ฟุตบอล
เรอัล โซเซียดัดช็อกบาร์ซ่า 2-1 ที่เรอาเล อารีนา
ซาน เซบาสเตียน, 18 มกราคม 2026, เกมลาลีกาคืนวันอาทิตย์ที่เรอาเล อารีนา (สนามเดิมที่หลายคนคุ้นในชื่ออาโนเอต้า) กลายเป็นคืนของเรอัล โซเซียดัด หลังเปิดบ้านล้มบาร์เซโลน่า 2-1 แบบหักปากกาเซียน ผลนี้ทำให้ทีมของฮันซี่ ฟลิค หยุดสถิติชนะรวด 11 นัดรวมทุกรายการ และทำให้การลุ้นแชมป์กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยบาร์ซ่ายังนำเรอัล มาดริดแค่ 1 แต้มบนหัวตาราง
เกมนี้มีครบทั้งประตูถูกริบ, VAR เข้ามามีบทบาทหลายจังหวะ, เซฟสำคัญของผู้รักษาประตู, ใบแดงช่วงท้าย และสกอร์ที่เปลี่ยนเร็วในครึ่งหลัง โซเซียดัดอาศัยความแข็งแกร่งในบ้านเก็บ 3 แต้มสำคัญ และเป็นฤดูกาลที่ 2 ติดต่อกันที่พวกเขาเอาชนะทีมจากคาตาลันในลีก ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 8 ของตาราง

ครึ่งแรกวุ่นตั้งแต่ต้น, โอยาร์ซาบัลซัดนำแบบสวนเกม
เริ่มเกมมาเป็นบอลเปิดหน้าแลกกันทันที บาร์เซโลน่าครองบอลมากกว่า แต่เจอธงล้ำหน้าขัดจังหวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกมีถึง 3 ประตูของบาร์ซ่าที่ถูกจับล้ำหน้า ได้แก่ เฟร์มิน โลเปซ, เฟรงกี้ เดอ ยอง และ ลามีน ยามาล
ยังมีจังหวะที่บาร์ซ่าเกือบได้จุดโทษด้วย หลังยามาลล้มลงจากการปะทะกับ อิกอร์ ซูเบลเดีย แต่ VAR ตรวจแล้วเปลี่ยนคำตัดสิน กลายเป็นไม่ได้จุดโทษ
จากนั้นโซเซียดัดฉวยโอกาสจากจังหวะสวนกลับ ในนาทีที่ 32 มิเกล โอยาร์ซาบัล กัปตันทีมเข้าชาร์จแบบวอลเลย์จากลูกเปิดแม่นๆ ของ กอนซาโล่ เกเดส ส่งบอลผ่านมือ โจน การ์เซีย ให้เจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0 เสียงเชียร์ในสนามดังลั่นทันที
ก่อนหมดครึ่งแรก บาร์เซโลน่าพยายามเร่งเกมเพื่อเอาคืน แต่ อเล็กซ์ เรมิโร่ ยืนตำแหน่งดี และป้องกันจังหวะสำคัญไว้ได้หลายครั้ง ทำให้โซเซียดัดยังนำอยู่เมื่อจบ 45 นาทีแรก
แรชฟอร์ดตีเสมอ, เกเดสตอบโต้ทันควัน
ครึ่งหลังยังคุมอารมณ์ยากเหมือนเดิม บาร์เซโลน่าได้โอกาสต่อเนื่อง ดานี่ โอลโม่ยิงชนเสาไปถึง 2 ครั้ง เรมิโร่ยังเซฟช่วยทีมไว้หลายจังหวะ ส่วนฌูลส์ กุนเด้ก็พลาดโอกาสทองจากลูกโหม่งที่ไปชนคาน
ฟลิคแก้เกมด้วยการส่ง มาร์คัส แรชฟอร์ด ลงมา และการเปลี่ยนตัวนี้เห็นผลทันที นาทีที่ 70 แรชฟอร์ดขึ้นโหม่งจบสกอร์จากบอลที่ลามีน ยามาลแทงมาอย่างแม่นยำ ทำให้บาร์ซ่าตามตีเสมอ 1-1
แต่ความดีใจอยู่ได้ไม่นาน แทบจะทันทีในจังหวะถัดมา โซเซียดัดสวนกลับเร็วและจบอย่างเด็ดขาด กอนซาโล่ เกเดส ซัดผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไป กลายเป็นประตูชัย 2-1 ในนาทีที่ 71

ช่วงท้ายเดือด, โซเซียดัดเหลือ 10 คนแต่เอาอยู่
ท้ายเกมบาร์เซโลน่าโหมบุกหนักเพื่อเอาประตูตีเสมออีกครั้ง แล้วสถานการณ์ยิ่งตึงขึ้นในนาทีที่ 88 เมื่อคาร์ลอส โซเลร์โดนใบแดงโดยตรงจากจังหวะเข้าบอลช้าและหนักใส่เปดรี ทำให้โซเซียดัดต้องเล่น 10 คนในช่วงเวลาสำคัญ
ทดเจ็บยาวถึง 9 นาที บาร์ซ่ากดดันแบบต่อเนื่อง แต่แนวรับเจ้าถิ่นช่วยกันเคลียร์หลายครั้ง เรมิโร่ยังเหนียวเหมือนเดิม รวมถึงจังหวะสำคัญที่ปฏิเสธโอกาสของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (ตัวสำรอง) ช่วงท้าย สุดท้ายโซเซียดัดปิดเกมได้ เก็บชัยชนะที่แฟนบอลจำไปอีกนาน
ไฮไลต์สำคัญของเกม
- บาร์เซโลน่ามี 3 ประตูที่ถูกจับล้ำหน้า (เฟร์มิน โลเปซ, เฟรงกี้ เดอ ยอง, ลามีน ยามาล)
- จังหวะจุดโทษของบาร์ซ่าถูก VAR กลับคำตัดสิน
- ดานี่ โอลโม่ยิงชนเสา 2 ครั้ง, บาร์ซ่ามีจังหวะชนคานอีกด้วย
- อเล็กซ์ เรมิโร่โชว์เซฟหลายจังหวะสำคัญ รวมถึงช่วงท้ายเกม
- สกอร์เปลี่ยนเร็ว, แรชฟอร์ดตีเสมอ (70′), เกเดสยิงนำอีกครั้ง (71′)
- คาร์ลอส โซเลร์โดนใบแดง (88′)
เกมนี้สะท้อนความคาดเดายากของลาลีกาได้ชัด บาร์เซโลน่าครองบอลและมีโอกาสมากกว่า แต่จบไม่คมพอ ขณะที่เรอัล โซเซียดัดใช้โอกาสที่มีให้คุ้ม และเล่นเกมรับแบบมีวินัยจนอยู่ครบ 90 นาที
สถิติทีม เรอัล โซเซียดัด
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| ครองบอล | 38% |
| ยิงทั้งหมด | 9 |
| ยิงเข้ากรอบ | 4 |
| เตะมุม | 3 |
| ฟาวล์ | 14 |
| ใบเหลือง | 3 |
| ใบแดง | 1 |
| ผ่านบอลสำเร็จ | 312 |
สถิติทีม บาร์เซโลน่า
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| ครองบอล | 62% |
| ยิงทั้งหมด | 22 |
| ยิงเข้ากรอบ | 8 |
| เตะมุม | 10 |
| ฟาวล์ | 11 |
| ใบเหลือง | 2 |
| ใบแดง | 0 |
| ผ่านบอลสำเร็จ | 568 |
ความพ่ายแพ้นัดนี้เป็นการแพ้ในลีกนัดที่ 3 ของบาร์เซโลน่าในฤดูกาลนี้ พวกเขายังนำเป็นจ่าฝูงด้วย 49 คะแนนจาก 20 นัด ส่วนเรอัล โซเซียดัดได้แรงส่งสำคัญในการไล่ล่าพื้นที่ยุโรป
อีกด้านหนึ่ง ผลนี้ทำให้ศึกแย่งแชมป์กลับมาสนุกกว่าเดิม เพราะเรอัล มาดริดไล่มาหายใจรดต้นคอบาร์ซ่าแล้ว แฟนบอลได้เห็นเกมที่ทั้งดุเดือด มีประเด็นถกเถียง และมีจังหวะชี้ชะตาหลายครั้งในคืนเดียว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถล่ม สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด 8-1
ฟุตบอล
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถล่ม สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด 8-1
ทีมปราสาทสายฟ้าเสียประตูไปก่อนในช่วงต้นเกม แต่ก็กลับมาตั้งรับได้อย่างรวดเร็วและเปิดฉากโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มการบุกที่ทรงพลัง พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลังในช่วงต้นเกม มาถล่ม สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด 8-1 ในการแข่งขันไทยลีก 1 ที่สนามช้างอารีน่า เจ้าบ้านตกใจในตอนแรก แต่ประตูตีเสมอในช่วงท้ายเกมเปลี่ยนสถานการณ์ ครึ่งหลังเต็มไปด้วยประตู ทำให้เชียงรายต้องเจอกับค่ำคืนที่ยากลำบากตลอด 90 นาที
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากเริ่มเกม สนามที่เต็มไปด้วยแฟนบอลก็เงียบลงชั่วขณะ เมื่อสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ขึ้นนำในนาทีที่ 12 ด้วยการโต้กลับเร็ว ประตูที่เด็ดขาดจากกองหน้าของทีมเยือนทำให้สกอร์เป็น 1-0 เกมดูเหมือนจะจบลงด้วยผลเสมอ เนื่องจากเชียงรายอยู่ในอันดับท้ายตาราง

แต่บุรีรัมย์ไม่ปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ พวกเขาเพิ่มแรงกดดันในการโจมตีและในที่สุดก็ทำประตูตีเสมอได้ก่อนหมดครึ่งแรกจากกองหน้าชาวบราซิล กิลเฮอร์เม บิสซาลี เขาได้รับบอลทะลุช่องและยิงเข้าไปอย่างใจเย็น ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 1-1 โดยโมเมนตัมเปลี่ยนไปอยู่ฝั่งเจ้าบ้านอย่างชัดเจน
ครึ่งหลังเป็นของบุรีรัมย์อย่างสมบูรณ์ โรเบิร์ต ซุลจ์ ควบคุมแดนกลาง สร้างโอกาสและจบสกอร์ด้วยตัวเอง บิสซาลีทำประตูที่สองของเขาในช่วงต้นครึ่งหลังด้วยลูกโหม่งที่ทรงพลังจากลูกเตะมุม ตามด้วยลูกยิงไกลสุดสวยจากสุภาชัย ชัยเดช ที่เอาชนะผู้รักษาประตูเชียงรายได้
ประตูยังคงไหลมาเทมา บุรีรัมย์กดดันอย่างหนัก บังคับให้แนวรับของทีมเยือนเสียตำแหน่งหลายครั้ง โกรัน เชาสิค ทำเพิ่มอีกสองประตูด้วยการอ่านเกมที่รวดเร็วและการฉวยโอกาสที่ยอดเยี่ยม เฟจซัล มูลิก และสุภาพันธ์ มูเอียนตา ก็ทำประตูได้เช่นกัน ก่อนที่ธีรธร บุญมาทัน จะยิงจุดโทษในช่วงท้ายเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ครองเกมอย่างสมบูรณ์ จบด้วยสกอร์ 8-1

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยังคงรักษาสถิติไร้พ่าย และตอกย้ำสถานะทีมแกร่งในไทยลีกเอิง โค้ชโบซิดาร์ บันโดวิช ชื่นชมการกลับมาของทีมหลังจากตกเป็นรอง และความสามารถในการรักษามาตรฐานการเล่นระดับสูงจนจบเกม
ส่วนสิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ครั้งนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับพวกเขา ความผิดพลาดในเกมรับนั้นเห็นได้ชัด และพวกเขาก็ถูกลงโทษทันทีเมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่เฉียบคมอยู่หน้าประตู การเล่นนอกบ้านยังคงเป็นความท้าทายอย่างมาก และทีมจำเป็นต้องเก็บแต้มอย่างเร่งด่วนเพื่อหนีโซนตกชั้น

ตารางคะแนนไทยลีกเอิงล่าสุด (ตัวเลขของบางทีมเป็นค่าประมาณจากกลางฤดูกาล 2025-26):
บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (จ่าฝูง)
อันดับ | จำนวนนัดที่ลงเล่น | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูที่ทำได้ | ประตูที่เสีย | คะแนน | 1 | 2 | 10 | 11 | 3 | 31 | 4 | 31 | ———
สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด
อันดับ | จำนวนนัดที่ลงเล่น | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ประตูที่ทำได้ | ประตูที่เสีย | คะแนน | 7 | 1 | 4 | เชียงราย ยูไนเต็ด 13-16 3-5 2-4 6-10 14-17 25-30 17-19
(หมายเหตุ: ตารางนี้แสดงภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงคะแนนนำของบุรีรัมย์ ในขณะที่เชียงรายอยู่ในครึ่งล่างของตาราง)
ชัยชนะอย่างถล่มทลายนี้ทำให้บุรีรัมย์ได้ 3 คะแนนเต็ม และมีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง หากฟอร์มนี้ยังคงดำเนินต่อไป พวกเขาน่าจะยังคงครองความยิ่งใหญ่ต่อไป โอกาสในการป้องกันแชมป์ของพวกเขานั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น การแข่งขันที่สนามช้างอารีน่าครั้งนี้ จึงถูกเน้นย้ำว่าเป็นตัวอย่างของทีมที่สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้หลังจากตกเป็นฝ่ายตามหลัง และในที่สุดก็คว้าชัยชนะได้อย่างน่าประทับใจ ตอกย้ำชื่อเสียงของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะหนึ่งในสโมสรชั้นนำของอาเซียน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ยืนหยัด เสมออาร์เซนอลจ่าฝูง 0-0 แบบเข้มข้นที่ซิตี้ กราวด์
ฟุตบอล
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ยืนหยัด เสมออาร์เซนอลจ่าฝูง 0-0 แบบเข้มข้นที่ซิตี้ กราวด์
น็อตติงแฮม — เกมพรีเมียร์ลีกที่ซิตี้ กราวด์ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2026 จบลงแบบไม่มีสกอร์ หลัง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ต้านทานความกดดันได้ตลอด 90 นาที และแบ่งแต้มกับ อาร์เซนอล จ่าฝูงด้วยสกอร์ 0-0 ผลเสมอนี้ทำให้อาร์เซนอลทิ้งห่างหัวตารางเป็น 7 แต้ม หลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้แพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก่อนหน้านั้น แต่ทีมของมิเกล อาร์เตต้ายังรู้สึกเสียดาย เพราะมีโอกาสดีหลายครั้งที่น่าจะปิดเกมได้
รูปเกมชัดเจนตั้งแต่ต้น ฟอเรสต์ที่อยู่อันดับ 17 และนำโซนตกชั้น 5 แต้ม เล่นเป็นระเบียบภายใต้การคุมทีมของฌอน ไดช์ ตั้งรับเป็นบล็อกแน่นและบีบพื้นที่ได้ดี ส่วนอาร์เซนอลครองบอลมากกว่า สร้างจังหวะเข้าทำได้เยอะกว่า แต่จบไม่ลง เจอทั้งเซฟสำคัญและการสกัดในจังหวะสุดท้าย

ไฮไลต์เกม
ครึ่งแรกค่อนข้างอึดอัด อาร์เซนอลคุมบอลได้ แต่เจาะแนวรับที่ยืนชิดกันของฟอเรสต์ลำบาก กาเบรียล มาร์ติเนลลีได้ลุ้นจากมุมแคบหลังสวนกลับเร็ว แต่ยิงหลุดกรอบ วิคตอร์ กีออเคเรสลองส่องลูกแฉลบให้มัตซ์ เซลส์ต้องออกแรงเซฟ ทว่าทีมเจ้าบ้านยังรักษาแผนได้ตามเดิม
เกมเริ่มเปิดมากขึ้นหลังผ่านชั่วโมง เมื่ออาร์เซนอลส่งบูกาโย ซาก้าลงสนาม ซาก้าทันทีที่ลงมาก็เพิ่มความเร็วให้เกมริมเส้น เปิดบอลอันตรายจนเดแคลน ไรซ์ได้วอลเลย์ แต่เซลส์รับไว้ไม่ยาก นาทีที่ 68 ซาก้าโหม่งจากลูกเปิดของไรซ์ บอลลอยไปทางมุมบนเหมือนจะเข้าอยู่แล้ว แต่เซลส์พุ่งปัดปลายมือออกหลังได้อย่างยอดเยี่ยม
จังหวะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกิดขึ้นช่วงท้ายเกม บอลจากฝั่งขวาไปโดนแขนของโอลา ไอน่า นักเตะอาร์เซนอลและทีมงานประท้วงหนักเพื่อเอาจุดโทษ แต่ไมเคิล โอลิเวอร์ปล่อยให้เล่นต่อ และ VAR ยืนยันคำตัดสิน โดยมองว่าบอลไปโดนไหล่ก่อน และแขนอยู่ในท่าทางธรรมชาติ หลังเกมอาร์เตต้าแสดงความไม่พอใจชัดเจน โดยบอกว่าเป็น “จุดโทษชัดๆ”
ฝั่งฟอเรสต์แทบไม่ได้มีโอกาสจบแบบตรงกรอบเลย แต่เกมรับที่เป็นระบบของพวกเขา โดยมีมูริลโลกับนิโคลา มิเลนโควิชคุมแนวหลัง ช่วยปิดพื้นที่ได้ตลอด ทำให้อาร์เซนอลหงุดหงิด ผลเสมอนี้ยังเป็น 0-0 เกมลีกนัดที่ 2 ติดต่อกันของอาร์เซนอล ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้นกับทีมที่ขึ้นชื่อว่าเกมรุกจัดจ้าน

สถิติเกมของน็อตติงแฮม ฟอเรสต์
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 40% |
| จำนวนยิง | 4 |
| ยิงเข้ากรอบ | 0 |
| เตะมุม | 2 |
| ฟาวล์ | 11 |
| ใบเหลือง | 2 |
| เซฟสำคัญ (มัตซ์ เซลส์) | 4 |
แนวรับของฟอเรสต์ รวมถึงฟอร์มเด่นของเซลส์และไอน่า ได้รับคำชมหลังเก็บคลีนชีตใส่ทีมที่เกมรุกอันตรายที่สุดทีมหนึ่งของลีก

สถิติเกมของอาร์เซนอล
| สถิติ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 60% |
| จำนวนยิง | 14 |
| ยิงเข้ากรอบ | 5 |
| เตะมุม | 7 |
| ฟาวล์ | 9 |
| ใบเหลือง | 1 |
| โอกาสทองที่พลาด | 3 |
แม้จะเป็นฝ่ายคุมเกมและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่อาร์เซนอลเปลี่ยนความกดดันเป็นประตูไม่ได้ โดยเซลส์ถูกยกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของเกมจากจังหวะเซฟหลายครั้ง
ผลเสมอทำให้อาร์เซนอลยังอยู่ในจุดที่ดีของการลุ้นแชมป์ แต่ก็ทิ้งความรู้สึกค้างคาว่าแต้มที่หลุดไปอาจสำคัญ ขณะที่ฟอเรสต์ได้กำลังใจเต็มๆ จากการหยุดทีมจ่าฝูงไว้ได้ ทั้งสองทีมเตรียมไปโฟกัสนัดถัดไป อาร์เซนอลมีคิวเจออินเตอร์ มิลานในแชมเปียนส์ลีก ส่วนฟอเรสต์มีโปรแกรมฟุตบอลยุโรปในศึกยูฟ่า ยูโรปาลีก
เกมนี้ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า พรีเมียร์ลีกยังไม่จบง่ายๆ เพราะแต้มที่หายไปในวันที่เจอทีมรองบ่อนที่เล่นมีวินัย อาจย้อนกลับมามีผลตอนท้ายฤดูกาลได้เสมอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ลิเวอร์พูลสะดุดอีกครั้ง, เปิดแอนฟิลด์เจ๊าเบิร์นลีย์ 1-1 แบบน่าหงุดหงิด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
ฟุตบอล
ลิเวอร์พูลสะดุดอีกครั้ง, เปิดแอนฟิลด์เจ๊าเบิร์นลีย์ 1-1 แบบน่าหงุดหงิด
ลิเวอร์พูลเจองานหนักตามเดิมเวลาเจอทีมที่ตั้งรับลึก, เกมพรีเมียร์ลีกวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2026 ที่แอนฟิลด์จบลงด้วยผลเสมอ 1-1 กับ เบิร์นลีย์ ทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น แม้ทีมของ อาร์เน่ สล็อต จะครองบอลมากกว่าและบุกแทบทั้งเกม แต่ก็เก็บได้แค่แต้มเดียวในบ้านอีกครั้ง นี่เป็นการเสมอในลีก 4 นัดติด และแม้ยังไม่แพ้ แต่เกมรุกยังจบสกอร์ไม่คมพอ
เกมนี้เป็นนัดที่ 22 ของฤดูกาล 2025-26 ลิเวอร์พูลยิงรวม 32 ครั้ง (เข้ากรอบ 11) และค่า xG เกือบแตะ 3.0 แต่ทำได้แค่ประตูเดียว ส่วนเบิร์นลีย์ที่ไม่ชนะในพรีเมียร์ลีกมา 13 นัดก่อนหน้านี้ ยืนระบบ 5-4-1 แน่นๆ แล้วใช้โอกาสจากการยิงเข้ากรอบครั้งเดียว เปลี่ยนเป็นแต้มสำคัญในการลุ้นอยู่รอด

ครึ่งแรก: ลิเวอร์พูลบุกต่อเนื่อง แต่ทิ้งโอกาสสำคัญ
ลิเวอร์พูลออกสตาร์ตได้ดี ขยับบอลเร็วและพยายามเจาะแนวรับที่ถอยต่ำของเบิร์นลีย์ โอกาสช่วงต้นเป็นของ มิลอส เคอร์เคซ และ โคดี กัคโป แต่ มาร์ติน ดูบราฟก้า ยังเซฟช่วยทีมเยือนไว้ได้
จังหวะที่น่าจะเปลี่ยนเกมเกิดขึ้นเมื่อ กัคโป ถูกทำฟาวล์ในเขตโทษโดย ฟลอเรนติโน ลุยส์ ผู้ตัดสินให้จุดโทษทันที โดมินิก โซโบสไล รับหน้าที่สังหาร แต่ยิงไปชนคานแบบน่าเสียดาย ทำให้เบิร์นลีย์รอดตัวไปอีกครั้ง
ลิเวอร์พูลยังเดินหน้ากดดันไม่หยุด ก่อนหมดครึ่งแรก ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ ทำให้แอนฟิลด์ได้เฮ จากจังหวะรับบอลต่อจาก เคอร์ติส โจนส์ แล้วกดเต็มข้อจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเสียบมุมบนอย่างสวยงาม เจ้าถิ่นขึ้นนำ 1-0 ตอนพักครึ่งตามภาพรวมของเกม

ครึ่งหลัง: เบิร์นลีย์เอาคืน, ลิเวอร์พูลจบไม่ลง
กลับมาครึ่งหลัง เบิร์นลีย์เพิ่มความดุดันขึ้น และเกือบได้ประตูจากจังหวะสวนกลับที่ทำให้ อิบราฮิมา โกนาเต้ เกือบสกัดเข้าประตูตัวเอง แต่ อลิสซง เบ็คเกอร์ ยังป้องกันไว้ได้ทัน
นาที 65 เบิร์นลีย์ตามตีเสมอสำเร็จ จากความผิดพลาดตอนลิเวอร์พูลพยายามต่อบอลจากแดนหลัง บอลหลุดมาเข้าทาง มาร์คัส เอ็ดเวิร์ดส์ ที่รับต่อจาก ฟลอเรนติโน ก่อนจบสกอร์ผ่านอลิสซงเข้าไปเป็น 1-1
หลังเสียประตู บรรยากาศในสนามเริ่มหงุดหงิด ลิเวอร์พูลเร่งเกมช่วงท้าย ส่งตัวสำรองอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ เฟเดริโก เคียซ่า ลงมาเติมความสด แต่ยังเจาะไม่เข้า แนวรับเบิร์นลีย์ช่วยกันบล็อกและเคลียร์แบบถวายชีวิต โดยเฉพาะ บาชีร์ ฮัมฟรีส์ ที่มีจังหวะสกัดบนเส้น ช่วยให้ทีมเยือนประคองแต้มกลับบ้านได้

สถิติเด่นของเกม
ตัวเลขชี้ชัดว่าลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายคุมเกม: ครองบอล 73%, ยิง 32 ครั้งต่อ 7 ครั้ง และเข้ากรอบ 11 ครั้ง ขณะที่เบิร์นลีย์เข้ากรอบแค่ครั้งเดียว แต่ผลการแข่งขันก็ย้ำปัญหาเดิมของทีมสล็อต เวลาเจอทีมตั้งโซนแน่นและรอจังหวะสวน
ผลงานเด่นของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | เรตติ้ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Alisson Becker | GK | 6 | เซฟสำคัญจากจังหวะเกือบเข้าประตูตัวเอง |
| Jeremie Frimpong | RB | 7 | เติมเกมริมเส้นต่อเนื่อง |
| Virgil van Dijk | CB | 7 | คุมแนวรับได้ดี |
| Ibrahima Konate | CB | 6 | มีจังหวะเสี่ยงเกือบทำเข้าประตูตัวเอง |
| Milos Kerkez | LB | 7 | เปิดบอลอันตรายหลายครั้ง |
| Ryan Gravenberch | CM | 7 | คุมจังหวะกลางสนาม |
| Curtis Jones | CM | 7 | แอสซิสต์ให้เวิร์ตซ์ยิงนำ |
| Dominik Szoboszlai | AM | 6 | พลาดจุดโทษ |
| Florian Wirtz | AM | 8 | ยิงประตูสุดสวย (เด่นสุดของทีม) |
| Cody Gakpo | FW | 6 | เรียกจุดโทษและได้โอกาสหลายครั้ง |
| Hugo Ekitike | FW | 7 | สร้างปัญหาให้แนวรับคู่แข่งตลอดเกม |
ฝั่ง เบิร์นลีย์ เกมรับทำงานหนักและทำได้ตามแผน
| ผู้เล่น | ตำแหน่ง | เรตติ้ง | ผลงานสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Martin Dubravka | GK | 8 | เซฟหลายจังหวะ ช่วยทีมอยู่ในเกม |
| Axel Tuanzebe | CB | 7 | เข้าปะทะแข็งแรง |
| Bashir Humphreys | CB | 8 | เคลียร์บนเส้น, เด่นมาก |
| Maxime Esteve | CB | 7 | จัดระเบียบเกมรับดี |
| Kyle Walker | RWB | 7 | ช่วยปิดพื้นที่ฝั่งขวา |
| Lesley Ugochukwu | CM | 7 | ตัดเกมและไล่บี้กลางสนาม |
| Florentino Luis | CM | 6 | จ่ายให้เอ็ดเวิร์ดส์ก่อนตีเสมอ |
| Pires | CM | 7 | วิ่งไม่มีหมด ช่วยเกมรับตลอด |
| Marcus Edwards | AM | 8 | ยิงประตูตีเสมอสำคัญ |
| Jaidon Anthony | LWB | 7 | มีบทบาทตอนสวนกลับ |
| Armando Broja | FW | 6 | พักบอลช่วยทีมขึ้นเกม |

ผลเสมอนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลอยู่อันดับ 4 มี 36 แต้ม นำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1 แต้ม แต่พลาดโอกาสไล่จี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 ส่วนเบิร์นลีย์ยังอยู่อันดับ 19 มี 14 แต้ม ตามโซนปลอดภัย 7 แต้ม แต่แต้มที่แอนฟิลด์ช่วยเพิ่มความหวังในการหนีตกชั้น
ภาพรวมแล้ว นี่คืออีกเกมที่ลิเวอร์พูลครองทุกอย่าง แต่เปลี่ยนความเหนือกว่าให้เป็นชัยชนะไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาเจอทีมท้ายตารางหรือทีมน้องใหม่ที่มาเน้นรับแน่นและรอสวนกลับในจังหวะเดียวให้คุ้มที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ล้มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในศึกดาร์บีที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ยุคคาร์ริค
-
ข่าวระดับชาติ - National6 days agoมีผู้เสียชีวิต 32 รายจากเหตุเครนถล่มทับรถไฟที่กำลังวิ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoเศรษฐกิจเชียงรายคาดว่าจะเติบโต 2.0 เปอร์เซ็นต์
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoตำรวจจับกุมชายอายุ 39 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า
-
ฟุตบอล7 days agoแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 2-0


