลิตจากแหล่งน้ำมาบริโภคอีกแล้ว
เสียงสะท้อนจากสภาและตัวแทนประชาชน
นักการเมืองในพื้นที่ไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน นางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาแล้ว เธอได้ตั้งกระทู้ถามและประสานงานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อผลักดันให้ปัญหาเหมืองเมียนมาเป็นวาระแห่งชาติ
ด้าน น.ส.มณีรัตน์ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาวิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลเช่นเดียวกัน เธอมองว่ารัฐบาลยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้เท่าที่ควร เธอจึงได้เสนอแผนการทำงานแบ่งเป็นสามระยะเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
แผนดังกล่าวเริ่มจากการดูแลเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้และการตรวจสุขภาพของประชาชนในระยะเร่งด่วน จากนั้นจึงทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหมืองและสารเคมีในระยะกลาง ส่วนในระยะยาวคือการผลักดันเรื่องนี้เข้าสู่เวทีเจรจาระดับภูมิภาคและนานาชาติ
ทางออกและข้อเสนอแนะสู่อนาคต
ภาควิชาการได้เสนอแนวทางที่น่าสนใจเพื่อกดดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการค้าแร่ระหว่างประเทศ เขาเสนอมาตรการที่เรียกว่า “1 เปิด 3 ตัด” เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้เจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน
มาตรการนี้คือการเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าและส่งออกแร่ รวมถึงเครื่องจักรและสารเคมีที่ใช้ทำเหมือง ส่วนมาตรการ “ตัด” คือการระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา ระงับการส่งออกสารเคมีไปเมียนมา และห้ามขนส่งแร่ผ่านไทยไปยังประเทศจีน
ข้อเสนอทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการเหมืองต้องหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ชาวบ้านก็เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งศูนย์ข้อมูลกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลคุณภาพน้ำได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่าปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือความหวาดระแวงและความไม่มั่นใจ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคุณภาพน้ำกระจัดกระจายและมาจากหลายหน่วยงาน ทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าควรเชื่อถือข้อมูลจากแหล่งใด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการจัดการวิกฤตนี้อย่างเร่งด่วน
หากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อต่อไป ความเสียหายจะไม่จำกัดอยู่แค่ในอำเภอแม่สายเท่านั้น แต่มันจะลุกลามไปยังระบบเศรษฐกิจและสาธารณสุขของจังหวัดเชียงรายทั้งหมด ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำประเทศต้องแสดงความเด็ดขาดในการปกป้องคุณภาพชีวิตของประชาชน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ภัยเงียบ! สารหนูในแม่น้ำกกและสายยังสูงเกินเกณฑ์
เชียงรายเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลกาแฟปางขอนครั้งแรก
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายรวมพลังจิตอาสาพัฒนาหนองบัวรับวันนวมินทรมหาราช
เชียงราย – เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้จัดกิจกรรมจิตอาสาครั้งสำคัญขึ้นในพื้นที่ตำบลบ้านดู่ กิจกรรมนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและทำความสะอาดบริเวณหนองบัว ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน โดยมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนจิตอาสาเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น
จุดประสงค์หลักของงานคือการฟื้นฟูแหล่งน้ำและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ งานจิตอาสาครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในวันนวมินทรมหาราช ซึ่งตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม ของทุกปี ทุกภาคส่วนต่างพร้อมใจกันทำงานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต่างมีรอยยิ้มและมุ่งมั่นที่จะทำความดีเพื่อสังคมและชุมชนของตนเอง
ประเด็นสำคัญ
- ผู้นำลงพื้นที่จริง: ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายนำทีมข้าราชการและประชาชนทำความสะอาดหนองบัวอย่างใกล้ชิด
- ใช้นวัตกรรมท้องถิ่นแก้ปัญหา: มีการนำเรือดันวัชพืชฝีมือมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายมาใช้ฟื้นฟูแหล่งน้ำให้สะอาดขึ้น
- รำลึกถึงรัชกาลที่ 9: กิจกรรมปล่อยปลาและพัฒนาพื้นที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและสร้างความยั่งยืน
นวัตกรรมฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อชุมชน
ปฏิบัติการกำจัดวัชพืชที่หนองบัวครั้งนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนในท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ ผู้ว่าราชการจังหวัดนำทีมอาสาสมัครไปทดสอบเรือดันวัชพืชแบบพิเศษ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นโดยบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การใช้เรือลำนี้ช่วยเร่งกระบวนการทำความสะอาดและลดแรงงานคนได้อย่างมาก เปลี่ยนทางน้ำที่เคยตื้นเขินและเต็มไปด้วยวัชพืชให้กลายเป็นแหล่งน้ำที่ใสสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย
สร้างความยั่งยืนให้ระบบนิเวศและชุมชน
นอกจากการจัดเก็บขยะและวัชพืชแล้ว กลุ่มจิตอาสายังได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดหลากหลายชนิดลงสู่หนองบัว การปล่อยปลาครั้งนี้ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น หนองบัวจึงไม่เป็นเพียงแค่หนองน้ำธรรมดา แต่ยังกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่สำคัญของอำเภอเมืองเชียงราย นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนอีกด้วย
กิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามัคคีของคนในจังหวัดเชียงรายได้อย่างชัดเจน การร่วมมือกันไม่เพียงแต่ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แต่ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนรู้จักหวงแหนธรรมชาติ การดูแลรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในระยะยาว ความสำเร็จในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนตลอดไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หมอเชียงรายสุดเจ๋ง! คว้ารองชนะเลิศเวทีแพทย์ระดับโลกที่สเปน
งานวิ่ง Phu Chi Fa Trail Run 2026 ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในอำเภอพาน พร้อมยึดยาเมทแอมเฟตามีน 96 เม็ด
-
ข่าว - News5 days agoสลด! หนุ่มโดดหลุมลึก 60 เมตร ดับคาอุทยานฯ เซ่นรักต้องห้าม

