ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เฉือน แอตเลติโก มาดริด 2-1 เกมดาร์บี้เดือด ลิ่วชิงสแปนิช ซูเปอร์คัพ
ศึกมาดริดดาร์บี้ยังคงเข้มข้นตามชื่อเสียง และครั้งนี้เป็น เรอัล มาดริด ที่เบียดชนะคู่ปรับร่วมเมือง แอตเลติโก มาดริด 2-1 ในรอบรองชนะเลิศศึกสแปนิช ซูเปอร์คัพ 2026 คืนวันพุธ ที่สนามคิง อับดุลลาห์ สปอร์ตส์ ซิตี้ สเตเดียม ประตูจาก เฟเดริโก บัลเบร์เด และ โรดรีโก ช่วยพาทีมของ ชาบี อลอนโซ ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปเจอ บาร์เซโลนา ในวันอาทิตย์นี้
มาดริดเริ่มเกมได้จัดจ้านและคุมจังหวะได้ดี ก่อนต้องลงมาเน้นเกมรับช่วงท้ายจากแรงกดดันของแอตเลติโก ชัยชนะนัดนี้ยังทำให้พวกเขาคว้าชัย 5 นัดติดรวมทุกรายการ ส่วนอีกคู่ บาร์เซโลนาของ ฮันซี ฟลิค ถล่ม แอธเลติก คลับ 5-0 รออยู่แล้วในนัดชิง
เกมที่จัดในซาอุฯ ตามรูปแบบซูเปอร์คัพที่ขยายการแข่งขัน มีแฟนบอลเข้ามาสร้างบรรยากาศคึกคัก และภาพรวมก็สะท้อนความดุเดือดของหนึ่งในดาร์บี้ที่คนทั้งโลกจับตาได้ชัดเจน
เปิดฉากสุดโหด, บัลเบร์เดซัดฟรีคิกตั้งแต่นาที 2
เกมแทบยังไม่ทันตั้งหลัก เรอัล มาดริดก็ได้ฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษในตำแหน่งค่อนกลาง ตั้งแต่นาทีที่ 2 คืนนี้ เฟเดริโก บัลเบร์เด รับบทกัปตันทีม เดินมาปั่นด้วยเท้าขวาแบบเต็มข้อ บอลพุ่งเสียบมุมบนชนิดที่ ยาน โอบลัค หมดสิทธิ์เซฟ เป็นประตูที่สวยและเฉียบมาก ช่วยให้มาดริดคุมเกมตั้งแต่ต้น
แอตเลติโกของ ดิเอโก ซิเมโอเน ยังหาจังหวะเข้าทำถนัดไม่ค่อยเจอในช่วงแรก เกมเพรสซิ่งของพวกเขาถูกตัดด้วยการเปลี่ยนจังหวะเร็วของเรอัล โดยเฉพาะฝั่งของ วินิซิอุส จูเนียร์ และ โรดรีโก ที่พาบอลขึ้นกดดันได้ตลอดเวลา ส่วน กอนซาโล การ์เซีย ที่ได้ลงเล่นหน้าเป้าแทน คีเลียน เอ็มบัปเป ที่เจ็บเข่า ก็เชื่อมเกมกับสองแนวรุกบราซิลได้ดี
เรอัล มาดริดครองบอลมากกว่าและสร้างโอกาสหลายครั้ง แต่แนวรับแอตเลติโกที่มี ดาวิด ฮันค์โก และ มาร์ก ปูบีญ คุมพื้นที่ยังช่วยกันเอาไว้ได้ ทำให้จบครึ่งแรกสกอร์ยังอยู่ที่ 1-0
โรดรีโกบวกเพิ่ม, ซอร์ลอธโหม่งไล่มา
ครึ่งหลังเกมเปิดมากขึ้น และมาดริดมาได้เม็ดที่สองในนาที 54 จาก โรดรีโก เริ่มจากบอลจ่ายแม่นๆ ของบัลเบร์เดเข้าพื้นที่รุก โรดรีโกจับบอลแรกได้เนียน ก่อนเร่งจังหวะแล้วจบสกอร์ผ่านโอบลัคอย่างใจเย็น เป็นอีกลูกที่ชัดเจนว่าเรอัลทำเกมสวนกลับได้อันตรายแค่ไหน
แอตเลติโกไม่ยอมง่ายๆ นาที 58 พวกเขาตีไข่แตกทันที อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ ขึ้นโขกที่เสาสองจากลูกครอส ลดช่องว่างเหลือ 1 ประตู และปลุกเกมให้กลับมาตึงมืออีกครั้ง นี่เป็นภาพแทนความพยายามของแอตเลติโกในเกมนี้ ที่มีโอกาสยิงรวมถึง 22 ครั้ง
ช่วงเวลาที่เหลือกดดันสุดๆ แอตเลติโกเดินหน้าหนักขึ้น ตัวสำรองอย่าง อองตวน กรีซมันน์ และ ติอาโก อัลมาดา ลงมาเติมความสด ขณะที่ มาร์กอส ญอเรนเต และ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ได้ลองส่องหลายครั้ง แต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ ยังเซฟสำคัญช่วยทีมไว้
ฝั่งเรอัลก็ประคองเกมได้ดี มีการส่ง ฟราน การ์เซีย และ แฟร์ล็องด์ เมนดี ลงมาช่วยเกมรับ เพื่อปิดพื้นที่ด้านข้างให้แน่นกว่าเดิม ช่วงทดเจ็บแอตเลติโกดันสุดตัว แต่แนวรับที่มี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และ ราอูล อาเซนซิโอ ยืนคุมหลังบ้านยังเอาอยู่ จนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น พร้อมตั๋วเข้าชิงของเรอัล มาดริด ท่ามกลางเสียงเฮของแฟนบอลที่ตามมาเชียร์
รายชื่อผู้เล่นตัวจริง
| เรอัล มาดริด 11 ตัวจริง | ตำแหน่ง | แอตเลติโก มาดริด 11 ตัวจริง | ตำแหน่ง |
|---|---|---|---|
| Thibaut Courtois | GK | Jan Oblak | GK |
| Federico Valverde | RB | Marcos Llorente | RB |
| Raúl Asencio | CB | Marc Pubill | CB |
| Antonio Rüdiger | CB | David Hancko | CB |
| Álvaro Carreras | LB | Matteo Ruggeri | LB |
| Aurélien Tchouaméni | DM | Giuliano Simeone | RM |
| Eduardo Camavinga | CM | Conor Gallagher | CM |
| Jude Bellingham | CM | Koke | CM |
| Rodrygo | RW | Álex Baena | LM |
| Gonzalo García | ST | Julián Álvarez | ST |
| Vinícius Júnior | LW | Alexander Sørloth | ST |
ตัวสำรองมีส่วนกับเกมทั้งสองฝั่ง เช่น นาอวล โมลินา ของแอตเลติโก และ ดานี เซบายอส ของเรอัล มาดริด
เส้นทางสู่รอบชิง, เอล กลาซิโกในซาอุฯ อีกครั้ง
เรอัล มาดริดจะไปเจอกับ FC Barcelona ในนัดชิงวันอาทิตย์ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันที่นัดชิงสแปนิช ซูเปอร์คัพในซาอุฯ ลงเอยด้วย เอล กลาซิโก ด้านบาร์เซโลนาเพิ่งชนะ แอธเลติก คลับ 5-0 โดย ราฟินญา เหมาสองประตู ส่งสัญญาณชัดว่าพร้อมป้องกันแชมป์ที่ได้เมื่อปีก่อน
สำหรับทีมของ ชาบี อลอนโซ ชัยชนะเหนือแอตเลติโกช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนลุ้นถ้วยแรกของฤดูกาล แม้ไม่มีเอ็มบัปเปจากอาการเจ็บเข่า แต่ขุมกำลังที่มีอยู่ยังตอบโจทย์ ทั้งความเป็นผู้นำของบัลเบร์เด และความคมของโรดรีโก
ส่วนแอตเลติโกคงเจ็บใจกับโอกาสที่ทิ้งไป หลายจังหวะพวกเขายิงเยอะ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เด็ดขาดพอ ซิเมโอเนกับลูกทีมต้องกลับไปโฟกัสลาลีกา แต่ความพ่ายแพ้ในดาร์บี้นัดนี้คงติดอยู่ในหัวอีกสักพัก
เกมนี้มีครบทั้งประตูเร็ว ความเดือดช่วงท้าย และแรงปะทะของคู่ปรับร่วมเมือง และนัดชิงวันอาทิตย์ก็มีแววว่าจะหนักกว่าเดิมอีกขั้น
ข่าวเด่น:
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ไบรท์ตัน เสมอกันอย่างน่าผิดหวัง 1-1
ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก
ที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว เกมนี้เสียงเชียร์ดังตลอด 90 นาที เมื่อเรอัล มาดริดเปิดบ้านชนะเบนฟิก้า 2-1 ในเลกสองรอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025/26 รวมผลสองนัด “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 3-1 โดย วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นคนยิงประตูชัยช่วงท้ายเกม ในนาที 80 – รับชมไฮไลท์
นัดนี้มีเรื่องให้พูดหลายมุม ทั้งรายชื่อที่ขาดหายของผู้เล่นตัวหลัก และบรรยากาศต่อเนื่องจากเกมแรกที่ลิสบอนซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการเหยียดผิวต่อวินิซิอุส อย่างไรก็ตาม มาดริดยังคุมสติได้ดี และหาทางกลับมาเก็บชัยชนะตามเป้า
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 14: เบนฟิก้าบุกนำก่อนจากเกมสวนกลับ ราฟา ซิลวา จบสกอร์เฉียบคมให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 (รวมสองนัด 1-1)
- นาทีที่ 16: มาดริดตอบโต้ทันที ออเรเลียง ชูอาเมนี กดไกลด้วยขวา บอลพุ่งเสียบเสาไกลเป็น 1-1 (รวมสองนัด 2-1) โดย เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ทำแอสซิสต์
- ช่วงครึ่งแรก: รูปเกมออกมาสูสี เบนฟิก้ารับแน่นและรอจังหวะสวน ส่วนมาดริดครองบอลมากกว่า แต่จังหวะจบยังไม่ต่อเนื่อง
- นาทีที่ 80: จังหวะชี้ขาดมาถึง วินิซิอุส จูเนียร์ รับบอลจากบัลเบร์เด้ ลากตัดเข้าใน แล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเด็ดขาด มาดริดแซงนำ 2-1 (รวมสองนัด 3-1)
- ท้ายเกม: เบนฟิก้าเร่งเกมหวังตีเสมอ แต่แนวรับมาดริดยังยืนระยะได้ดี สุดท้ายเจ้าถิ่นปิดงาน เก็บตั๋วรอบ 16 ทีมได้สำเร็จ
วินิซิอุสที่ทำประตูได้ทั้งสองนัด (เลกแรกยิง 1-0) กลายเป็นตัวเด่นของซีรีส์นี้ เขายังเล่นด้วยความมุ่งมั่น แม้บางจังหวะจะเจอเสียงโห่จากฝั่งทีมเยือนก็ตาม
สถิติฝั่งเรอัล มาดริด (สรุปผู้เล่นหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | นาทีลงเล่น | ประตู | แอสซิสต์ | การผ่านบอลสำเร็จ (%) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| GK | ติบอต์ กูร์กตัวส์ | 90 | – | – | 85 | เซฟช่วยทีมหลายครั้ง |
| DF | ดานิ การ์บาฆัล | 90 | 0 | 0 | 88 | เกมรับแน่น อ่านเกมดี |
| DF | อันโตนิโอ รือดิเกอร์ | 90 | 0 | 0 | 92 | คุมแนวรับและดวลลูกกลางอากาศ |
| MF | เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ | 90 | 0 | 2 | 90 | ทำสองแอสซิสต์สำคัญ |
| MF | ออเรเลียง ชูอาเมนี | 90 | 1 | 0 | 87 | ยิงตีเสมอเปลี่ยนโมเมนตัม |
| FW | วินิซิอุส จูเนียร์ | 90 | 1 | 0 | 82 | คนยิงประตูชัย |
| FW | อาร์ดา กุลเลอร์ | 75 | 0 | 0 | 85 | เคยมีจังหวะได้ประตูแต่ไม่เป็นผลหลังเช็ก VAR |
(สถิติโดยประมาณจากรายงานแมตช์ มาดริดครองบอลราว 60% ยิงเข้ากรอบ 5 ครั้ง)
สถิติฝั่งเบนฟิก้า (สรุปผู้เล่นหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | นาทีลงเล่น | ประตู | แอสซิสต์ | การผ่านบอลสำเร็จ (%) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| GK | ผู้รักษาประตูหลัก | 90 | – | – | 80 | เซฟหลายจังหวะ ช่วยให้เกมสูสี |
| DF | นักเตะแนวรับหลัก | 90 | 0 | 0 | 85 | รับแน่นช่วงต้นเกม |
| MF | ราฟา ซิลวา | 85 | 1 | 0 | 82 | ยิงประตูขึ้นนำ แต่ถูกเปลี่ยนตัว |
| MF | เลอันโดร บาร์เรiro | 90 | 0 | 0 | 88 | ช่วยคุมจังหวะกลางสนาม |
| FW | วานเจลิส ปาฟลิดิส | 70 | 0 | 0 | 75 | มีส่วนกับเกมรุก แต่จบไม่คม |
(สถิติโดยประมาณ เบนฟิก้าครองบอลน้อยกว่า ยิงเข้ากรอบ 3 ครั้ง และมีโอกาสดีช่วงต้นเกม)
วิเคราะห์หลังเกม: มาดริดผ่านได้ตามเป้า แต่ยังมีจุดต้องแก้
แม้ผลออกมาชนะ แต่มาดริดไม่ได้ไหลลื่นตลอดเกม เพราะไม่มีทั้ง เกียง มัปเป้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม (จากอาการบาดเจ็บและโทษแบน) ทำให้เกมรุกขาดความคมในบางช่วง อย่างไรก็ตาม แดนกลางอย่างบัลเบร์เด้และชูอาเมนียืนระยะได้ดี และช่วยพาทีมกลับมาได้จริง ส่วนวินิซิอุสยังเป็นตัวทีเด็ดที่คู่แข่งต้องระวังเสมอ
ขณะที่เบนฟิก้า ภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ (ตามข่าวบางส่วน) ทำผลงานได้น่าชื่นชม โดยเฉพาะครึ่งแรกที่ออกนำและทำให้เกมตึงมือ แต่เมื่อเสียประตูช่วงท้าย ทีมก็ไล่ไม่ทัน และต้องยุติเส้นทางในรายการนี้
ต่อจากนี้เรอัล มาดริดต้องรอผลจับสลากรอบ 16 ทีม ซึ่งอาจเจองานหนักอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงอย่างนั้น ชัยชนะนัดนี้ก็ย้ำชัดว่า มาดริดยังมีหัวใจของทีมใหญ่ และยังเอาตัวรอดในคืนที่กดดันได้เสมอ
(บทความนี้สรุปเกมเรอัล มาดริด พบ เบนฟิก้า จบที่ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง)
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เอาชนะ คาราบัก 3-2 การันตีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก
ฟุตบอล
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เอาชนะ คาราบัก 3-2 การันตีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ของเอ็ดดี้ ฮาว เดินหน้าต่อในฟุตบอลยุโรปตามเป้าหมาย หลังเลกแรกบุกไปถล่มคาราบัก 6-1 ที่อาเซอร์ไบจาน ก่อนกลับมาเก็บชัยที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค 3-2 ในคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 ส่งผลให้สกอร์รวมสองนัดเป็น 9-3 และตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในรายการนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 – รับชมไฮไลท์
แม้จะถือความได้เปรียบจากเลกแรกแบบชัดเจน แต่นัดนี้ไม่ได้ง่ายไปทั้งหมด เพราะคาราบักเร่งเครื่องในครึ่งหลังและยิงได้สองลูก ทำให้เกมกลับมามีจังหวะให้ลุ้นตลอดช่วงท้าย ขณะเดียวกัน แฟนบอลกว่า 52,000 คนในสนามก็ได้เห็นนิวคาสเซิลเริ่มเกมได้ดุดัน และยังคุมสถานการณ์ได้จนจบ
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 4: นิวคาสเซิลขึ้นนำ 1-0, แซนโดร โตนาลี ตามซ้ำจังหวะที่วิลเลียม โอซูล่า ยิงติดเซฟ นายด่านคาราบักปัดออกมาเข้าทางพอดี สกอร์รวมขยับเป็น 7-1
- นาทีที่ 6: เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0, โจเอลินตัน ส่งบอลเข้าประตูจากเกมรุกต่อเนื่อง ทำให้ช่วง 6 นาทีแรกของเกมเร้าใจมาก สกอร์รวมเป็น 8-1
- นาทีที่ 50: คาราบักไล่มา 2-1, คามิโล ดูราน ยิงตีไข่แตกให้ทีมเยือน สกอร์รวมเป็น 8-2
- นาทีที่ 52: นิวคาสเซิลตอบโต้ทันทีเป็น 3-1, สเวน บอตมัน โหม่งจากลูกเตะมุมของเคียแรน ทริปเปียร์ สกอร์รวมหนีเป็น 9-2
- นาทีที่ 57: คาราบักไล่มาอีกเป็น 3-2, เอลวิน จาฟาร์กูลิเยฟ ซ้ำจุดโทษที่อารอน แรมส์เดล ปัดออกมาเข้าทาง แล้วปิดงานไม่พลาด
หลังพักครึ่ง นิวคาสเซิลผ่อนจังหวะลงบ้างตามรูปเกมที่นำอยู่มาก แต่คาราบักยังเดินหน้ากดดันและสร้างโอกาสได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เจ้าถิ่นยังประคองเกมไว้ได้ดี และไม่ปล่อยให้สกอร์รวมสั่นคลอน
สถิติเด่นของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | ประตู/แอสซิสต์ในเกมนี้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| แซนโดร โตนาลี | กองกลาง | 1 ประตู | ยิงให้ทีมออกนำตั้งแต่นาทีที่ 4 |
| โจเอลินตัน | กองกลาง | 1 ประตู | บวกสกอร์เพิ่มในนาทีที่ 6 |
| สเวน บอตมัน | กองหลัง | 1 ประตู | โหม่งจากลูกเตะมุม |
| วิลเลียม โอซูล่า | กองหน้า | – | มีส่วนสร้างจังหวะสำคัญหลายครั้ง |
| เคียแรน ทริปเปียร์ | แบ็กขวา | 1 แอสซิสต์ | เปิดมุมให้บอตมันทำประตู |
| อารอน แรมส์เดล | ผู้รักษาประตู | – | เซฟจุดโทษได้ แต่โดนซ้ำ |
โดยรวมแล้วนิวคาสเซิลครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่ยังมีจังหวะหลุดในเกมรับบางช่วง โดยเฉพาะครึ่งหลังที่เสียสองประตู ทำให้ทีมต้องเร่งกลับมาคุมเกมให้แน่นขึ้น
สถิติเด่นของคาราบัก เอฟเค
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | ประตู/แอสซิสต์ในเกมนี้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| คามิโล ดูราน | กองหน้า | 1 ประตู | ยิงให้ทีมไล่มาในครึ่งหลัง |
| เอลวิน จาฟาร์กูลิเยฟ | กองกลาง/กองหน้า | 1 ประตู | ซ้ำจุดโทษที่ถูกปัด |
| มาเตอุส โคชัลสกี | ผู้รักษาประตู | – | มีจังหวะเซฟหลายครั้ง แต่โดนเร็วช่วงต้นเกม |
| ยานโควิช | – | – | ยิงจุดโทษแต่ติดเซฟ |
ถึงจะแพ้ แต่คาราบักทำให้เกมกลับมาสนุก โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังที่กล้าเล่น กล้ากดดัน และยิงได้ถึงสองประตูจนแฟนทีมเยือนยังพอมีมุมให้ภูมิใจ
ฮาวพอใจผลงาน แต่ย้ำต้องลดความพลาด
หลังจบเกม เอ็ดดี้ ฮาว ชื่นชมภาพรวมของทีม เพราะลูกทีมยังเล่นจริงจังแม้นำห่างจากเลกแรก อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าต้องจัดการรายละเอียดในเกมรับให้ดีกว่านี้ หลังเสียประตูสองลูกในช่วงที่ทีมเริ่มผ่อนเกม
จากนี้นิวคาสเซิลต้องรอจับสลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายในวันศุกร์ โดยมีโอกาสเจอทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลนาหรือเชลซี ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็เป็นอีกบททดสอบที่แฟนบอลอยากเห็น
การผ่านเข้ารอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสโมสร และช่วยตอกย้ำว่าทีมชุดนี้มีคุณภาพพอจะไปต่อในเวทียุโรป ทำให้แฟนๆ “แม็กพายส์” มีความหวังกับเส้นทางในฤดูกาลนี้มากขึ้นอีกขั้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะนอกบ้านเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0
ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะนอกบ้านเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0
เอฟเวอร์ตันเปิดบ้านต้อนรับ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่สนามฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม เกมสูสีกันตลอด 90 นาที ก่อนที่ทีมเยือนจะเฉือนชนะไป 1-0 จากประตูของเบนจามิน เชสโก้ ตัวสำรอง ในนาทีที่ 71 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ทีมของไมเคิล คาร์ริค ชนะติดต่อกัน 5 จาก 6 นัดหลังสุด และขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 4 ของตารางคะแนน – ชมไฮไลท์การแข่งขัน
รูปเกม: แน่นทั้งคู่ โอกาสมีแต่จบไม่คม
ช่วงครึ่งแรกทั้งสองทีมเล่นแบบรัดกุม เอฟเวอร์ตันพยายามเพรสซิงสูงเพื่อกดดันตั้งแต่แดนบน ขณะที่แมนยูยืนเกมรับเป็นระเบียบและรอจังหวะสวนกลับ ทำให้ 45 นาทีแรกยังไม่มีประตู แม้ทั้งสองฝั่งจะมีโอกาสลุ้นอยู่บ้าง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ
กลับมาครึ่งหลัง เอฟเวอร์ตันเริ่มเปิดเกมมากขึ้นเพื่อเอาประตูนำ อย่างไรก็ตาม แมนยูอ่านทางได้และใช้จังหวะสวนกลับเร็วเล่นงาน จนกลายเป็นประตูตัดสินในนาทีที่ 71
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาที 71 แมนยูขึ้นนำ 0-1: จังหวะสวนกลับ มาเตอุส คุนยา วางบอลยาวทะลุแนวรับให้ ไบรอัน เอ็มเบวโม หลุดเข้าไปก่อนจ่ายต่อให้ เบนจามิน เซสโก้ ที่เติมมาปิดงานไม่พลาด ส่งบอลผ่านมือ จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้าไป
- ช่วงท้ายเกม เอฟเวอร์ตันเกือบตีเสมอ แต่ลูกยิงของ เจมส์ การ์เนอร์ และจังหวะเข้าทำอีกหลายครั้งยังติดเซฟผู้รักษาประตูแมนยู
- ด้านแมนยูเองก็เกือบได้ประตูที่สองจากเคาน์เตอร์แอทแทค แต่แนวรับเจ้าบ้านช่วยกันเคลียร์ออกจากเส้นได้ทัน
- แม้เอฟเวอร์ตันจะครองบอลมากกว่าเล็กน้อย แต่แมนยูทำได้ดีกว่าในจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุก และจบสกอร์ได้เฉียบกว่า
สำหรับเซสโก้ นี่คืออีกหนึ่งเกมที่เขาลงมาเปลี่ยนสถานการณ์ได้ทันที และยังเป็นประตูที่ 3 ใน 4 นัดหลังสุดที่เขาทำได้ในฐานะตัวสำรอง ช่วยให้คาร์ริคพาทีมเดินหน้าต่อด้วยฟอร์มไร้พ่าย
สถิติทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 42% |
| ยิงทั้งหมด | 9 ครั้ง |
| ยิงเข้ากรอบ | 3 ครั้ง |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 78% |
| ฟาวล์ | 12 ครั้ง |
| การเตะมุม | 4 ครั้ง |
| การเซฟ | 4 ครั้ง |
| xG (Expected Goals) | 0.85 |
| ผู้ทำประตู | เบนจามิน เซสโก้ (71′) |
| ผู้เล่นยอดเยี่ยม | เบนจามิน เซสโก้ / ไบรอัน เอ็มเบวโม |
ภาพรวมแล้ว แมนยูเล่นอย่างมีวินัย รอจังหวะให้คู่แข่งพลาด และใช้ความเร็วเกมรุกสร้างความต่างได้ในช่วงสำคัญ
สถิติทีมเอฟเวอร์ตัน
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 58% |
| ยิงทั้งหมด | 12 ครั้ง |
| ยิงเข้ากรอบ | 4 ครั้ง |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 82% |
| ฟาวล์ | 10 ครั้ง |
| การเตะมุม | 6 ครั้ง |
| การเซฟ | 2 ครั้ง |
| xG (Expected Goals) | 1.12 |
| ผู้เล่นยอดเยี่ยม | จอร์แดน พิกฟอร์ด / เจมส์ การ์เนอร์ |
เอฟเวอร์ตันมีโอกาสมากกว่าและขึ้นเกมได้ต่อเนื่องในหลายช่วง แต่ยังมีปัญหาเดิมคือจบสกอร์ไม่เด็ดขาด อีกทั้งเสียประตูจากจังหวะโดนสวนกลับตอนดันเกมสูง
ผลหลังเกม: แมนยูยึดท็อปโฟร์ต่อ เอฟเวอร์ตันยังต้องเร่งแต้ม
สามแต้มเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทิ้งแต้มเชลซี และยึดอันดับ 4 ได้ชัดขึ้น ส่งผลให้การลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้าดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ภายใต้การคุมทีมของไมเคิล คาร์ริค ที่กระแสเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องโอกาสได้คุมทีมแบบถาวร
ส่วนเอฟเวอร์ตันยังอยู่โซนกลางตาราง แต่ยังต้องรีบเก็บแต้มเพื่อหนีพื้นที่อันตราย แม้ภาพรวมในบ้านจะทำได้ดี ทว่าเรื่องความคมหน้าปากประตูก็ยังเป็นจุดที่ต้องแก้
เกมนี้เป็นอีกนัดที่บอกชัดว่าพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 เข้มข้นจริง ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อาร์เซนอลเอาชนะท็อตแนม 4-1 ในศึกดาร์บี้แมตช์แห่งลอนดอนเหนือ
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days ago
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์














