เชียงราย - Chiang Rai News
14 คู่รักเข้าพิธีแต่งงานในวันวาเลนไทน์ ณ งานเทศกาลบอลลูนสิงห์ปาร์ค 2026
เชียงราย – กิจกรรม “บอลลูนแห่งรัก: จดทะเบียนสมรสและประกาศความรักบนท้องฟ้า” เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของงานเทศกาลบอลลูนนานาชาติสิงห์ปาร์ค 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน สถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคู่รักที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความหมาย ในปีนี้ คู่รักที่ได้รับเลือก 14 คู่ ได้เพลิดเพลินกับทิวทัศน์แบบพาโนรามา 360 องศาจากบอลลูนลมร้อนเหนือจังหวัดเชียงราย ล้อมรอบด้วยบอลลูนหลากสีสันกว่า 30 ลูกจาก 13 ประเทศ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความโรแมนติกและกลายเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับคู่รักหลายคู่
คุณพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด เล่าว่า สิงห์ปาร์คฯ อยากผลักดันเชียงรายให้เป็น World Class Love Destination โดยเฉพาะกิจกรรมจดทะเบียนสมรสบนบอลลูนที่ได้รับความสนใจทุกปี เพราะช่วยเติมช่วงเวลาพิเศษให้คู่รัก พร้อมพาแขกผู้มาเยือนได้เห็นเสน่ห์ของเชียงรายในอีกมุมหนึ่ง นอกจากนี้งานยังรวมความสุขไว้หลายแบบ ทั้งความโรแมนติกบนฟ้า การชมศิลปวัฒนธรรมอย่างโขนกลางแปลง และความสนุกจากคอนเสิร์ตตลอด 5 วัน 5 คืน ซึ่งช่วยให้การท่องเที่ยวคึกคัก และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
กิจกรรมสำหรับคู่รักประกอบด้วยโปรแกรมเต็มวันพร้อมการแสดงบอลลูนเรืองแสงสุดตระการตา คอนเสิร์ตทั่วไป 5 รอบตลอด 5 วัน การแข่งขันระดับนานาชาติชิงเงินรางวัลกว่า 100,000 บาท และการแสดงโขนกลางแจ้งสุดพิเศษ “มังโขนกันต์ ชันศักดิ์เกษรธมิล มหามิตร” โดยกลุ่มวังนาเมืองร่วมกับเยาวชนกว่า 200 คนจากเชียงราย
สามารถซื้อบัตรได้ทางออนไลน์ที่ Eventpass หรือที่ร้านค้าสิงห์ปาร์คเชียงรายและร้านค้าบ้านแดงตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเพจเฟซบุ๊ก: สิงห์ปาร์คเชียงราย
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
เชียงราย - Chiang Rai News
เชียงรายเร่งยกระดับแม่สรวยกระตุ้นการท่องเที่ยว
เชียงราย – เรื่องท่องเที่ยวเชียงรายวันนี้ไม่ได้มีแค่หมอกบนดอยหรือคาเฟ่วิวสูง ๆ แล้ว จังหวัดเริ่มลงรายละเอียดที่กระทบประสบการณ์จริงมากขึ้น เช่น สภาพถนน ทางเข้าพื้นที่ และจุดบริการช่วยเหลือหน้างาน เพราะทั้งหมดเป็นตัวกำหนดว่าทริปจะราบรื่นหรือเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดเที่ยว
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อทิตาธร วันชัย ธนาวงศ์ ประธานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ลงพื้นที่ จุดล่องแพไม้ไผ่ในอำเภอแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องถิ่นร่วมต้อนรับและหารือแนวทางดูแลพื้นที่
ระหว่างลงพื้นที่ ประธาน อบจ. สั่งการให้ทีมช่างเร่งปรับเกรดถนนและบดอัดช่วงที่ชำรุด เพื่อเตรียมรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักคึกคักในหน้าร้อน และช่วงวันหยุดยาว
การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังสะท้อนภาพใหญ่จากตัวเลขท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย แม้ภาพรวมปี 2025 จะเติบโต แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับลดลง ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการวางแผนปี 2026
สิ่งที่เห็นจากหน้างาน และสิ่งที่ตัวเลขทั้งปีบอกเรา
ภาพรวมที่ชัดขึ้นมี 3 เรื่องที่เชื่อมกัน
อย่างแรก โครงสร้างพื้นฐานมีผลต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมกลางแจ้งอย่างล่องแพไม้ไผ่แบบเปียก น้ำสนุกก็จริง แต่การเดินทางต้องปลอดภัยก่อน โดยเฉพาะถนนหลักและทางเชื่อมเข้าแหล่งกิจกรรม
อย่างที่สอง เชียงรายยังพึ่งพาตลาดคนไทยเป็นหลัก นักท่องเที่ยวไทยคิดเป็น 89.2% ของผู้มาเยือนทั้งหมด และสร้างรายได้ท่องเที่ยว 86.3%
อย่างที่สาม การลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ เพราะจำนวนลดลง 15.13% และรายได้ลดลง 12.89% ตัวเลขนี้กระทบผู้ประกอบการที่พึ่งกำลังซื้อจากต่างชาติ โดยเฉพาะพื้นที่ตามเส้นทางท่องเที่ยวหลัก
ที่ จุดล่องแพแม่สรวย ประธาน อบจ. ย้ำให้เร่งนำเครื่องจักรหนักเข้าปรับระดับและบดอัดถนนที่เสียหาย เพราะถนนที่เรียบขึ้นช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุได้ทันที โดยเฉพาะช่วงที่รถนักท่องเที่ยวเพิ่ม
แก่นของเรื่องนี้เข้าใจง่าย เส้นทางไปแหล่งเที่ยวควรเป็นส่วนหนึ่งของทริปที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทน และเมื่อถนนพัง ผลกระทบไม่ได้หยุดที่นักท่องเที่ยว เพราะชาวบ้านใช้ถนนเส้นเดียวกันไปทำงาน ไปโรงเรียน และขนส่งสินค้าในชีวิตประจำวัน
ตามข้อมูลที่เผยแพร่โดย Nakorn Chiang Rai ประธาน อบจ. ระบุว่าล่องแพไม้ไผ่เปียกแม่สรวยเป็นหมุดหมายสำคัญช่วงหน้าร้อนของเชียงราย ดังนั้น อบจ. จึงจัดกำลังและอุปกรณ์ เช่น รถเกรดและรถบด เพื่อปรับปรุงทั้งเส้นทางหลักและถนนเชื่อมให้ได้มาตรฐานพื้นฐาน
เป้าหมายคือทำให้การขับขี่ปลอดภัยขึ้น ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ก็เดินทางสะดวกขึ้น และขนส่งผลผลิตเกษตรได้คล่องกว่าเดิม ซึ่งช่วยหนุนรายได้ชุมชนที่ผูกกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
จุดบริการนักท่องเที่ยวจะช่วยได้ ก็ต่อเมื่อทำจริงและพร้อมจริง
นอกจากงานถนน การลงพื้นที่ยังพูดถึงสวัสดิภาพนักท่องเที่ยว หน่วยงานท้องถิ่นหารือเรื่องการตั้งจุดบริการและศูนย์ประสานงาน เช่น จุดปฐมพยาบาล และบูธช่วยเหลือหน้างาน
อย่างไรก็ตาม ศูนย์ประสานงานจะสร้างความมั่นใจได้ ต้องมีองค์ประกอบครบ ทั้งคนที่ผ่านการอบรม อุปกรณ์ที่พร้อมใช้ ช่องทางสื่อสารที่ชัด และขั้นตอนปฏิบัติที่ง่าย ป้ายกับโต๊ะอย่างเดียวไม่พอ เพราะกิจกรรมทางน้ำและพื้นที่คนหนาแน่นต้องมีแผนรับเหตุฉุกเฉินที่ใช้ได้จริง เพื่อให้ความสนุกไม่มาพร้อมความเสี่ยงเกินจำเป็น
สถิติท่องเที่ยวช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2025 ระบุว่า เชียงรายต้อนรับนักท่องเที่ยว 6,463,147 คน เพิ่มขึ้น 2.88% จากปี 2024 ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.36%
เมื่อรายได้โตเร็วกว่าจำนวนคน ก็สะท้อนว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนอาจสูงขึ้น หรือกิจกรรมและบริการมูลค่าสูงมีสัดส่วนมากขึ้นในเศรษฐกิจท่องเที่ยวของจังหวัด
เจาะลึกแล้วพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
- นักท่องเที่ยวไทย: 5,765,564 คน (89.2%) สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท (86.3%)
- นักท่องเที่ยวต่างชาติ: 697,583 คน (10.8%) สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท (13.7%)
พูดอีกแบบคือ คนไทยยังเป็นตลาดหลัก เชียงรายจึงต้องพัฒนาประสบการณ์สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศต่อไป และในเวลาเดียวกันก็ต้องวางแผนฟื้นตลาดต่างชาติให้ตรงกลุ่มมากขึ้น
เมื่อเทียบกับปี 2024 การท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2025 ลดลงทั้งจำนวนและรายได้ โดยจำนวนผู้มาเยือนลด 15.13% และรายได้ลด 12.89%
จุดนี้สำคัญมากกับบางชุมชนและผู้ประกอบการ เพราะหลายธุรกิจพึ่งรายจ่ายจากต่างชาติ หรืออยู่บนเส้นทางที่เคยมีกรุ๊ปทัวร์ต่างชาติจำนวนมาก ถึงรายได้รวมของจังหวัดจะเพิ่ม แต่ถ้าโตไม่ทั่วถึง บางพื้นที่ก็อาจตามไม่ทัน และข้อมูลรายเดือนก็ชี้ว่าการท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นลงเป็นเส้นตรง
ฝั่งนักท่องเที่ยวไทย เดือนมกราคมมีจำนวนสูงสุดที่ 644,347 คน ทำรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ส่วนเดือนกันยายนต่ำสุดที่ 330,826 คน รายได้ 2,601.18 ล้านบาท
ด้านรายได้ก็ไม่ได้เดินตามจำนวนคนเสมอไป เดือนธันวาคมทำรายได้สูงสุด ทั้งที่จำนวนนักท่องเที่ยวน้อยกว่ามกราคม
ฝั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือนธันวาคมสูงสุดที่ 83,236 คน ทำรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนต่ำสุดที่ 37,754 คน รายได้ 393.42 ล้านบาท
ดังนั้น แผนท่องเที่ยวควรแยกเป็น 2 ทางให้ชัด ทางหนึ่งเน้นเพิ่มจำนวนผู้มาเยือน อีกทางเน้นเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน เพราะสองอย่างนี้ไม่ได้เกิดพร้อมกันเสมอ
ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ยังเป็นช่วงพีกของเชียงราย
เมื่อมองรายไตรมาส ช่วงที่แข็งแรงที่สุดของเชียงรายคือไตรมาส 4 (ตุลาคมถึงธันวาคม) ที่ 28.7% ของทั้งปี และไตรมาส 1 (มกราคมถึงมีนาคม) ที่ 28.7% เช่นกัน ภาพนี้ย้ำว่าเชียงรายยังพึ่งแรงส่งตามฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีต่อเนื่องต้นปี ส่วนกลางปีมักต้องมีกิจกรรมหรือแคมเปญช่วยกระตุ้น
เพราะเหตุนี้ การปรับถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างแม่สรวยจึงไม่ใช่งานซ่อมทั่วไป แต่เป็นการช่วยยืดฤดูกาลท่องเที่ยวให้ยาวขึ้น และลดการพึ่งพาช่วงพีกสั้น ๆ
ในชีวิตจริง ถนนที่ดีช่วยมากกว่าความสะดวกของนักท่องเที่ยว เพราะยังลดต้นทุนการเดินทางของคนในพื้นที่ ทำให้เข้าถึงบริการสาธารณะได้ง่าย และช่วยขนส่งสินค้าเกษตรไปตลาดได้ทันเวลา
เมื่อการท่องเที่ยวต้องหนุนรายได้ชุมชน สิ่งที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากเรื่องพื้นฐาน ความปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อไปถึงหน้างาน คือเหตุผลที่การทำจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และซ่อมถนนก่อนเข้าฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลดีกับทุกคน ทั้งช่วงวันหยุดคนแน่น และวันทำงานปกติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ระดับ “โลหะหนัก” ในแม่น้ำของเชียงรายยังคงสูงกว่ามาตรฐาน
เชียงราย - Chiang Rai News
ระดับ “โลหะหนัก” ในแม่น้ำของเชียงรายยังคงสูงกว่ามาตรฐาน
เชียงราย – กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานผลการตรวจสอบ “โลหะหนัก” ในคุณภาพน้ำและตะกอนในแม่น้ำของจังหวัดเชียงราย การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องนี้ดำเนินการหลังจากพบความขุ่นผิดปกติและสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำบางแห่ง
การเก็บตัวอย่างครั้งที่ 15 ทำระหว่างวันที่ 13 ถึง 16 มกราคม 2569 เมื่อตรวจเทียบกับมาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน พบว่าโดยรวมโลหะหนักส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ เช่น แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล โครเมียม สังกะสี และปรอท อย่างไรก็ตาม ยังพบ “สารหนู” เกินมาตรฐาน (มากกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร) ในบางจุด ดังนี้
แม่น้ำกก
ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานบริเวณสะพานท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องถึงสะพานมิตรภาพแม่นาวาง-ท่าตอน จ.เชียงใหม่ โดยมีค่าอยู่ราว 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่จุดอื่นในแม่น้ำกกยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ส่วนลำน้ำสาขา (แม่น้ำฝาง แม่น้ำกรณ์ แม่น้ำลาว) ทุกจุดตรวจวัดให้ค่าสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ เป็นไปตามมาตรฐาน
แม่น้ำสาย
ค่าสารหนูยังเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัด โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.011 ถึง 0.014 มิลลิกรัมต่อลิตร
แม่น้ำรวก
ภาพรวมคุณภาพน้ำกลับมาอยู่ในภาวะปกติแล้ว โดยค่าสารหนู ตะกั่ว และทองแดง ทุกจุดตรวจวัดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
แม่น้ำโขง
ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ค่าสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ ทุกจุดตรวจวัดยังเป็นไปตามมาตรฐาน
วิเคราะห์สถานการณ์และคำแนะนำ
จากการติดตามต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 คพ. พบว่าคุณภาพน้ำเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เพราะช่วงน้ำหลากหรือฝนตกหนัก ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นช่วยเจือจางสารปนเปื้อนได้ในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จุดต้นน้ำที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดมลพิษยังมีความเสี่ยงจากการสะสมของสารปนเปื้อน
คพ. จะติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด และสื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนทราบเป็นระยะ ขณะเดียวกัน ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการนำน้ำธรรมชาติที่ขุ่นมากไปใช้อุปโภคบริโภคโดยตรง หากจำเป็นต้องใช้ ควรผ่านระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำหรือระบบประปาที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shorturl.asia/xszHK
เหมืองโยงจีนทำลำน้ำเชียงรายปนเปื้อน
คนที่อยู่ริมแม่น้ำในภาคเหนือของไทยกำลังเจอความเสี่ยงที่มองไม่ค่อยออกในตอนแรก นั่นคือการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำท้องถิ่น โดยต้นตอชี้ไปยังฝั่งเมียนมา ซึ่งมีพื้นที่ทำเหมืองที่แทบไม่มีการกำกับดูแลชัดเจน การตรวจล่าสุดจากหน่วยงานไทยและทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยพบสารหนู ตะกั่ว และสารปนเปื้อนอื่น ๆ ในระดับไม่ปลอดภัยในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก แม่น้ำเหล่านี้ไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงใกล้เชียงราย ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้จบแค่ริมฝั่งใดฝั่งหนึ่ง
การปนเปื้อนที่พุ่งขึ้นเชื่อมโยงกับการขยายตัวของเหมืองแร่หายากและเหมืองทองในรัฐฉานและรัฐกะฉิ่นของเมียนมา โดยสถานการณ์หนักขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2025 หลายเหมืองถูกระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจจีน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการแร่หายากในตลาดโลกที่ใช้ในเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
แม่น้ำที่ได้รับผลกระทบ และผลตรวจที่พบ
- แม่น้ำกก: ไหลจากเมียนมาเข้าสู่เชียงใหม่และเชียงราย หลายจุดพบสารหนูสูงได้ถึงประมาณ 4 เท่าของเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO)
- แม่น้ำสาย: อยู่ตามแนวชายแดนจังหวัดเชียงราย ผลตรวจระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ปนเปื้อนหนักที่สุด โดยโลหะหนักสูงเกินค่าปลอดภัย
- แม่น้ำรวก: เป็นจุดบรรจบกับแม่น้ำโขง รายงานพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานเช่นกัน
- ลำน้ำโขงสายหลัก: จุดตรวจใกล้พื้นที่ที่แม่น้ำจากเชียงรายไหลมารวมกันพบสารหนูสูงขึ้น แต่เมื่อไหลลงไปทางลาว ระดับสารลดลง
ตั้งแต่ต้นปี 2025 กรมควบคุมมลพิษติดตามผลตรวจที่พบเกินมาตรฐานซ้ำหลายครั้ง เพราะเหตุนี้เจ้าหน้าที่จึงเตือนประชาชนไม่ให้ใช้น้ำในแม่น้ำเพื่อดื่ม อาบ หรือจับปลา ขณะเดียวกันคนในพื้นที่เล่าว่าเห็นน้ำสีส้มอมเหลือง บางคนมีผื่นคันหลังสัมผัสน้ำ และเมื่อฝนพัดพาตะกอนลงแม่น้ำก็เกิด “โคลนเหนียว” ติดตามตลิ่ง
ผลกระทบที่ชุมชนกำลังเจอ
ในหลายพื้นที่ของเชียงรายและเชียงใหม่ ชาวบ้านจำนวนมากลดการใช้น้ำจากแม่น้ำ หรือหยุดใช้ไปเลย ซึ่งตามมาด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น รายได้ที่หายไปจากการประมง เกษตร และท่องเที่ยว ถูกประเมินรวมราว 1.3 พันล้านบาท (ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) นอกจากนี้ราคาปลาก็ตกลง เพราะผู้ซื้อกังวลเรื่องสารปนเปื้อน แม้แต่แคมป์ช้างบางแห่งก็เลี่ยงไม่ให้ช้างลงอาบน้ำในแม่น้ำ
สำหรับหมู่บ้านที่อยู่ติดลำน้ำ รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์ลาหู่ ชีวิตประจำวันยากขึ้นทันที เพราะต้องหาแหล่งน้ำสำรอง และต้องรับมือกับความขาดแคลนน้ำที่เพิ่มแรงกดดันอีกทาง ที่สำคัญคือความเสี่ยงระยะยาวต่อสุขภาพ เนื่องจากโลหะหนักอาจเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็ง กระทบระบบประสาท และส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก
แรงกดดันให้แก้ปัญหา แต่ก็มีข้อจำกัดจริง
เดือนมิถุนายน 2025 มีประชาชนราว 1,500 คนรวมตัวกันที่เชียงรายเพื่อเรียกร้องให้ไทย เมียนมา และจีนเร่งจัดการ เครือข่ายชุมชนต้องการให้ตรวจคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ มีน้ำสำรองที่ปลอดภัย และคุมเข้มการนำเข้าแร่ที่เชื่อมโยงกับแหล่งมลพิษ
ด้านคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) เพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้มีอำนาจจำกัดต่อแม่น้ำสาขาที่อยู่ภายในเมียนมา งานวิจัยจาก Stimson Center ยังสะท้อนขนาดของปัญหา โดยรายงานว่ามีเหมืองที่ไม่อยู่ในระบบกำกับดูแลมากกว่า 2,400 แห่งตามแนวลำน้ำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่ และมีหลายร้อยแห่งอยู่ในลุ่มน้ำโขง
ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นสัญญาณเตือนถึงต้นทุนที่มากับการแข่งขันด้านแร่ในตลาดโลก และสะท้อนความจำเป็นของข้อตกลงข้ามพรมแดนที่เข้มขึ้น เพื่อไม่ให้มลพิษจากต้นน้ำไหลไปสร้างปัญหาปลายน้ำต่อเนื่อง
ขณะที่การตรวจวัดยังดำเนินต่อไป ชุมชนในเชียงรายยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลายคนหวังว่าความกดดันระหว่างรัฐบาลจะช่วยชะลอการไหลของสารพิษ ก่อนที่ความเสียหายจะลามไปไกลกว่านี้ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
มลพิษสารหนูในแม่น้ำเชียงรายซ้ำเติมเกษตรกรหนัก
เชียงราย - Chiang Rai News
บริษัท ทรู เทเลคอม และหน่วยงานในอำเภอแม่สาย ได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังศูนย์รับสายหลอกลวง
แม่สาย – บริษัท ทรู เทเลคอม ร่วมกับสำนักงานสอบสวนคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ (CCIB) และ กสทช. ได้ดำเนินการในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยและขัดขวางการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ผิดกฎหมาย
การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตรวจพบกิจกรรมที่ผิดปกติจากอาคารใกล้ชายแดน เป้าหมายหลักคือการหยุดการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนและตัดการเชื่อมต่อที่อาจเกิดขึ้นกับเครือข่ายศูนย์บริการลูกค้าหลอกลวงทางโทรศัพท์
ปฏิบัติการเกิดขึ้นช่วงเช้าตรู่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดยตำรวจ บก.ปอท. เข้าตรวจค้นอาคารต้องสงสัย ร่วมกับทรู สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการรายอื่น หลังได้รับข้อมูลการใช้งานที่ผิดสังเกตจากทรู เพราะมีทราฟฟิกสูงต่อเนื่องหลายวัน และหนาแน่นมากเป็นพิเศษในช่วงกลางคืน จึงประสานทีมเทคนิคเข้าช่วยตรวจสอบและเก็บรายละเอียดในพื้นที่
พ.ต.ท.ตฤณ ลีลานุช สารวัตรกลุ่มงานสนับสนุนคดีเทคโนโลยี บก.ปอท. ระบุว่า เจ้าหน้าที่พบห้องเช่าในอะพาร์ตเมนต์ย่านแม่สายมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงผิดปกติ จึงเริ่มสืบสวนและเฝ้าติดตาม เมื่อพบปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม รวมถึงประวัติของผู้เช่าห้อง จึงขอหมายศาลเข้าตรวจค้น และพบอุปกรณ์ที่เข้าข่ายลักลอบส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามแดนไปทางเมียนมา จากนั้นเจ้าหน้าที่ร่วมกับทรูและผู้ให้บริการรายอื่นตัดการเชื่อมต่อทันที พร้อมยึดอุปกรณ์ไว้เป็นหลักฐาน และเร่งติดตามผู้เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
จากการตรวจค้น ตำรวจไม่พบผู้อยู่อาศัยภายในห้อง แต่พบอุปกรณ์รวบรวมสัญญาณอินเทอร์เน็ต และชุดกระจายสัญญาณที่มีลักษณะเชื่อมโยงการใช้งานข้ามประเทศ เจ้าหน้าที่จึงตัดสัญญาณในจุดดังกล่าวทันที และเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดเพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี
ขณะเดียวกัน ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง และขยายผลไปยังเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงกัน โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่ามีความสัมพันธ์กับกลุ่มต้องสงสัย ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบการติดตามจับกุมและดำเนินคดีต่อไป
นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และสำนักงาน กสทช. อย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มการเฝ้าระวังการใช้งานอินเทอร์เน็ตผิดปกติตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการไม่ให้โครงข่ายถูกนำไปก่ออาชญากรรมออนไลน์ และลดความเสียหายที่เกิดกับประชาชน
นอกจากการทำงานเชิงรุกในภาคสนามแล้ว ทรูยังเน้นมาตรการป้องกัน โดยเข้มงวดเรื่องการขายและลงทะเบียนซิมมือถือ และใช้ AI กับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงของซิมแต่ละหมายเลข ลดโอกาสนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
อีกด้านหนึ่ง ทรูให้บริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) กับลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ระบบช่วยป้องกันภัยออนไลน์แบบอัตโนมัติ และบล็อกลิงก์อันตรายหรือเว็บไซต์น่าสงสัยจาก SMS ได้ทันที โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปเพิ่ม
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สำนักงานกิจการอาเซียนมาเยือนเชียงรายเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนและการหลอกลวงทางโทรศัพท์
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days ago
ชายหนุ่มจากเชียงรายถูกจับกุมฐานถ่ายรูปบัตรเลือกตั้งก่อนนำไปใช้
-
ข่าวระดับชาติ - National2 days ago
“หมอปลา” พาเหยื่อหญิงไปแจ้งความกับตำรวจกล่าวหา “บิ๊กเทา” หมอผีชราชื่อดัง ว่าล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days ago
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเตือนประชาชนเกี่ยวกับกลโกงรูปแบบใหม่ในสามเหลี่ยมทองคำ
-
ข่าวการเมือง6 days ago
ซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น คว้าชัยในการเลือกตั้งปี 2026 และก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคง










