ข่าวอาชญากรรม - Crime
นักเรียนถูกหลอกให้สแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งานซิมการ์ดปลอม โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังกลายเป็นอาชญากร
เชียงราย – 24 ก.พ. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำกำลังกว่า 40 นาย บุกตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายซิมการ์ดข้ามชาติ เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเข้าตรวจทั้งหมด 8 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ผลการตรวจค้น…
เชียงราย – 24 ก.พ. 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นำกำลังกว่า 40 นาย บุกตรวจค้นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายซิมการ์ดข้ามชาติ เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุฉ้อโกงออนไลน์ โดยเข้าตรวจทั้งหมด 8 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย
ผลการตรวจค้น ชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ได้แก่ น.ส.จิราภรณ์ อายุ 36 ปี จับได้ที่บ้านในรถบรรทุกแก๊สพลิคว่ำและเกิดไฟลุกไหม้บนทางด่วนเชียงใหม่-ลำปาง">เชียงใหม่ พร้อมของกลางซิมโทรศัพท์จำนวนมากบรรจุในกล่องพัสดุ, น.ส.เบญจมาศ อายุ 29 ปี จับได้ที่บ้านในเชียงใหม่, และนายปรัชญา อายุ 36 ปี จับได้ในเชียงราย ซึ่งทำงานเป็นพนักงานขายของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์แห่งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนอีกทีมเข้าตรวจค้นบ้านที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 5 จุด ในอำเภอแม่สายและอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อหาหลักฐานและขยายผลผู้ร่วมขบวนการ
ต้นเรื่องเริ่มจาก “คดีแจ้งความออนไลน์” แต่เจอความผิดปกติของซิม
คดีนี้เริ่มจากวันที่ 4 ธ.ค. 2568 เมื่อศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ตรวจพบการร้องทุกข์ผ่านระบบแจ้งความออนไลน์ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 จำนวน 8 เคสไอดี ต่อมาพบหมายเลขโทรศัพท์คนร้าย 7 หมายเลขมีพฤติกรรมการลงทะเบียนซิมที่ผิดจากคดีอื่นอย่างชัดเจน
เมื่อตรวจสอบเชิงลึก ตำรวจพบว่าเบอร์ต้องสงสัยเหล่านี้ลงทะเบียนในชื่อเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และยังเกี่ยวพันกับรูปแบบหลอกลวงปลอมเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA THAILAND) หลอกให้โอนเงินค่าเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า
จากข้อมูลนี้ ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งให้ตำรวจและชุดสืบสวน กก.4 บก.ป. ที่รับผิดชอบพื้นที่เชียงใหม่ ลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงทันที
พบพฤติการณ์เข้าหาโรงเรียน อ้างแจกซิมเพื่อการศึกษา แต่สแกนหน้าเปิดหลายซิม
ตำรวจลงพื้นที่แล้วพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยเกิดขึ้น 2 ครั้งในโรงเรียนพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
ครั้งแรก วันที่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านสุขฤทัย (ระดับมัธยมศึกษา) และอีกครั้งวันที่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ที่โรงเรียนบ้านห้วยศาลา (ระดับประถมศึกษา)
ทั้งสองเหตุมีลักษณะคล้ายกัน คือมีกลุ่มคนประมาณ 4 คน อ้างตัวว่ามาจากบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ สาขาจังหวัดเชียงราย โดยติดต่อโรงเรียนว่าอยากแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อสนับสนุนการเรียน
เมื่อเด็กสนใจสมัครใช้งาน กลุ่มดังกล่าวขอบัตรประชาชนของนักเรียน นำไปสแกนพร้อมผูกเบอร์ และให้เด็กสแกนใบหน้าหลายครั้งเพื่อ “เปิดใช้งานซิม”
ตำรวจเชื่อว่ากลุ่มที่อ้างเป็นพนักงานบริษัทเครือข่าย 4 คน นำข้อมูลซิมไปขายต่อให้เครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ เพื่อนำไปใช้ก่ออาชญากรรมออนไลน์ เพราะมีพฤติการณ์สแกนใบหน้าเด็กอายุราว 8-10 กว่าปี เพื่อเปิดซิมหลายหมายเลขต่อคน แต่ให้เด็กกลับบ้านไปเพียงคนละ 1 ซิมเท่านั้น
ต่อมาตำรวจแจ้งผู้อำนวยการทั้งสองโรงเรียนให้รับทราบ และให้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 เพื่อยืนยันว่าเด็กนักเรียนถูกหลอกและได้รับความเสียหาย
หลังรวบรวมพยานหลักฐาน ตำรวจขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย และติดตามจับกุมได้ในที่สุด
ผอ.โรงเรียนเล่าเหตุการณ์ เห็นว่าเป็นกิจกรรมให้ความรู้ จึงอนุญาตให้เข้ามา
นายนิรันดร์ อวรรณา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยศาลา เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ มีกลุ่มคนติดต่อโรงเรียนพร้อมเอกสาร ระบุว่าจะมาจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องแก๊งสแกมเมอร์ และแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้นักเรียนเพื่อใช้ในการเรียน
โรงเรียนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กและครอบครัว จึงอนุญาตให้จัดกิจกรรมได้ พอถึงวันนัดหมาย มีกลุ่มคน 4 คน ชาย 2 หญิง 2 สวมเสื้อสีส้มของบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์เข้ามาเป็นวิทยากร โดยโรงเรียนคัดนักเรียนที่มีบัตรประชาชนราว 40 คนเข้าร่วม
หลังให้ความรู้ กลุ่มดังกล่าวเริ่มแจกซิม และขอให้เด็กสแกนบัตรประชาชนกับสแกนใบหน้าเพื่อเปิดใช้งาน จุดที่ดูผิดปกติคือเด็กบางคนต้องสแกนหน้าซ้ำหลายครั้ง โดยอีกฝ่ายอ้างว่าสแกนไม่ติด โรงเรียนจึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นการสแกนเพื่อเปิดซิมหลายใบในชื่อเด็กคนเดียว
สุดท้ายเด็กแต่ละคนได้ซิมกลับบ้านคนละ 1 ซิม บางคนใช้งานไม่ได้ จนต่อมาตำรวจกองปราบฯ เข้ามาประสานที่โรงเรียน จึงรู้ว่าซิมที่ลงทะเบียนชื่อเด็กบางรายถูกนำไปใช้ก่อเหตุผิดกฎหมาย
ผู้อำนวยการระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ปกครองและครูกังวลมาก เพราะเด็กที่ไม่รู้เรื่องอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับคดี ทั้งที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ
เขายังฝากเตือนโรงเรียนอื่นๆ ให้ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนรับกิจกรรมจากบุคคลภายนอก และได้แจ้งหน่วยงานการศึกษาแล้ว เพราะเชื่อว่าโรงเรียนในพื้นที่อื่นอาจเสี่ยงตกเป็นเหยื่อเช่นกัน
เด็กสองโรงเรียนอาจโดนหลอกเกิน 200 คน ตำรวจเร่งประสานค่ายมือถือระงับเบอร์
แนวทางสืบสวนล่าสุดพบว่า เด็กนักเรียนที่อาจตกเป็นเหยื่อจาก 2 โรงเรียนรวมกันมากกว่า 200 คน และอาจมีโรงเรียนอื่นในภาคเหนือได้รับผลกระทบเพิ่มเติม
ตำรวจเชื่อว่าซิมที่เปิดในชื่อเด็กถูกขายต่อไปยังเครือข่ายสแกมเมอร์ฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ซึ่งติดชายแดน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ขณะนี้ตำรวจกำลังประสานบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อระงับหมายเลขที่เปิดจากข้อมูลเด็กโดยเร่งด่วน
ข้อหาที่แจ้งเบื้องต้น และท่าทีผู้ต้องหา
ตำรวจแจ้งข้อหาเบื้องต้น ได้แก่
- ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้มีการซื้อหรือขายหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ลงทะเบียนผู้ใช้ในนามของบุคคลอื่น โทษจำคุก 2-5 ปี ปรับ 2-5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันใช้ข้อมูลของบุคคลอื่น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่น โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ร่วมกันเก็บ รวบรวม ครอบครอง หรือเปิดเผยข้อมูลบุคคล เพื่อนำไปให้ผู้อื่นใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการขายหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้กระทำผิด ตำรวจนำตัวส่ง สภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบสวน ฝากขัง และเดินหน้าขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นักเรียนชั้น ม.1 หวาดกลัวสุดขีด หลังถูกเพื่อนร่วมชั้นรังแกและดูถูกเหยียดหยามที่โรงเรียน
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ด่านชายแดนเชียงรายจับกุมคนโง่ที่พยายามลักลอบขนยาบ้าอีกราย
เชียงราย – หน่วยลาดตระเวนชายแดนจากกองกำลังเฉพาะกิจผาเมืองประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายยุรนันท์ อายุ 22 ปี จากอำเภอเวียงแก่น พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 20,200 เม็ด การจับกุมเกิดขึ้นที่ด่านบ้านปางหาด หมู่ 2 ตำบลโพธิ์
ก่อนหน้าที่จะมีการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้รับรายงานลับจากสายข่าว เบาะแสระบุชัดเจนว่าจะมีการขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติผ่านเส้นทางเลียบชายแดน ทหารพรานจึงได้สนธิกำลังออกตั้งจุดตรวจอย่างเข้มงวดในช่วงกลางดึก การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายหลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ทหารพรานสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยบริเวณชายแดนไทย-ลาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
- พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในคอนโซลหน้ารถจำนวน 10 มัด รวมทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
- ผู้ต้องหาอายุ 22 ปี มีท่าทีมีพิรุธขณะขับรถผ่านจุดตรวจเพียงลำพังในช่วงกลางดึก
ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น รถกระบะต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ตอนเดียว สีเทา ได้ขับผ่านมา รถคันดังกล่าวติดแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดน่าน และกำลังมุ่งหน้าลงไปยังพื้นที่ราบ ทหารพรานจึงส่งสัญญาณไฟเพื่อขอหยุดรถและทำการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ
เมื่อรถจอดสนิท เจ้าหน้าที่พบว่านายยุรนันท์เป็นผู้ขับขี่รถมาเพียงคนเดียว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นร่วมเดินทางมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ชายหนุ่มกลับแสดงอาการวิตกกังวลและมีท่าทีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ความผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจขอตรวจค้นยานพาหนะอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
จากการค้นหาอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติบริเวณคอนโซลหน้ารถ เมื่อเปิดออกดูจึงพบห่อกระดาษสาเคลือบไขจำนวน 10 มัดซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิด การใช้กระดาษเคลือบไขเป็นวิธีการที่ผู้ค้ามักใช้เพื่อป้องกันความชื้น ภายในแต่ละมัดบรรจุยาบ้าประมาณ 2,000 เม็ด รวมเป็นของกลางทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
หลังจากพบหลักฐานมัดตัวอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที นายยุรนันท์ถูกควบคุมตัวในที่เกิดเหตุโดยไม่มีการขัดขืน การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการทำงานเชิงรุก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่แนวชายแดน
เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัย ยาเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ และรถกระบะที่ใช้ในการก่อเหตุ ให้แก่พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจเวียงแก่นแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวจะถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวดตามกฎหมายยาเสพติดของประเทศไทย
การตั้งจุดตรวจบริเวณชายแดนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดเข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน เจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจพร้อมทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา
เหตุการณ์สะเทือนขวัญคนเพชรบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งล่าตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจ คนร้ายใช้อาวุธมีดบุกแทงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านติ้วจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก
ผู้เสียชีวิตคือ นายหลักทรัพย์ คำโสม อายุ 61 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก เขาถูกคนร้ายกระหน่ำแทงหลายแผลจนเสียชีวิต นอกจากนี้ ภรรยาของเขาก็ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
ประเด็นสำคัญ
- ผู้นำชุมชนถูกฆาตกรรม: นายหลักทรัพย์ คำโสม นายก อบต.บ้านติ้ว ถูกแทงเสียชีวิตคาบ้านพักในจังหวัดเพชรบูรณ์
- ภรรยาบาดเจ็บสาหัส: นางสมจิตร ภรรยาของผู้ตาย เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงถูกแทงบาดเจ็บและต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
- คนร้ายขับรถหนีลอยนวล: มือมีดใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ เป็นพาหนะในการหลบหนี ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวอย่างใกล้ชิด
ก่อนเกิดเหตุการณ์สลด นายหลักทรัพย์ได้นั่งพูดคุยกับคนร้ายที่บริเวณโรงจอดรถของบ้านพัก ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นมุมรับแขก การเจรจานี้เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง ยาวไปจนถึงเกือบสี่ทุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน หรือมีปัญหาขัดแย้งอะไรที่ซ่อนอยู่
จู่ๆ การพูดคุยก็กลายเป็นความรุนแรง คนร้ายชักอาวุธมีดออกมากระหน่ำแทงนายหลักทรัพย์อย่างโหดเหี้ยม เขาถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญหลายแห่ง ทั้งบริเวณหน้าอก ใต้ลิ้นปี่ และลำคอ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงทันที
ในจังหวะนั้นเอง นางสมจิตร คำโสม อายุ 60 ปี ภรรยาของผู้ตาย ได้เดินออกมาดูเหตุการณ์ที่โรงจอดรถ เมื่อคนร้ายเห็นเธอ จึงพุ่งเป้าไปใช้อาวุธมีดแทงเธอด้วย นางสมจิตรถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ แต่เธอรวบรวมสติและวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดได้สำเร็จ
พฤติกรรมโหดและเส้นทางหลบหนี
หลังจากทำร้ายทั้งสองคนแล้ว คนร้ายยังได้ลากตัวนายหลักทรัพย์ออกไปจากจุดเกิดเหตุไกลถึง 30 เมตร การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอย่างมาก จากนั้นคนร้ายก็รีบขึ้นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ขับหลบหนีฝ่าความมืดออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาพบร่างของนายหลักทรัพย์และนางสมจิตรนอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่กู้ชีพจากโรงพยาบาลหล่มสักได้รีบปฐมพยาบาล และนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด
แต่น่าเศร้าที่บาดแผลของนายหลักทรัพย์นั้นสาหัสเกินไป เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนนางสมจิตรยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ตำรวจเร่งสืบสวนหาความจริง
ร.ต.อ.สงัด กุมภาพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ท่านได้ประสานงานกับทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น รอยเลือด และรอยนิ้วมือ เพื่อใช้ในการมัดตัวผู้กระทำผิด
ตอนนี้ตำรวจยังไม่ได้สรุปแรงจูงใจที่แน่ชัดของการฆาตกรรมครั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว เรื่องงานการเมืองท้องถิ่น หรือผลประโยชน์อื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำพยาน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี
ชุมชนบ้านติ้วต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากนายหลักทรัพย์เป็นที่รู้จักและเคารพรักของชาวบ้าน การสูญเสียผู้นำท้องถิ่นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัว และต้องการให้ตำรวจจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด
ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและตกใจ พวกเขาหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัว ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเห็นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ต้องสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ สภ.หล่มสัก ได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด
กาญจนบุรี – เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาววัย 32 ปี เข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมและขอความคุ้มครองความปลอดภัย เธอถูกสามีที่คบหากันมานานกว่า 10 ปี ทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสาดสารเคมีจนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้กับเธออย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะกลับมาทำร้ายซ้ำอีก เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเคยพูดจาข่มขู่เอาชีวิต
รายงานข่าวระบุว่า หญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี เธอมีบาดแผลจากการถูกน้ำกรดกัดกร่อนบริเวณผิวหนัง ใบหน้า และศีรษะ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ผู้เสียหายยอมรับว่าเธอเป็นภรรยาคนที่สอง แต่ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความหึงหวงเมื่อเธอพยายามขอแยกทางเพื่อไปมีชีวิตใหม่
ประเด็นสำคัญ
- มูลเหตุจูงใจ: สามีเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง และไม่ยอมรับการตัดสินใจของภรรยาที่ต้องการขอเลิกราเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
- พฤติการณ์ก่อเหตุ: สามีหลอกพาขึ้นรถแล้วจับกดกับคอนโซล จากนั้นเรียกเพื่อนซึ่งเป็นอาสากู้ภัยให้นำน้ำกรดมาสาดใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
- การช่วยเหลือ: หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายเล่าว่าเธอใช้ชีวิตคู่อยู่กินกับสามีคนนี้มานานกว่า 10 ปี โดยมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน วัย 11 ขวบ เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งทางภรรยาคนแรกก็รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจขอเลิกรา เนื่องจากไม่อยากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบเดิมอีกต่อไป
แต่ฝ่ายชายไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และมักจะพูดจาข่มขู่เสมอว่า “ถ้าจะออกไปก็ออกไปแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ” ผู้เสียหายเปิดเผยเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า สามีได้ชวนเธอออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของในตอนเช้า แต่ระหว่างทางมีปากเสียงกันรุนแรง สามีจึงเรียกเพื่อนที่เป็นอาสากู้ภัยนำสิ่งของมาโปะจมูกและปากของเธอ เธอรู้สึกตกใจจึงตัดสินใจแกล้งสลบเพื่อเอาตัวรอด
แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อสามีรู้ทันว่าเธอแกล้งทำ ขณะที่จอดรถอยู่บริเวณเส้นทางเลี่ยงเมือง สามีได้เรียกเพื่อนคนเดิมมาหาอีกครั้ง สามีใช้กำลังจับเธอกดลงกับคอนโซลหน้ารถ จากนั้นมีผู้นำน้ำกรดมาสาดใส่เธอจนได้รับบาดเจ็บหนัก โชคดีที่ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถชนแบริเออร์ข้างทาง ทำให้เธอสามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาลที่ผ่านมาได้ทันเวลา
ตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด" width="1280" height="721" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7.webp 1280w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-300x169.webp 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-1024x577.webp 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-768x433.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />
ความหวาดกลัว และการเรียกร้องความยุติธรรม
ปัจจุบันผู้เสียหายยังมีอาการหวาดผวาอย่างหนัก และกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีนี้ เนื่องจากสามีของเธอเป็นคนกว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย เธอจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของเธอและลูกสาวอย่างเร่งด่วน คุณสามารถอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ต้นฉบับเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐ
จากการสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์สาดสารเคมีเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม ที่น่าตกใจคือฝ่ายชายผู้ก่อเหตุก็ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาตัวเช่นกัน แต่ต่อมาเขาได้แอบหลบหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ประเด็นนี้ทำให้ครอบครัวยิ่งหวาดกลัวว่าคดีจะเงียบหายไป และกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต
เจ้าหน้าที่เร่งรัดคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนจากหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ นำโดยตัวแทน สส.กาญจนบุรี เขต 1 และนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี พวกเขาได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด และให้กำลังใจผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ประสานงานโดยตรงไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้รับรายงานว่าพนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว ทางนายอำเภอได้สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จัดกำลังเข้าดูแลอย่างเข้มงวดตลอดเวลา การทำงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายได้มาก สังคมกำลังจับตามองว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไรและผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อใด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน



