ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหา 19 คน ในคดีปล้นร้านทอง ขโมยทองคำมูลค่า 540 บาท
นราธิวาส – ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานและขอหมายจับจากศาลใน 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 19 คน ในจำนวนนี้ 11 คนเป็นเยาวชน ส่วนอีก 8 คนมีหมายจับค้างอยู่หลายฉบับในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ในคดีปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า อำเภอสุไอโคก เมื่อคืนวันที่ 5…
นราธิวาส – ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานและขอหมายจับจากศาลใน 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 19 คน ในจำนวนนี้ 11 คนเป็นเยาวชน ส่วนอีก 8 คนมีหมายจับค้างอยู่หลายฉบับในข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ในคดีปล้นร้านทองในห้างสรรพสินค้า อำเภอสุไอโคก เมื่อคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2568
ตามรายงาน คนร้ายแต่งกายสีดำและใช้อาวุธปืน บุกปล้นร้านทองเยาวราชกรุงเทพที่ตั้งอยู่ภายในห้าง สาขาสุไหงโก-ลก เหตุเกิดราว 18.30 น. จากนั้นมีการยิง ส.อ.บุริศวร์ ระดาชัย เจ้าหน้าที่ทหารชุดปฏิบัติการรบพิเศษที่ 408 ได้รับบาดเจ็บ ขณะเข้าขัดขวาง
คนร้ายกวาดทองรูปพรรณไปได้ 540 บาท ช่วงเกิดเหตุทองรูปพรรณขายอยู่ที่บาทละ 59,450 บาท รวมมูลค่าประมาณ 32,103,000 บาท และยังมีการวางวัตถุระเบิดเพื่อสกัดการติดตามของเจ้าหน้าที่ ก่อนหลบหนีออกจากพื้นที่
ตำรวจแกะรอยจากดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือ และวัตถุพยาน
ความคืบหน้าล่าสุดวันที่ 2 ก.พ. 69 ชุดคลี่คลายคดีที่นำโดย พ.ต.อ.ดิเรก โฉมยงค์ รอง ผบก.ภ.จว.นราธิวาส เดินหน้าสืบสวนต่อเนื่อง โดยนำผลตรวจดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงจากวัตถุพยานหลายจุดมาประกอบคดี
หลักฐานสำคัญประกอบด้วย รถกระบะที่คนร้ายปล้นมาจากชาวบ้านใน อ.สุไหงปาดี แล้วนำมาใช้ก่อเหตุและใช้หลบหนี, ชิ้นส่วนระเบิดแสวงเครื่อง, ปลอกกระสุนปืนจากจุดเกิดเหตุ รวมถึงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ จนนำไปสู่การขอศาล จ.นราธิวาส อนุมัติออกหมายจับเป็นลอต

รายชื่อผู้ถูกออกหมายจับ 3 ลอต รวม 19 คน
ลอตที่ 1 (9 ต.ค. 68) 2 คน
- นายบักรีย์ สมะแอ อายุ 25 ปี
- นายมูฮำหมัดนาซาอี จ๊ะยอ อายุ 43 ปี
ลอตที่ 2 (17 ต.ค. 68) 5 คน
- นายอาซมิน สะแลแม อายุ 34 ปี
- นายตอเย็บ แมทาลง อายุ 32 ปี
- นายซิ มะแซ อายุ 44 ปี
- นายมันโซ ปูต๊ะ อายุ 31 ปี
- นายมูสอผา เจ๊ะเด็ง อายุ 36 ปี
ลอตที่ 3 (14 พ.ย. 68) 12 คน
- นายนิอารีฟัน นิเล๊าะ อายุ 24 ปี
- นายอัซโร เบ๊ญกาซอ อายุ 25 ปี
- นายอิสฮัม ปเต๊ะ อายุ 19 ปี
- นายซอลาฮุดดีน มะนาวี อายุ 25 ปี
- นายมะยี อีซอ อายุ 41 ปี
- นายฮาเล็ม ปูเต๊ะ อายุ 28 ปี
- นายรุสลัน มะ อายุ 24 ปี
- นายมูฮำหมัดฮาซัน มะ อายุ 28 ปี
- นายมูฮัมหมัดอารฟัน แลรอซา อายุ 21 ปี
- นายอิลยัส นิมะ อายุ 43 ปี
- นายอีรฟัน แวมะมิง อายุ 26 ปี
- นายมูฮัมหมัดอิกรอม รอเฮง อายุ 26 ปี
พบ 8 รายมีหมายจับหลายคดี เชื่อมโยงคดีความมั่นคง
จากการตรวจประวัติ ผู้ต้องหาบางส่วนมีหมายจับคดีความมั่นคงมาก่อน รวม 8 คน โดยแยกรายบุคคลได้ดังนี้
- นายอาซมิน สะแลแม มีหมายจับ 2 คดี
- นายตอเย็บ แมทาลง มีหมายจับ 3 คดี
- นายฮาเล็ม ปูเต๊ะ มีหมายจับ 3 คดี
- นายอิลยัส นิมะ มีหมายจับ 3 คดี
- นายมูสอผา เจ๊ะเด็ง มีหมายจับ 4 คดี
- นายมันโซ ปูต๊ะ มีหมายจับ 4 คดี
- นายมูฮำหมัดนาซาอี จ๊ะยอ มีหมายจับ 5 คดี
- นายซิ มะแซ มีหมายจับ 8 คดี
นอกจากนี้ยังระบุว่า กลุ่มดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมัน ปตท.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 69 ด้วย
ตำรวจเชื่อผู้ต้องหายังหลบหนี แยกซ่อนตัวเป็น 2 กลุ่ม
ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้ง 19 คนยังอยู่ระหว่างหลบหนี โดยตำรวจประเมินว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ 11 คนอาจซ่อนตัวตามบ้านญาติหรือคนในเครือข่าย ส่วนอีก 8 คนที่มีหมายจับหลายคดี ตำรวจคาดว่าอาจหลบหนีไปเคลื่อนไหวและกบดานตามแนวเทือกเขาในพื้นที่
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจกำลังไล่ล่าชายคนหนึ่งที่ใช้มีดปาดคอเหยื่อที่เป็นนักศึกษาอายุ 18 ปี แล้วหลบหนีไป
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ช็อก! เพื่อนสนิทฆ่าหนุ่มพิการขายหวย ทิ้งศพลงแม่น้ำน่าน
เชียงราย – เกิดเหตุสลดขึ้นที่จังหวัดน่าน เมื่อหนุ่มพิการอาชีพขายลอตเตอรี่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา ล่าสุดยาบ้า 26.5 ล้านเม็ด">ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนสนิทของผู้ตายเอง เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุลงมืออย่างโหดเหี้ยมเพื่อล้างหนี้เพียงเล็กน้อย
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าวังผา ได้แกะรอยจากกล้องวงจรปิดจนพบเบาะแสสำคัญ นำไปสู่การจับกุมนายเอก อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่าลงมือฆ่านายทัตธพงษ์ อายุ 45 ปี ผู้พิการขายลอตเตอรี่ โดยอ้างว่าบันดาลโทสะจากการถูกทวงหนี้ค่าหวย
ประเด็นสำคัญ
- เพื่อนสนิทรับสารภาพ: นายเอกยอมรับว่าฆ่าเพื่อนสนิทที่เป็นผู้พิการ เพื่อล้างหนี้สินค่าหวยจำนวน 5,000 บาท
- ซ่อนเร้นอำพรางศพ: ผู้ก่อเหตุนำร่างผู้เสียชีวิตยัดใส่กระสอบปุ๋ย ก่อนนำไปทิ้งลงแม่น้ำน่านเพื่อปิดบังความผิด
- ตำรวจเร่งสอบสวนปมชิงทรัพย์: เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การทั้งหมด เนื่องจากผู้ตายอาจมีเงินสดติดตัวกว่า 30,000 บาท
การหายตัวไปและการค้นหา
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ญาติได้เข้าแจ้งความว่าผู้ตายหายตัวไปพร้อมกับรถจักรยานยนต์ แผงลอตเตอรี่ และเงินสดจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ร่วมกันระดมกำลังออกค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ในช่วงแรก การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบากและเต็มไปด้วยความหวังที่จะพบเขายังมีชีวิตอยู่
จุดเปลี่ยนของคดีนี้มาจากการทำงานอย่างหนักของฝ่ายสืบสวน ซึ่งได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ภาพจากกล้องแสดงให้เห็นความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของรถจักรยานยนต์ของผู้สูญหาย ตำรวจจึงตัดสินใจเชิญตัวผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำอย่างละเอียด จนกระทั่งเขายอมเปิดปากรับสารภาพในที่สุด
ปมสังหารโหดล้างหนี้หวย
ผู้ต้องหาให้การว่า ตนเองซื้อลอตเตอรี่เงินเชื่อจากผู้ตายจนเป็นหนี้สะสมถึง 10,000 บาท เขาได้จ่ายคืนไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงเหลือหนี้ค้างชำระอีกเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ในวันเกิดเหตุ ทั้งคู่ได้นัดพบกันเพื่อพูดคุยเรื่องการชำระหนี้ส่วนที่เหลือ แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว
นายเอกอ้างว่าตนเองดื่มสุราจนมีอาการมึนเมา เมื่อพบกันที่บริเวณทางเข้าสวนยางพารา ทั้งสองคนเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ผู้ตายได้ขู่ว่าจะไปทวงเงินจากภรรยาและแม่ยายของผู้ก่อเหตุ คำพูดนี้ทำให้นายเอกเกิดความโมโหสุดขีด จึงลงมือบีบคอผู้ตายจนล้มลงกับพื้น
หลังจากนั้น ผู้ก่อเหตุได้ใช้ท่อนไม้ฟาดซ้ำที่ร่างของผู้ตายจนแน่นิ่งไป เมื่อตรวจสอบพบว่าเสียชีวิตแล้ว เขาจึงลากร่างไร้วิญญาณเข้าไปซ่อนในสวนยางพารา จากนั้นได้ไปหากระสอบปุ๋ยมาใส่ศพ แล้วขนขึ้นรถจักรยานยนต์ไปทิ้งลงแม่น้ำน่านเพื่อหวังจะทำลายหลักฐาน
ปฏิบัติการค้นพบร่างผู้เสียชีวิต
หลังจากการรับสารภาพ ตำรวจได้คุมตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดเกิดเหตุและจุดทิ้งศพทันที เจ้าหน้าที่พบรอยเลือด หน้ากากอนามัย และท่อนไม้ที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่ในสวนยางพารา นอกจากนี้ยังพบรถจักรยานยนต์ของผู้ตายถูกถอดป้ายทะเบียนไปซ่อนไว้ที่ห้างนาของยายผู้ต้องหาอีกด้วย ตามรายงานข่าวจาก ผู้จัดการออนไลน์
ในส่วนของการค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่กู้ภัยและญาติได้ล่องเรือไปตามแม่น้ำน่านอย่างไม่ลดละ ในที่สุดก็ได้รับแจ้งว่าพบศพถูกบรรจุในกระสอบ ลอยไปติดกิ่งไม้ที่บริเวณบ้านดอนแก่ง ตำบลตาลชุม ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ผู้ต้องหาอ้างว่าทิ้งศพไปไกลกว่า 10 กิโลเมตร
สภาพศพเมื่อถูกพบนั้นเริ่มขึ้นอืด โดยมีมือและเท้าโผล่ออกมาจากปากกระสอบที่ไม่ได้ถูกมัดไว้แน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงกู้ร่างขึ้นมาและนำส่งแผนกนิติเวช โรงพยาบาลน่าน เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดและหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงต่อไป
ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การ
แม้ผู้ต้องหาจะรับสารภาพว่าทำไปเพราะบันดาลโทสะ แต่ทางตำรวจยังคงตั้งข้อสงสัยในหลายประเด็น ญาติของผู้ตายระบุว่า ในวันเกิดเหตุผู้ตายอาจพกเงินสดติดตัวไปมากกว่า 30,000 บาท เนื่องจากเขามีอาชีพปล่อยเงินกู้ด้วย ข้อมูลนี้ทำให้คดีนี้อาจมีแรงจูงใจอื่นซ่อนเร้นอยู่
เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตรวจสอบอย่างละเอียดว่า การฆาตกรรมครั้งนี้เป็นการประสงค์ต่อทรัพย์ด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังเคยให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับจุดทิ้งศพ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาไปงมหาในสระน้ำถึง 4 แห่ง ก่อนที่เขาจะยอมรับความจริงในภายหลัง
คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงในสังคมที่เกิดจากปัญหาหนี้สินเพียงเล็กน้อย ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างถึงที่สุด ครอบครัวของผู้สูญเสียยังคงอยู่ในความโศกเศร้าและหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แม่สายตื่นตัว! สธ.ลุยตรวจสารหนูในน้ำ เร่งปกป้องสุขภาพ
ขวัญ-อ.เบียร์ แจ้งจับมิจฉาชีพคราบนักบุญ อมเงินบริจาคน้ำท่วม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจภาค 5 ลุยล้างยานรก 13 วัน ยึดยาบ้า 26.5 ล้านเม็ด
เชียงราย – ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ตำรวจภูธรภาค 5 ได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน การปราบปรามครั้งนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่สามารถสกัดกั้นยาเสพติดลอตมโหฬาร ไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท. ประชา ประสันสุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ในการทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดเหล่านี้
ประเด็นสำคัญ
- กวาดล้างยาเสพติด 9 คดีใหญ่ ยึดยาบ้าทะลุ 26.5 ล้านเม็ด และไอซ์ 637 กิโลกรัม ในเวลาเพียง 13 วัน
- เจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องหาได้ 12 คน พร้อมยึดรถยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีก 11 คัน
- การปฏิบัติการครั้งนี้เน้นการตั้งด่านสกัดกั้นตามแนวชายแดนเหนือ ป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ
เปิดยุทธการสกัดกั้นยาเสพติดชายแดนเหนือ
การทำงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ เน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการติดตามเส้นทางของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด สิ่งนี้ช่วยให้การตั้งด่านสกัดตามแนวกั้นชายแดนมีความแม่นยำ และสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
พื้นที่เป้าหมายสำคัญที่มีการสกัดจับได้จำนวนมาก ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแพร่ พื้นที่เหล่านี้ถือเป็นเส้นทางหลักที่ขบวนการค้ายาเสพติดมักใช้ลำเลียงของผิดกฎหมาย การตรวจสอบที่ด่านตรวจหลักจึงเป็นยุทธวิธีที่ได้ผลดีที่สุด
หนึ่งในคดีที่สร้างความสั่นสะเทือนที่สุดคือ การจับกุมยาบ้ากว่า 10 ล้านเม็ดในพื้นที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยึดยาบ้าอีก 6.1 ล้านเม็ด บริเวณริมแม่น้ำโขง อำเภอเชียงแสน อีกด้วย
สรุป 9 คดีใหญ่ ยึดของกลางลอตมโหฬาร
สถิติการจับกุมตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 13 ตุลาคม 2569 มีคดีระดับชาติรวมถึง 9 คดี นอกเหนือจากยาบ้าแล้ว เจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจยึดไอซ์ได้ถึง 637 กิโลกรัม และเคตามีนอีก 10 กิโลกรัม การยึดของกลางจำนวนมากขนาดนี้ถือเป็นการทำลายความมั่นคงของเครือข่ายยานรกอย่างราบคาบ
การปราบปรามครั้งนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่การจับกุมผู้ต้องหาระดับล่าง หรือยึดแค่ของกลางที่พบเท่านั้น ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรภาค 5 ยังคงเดินหน้าสืบสวนเพื่อขยายผลอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายหลักคือการทลายเครือข่ายผู้บงการ และตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดทั้งหมดมาตรวจสอบ
การแถลงข่าวครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานที่โปร่งใส โดยใช้การประชุมทางวิดีโอไปยังสถานีตำรวจท้องที่ในพื้นที่เกิดเหตุ เช่น สถานีตำรวจพาน และสถานีตำรวจจังหวัดแพร่ เพื่อนำเสนอผลการตรวจสอบและหลักฐานการจับกุมจากที่เกิดเหตุ
เดินหน้าทลายเครือข่ายยานรกอย่างต่อเนื่อง
นโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความชัดเจนอย่างมากในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไป การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้การสกัดกั้นยาเสพติดในครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี
จากผลการปฏิบัติงานที่เข้มแข็ง ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่จะยังคงทำงานหนักต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดหลุดรอดเข้าไปทำลายสังคมและอนาคตของชาติ ทางตำรวจภูธรภาค 5 ขอยืนยันว่าจะยกระดับมาตรการปราบปรามให้เข้มข้น และเด็ดขาดมากยิ่งขึ้นในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจไทยล้ำหน้า! ใช้เทคโนโลยี AI ล่าแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ
AI กับตลาดแรงงานไทย: 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบ งานแบบไหนเปลี่ยนก่อน?
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจไทยล้ำหน้า! ใช้เทคโนโลยี AI ล่าแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ
เชียงราย – เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือระบบ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยอย่างก้าวกระโดด ล่าสุดทางตำรวจภูธรภาค 5 ได้นำเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้มาใช้ในการวิเคราะห์ และสามารถสกัดกั้นเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ได้อย่างแม่นยำ การนำเครื่องมือดิจิทัลมาสนับสนุนการทำงาน ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมระดับประเทศ
จุดเริ่มต้นของความสำเร็จครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อระบบ AI ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ตรวจพบความผิดปกติของรถยนต์ต้องสงสัย รถยนต์กลุ่มดังกล่าวเดินทางออกมาจากพื้นที่จังหวัดพะเยาและลำปาง โดยมีเป้าหมายมุ่งหน้าผ่านจังหวัดแพร่เพื่อล่องลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งการด่วนให้สถานีตำรวจภูธรห้วยไร่ตั้งจุดสกัดกั้นเพื่อตรวจสอบทันที
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจภูธรภาค 5 ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์และล็อกเป้าหมายรถขนยาเสพติดได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที
- เจ้าหน้าที่สามารถยึดของกลางเป็นยาบ้าได้จำนวนมหาศาลเกือบ 1.7 ล้านเม็ด ที่บริเวณด่านตรวจห้วยไร่ จังหวัดแพร่
- ผู้ต้องหาทั้งทีมรถขนยาและทีมรถสเกาต์นำทาง ถูกรวบตัวครบยกแก๊งขณะเตรียมส่งของไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์
ปฏิบัติการสกัดจับที่ด่านตรวจห้วยไร่
เมื่อรถเป้าหมายทั้งสองคันขับมาถึงบริเวณถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 ด่านตรวจห้วยไร่ อำเภอเด่นชัย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วจึงเริ่มปฏิบัติการทันที รถคันแรกเป็นรถกระบะอีซูซุสีเทา ทะเบียนเพชรบูรณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นรถนำทาง ได้ขับผ่านด่านตรวจไปอย่างรวดเร็ว ส่วนรถยนต์โตโยต้าสีบรอนซ์ได้ขับตามมาติดๆ
เจ้าหน้าที่ประจำด่านตัดสินใจเรียกหยุดและตรวจค้นรถยนต์โตโยต้าคันดังกล่าวอย่างละเอียด ภายในรถพบผู้ต้องหาชายสองคน คือนายวิภพและนายประนอม ซึ่งเป็นชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ทั้งคู่ จากการตรวจค้นบริเวณด้านหลังรถ เจ้าหน้าที่พบกระสอบฟางจำนวน 9 ใบซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิด และเมื่อเปิดพิสูจน์จึงพบความจริงที่น่าตกใจ
ภายในกระสอบฟางเหล่านั้นบรรจุยาบ้าจำนวนมหาศาล รวมแล้วประมาณ 1.7 ล้านเม็ด ซึ่งถือเป็นการจับกุมล็อตใหญ่ที่สะเทือนวงการค้ายาเสพติด สิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวผู้ต้องหา รถกระบะคันนำทางได้ขับย้อนกลับมาที่ด่านตรวจอีกครั้ง คาดว่าคนขับคงเกิดความสงสัยที่รถขนยาขับตามมาไม่ทัน
การขยายผลและอนาคตของ AI ในงานตำรวจ
การตัดสินใจขับย้อนกลับมาของรถนำทาง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับและรวบตัวผู้ต้องหาได้ยกแก๊งอย่างง่ายดาย โดยสามารถจับกุมนายสงกรานต์และนางสาวศิริชัญญา ซึ่งทำหน้าที่เป็นทีมสเกาต์เอาไว้ได้ จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่ารับยาเสพติดมาจากจุดพักในอำเภอเมืองเชียงราย และกำลังจะนำไปส่งต่อที่จังหวัดเพชรบูรณ์
ความสำเร็จของปฏิบัติการครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ ระบบ AI ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ที่ช่วยวิเคราะห์เส้นทางของอาชญากรได้อย่างชาญฉลาด การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ แต่ยังช่วยตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่ยาเสพติดจะกระจายสู่สังคม ปัจจุบันทีมสืบสวนกำลังเร่งขยายผลเพื่อทลายเครือข่ายนี้ให้สิ้นซาก
เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการบังคับใช้กฎหมาย เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาความปลอดภัยในยุคปัจจุบัน ประชาชนสามารถมั่นใจได้มากขึ้น เมื่อรู้ว่าหน่วยงานรัฐมีเครื่องมือที่ทันสมัยในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจเชียงรายเปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมแบบใยแมงมุม
AI กับตลาดแรงงานไทย: 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบ งานแบบไหนเปลี่ยนก่อน?
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoชาวน้ำลัดเฮ! ศูนย์ดำรงธรรมเชียงรายเร่งเยียวยาพิษสร้างท่อ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายตรวจสอบผับเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
-
ข่าวการเมือง Politics7 days agoสส.เชียงราย โต้กัมพูชากลางเวที IPU ยันเลือกความก้าวหน้า
-
ข่าวการเมือง Politics7 days agoนายกเทศมนตรีจังหวัดเชียงรายหารือเกี่ยวกับการยกระดับทิศทางการศึกษาสมัยใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

