ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ไบรท์ตัน เสมอกันอย่างน่าผิดหวัง 1-1
แมนเชสเตอร์, 8 มกราคม 2026 – การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกของแมนเชสเตอร์ ซิตี้เจองานหนักขึ้นไปอีก หลังเปิดเอติฮัด สเตเดียมทำได้แค่เสมอ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 1-1 เมื่อคืนที่ผ่านมา เออร์ลิง ฮาลันด์กลับมายิงได้ด้วยจุดโทษฉลองหลักไมล์สำคัญ แต่ คาโอรุ มิโตมะซัดตีเสมอแบบสุดสวย ช่วยให้ทีมเยือนเก็บแต้มกลับบ้านได้ และนี่คือการเสมอ 3 นัดติดของทีมเป๊ป กวาร์ดิโอลา
ผลเสมอนัดนี้ทำให้ซิตี้มีโอกาสตามหลังจ่าฝูงอย่างอาร์เซนอลได้ถึง 8 แต้มภายในปลายสัปดาห์นี้ เพิ่มแรงกดดันให้แชมป์เก่าในช่วงที่ทีมเจอปัญหานักเตะเจ็บหลายราย และฟอร์มแกว่งต่อเนื่อง
ครึ่งแรกซิตี้คุมเกม, ฮาลันด์ทำสถิติจากจุดโทษ
ซิตี้ออกสตาร์ตได้ดี ครองบอลมากตามสไตล์ และพยายามเจาะแนวรับไบรท์ตันที่จัดทีมมารัดกุมภายใต้การคุมของ ฟาเบียน เฮือร์เซเลอร์ ฟิล โฟเดน กับ แบร์นาร์โด ซิลวาเป็นตัวขับเคลื่อนในแดนกลาง แต่โอกาสจะแจ้งยังไม่ค่อยมีในช่วงต้นเกม
ประตูขึ้นนำมาถึงก่อนหมดครึ่งแรก ในนาทีที่ 41 ฮาลันด์ที่ช่วงหลังเงียบไปหลายเกมโดนทำฟาวล์ในเขตโทษจากจังหวะวิ่งฉลาด เจ้าตัวลุกขึ้นมาสังหารเอง และยิงเข้าไปที่มุมล่างแบบเด็ดขาด เป็นประตูที่ 150 ของเขาในทุกรายการกับแมนฯ ซิตี้ และเป็นประตูที่ 20 ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้
จังหวะนั้นเป็นโมเมนต์ที่เจ้าตัวได้ปลดล็อกแบบชัดเจน ท่ามกลางเสียงเชียร์ในบ้าน ซิตี้จบครึ่งแรกด้วยความได้เปรียบสมควร หลังครองบอลเกิน 65% และมีจังหวะเฉียดได้เพิ่ม รวมถึงลูกยิงของโฟเดนที่ไปชนเสา
มิโตมะซัดคม, เอติฮัดเงียบกริบ
ครึ่งหลังรูปเกมเปลี่ยนไป ไบรท์ตันเริ่มมั่นใจมากขึ้น และใช้เกมโต้กลับเล่นงานพื้นที่ว่างได้ดี นาทีที่ 60 ยาซิน อายารีจ่ายบอลฉลาดให้มิโตมะบริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนปีกทีมชาติญี่ปุ่นกดเรียดเน้นๆ ส่งบอลเสียบมุมล่างขวา เอแดร์ซอนหมดสิทธิ์ป้องกัน
ประตูตีเสมอทำให้เกมเดือดขึ้น ทีมเยือนเล่นแน่นกว่าเดิม โดยมี ลูอิส ดังค์ และ ยาน พอล ฟาน เฮคเค ยืนคุมแนวรับได้แข็งมาก รับมือเกมบุกของซิตี้ที่มาเป็นระลอก ฮาลันด์เกือบยิงนำอีกครั้งจากลูกโหม่งที่หลุดกรอบไปนิดเดียว ส่วน ฮูเลียน อัลบาเรซ ที่ลงมาเป็นสำรองก็ยิงให้ เจสัน สตีล ต้องออกแรงเซฟ
ช่วงท้ายเกมซิตี้กดหนัก รวมถึงจังหวะชุลมุนหน้าปากประตูในช่วงทดเจ็บ แต่ก็ยังหาเม็ดที่สองไม่เจอ เป๊ปดูหงุดหงิดข้างสนามก่อนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น กลายเป็นสถิติเสมอพรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกัน หลังเจ๊ากับทีมกลางตารางมาก่อนหน้านี้
เป๊ปปวดหัวเรื่องอาการเจ็บ, โอกาสหลุดมืออีกครั้ง
หลังเกม เป๊ป กวาร์ดิโอลาพูดถึงจังหวะจบสกอร์ที่ยังไม่คมพอ พร้อมยอมรับว่าไบรท์ตันทำได้ดี “เราสร้างโอกาสพอที่จะชนะ แต่เราใช้มันไม่คุ้ม” เขากล่าว “ไบรท์ตันเป็นทีมที่ดีมาก ถ้าหลุดสมาธิ พวกเขาลงโทษได้ทันที”
ผลเสมอนัดนี้ย้ำให้เห็นว่าซิตี้ยังเปราะในหลายช่วงของเกม โดยเฉพาะเมื่อทีมมีปัญหานักเตะหลักเจ็บ เช่น โรดรี และ เควิน เดอ บรอยน์ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ฮาลันด์จะทำสถิติเป็นข่าวดี แต่แต้มที่หล่นไปก็เปิดทางให้อาร์เซนอลหนีห่างมากขึ้น
ด้านไบรท์ตัน แต้มนี้สะท้อนว่าทีมพัฒนาไปไกล พวกเขาอยู่กลางตารางแบบไม่กดดัน และเก็บแต้มจากทีมกลุ่มบิ๊กซิกซ์ได้หลายครั้งในฤดูกาลนี้ โดยความเฉียบของมิโตมะยังเป็นไฮไลต์สำคัญเหมือนเดิม
ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด (ณ วันที่ 8 มกราคม 2026)
กลุ่มหัวตาราง
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ผลต่าง | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | Arsenal | 20 | 15 | 3 | 2 | +26 | 48 |
| 2 | Manchester City | 20 | 13 | 4 | 3 | +26 | 43 |
| 3 | Aston Villa | 20 |
โซนกลางตาราง: Brighton & Hove Albion
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ผลต่าง | แต้ม |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 10 | Newcastle United | 20 | |||||
| 11 | Brighton & Hove Albion | 20 |
โปรแกรมต่อไปของซิตี้เป็นเกมเยือนที่ไม่ง่าย ส่วนไบรท์ตันก็น่าจะต่อยอดความมั่นใจจากผลเสมอนี้ได้ดี การลุ้นแชมป์เริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ และถ้าซิตี้ยังทำแต้มหล่นบ่อยแบบนี้ งานไล่อาร์เซนอลจะยากขึ้นทุกสัปดาห์
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม:
เสมอเดือดที่เทิร์ฟ มัวร์: เบิร์นลีย์ยันแมนฯ ยูไนเต็ด 2-2
ฟุตบอล
เรอัล มาดริด เอาชนะ เบนฟิก้า 2-1 ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก
ที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว เกมนี้เสียงเชียร์ดังตลอด 90 นาที เมื่อเรอัล มาดริดเปิดบ้านชนะเบนฟิก้า 2-1 ในเลกสองรอบเพลย์ออฟ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2025/26 รวมผลสองนัด “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยสกอร์ 3-1 โดย วินิซิอุส จูเนียร์ เป็นคนยิงประตูชัยช่วงท้ายเกม ในนาที 80 – รับชมไฮไลท์
นัดนี้มีเรื่องให้พูดหลายมุม ทั้งรายชื่อที่ขาดหายของผู้เล่นตัวหลัก และบรรยากาศต่อเนื่องจากเกมแรกที่ลิสบอนซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการเหยียดผิวต่อวินิซิอุส อย่างไรก็ตาม มาดริดยังคุมสติได้ดี และหาทางกลับมาเก็บชัยชนะตามเป้า
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 14: เบนฟิก้าบุกนำก่อนจากเกมสวนกลับ ราฟา ซิลวา จบสกอร์เฉียบคมให้ทีมเยือนขึ้นนำ 1-0 (รวมสองนัด 1-1)
- นาทีที่ 16: มาดริดตอบโต้ทันที ออเรเลียง ชูอาเมนี กดไกลด้วยขวา บอลพุ่งเสียบเสาไกลเป็น 1-1 (รวมสองนัด 2-1) โดย เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ทำแอสซิสต์
- ช่วงครึ่งแรก: รูปเกมออกมาสูสี เบนฟิก้ารับแน่นและรอจังหวะสวน ส่วนมาดริดครองบอลมากกว่า แต่จังหวะจบยังไม่ต่อเนื่อง
- นาทีที่ 80: จังหวะชี้ขาดมาถึง วินิซิอุส จูเนียร์ รับบอลจากบัลเบร์เด้ ลากตัดเข้าใน แล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเด็ดขาด มาดริดแซงนำ 2-1 (รวมสองนัด 3-1)
- ท้ายเกม: เบนฟิก้าเร่งเกมหวังตีเสมอ แต่แนวรับมาดริดยังยืนระยะได้ดี สุดท้ายเจ้าถิ่นปิดงาน เก็บตั๋วรอบ 16 ทีมได้สำเร็จ
วินิซิอุสที่ทำประตูได้ทั้งสองนัด (เลกแรกยิง 1-0) กลายเป็นตัวเด่นของซีรีส์นี้ เขายังเล่นด้วยความมุ่งมั่น แม้บางจังหวะจะเจอเสียงโห่จากฝั่งทีมเยือนก็ตาม
สถิติฝั่งเรอัล มาดริด (สรุปผู้เล่นหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | นาทีลงเล่น | ประตู | แอสซิสต์ | การผ่านบอลสำเร็จ (%) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| GK | ติบอต์ กูร์กตัวส์ | 90 | – | – | 85 | เซฟช่วยทีมหลายครั้ง |
| DF | ดานิ การ์บาฆัล | 90 | 0 | 0 | 88 | เกมรับแน่น อ่านเกมดี |
| DF | อันโตนิโอ รือดิเกอร์ | 90 | 0 | 0 | 92 | คุมแนวรับและดวลลูกกลางอากาศ |
| MF | เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ | 90 | 0 | 2 | 90 | ทำสองแอสซิสต์สำคัญ |
| MF | ออเรเลียง ชูอาเมนี | 90 | 1 | 0 | 87 | ยิงตีเสมอเปลี่ยนโมเมนตัม |
| FW | วินิซิอุส จูเนียร์ | 90 | 1 | 0 | 82 | คนยิงประตูชัย |
| FW | อาร์ดา กุลเลอร์ | 75 | 0 | 0 | 85 | เคยมีจังหวะได้ประตูแต่ไม่เป็นผลหลังเช็ก VAR |
(สถิติโดยประมาณจากรายงานแมตช์ มาดริดครองบอลราว 60% ยิงเข้ากรอบ 5 ครั้ง)
สถิติฝั่งเบนฟิก้า (สรุปผู้เล่นหลัก)
| ตำแหน่ง | ผู้เล่น | นาทีลงเล่น | ประตู | แอสซิสต์ | การผ่านบอลสำเร็จ (%) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|---|---|---|
| GK | ผู้รักษาประตูหลัก | 90 | – | – | 80 | เซฟหลายจังหวะ ช่วยให้เกมสูสี |
| DF | นักเตะแนวรับหลัก | 90 | 0 | 0 | 85 | รับแน่นช่วงต้นเกม |
| MF | ราฟา ซิลวา | 85 | 1 | 0 | 82 | ยิงประตูขึ้นนำ แต่ถูกเปลี่ยนตัว |
| MF | เลอันโดร บาร์เรiro | 90 | 0 | 0 | 88 | ช่วยคุมจังหวะกลางสนาม |
| FW | วานเจลิส ปาฟลิดิส | 70 | 0 | 0 | 75 | มีส่วนกับเกมรุก แต่จบไม่คม |
(สถิติโดยประมาณ เบนฟิก้าครองบอลน้อยกว่า ยิงเข้ากรอบ 3 ครั้ง และมีโอกาสดีช่วงต้นเกม)
วิเคราะห์หลังเกม: มาดริดผ่านได้ตามเป้า แต่ยังมีจุดต้องแก้
แม้ผลออกมาชนะ แต่มาดริดไม่ได้ไหลลื่นตลอดเกม เพราะไม่มีทั้ง เกียง มัปเป้ และ จู๊ด เบลลิงแฮม (จากอาการบาดเจ็บและโทษแบน) ทำให้เกมรุกขาดความคมในบางช่วง อย่างไรก็ตาม แดนกลางอย่างบัลเบร์เด้และชูอาเมนียืนระยะได้ดี และช่วยพาทีมกลับมาได้จริง ส่วนวินิซิอุสยังเป็นตัวทีเด็ดที่คู่แข่งต้องระวังเสมอ
ขณะที่เบนฟิก้า ภายใต้การคุมทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ (ตามข่าวบางส่วน) ทำผลงานได้น่าชื่นชม โดยเฉพาะครึ่งแรกที่ออกนำและทำให้เกมตึงมือ แต่เมื่อเสียประตูช่วงท้าย ทีมก็ไล่ไม่ทัน และต้องยุติเส้นทางในรายการนี้
ต่อจากนี้เรอัล มาดริดต้องรอผลจับสลากรอบ 16 ทีม ซึ่งอาจเจองานหนักอย่าง สปอร์ติ้ง ลิสบอน หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงอย่างนั้น ชัยชนะนัดนี้ก็ย้ำชัดว่า มาดริดยังมีหัวใจของทีมใหญ่ และยังเอาตัวรอดในคืนที่กดดันได้เสมอ
(บทความนี้สรุปเกมเรอัล มาดริด พบ เบนฟิก้า จบที่ 2-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง)
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เอาชนะ คาราบัก 3-2 การันตีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก
ฟุตบอล
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เอาชนะ คาราบัก 3-2 การันตีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ของเอ็ดดี้ ฮาว เดินหน้าต่อในฟุตบอลยุโรปตามเป้าหมาย หลังเลกแรกบุกไปถล่มคาราบัก 6-1 ที่อาเซอร์ไบจาน ก่อนกลับมาเก็บชัยที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค 3-2 ในคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2026 ส่งผลให้สกอร์รวมสองนัดเป็น 9-3 และตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จ เป็นการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในรายการนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2005/06 – รับชมไฮไลท์
แม้จะถือความได้เปรียบจากเลกแรกแบบชัดเจน แต่นัดนี้ไม่ได้ง่ายไปทั้งหมด เพราะคาราบักเร่งเครื่องในครึ่งหลังและยิงได้สองลูก ทำให้เกมกลับมามีจังหวะให้ลุ้นตลอดช่วงท้าย ขณะเดียวกัน แฟนบอลกว่า 52,000 คนในสนามก็ได้เห็นนิวคาสเซิลเริ่มเกมได้ดุดัน และยังคุมสถานการณ์ได้จนจบ
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาทีที่ 4: นิวคาสเซิลขึ้นนำ 1-0, แซนโดร โตนาลี ตามซ้ำจังหวะที่วิลเลียม โอซูล่า ยิงติดเซฟ นายด่านคาราบักปัดออกมาเข้าทางพอดี สกอร์รวมขยับเป็น 7-1
- นาทีที่ 6: เจ้าถิ่นหนีเป็น 2-0, โจเอลินตัน ส่งบอลเข้าประตูจากเกมรุกต่อเนื่อง ทำให้ช่วง 6 นาทีแรกของเกมเร้าใจมาก สกอร์รวมเป็น 8-1
- นาทีที่ 50: คาราบักไล่มา 2-1, คามิโล ดูราน ยิงตีไข่แตกให้ทีมเยือน สกอร์รวมเป็น 8-2
- นาทีที่ 52: นิวคาสเซิลตอบโต้ทันทีเป็น 3-1, สเวน บอตมัน โหม่งจากลูกเตะมุมของเคียแรน ทริปเปียร์ สกอร์รวมหนีเป็น 9-2
- นาทีที่ 57: คาราบักไล่มาอีกเป็น 3-2, เอลวิน จาฟาร์กูลิเยฟ ซ้ำจุดโทษที่อารอน แรมส์เดล ปัดออกมาเข้าทาง แล้วปิดงานไม่พลาด
หลังพักครึ่ง นิวคาสเซิลผ่อนจังหวะลงบ้างตามรูปเกมที่นำอยู่มาก แต่คาราบักยังเดินหน้ากดดันและสร้างโอกาสได้หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม เจ้าถิ่นยังประคองเกมไว้ได้ดี และไม่ปล่อยให้สกอร์รวมสั่นคลอน
สถิติเด่นของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | ประตู/แอสซิสต์ในเกมนี้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| แซนโดร โตนาลี | กองกลาง | 1 ประตู | ยิงให้ทีมออกนำตั้งแต่นาทีที่ 4 |
| โจเอลินตัน | กองกลาง | 1 ประตู | บวกสกอร์เพิ่มในนาทีที่ 6 |
| สเวน บอตมัน | กองหลัง | 1 ประตู | โหม่งจากลูกเตะมุม |
| วิลเลียม โอซูล่า | กองหน้า | – | มีส่วนสร้างจังหวะสำคัญหลายครั้ง |
| เคียแรน ทริปเปียร์ | แบ็กขวา | 1 แอสซิสต์ | เปิดมุมให้บอตมันทำประตู |
| อารอน แรมส์เดล | ผู้รักษาประตู | – | เซฟจุดโทษได้ แต่โดนซ้ำ |
โดยรวมแล้วนิวคาสเซิลครองบอลและสร้างโอกาสได้มากกว่า แต่ยังมีจังหวะหลุดในเกมรับบางช่วง โดยเฉพาะครึ่งหลังที่เสียสองประตู ทำให้ทีมต้องเร่งกลับมาคุมเกมให้แน่นขึ้น
สถิติเด่นของคาราบัก เอฟเค
| ผู้เล่นหลัก | ตำแหน่ง | ประตู/แอสซิสต์ในเกมนี้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| คามิโล ดูราน | กองหน้า | 1 ประตู | ยิงให้ทีมไล่มาในครึ่งหลัง |
| เอลวิน จาฟาร์กูลิเยฟ | กองกลาง/กองหน้า | 1 ประตู | ซ้ำจุดโทษที่ถูกปัด |
| มาเตอุส โคชัลสกี | ผู้รักษาประตู | – | มีจังหวะเซฟหลายครั้ง แต่โดนเร็วช่วงต้นเกม |
| ยานโควิช | – | – | ยิงจุดโทษแต่ติดเซฟ |
ถึงจะแพ้ แต่คาราบักทำให้เกมกลับมาสนุก โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังที่กล้าเล่น กล้ากดดัน และยิงได้ถึงสองประตูจนแฟนทีมเยือนยังพอมีมุมให้ภูมิใจ
ฮาวพอใจผลงาน แต่ย้ำต้องลดความพลาด
หลังจบเกม เอ็ดดี้ ฮาว ชื่นชมภาพรวมของทีม เพราะลูกทีมยังเล่นจริงจังแม้นำห่างจากเลกแรก อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าต้องจัดการรายละเอียดในเกมรับให้ดีกว่านี้ หลังเสียประตูสองลูกในช่วงที่ทีมเริ่มผ่อนเกม
จากนี้นิวคาสเซิลต้องรอจับสลากรอบ 16 ทีมสุดท้ายในวันศุกร์ โดยมีโอกาสเจอทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลนาหรือเชลซี ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็เป็นอีกบททดสอบที่แฟนบอลอยากเห็น
การผ่านเข้ารอบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสโมสร และช่วยตอกย้ำว่าทีมชุดนี้มีคุณภาพพอจะไปต่อในเวทียุโรป ทำให้แฟนๆ “แม็กพายส์” มีความหวังกับเส้นทางในฤดูกาลนี้มากขึ้นอีกขั้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะนอกบ้านเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0
ฟุตบอล
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะนอกบ้านเหนือเอฟเวอร์ตัน 1-0
เอฟเวอร์ตันเปิดบ้านต้อนรับ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่สนามฮิลล์ ดิกคินสัน สเตเดียม เกมสูสีกันตลอด 90 นาที ก่อนที่ทีมเยือนจะเฉือนชนะไป 1-0 จากประตูของเบนจามิน เชสโก้ ตัวสำรอง ในนาทีที่ 71 ชัยชนะครั้งนี้ทำให้ทีมของไมเคิล คาร์ริค ชนะติดต่อกัน 5 จาก 6 นัดหลังสุด และขยับขึ้นไปอยู่อันดับที่ 4 ของตารางคะแนน – ชมไฮไลท์การแข่งขัน
รูปเกม: แน่นทั้งคู่ โอกาสมีแต่จบไม่คม
ช่วงครึ่งแรกทั้งสองทีมเล่นแบบรัดกุม เอฟเวอร์ตันพยายามเพรสซิงสูงเพื่อกดดันตั้งแต่แดนบน ขณะที่แมนยูยืนเกมรับเป็นระเบียบและรอจังหวะสวนกลับ ทำให้ 45 นาทีแรกยังไม่มีประตู แม้ทั้งสองฝั่งจะมีโอกาสลุ้นอยู่บ้าง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ
กลับมาครึ่งหลัง เอฟเวอร์ตันเริ่มเปิดเกมมากขึ้นเพื่อเอาประตูนำ อย่างไรก็ตาม แมนยูอ่านทางได้และใช้จังหวะสวนกลับเร็วเล่นงาน จนกลายเป็นประตูตัดสินในนาทีที่ 71
ไฮไลท์สำคัญของเกม
- นาที 71 แมนยูขึ้นนำ 0-1: จังหวะสวนกลับ มาเตอุส คุนยา วางบอลยาวทะลุแนวรับให้ ไบรอัน เอ็มเบวโม หลุดเข้าไปก่อนจ่ายต่อให้ เบนจามิน เซสโก้ ที่เติมมาปิดงานไม่พลาด ส่งบอลผ่านมือ จอร์แดน พิกฟอร์ด เข้าไป
- ช่วงท้ายเกม เอฟเวอร์ตันเกือบตีเสมอ แต่ลูกยิงของ เจมส์ การ์เนอร์ และจังหวะเข้าทำอีกหลายครั้งยังติดเซฟผู้รักษาประตูแมนยู
- ด้านแมนยูเองก็เกือบได้ประตูที่สองจากเคาน์เตอร์แอทแทค แต่แนวรับเจ้าบ้านช่วยกันเคลียร์ออกจากเส้นได้ทัน
- แม้เอฟเวอร์ตันจะครองบอลมากกว่าเล็กน้อย แต่แมนยูทำได้ดีกว่าในจังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุก และจบสกอร์ได้เฉียบกว่า
สำหรับเซสโก้ นี่คืออีกหนึ่งเกมที่เขาลงมาเปลี่ยนสถานการณ์ได้ทันที และยังเป็นประตูที่ 3 ใน 4 นัดหลังสุดที่เขาทำได้ในฐานะตัวสำรอง ช่วยให้คาร์ริคพาทีมเดินหน้าต่อด้วยฟอร์มไร้พ่าย
สถิติทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 42% |
| ยิงทั้งหมด | 9 ครั้ง |
| ยิงเข้ากรอบ | 3 ครั้ง |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 78% |
| ฟาวล์ | 12 ครั้ง |
| การเตะมุม | 4 ครั้ง |
| การเซฟ | 4 ครั้ง |
| xG (Expected Goals) | 0.85 |
| ผู้ทำประตู | เบนจามิน เซสโก้ (71′) |
| ผู้เล่นยอดเยี่ยม | เบนจามิน เซสโก้ / ไบรอัน เอ็มเบวโม |
ภาพรวมแล้ว แมนยูเล่นอย่างมีวินัย รอจังหวะให้คู่แข่งพลาด และใช้ความเร็วเกมรุกสร้างความต่างได้ในช่วงสำคัญ
สถิติทีมเอฟเวอร์ตัน
| รายการ | ค่า |
|---|---|
| การครองบอล | 58% |
| ยิงทั้งหมด | 12 ครั้ง |
| ยิงเข้ากรอบ | 4 ครั้ง |
| การผ่านบอลสำเร็จ | 82% |
| ฟาวล์ | 10 ครั้ง |
| การเตะมุม | 6 ครั้ง |
| การเซฟ | 2 ครั้ง |
| xG (Expected Goals) | 1.12 |
| ผู้เล่นยอดเยี่ยม | จอร์แดน พิกฟอร์ด / เจมส์ การ์เนอร์ |
เอฟเวอร์ตันมีโอกาสมากกว่าและขึ้นเกมได้ต่อเนื่องในหลายช่วง แต่ยังมีปัญหาเดิมคือจบสกอร์ไม่เด็ดขาด อีกทั้งเสียประตูจากจังหวะโดนสวนกลับตอนดันเกมสูง
ผลหลังเกม: แมนยูยึดท็อปโฟร์ต่อ เอฟเวอร์ตันยังต้องเร่งแต้ม
สามแต้มเกมนี้ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทิ้งแต้มเชลซี และยึดอันดับ 4 ได้ชัดขึ้น ส่งผลให้การลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้าดูเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ภายใต้การคุมทีมของไมเคิล คาร์ริค ที่กระแสเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องโอกาสได้คุมทีมแบบถาวร
ส่วนเอฟเวอร์ตันยังอยู่โซนกลางตาราง แต่ยังต้องรีบเก็บแต้มเพื่อหนีพื้นที่อันตราย แม้ภาพรวมในบ้านจะทำได้ดี ทว่าเรื่องความคมหน้าปากประตูก็ยังเป็นจุดที่ต้องแก้
เกมนี้เป็นอีกนัดที่บอกชัดว่าพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025/26 เข้มข้นจริง ๆ เพราะรายละเอียดเล็ก ๆ สามารถตัดสินผลการแข่งขันได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
อาร์เซนอลเอาชนะท็อตแนม 4-1 ในศึกดาร์บี้แมตช์แห่งลอนดอนเหนือ
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days ago
คู่สามีภรรยาสูงวัยจากเชียงรายเข็นรถเข็นไปร้องเพลงหาเลี้ยงชีพวันละ 10-16 กิโลเมตร
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ศาลอาญาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาพิษตำรวจหญิง “สารวัตรปู”
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
โจรขโมยทองจากกรุงเทพฯ ถูกจับกุมที่อำเภอแม่สุ่ย จังหวัดเชียงราย
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime6 days ago
ตำรวจไซเบอร์จับกุมหญิงชาวยูเครนในคดีฉ้อโกงแบบพีระมิดมูลค่า 340 ล้านดอลลาร์













