ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่าชายหนุ่มที่คลุ้มคลั่งจากยาเสพติด ซึ่งทำร้ายร่างกายชายวัย 61 ปีอย่างโหดเหี้ยม
ทราท – เกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นในพื้นที่อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่ต่างตกอยู่ในความหวาดผวาอย่างหนัก หลังจากชายหนุ่มวัย 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายร่างกายชายสูงวัยอายุ 61 ปี อย่างโหดเหี้ยมกลางซอยนาคประสิทธิ์ ก่อนจะนำร่างผู้บาดเจ็บขึ้นรถซาเล้งหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
เหตุการณ์นี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุนั้นอุกอาจและรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยต้องระดมกำลังกันปูพรมค้นหาอย่างเร่งด่วน เพื่อหวังว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ทันเวลาและจับกุมตัวผู้กระทำผิดมารับโทษทางกฎหมายให้เร็วที่สุด โดยสามารถติดตามรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จาก ข่าวไทยรัฐต้นฉบับ
สรุปประเด็นสำคัญ
- ชายวัย 32 ปี คลุ้มคลั่งใช้ท่อนไม้กระหน่ำตีลุงวัย 61 ปี จนบาดเจ็บสาหัสกลางถนน ก่อนลากร่างขึ้นรถซาเล้งหลบหนีไป
- เจ้าหน้าที่พบเพียงรอยเลือดและอาวุธปืน 2 กระบอกในสวนทุเรียนของผู้ก่อเหตุ จึงเร่งประสานนักประดาน้ำงมค้นหาร่างในสระน้ำ
- ตำรวจคาดว่าสาเหตุมาจากอาการหลอนยาเสพติด เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและเคยถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้ง
เหตุการณ์ความรุนแรงครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 17.30 น. นายบุญอยู่ ชายวัย 61 ปี กำลังเดินออกกำลังกายอยู่ภายในซอยนาคประสิทธิ์ หมู่ 9 ตำบลทุ่งนนทรี ซึ่งถือเป็นการเดินออกกำลังกายวันแรกของเขา ทันใดนั้น นายวิทวัส หรือ มอส อายุ 32 ปี ได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาประกบและลงมาหาเรื่อง
ทั้งสองคนมีปากเสียงกันจนลุกลามไปสู่การชกต่อย แต่นายบุญอยู่ซึ่งอายุมากแล้วสู้แรงไม่ไหว แม้จะพยายามคว้าท่อนไม้มาป้องกันตัว แต่ก็ถูกนายมอสแย่งไปได้ นายมอสใช้ไม้นั้นฟาดเข้าที่ศีรษะของนายบุญอยู่จนล้มลง ท่ามกลางความตกใจของชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้ามปราม
ความโหดเหี้ยมยังไม่จบแค่นั้น นายมอสได้หยิบด้ามไม้กวาดมาฟาดซ้ำอีกหลายครั้งแล้วขี่รถออกไป ไม่นานเขาก็วนกลับมาพร้อมท่อนไม้ไผ่ และกระหน่ำตีลุงวัย 61 ปี อีกระลอกจนร่างของนายบุญอยู่นอนแน่นิ่งไปบนพื้นถนน
การหลบหนีและร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้
หลังจากที่นายบุญอยู่นอนแน่นิ่ง นายมอสได้ขี่รถกลับไปที่สวนของตนเองเพื่อเปลี่ยนเอารถจักรยานยนต์แบบพ่วงข้าง หรือรถซาเล้งสีน้ำเงินขับกลับมา เขาจัดการลากร่างของผู้บาดเจ็บขึ้นรถซาเล้ง แล้วพาหลบหนีไปทางสวนทุเรียนของตนเองอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นต่างอยู่ในอาการตื่นตระหนก
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ พวกเขาก็ไม่พบทั้งตัวผู้บาดเจ็บและผู้ก่อเหตุแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้แกะรอยตามเส้นทางไปยังสวนของนายมอส ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 750 เมตร แต่สิ่งที่พบกลับยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายลงไปอีก
บริเวณท้ายสวนทุเรียน เจ้าหน้าที่พบเพียงกองเลือดจำนวนหนึ่ง พร้อมกับอาวุธปืนสั้นและปืนลูกซองวางคู่กัน แต่ไร้ร่องรอยของนายบุญอยู่ เจ้าหน้าที่กู้ภัยจึงต้องประสานชุดประดาน้ำให้เข้ามาช่วยงมค้นหาในสระน้ำบริเวณนั้น เพราะสันนิษฐานว่าผู้ก่อเหตุอาจจะโยนร่างทิ้งลงไป
ความหวาดผวาและประวัติอาชญากรรม
เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนในชุมชนอย่างหนัก ผู้สื่อข่าวที่ลงพื้นที่พยายามสอบถามรายละเอียดจากชาวบ้าน แต่กลับไม่มีใครกล้าให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทุกคนต่างหวาดผวาและกลัวว่านายมอสจะย้อนกลับมาทำร้ายครอบครัวของตนหากให้ปากคำกับตำรวจ
จากการสืบสวนเบื้องต้น ตำรวจ สภ.เขาสมิง ทราบว่านายมอสมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอย่างโชกโชน เขามักจะเสพยาเป็นประจำและเคยถูกจับกุมมาแล้วหลายครั้ง เจ้าหน้าที่จึงเชื่อมั่นว่าการลงมืออย่างโหดเหี้ยมในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากอาการคลุ้มคลั่งและประสาทหลอนเพราะพิษยาเสพติด
ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระจายกำลังปูพรมค้นหาตัวนายมอสอย่างกระชั้นชิดในพื้นที่ตำบลทุ่งนนทรีและตำบลใกล้เคียง พร้อมทั้งเร่งค้นหาร่างของนายบุญอยู่ด้วยความหวังว่าจะพบตัวในเร็ววัน ทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อคืนความสงบสุขและนำตัวคนผิดมารับโทษโดยเร็ว
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
การค้นพบที่น่าตกใจ! ตำรวจพบศพที่ถูกตัดแยกชิ้นส่วนบรรจุอยู่ในถังพลาสติกและฝังอยู่ในคอนกรีต
ตำรวจบุกเข้าตรวจค้น 8 จุดในจังหวัดเชียงราย ทลายเครือข่ายฟอกเงินคริปโตเคอร์เรนซี และยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 34 ล้านบาท
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจบุกตรวจค้นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังพบข้อกล่าวหาเรื่องการทารุณกรรมที่น่าตกใจ
กาญจนบุรี – เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี กรณีนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่ามีการกักขังและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุอยู่ภายในสถานที่ดังกล่าว ทางตำรวจจึงได้พานางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” หญิงวัย 63 ปี กลับไปยังสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อชี้จุดและรวบรวมหลักฐานสำคัญ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากแม่ภัทรเปิดเผยว่าถูกลูกชายแท้ๆ สั่งคนให้อุ้มขึ้นรถตู้มากักขังไว้ การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้นำไปสู่การค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงของศูนย์แห่งนี้ ตามรายงานข่าวจาก MGR Online
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจพานางณภัทร วัย 63 ปี ชี้จุดเกิดเหตุที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดกาญจนบุรี
- เจ้าหน้าที่บุกยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิด 26 ตัว เพื่อหาหลักฐานเอาผิด “ป้าแมว”
- ผู้เสียหายเผยว่ามีห้องกักขัง 3 จุด รวมถึงห้องลับที่ใช้ซ่อนตัวจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ แม่ภัทรได้นำเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินสำรวจและชี้จุดต่างๆ ด้วยความโศกเศร้า เธอถึงกับปล่อยโฮและร้องไห้ออกมาหลายครั้งเมื่อต้องนึกถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายในวันนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดยังคงฝังลึกและหลอกหลอนจิตใจของผู้เสียหายอย่างชัดเจน
จุดสำคัญที่แม่ภัทรพาเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบมีทั้งหมด 3 ห้องหลัก ซึ่งเธอระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการกักขังและทรมานร่างกาย ห้องแรกคือห้องแรกรับที่เธอถูกนำตัวมาปล่อยทิ้งไว้ในวันแรกที่มาถึงศูนย์แห่งนี้
สำหรับห้องที่สองคือห้องพักที่มีลักษณะเป็นลูกกรงเหล็ก หรือที่คนในศูนย์เรียกกันว่า “แดน 3” ห้องนี้มีสภาพแวดล้อมที่ปิดทึบและไม่ต่างจากห้องขัง ซึ่งสร้างความรู้สึกหดหู่ให้แก่ผู้ที่ถูกกักบริเวณเป็นอย่างมาก

ห้องลับเพื่อหลบตาเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากนี้ ห้องที่สามยังถือเป็นจุดที่น่าตกใจที่สุด นั่นคือห้องกักตัวชั่วคราวซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้ายสุดของอาคาร แม่ภัทรให้ข้อมูลว่า ห้องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ซ่อนตัวผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ เมื่อมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์แห่งนี้
การซ่อนตัวผู้สูงอายุในห้องลับทำไปเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายมีโอกาสร้องเรียน หรือเล่าความจริงเกี่ยวกับการถูกทำร้ายร่างกายให้คนภายนอกได้รับรู้ พฤติกรรมนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนปกปิดความผิดอย่างเป็นระบบของผู้ดูแลศูนย์
เพื่อค้นหาความจริงทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม ได้ทำการตรวจยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 26 ตัว ข้อมูลจากกล้องเหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและเปิดโปงความจริง

เดินหน้าหาหลักฐานดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
การยึดเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตำรวจจะนำภาพที่บันทึกได้ไปตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาภาพขณะเกิดเหตุและใช้เป็นหลักฐานมัดตัว “ป้าแมว” รวมถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่ามีการกระทำความผิดจริง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะเตรียมดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยจะไม่มีการละเว้นผู้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น
กรณีของแม่ภัทรได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ในสังคมไทยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มงวด ในการตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สลดเช่นนี้ซ้ำรอยอีกในอนาคต
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
หน่วยลาดตระเวนแม่น้ำโขงเชียงรายยึดยาบ้าได้ 6 ล้านเม็ด
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีน 2.1 ล้านเม็ดที่ซ่อนไว้ริมถนนในอำเภอแม่สวาย
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปราบปรามยาเสพติด">ตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้ตรวจยึดยาบ้าครั้งใหญ่ในจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่พบยาบ้าจำนวนกว่า 2,170,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นบริเวณริมถนนในอำเภอแม่สรวย ปฏิบัติการนี้ช่วยสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้ทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศได้อย่างทันท่วงที
พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง และ พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน ตำรวจได้รับเบาะแสสำคัญว่าขบวนการค้ายาเสพติดชายแดนเหนือเตรียมขนย้ายของกลาง กลุ่มคนร้ายวางแผนที่จะนำยาเสพติดมาพักไว้ในพื้นที่ก่อนส่งต่อไปยังภาคกลาง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดกำลังออกลาดตระเวนอย่างเข้มงวดบนทางหลวงหมายเลข 109 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
ประเด็นสำคัญ
- ตำรวจยึดยาบ้าได้ 2.17 ล้านเม็ด ถูกทิ้งไว้ริมถนนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย
- เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย 3 คัน ขับวนเวียนในพื้นที่ก่อนเร่งเครื่องหลบหนี
- ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกเตรียมไว้เพื่อลักลอบขนส่งเข้าไปยังพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย
การค้นพบกระสอบยาเสพติดริมทาง
ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถจักรยานยนต์จำนวน 3 คัน ขับขี่มาตามถนนเส้นดังกล่าว ผู้ต้องสงสัยได้ขับรถวนเวียนไปมาหลายรอบในเขตตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็รีบเร่งเครื่องขับออกจากพื้นที่ไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจว่าต้องมีสิ่งผิดกฎหมายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณริมถนนที่กลุ่มรถจักรยานยนต์เหล่านั้นขับวนเวียน พวกเขาพบถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จำนวน 9 ใบ วางกองอยู่ห่างจากถนนเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดถุงออกดู ก็พบกระสอบฟางที่บรรจุยาบ้าจำนวน 2,170,000 เม็ดอยู่ภายใน ตำรวจจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดีทันที
เดินหน้าขยายผลจับกุมเครือข่าย
ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่และติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียด การตรวจยึดครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง หากต้องการติดตามข่าวสารและผลการดำเนินงานเพิ่มเติม สามารถอ่านประกาศอย่างเป็นทางการได้ที่เว็บไซต์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การแพร่ระบาดของยาเสพติดส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของชุมชน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส หากพบเห็นบุคคลหรือยานพาหนะที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยในพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ข้อมูลจากประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การสกัดกั้นยาเสพติดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปฏิบัติการในครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามของยาเสพติด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
บุกจับร้านหมาล่าเชียงราย ลอบขายน้ำกระท่อมให้เยาวชน
เชียงราย – เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าตรวจสอบร้านหมาล่าแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ร้านแห่งนี้ถูกจับกุมหลังพบว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมปรุงรสให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ การจับกุมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส” เพื่อกวาดล้างสิ่งเสพติดและคืนความสงบสุขสู่สังคม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้สั่งการให้ลงพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน
นโยบายนี้ตอบรับข้อสั่งการเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกชุมชน การลงพื้นที่นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย พวกเขาทำงานประสานกันเพื่อปราบปรามแหล่งมั่วสุมและตัดวงจรยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินการที่รวดเร็วเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของสารเสพติดได้ทันท่วงที
ประเด็นสำคัญ:
- เจ้าหน้าที่บุกจับร้านหมาล่าในอำเภอเมืองเชียงรายที่ลอบขายน้ำกระท่อมให้เด็กและวัยรุ่น
- ร้านค้าเปลี่ยนรูปแบบมาขายน้ำกระท่อมปรุงรสเพียงอย่างเดียวในราคาถุงละ 85 บาท
- การจับกุมเป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้ปฏิบัติการ “เชียงรายฟ้าใส”
สภาพร้านและพฤติการณ์การขาย
เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึง พบว่าร้านดังกล่าวมีป้ายขายหมาล่าและชานมบังหน้า แต่ความเป็นจริงไม่ได้ขายสินค้าเหล่านั้นแล้ว ภายในร้านมีการต้มและผสมน้ำกระท่อมปรุงรสตามที่ลูกค้าวัยรุ่นต้องการอย่างเปิดเผย แหล่ง ข่าวท้องถิ่น รายงานว่าทางร้านจำหน่ายน้ำกระท่อมในราคาถุงละ 85 บาท ร้านแห่งนี้จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึง 23.00 น. ของทุกวัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าทางร้านมีรายได้จากการขายน้ำกระท่อมเฉลี่ยประมาณ 2,000 บาทต่อวัน ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มักจะเดินทางมาซื้อในช่วงค่ำลากยาวไปจนถึงตอนดึก เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ดูแลร้านจำนวน 1 คนไว้สอบปากคำ พร้อมทั้งทำการยึดของกลางทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
นโยบายกวาดล้างยาเสพติดระดับชาติ
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและผู้บริหารระดับสูง การทำงานร่วมกันระหว่างนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานความมั่นคงแสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่อย่างเด็ดขาด ชุมชนในจังหวัดเชียงรายจึงสามารถคาดหวังถึงสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลานได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
สุดยอด! เด็ก ป.3 เชียงราย คว้าที่ 1 ภาษาอังกฤษระดับประเทศ
กลุ่มความร่วมมือเชียงราย-เมียนมาร์จะหารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime7 days agoลาวส่งตัว 118 แก๊งจีนกลับประเทศ ทลายฐานคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoสำนักงานจัดหางานเชียงรายรับสมัครพนักงานชั่วคราว 17 คน
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoตำรวจเชียงรายบุกค้นบ้านร้าง พบเยาวชนเสพยาเสพติด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoครอบครัวไพบูลย์เลิศบริจาคเงิน 700,000 บาท ให้แก่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

