ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายสติไม่สมประกอบยิงปืนใส่ตำรวจ 4 นัด ก่อนถูกยิงเสียชีวิต
น่าน – เกิดเหตุยิงปะทะกันบนถนนในอำเภอท่าวังผา หลังจากชายวัย 36 ปี ขี่รถจักรยานยนต์วนไปรอบหมู่บ้านเพื่อหาตำรวจ เนื่องจากมีอาการคลุ้มคลั่งจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์ จากนั้นเขาก็ชักปืนออกมายิงใส่ตำรวจ 4 นัด ทำให้ตำรวจต้องยิงตอบโต้ ส่งผลให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต
พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผบก.ภ.น่าน ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุบนถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 4022 บริเวณบ้านฮวก หมู่ 4 ตำบลแสนทอง อำเภอท่าวังผา หลังมีเหตุเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ท่าวังผา ยิงปะทะกับผู้ก่อเหตุระหว่างพยายามควบคุมตัว เมื่อกลางดึกวันที่ 25 ก.พ. 2569
ผู้เสียชีวิตคือ นายภัทรกร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 36 ปี ชาวบ้านระบุว่า ก่อนเกิดเหตุเขาไปร่วมวงดื่มกับชายอายุ 63 ปี ในหมู่บ้าน และมีอาการคลุ้มคลั่งเสียงดังโวยวาย ต่อมาขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนตามหาเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่ แต่ไม่พบตัว
ระหว่างขี่รถไปมา ผู้ก่อเหตุยังไปข่มขู่ภรรยาของตำรวจรายดังกล่าว โดยหยิบลูกกระสุนจากกระเป๋าคาดเอวออกมา และพูดในลักษณะข่มขู่ว่า “เอาเม็ดไหน” ทำให้ชาวบ้านตกใจและรีบแจ้งตำรวจให้เข้าระงับเหตุ
เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวเพื่อควบคุมสถานการณ์ ผู้ก่อเหตุกลับเร่งเครื่องหลบหนี มุ่งหน้าไปทางบ้านนาหนุนซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ระหว่างทางรถจักรยานยนต์ล้ม ตำรวจจึงเข้าประชิดตัว แต่ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงใส่ตำรวจ 4 นัด กระสุนไปถูกหม้อน้ำและกระจกของรถสายตรวจ
ตำรวจจึงยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว อย่างไรก็ตาม กระสุนไปโดนคนที่ซ้อนท้ายผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บ 1 นัด แต่ผู้ก่อเหตุยังลุกขึ้นขี่รถหนีต่อ แล้วใช้อาวุธปืนยิงใส่รถที่ขับสวนมา รวมถึงยิงใส่รถตำรวจที่เข้ามาเสริมกำลัง
ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงตอบโต้ 2 นัด กระสุนถูกผู้ก่อเหตุจนรถล้มกลางถนน แม้ยังพยายามบรรจุกระสุนเพื่อยิงต่อ แต่สุดท้ายล้มหมดแรง เจ้าหน้าที่รีบนำส่งโรงพยาบาล ทว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา
หลังตรวจสอบกระเป๋าคาดเอว พบปลอกกระสุน ซองบรรจุยาบ้า และอุปกรณ์เสพ แต่ไม่พบยาเสพติด คาดว่าเสพหมดก่อนเกิดเหตุ
ด้าน พล.ต.ต.ดเรศ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเคยมีชีวิตปกติ มีครอบครัว และเป็นพ่อของลูกวัยขวบเศษ อีกทั้งเคยได้รับใบประกาศยกย่องระดับจังหวัดมาก่อน แต่ภายหลังเข้าไปพัวพันยาเสพติด เคยถูกส่งบำบัดที่โรงพยาบาลน่าน 3 ครั้ง และเคยถูกควบคุมเพื่อสงบสติอารมณ์หลายครั้ง
เจ้าหน้าที่ยังได้รับข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เคยมีพฤติกรรมคลุ้มคลั่ง อ้างตนเป็นทหารของพระเจ้าตาก และถือมีดรำดาบกลางหมู่บ้าน จนถูกนำตัวส่งบำบัดมาแล้ว โดยตำรวจคาดว่าอาจมีความคับข้องใจสะสมจากเหตุที่ผ่านมา จนนำไปสู่ความรุนแรงครั้งนี้
ทั้งนี้ ตำรวจเตรียมตรวจสอบขั้นตอนการใช้อาวุธปืนตามระเบียบอย่างละเอียด เพื่อความโปร่งใส และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงเก็บเงินปลายทางแล้ว
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายจับกุมผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงเก็บเงินปลายทางแล้ว
เชียงราย – บริษัทขนส่งหลายเจ้า เช่น ไปรษณีย์ไทย, Flash Express, KEX Express (Kerry), J&T Express, Best Express ฯลฯ ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มูลค่าสูง แล้วหลบเลี่ยงการจ่ายเงินด้วยสลิปปลอม ล่าสุดตำรวจท่องเที่ยวตามจับผู้ต้องหาตามหมายจับได้ในพื้นที่ จ.เชียงราย
วันนี้ (26 ก.พ. 69) พล.ต.ต.โอภาร เอี่ยมประภาส ผบก.ทท.2 พร้อมด้วย พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผกก.2 บก.ทท.2 และ พ.ต.ท.อิสระ บุญนำ สว.ส.ทท.2 กก.2 บก.ทท.2 สั่งการให้ชุดปฏิบัติการของตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับฝ่ายสืบสวน ตม.จว.เชียงราย และตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ออกติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาล หลังได้รับข้อมูลว่าหลบหนีเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่
เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเป้าหมายที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใน ต.ดงชัย อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องหานัดให้บริษัทขนส่งนำสินค้ามาส่ง จากนั้นพบ นายกฤตภาส (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ชาว ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญามีนบุรี ที่ 1117/2565 ลงวันที่ 12 ต.ค. 2565
ข้อกล่าวหาในหมายจับคือ “ร่วมกันฉ้อโกง โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน” เจ้าหน้าที่แสดงหมายจับ แจ้งข้อหาและสิทธิ ก่อนควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวเชียงราย และส่งต่อให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงราย ดำเนินคดีตามกฎหมาย
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบว่า ผู้ต้องหามีหมายจับศาลแขวงบางบอนอีก 1 หมาย ในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ด้านพฤติการณ์ ผู้ต้องหามักสั่งสินค้าออนไลน์ราคาแพง เช่น ทองคำ มูลค่าตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท โดยเลือกแบบเก็บเงินปลายทาง แล้วใช้ชื่อและนามสกุลปลอม อีกทั้งเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ทุกครั้ง ตระเวนสั่งตามหลายอำเภอ และเปลี่ยนจุดนัดรับตลอด ทำให้การตรวจสอบทำได้ยาก
เมื่อถึงเวลารับของ ผู้ต้องหาจะนำสลิปการจ่ายเงินปลอมมาแสดงให้พนักงานส่งพัสดุ เพื่อให้ส่งมอบสินค้าให้ก่อน ส่งผลให้บริษัทขนส่งหลายรายได้รับความเสียหาย
เจ้าหน้าที่จึงฝากเตือนไปยังผู้ขายสินค้าออนไลน์และบริษัทรับส่งพัสดุ ให้ตรวจสอบการชำระเงินให้ชัดเจนก่อนส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะรายการมูลค่าสูง และกรณีที่ผู้รับมีพฤติกรรมเปลี่ยนชื่อ เบอร์ หรือจุดรับสินค้าบ่อยผิดปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สธ. ยัน “น้ำกก” เชียงราย ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย ไม่กระทบต่อสุขภาพ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
นักเรียนถูกหลอกให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ดปลอม โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังกลายเป็นอาชญากร
เชียงราย – 24 ก.พ. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำกำลังกว่า 40 นาย บุกตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายซิมการ์ดข้ามชาติ เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเข้าตรวจทั้งหมด 8 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
ผลการตรวจค้น ชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่ พร้อมของกลางซิมโทรศัพท์จำนวนมากบรรจุในกล่องพัสดุ, น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่, และนายปรัชญา อายุ 36 ปี จับได้ในเชียงราย ซึ่งทำงานเป็นพนักงานขายของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนอีกทีมเข้าตรวจค้นบ้านที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 5 จุด ในอำเภอแม่สายและอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อหาหลักฐานและขยายผลผู้ร่วมขบวนการ
ต้นเรื่องเริ่มจาก “คดีแจ้งความออนไลน์” แต่เจอความผิดปกติของซิม
คดีนี้เริ่มจากวันที่ 4 ธ.ค. 2568 เมื่อศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ตรวจพบการร้องทุกข์ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 8 เคสไอดี ต่อมาพบหมายเลขโทรศัพท์คนร้าย 7 หมายเลขมีพฤติกรรมการลงทะเบียนซิมที่ผิดจากคดีอื่นอย่างชัดเจน
เมื่อตรวจสอบเชิงลึก ตำรวจพบว่าเบอร์ต้องสงสัยเหล่านี้ลงทะเบียนในชื่อเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และยังเกี่ยวพันกับรูปแบบหลอกลวงปลอมเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA THAILAND) หลอกให้โอนเงินค่าเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า
จากข้อมูลนี้ ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งให้ตำรวจและชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ที่รับผิดชอบพื้นที่เชียงใหม่ ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงทันที
พบพฤติการณ์เข้าหาโรงเรียน อ้างแจกซิมเพื่อการศึกษา แต่สแกนหน้าเปิดหลายซิม
ตำรวจลงพื้นที่แล้วพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยเกิดขึ้น 2 ครั้งในโรงเรียนพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ครั้งแรก วันที่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านสุขฤทัย (ระดับมัธยมศึกษา) และอีกครั้งวันที่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านห้วยศาลา (ระดับประถมศึกษา)
ทั้งสองเหตุมีลักษณะคล้ายกัน คือมีกลุ่มคนประมาณ 4 คน อ้างตัวว่ามาจากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ สาขาจังหวัดเชียงราย โดยติดต่อโรงเรียนว่าอยากแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียน
เมื่อเด็กสนใจสมัครใช้งาน กลุ่มดังกล่าวขอบัตรประชาชนของนักเรียน นำไปสแกนพร้อมผูกเบอร์ และให้เด็กสแกนใบหน้าหลายครั้งเพื่อ “เปิดใช้งานซิม”
ตำรวจเชื่อว่ากลุ่มที่อ้างเป็นพนักงานบริษัทเครือข่าย 4 คน นำข้อมูลซิมไปขายต่อให้เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ เพราะมีพฤติการณ์สแกนใบหน้าเด็กอายุราว 8-10 กว่าปี เพื่อเปิดซิมหลายหมายเลขต่อคน แต่ให้เด็กกลับบ้านไปเพียงคนละ 1 ซิมเท่านั้น
ต่อมาตำรวจแจ้งผู้อำนวยการทั้งสองโรงเรียนให้รับทราบ และให้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 เพื่อยืนยันว่าเด็กนักเรียนถูกหลอกและได้รับความเสียหาย
หลังรวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย และติดตามจับกุมได้ในที่สุด
ผอ.โรงเรียนเล่าเหตุการณ์ เห็นว่าเป็นกิจกรรมให้ความรู้ จึงอนุญาตให้เข้ามา
นายนิรันดร์ อวรรณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยศาลา เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มคนติดต่อโรงเรียนพร้อมเอกสาร ระบุว่าจะมาจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องแก๊งสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อใช้ในการเรียน
โรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กและครอบครัว จึงอนุญาตให้จัดกิจกรรมได้ พอถึงวันนัดหมาย มีกลุ่มคน 4 คน ชาย 2 หญิง 2 สวมเสื้อสีส้มของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์เข้ามาเป็นวิทยากร โดยโรงเรียนคัดนักเรียนที่มีบัตรประชาชนราว 40 คนเข้าร่วม
หลังให้ความรู้ กลุ่มดังกล่าวเริ่มแจกซิม และขอให้เด็กสแกนบัตรประชาชนกับสแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งาน จุดที่ดูผิดปกติคือเด็กบางคนต้องสแกนหน้าซ้ำหลายครั้ง โดยอีกฝ่ายอ้างว่าสแกนไม่ติด โรงเรียนจึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นการสแกนเพื่อเปิดซิมหลายใบในชื่อเด็กคนเดียว
สุดท้ายเด็กแต่ละคนได้ซิมกลับบ้านคนละ 1 ซิม บางคนใช้งานไม่ได้ จนต่อมาตำรวจกองปราบฯ เข้ามาประสานที่โรงเรียน จึงรู้ว่าซิมที่ลงทะเบียนชื่อเด็กบางรายถูกนำไปใช้ก่อเหตุผิดกฎหมาย
ผู้อำนวยการระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ปกครองและครูกังวลมาก เพราะเด็กที่ไม่รู้เรื่องอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับคดี ทั้งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เขายังฝากเตือนโรงเรียนอื่นๆ ให้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนรับกิจกรรมจากบุคคลภายนอก และได้แจ้งหน่วยงานการศึกษาแล้ว เพราะเชื่อว่าโรงเรียนในพื้นที่อื่นอาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
เด็กสองโรงเรียนอาจโดนหลอกเกิน 200 คน ตำรวจเร่งประสานค่ายมือถือระงับเบอร์
แนวทางสืบสวนล่าสุดพบว่า เด็กนักเรียนที่อาจตกเป็นเหยื่อจาก 2 โรงเรียนรวมกันมากกว่า 200 คน และอาจมีโรงเรียนอื่นในภาคเหนือได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ตำรวจเชื่อว่าซิมที่เปิดในชื่อเด็กถูกขายต่อไปยังเครือข่ายสแกมเมอร์ฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งติดชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขณะนี้ตำรวจกำลังประสานบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อระงับหมายเลขที่เปิดจากข้อมูลเด็กโดยเร่งด่วน
ข้อหาที่แจ้งเบื้องต้น และท่าทีผู้ต้องหา
ตำรวจแจ้งข้อหาเบื้องต้น ได้แก่
- ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลงทะเบียนผู้ใช้ในนามของบุคคลอื่น โทษจำคุก 2-5 ปี ปรับ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันใช้ข้อมูลของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลบุคคล เพื่อนำไปให้ผู้อื่นใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำผิด ตำรวจนำตัวส่ง สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบสวน ฝากขัง และเดินหน้าขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักเรียนชั้น ม.1 หวาดกลัวสุดขีด หลังถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแกและดูถูกเหยียดหยามที่โรงเรียน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
“นานา ไรบีนา” และ “เวย์ ไทยทาเนียม” ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงเป็นจำนวนเงินเกิน 100 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – อัยการยื่นฟ้อง “นานา ไรบีนา” และ “เวย์ ไทเทเนียม” พร้อมนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ต่อศาลอาญาในคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมมากกว่า 100 ล้านบาท ขณะเดียวกันฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.พ. ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ยื่นฟ้อง นางไรบีนา อินทชัย อายุ 44 ปี, นายปริญญา อินทชัย อายุ 44 ปี, บริษัท ฟลิกค์ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักส์ชั่นส์ จำกัด (โดยนางไรบีนา), และบริษัท ไรบีนา 2016 จำกัด (โดยนางไรบีนา) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม
อัยการระบุในคำฟ้องว่า ช่วงเดือนเมษายน 2564 ถึงเดือนตุลาคม 2568 จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย (มากกว่า 10 ราย) ด้วยการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ เพื่อชักชวนให้โอนเงินร่วมลงทุน โดยอ้างว่าจะนำไปทำธุรกิจหลายประเภท เช่น ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล, ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์, ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา, กองทุนเพื่อลงทุนในกิจการต่าง ๆ, ซื้อหุ้น, ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ในคำฟ้องยังระบุว่า จำเลยเสนอผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 4 หรือร้อยละ 7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินที่นำมาลงทุน ซึ่งสูงกว่ากรอบดอกเบี้ยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้เสียหายทั้ง 11 รายจึงตัดสินใจโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารตามที่จำเลยและพวกแจ้ง
อย่างไรก็ตาม อัยการกล่าวหาว่าการชักชวนทั้งหมดเป็นข้อความเท็จ เพราะจำเลยไม่มีเจตนานำเงินไปลงทุนตามที่อ้าง แต่กลับนำเงินไปหมุนเวียนจ่ายให้ผู้ลงทุนรายอื่นในลักษณะต่อเงินกันไปมา และตั้งใจใช้กลอุบายตั้งแต่ต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินของผู้เสียหาย ขณะที่ชั้นสอบสวน จำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ
อัยการยังชี้ว่า คดีมีความเสียหายมากกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลต่อผู้เสียหายทั้ง 11 ราย และกระทบเป็นวงกว้าง จึงขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก หากจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านด้วย
ส่วนเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย อัยการขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามกฎหมาย นับตั้งแต่วันที่กู้ยืมจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยระบุยอดตามคำฟ้องดังนี้
- ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 41,683,337 บาท
- ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 46,394,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 28,795,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,550,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 3,150,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 4,364,500 บาท
- ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 2,970,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 8 จำนวน 1,500,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 9 จำนวน 13,951,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 10 จำนวน 4,000,000 บาท
- ผู้เสียหายที่ 11 จำนวน 23,684,077 บาท
ศาลรับฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ อ.508/2569 โดยอัยการนำตัวจำเลยมายื่นฟ้องต่อศาล และจำเลยบางรายยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ประเทศไทยเปิดแคมเปญ “ทุกการเกิดมีความสำคัญ” รับมืออัตราเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days ago
มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ เควนติน กริฟฟิธส์ เสียชีวิตหลังพลัดตกจากคอนโดหรูในพัทยา
-
เชียงราย - Chiang Rai News3 days ago
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days ago
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย





