ข่าวธุรกิจ Business
ด่วน! เช็คเลย 8 พื้นที่ใหม่ห้ามขาย-ดื่มแอลกอฮอล์ ฝ่าฝืนมีโทษ เริ่มแล้ว 12 พ.ค. 2026
กรุงเทพฯ – เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องรู้และทำความเข้าใจอย่างเร่งด่วน! ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ประเทศไทยได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ล่าสุดเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีการประกาศกำหนด “8 พื้นที่ใหม่” ที่ห้ามทำการขายและห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาด
กฎหมายใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่พื้นที่ให้บริการระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นบนถนน บนรถโดยสาร สถานีรถไฟ สถานีขนส่งผู้โดยสาร ไปจนถึงเรือสาธารณะ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงรายละเอียดของกฎหมายนี้ว่ามีพื้นที่ไหนบ้างที่ถูกสั่งห้าม เหตุผลเบื้องหลังของนโยบายนี้คืออะไร และถ้าหากฝ่าฝืนจะมีโทษอย่างไร เพื่อให้ทุกคนสามารถเดินทางและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย
ทำไมถึงต้องมีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ฉบับใหม่นี้?
การประกาศเขตห้ามขายและห้ามดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติมนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล อ้างอิงจากข้อมูลของ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยบนท้องถนน พบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่และปัญหาการทะเลาะวิวาทในพื้นที่สาธารณะ มักมีสาเหตุหลักมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือ:
- ลดอุบัติเหตุ: การงดดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จราจรและขนส่งสาธารณะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก
- เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร: ผู้ที่ใช้บริการรถสาธารณะหรือเรือสาธารณะควรได้รับการเดินทางที่ปลอดภัยและปราศจากการรบกวนจากผู้ที่มึนเมา
- สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย: การกำหนดเขตปลอดแอลกอฮอล์ช่วยให้พื้นที่สาธารณะมีความสะอาดและเป็นระเบียบมากขึ้น
เปิดรายชื่อ 8 พื้นที่ใหม่ ห้ามขายและห้ามดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด
เพื่อให้เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้จริง นี่คือรายชื่อพื้นที่ทั้ง 8 แห่งที่กฎหมายใหม่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “ห้ามขายและห้ามดื่ม” โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2026:
- ถนนสาธารณะทุกประเภท: ห้ามขายและห้ามดื่มแอลกอฮอล์บนทางเท้าและริมถนนสาธารณะ เพื่อป้องกันการรวมกลุ่มดื่มสุราที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนน
- ยานพาหนะที่ใช้บนถนน: ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ (รวมถึงการนั่งดื่มหลังกระบะ) หรือรถโดยสาร ห้ามผู้โดยสารและผู้ขับขี่ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่รถอยู่บนถนนสาธารณะอย่างเด็ดขาด
- สถานีรถไฟและขบวนรถไฟ: ห้ามจำหน่ายและบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณสถานีรถไฟทุกแห่ง รวมถึงห้ามดื่มในขณะโดยสารอยู่บนขบวนรถไฟทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถไฟธรรมดาหรือรถไฟตู้นอน
- สถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส.): พื้นที่ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ ถือเป็นเขตปลอดแอลกอฮอล์ 100% เพื่อความปลอดภัยของผู้เดินทาง
- เรือโดยสารสาธารณะ: คล้ายกับกฎหมายบนรถโดยสาร การดื่มและขายแอลกอฮอล์บนเรือโดยสารสาธารณะทุกประเภทถูกสั่งห้าม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจถึงแก่ชีวิต
- ท่าเรือโดยสารสาธารณะ: บริเวณจุดรอเรือหรือท่าเทียบเรือโดยสารสาธารณะ ก็ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ห้ามขายและห้ามดื่มเช่นเดียวกัน
- ป้ายรถเมล์และจุดพักคอยผู้โดยสาร: บริเวณศาลารอรถโดยสารประจำทาง หรือป้ายรถเมล์ต่างๆ ถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่ห้ามมีการตั้งวงดื่มสุราหรือเร่ขายแอลกอฮอล์
- บริเวณสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน (BTS/MRT/ARL): ครอบคลุมทั้งบริเวณทางเดิน ทางเชื่อม ชานชาลา และภายในขบวนรถไฟฟ้า ถือเป็นพื้นที่ที่ต้องปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด
คุณสามารถตรวจสอบรายละเอียดทางกฎหมายเพิ่มเติมได้ที่ กรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการดูแลพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
โทษของการฝ่าฝืนกฎหมาย มีอะไรบ้าง?
หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าหากเผลอทำผิด หรือตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมายนี้จะมีโทษหนักแค่ไหน? ตามกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทย การฝ่าฝืนข้อห้ามในพื้นที่ที่กำหนด มีบทลงโทษที่ค่อนข้างจริงจัง ดังนี้:
- กรณีลักลอบขายในพื้นที่ห้ามขาย: มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กรณีดื่มในพื้นที่ห้ามดื่ม: มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นเดียวกัน
เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขจะมีการลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น ดังนั้น การทำตามกฎหมายจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้คุณต้องเสียเงินค่าปรับหรือเสียประวัติ
ผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ:
- สำหรับประชาชนทั่วไป: การเดินทางข้ามจังหวัดหรือการใช้รถสาธารณะจะมีความเงียบสงบและปลอดภัยมากขึ้น ผู้โดยสารไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรบกวนจากผู้ที่เมาสุราบนรถทัวร์หรือรถไฟอีกต่อไป แม้ว่าบางคนอาจจะรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิในการสังสรรค์ระหว่างเดินทาง แต่เมื่อมองในมุมของความปลอดภัยส่วนรวม ถือว่าเป็นนโยบายที่มีประโยชน์อย่างมาก
- สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ: ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โด่งดังระดับโลก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จำเป็นต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้รับรู้ถึงกฎหมายนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การซื้อเบียร์มาดื่มบนรถตู้ขณะเดินทางไปทะเล ซึ่งตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎหมาย
แนวทางของประเทศไทยในครั้งนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ออกมาตรการควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อลดปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุระดับชาติ
คำแนะนำสำหรับการปรับตัวและเดินทางอย่างปลอดภัย
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและค่าปรับที่อาจเกิดขึ้น เราขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามแนวทางง่ายๆ ดังต่อไปนี้:
- งดพกพาแอลกอฮอล์ที่เปิดขวดแล้วขึ้นรถสาธารณะ: หากคุณจำเป็นต้องซื้อแอลกอฮอล์กลับบ้าน ให้เก็บรักษามิดชิดและห้ามเปิดดื่มเด็ดขาดขณะอยู่ในรถ หรือบนระบบขนส่งสาธารณะ
- เตือนเพื่อนและคนรอบข้าง: ช่วยกันบอกต่อข้อมูลกฎหมายใหม่นี้ให้คนในครอบครัวและเพื่อนฝูงได้รับทราบ
- ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่: หากมีการตรวจค้นหรือตักเตือนจากเจ้าหน้าที่ ควรให้ความร่วมมืออย่างสุภาพ
บทสรุป
กฎหมายใหม่ที่กำหนด 8 พื้นที่ห้ามขายและห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการจัดการกับปัญหาความไม่ปลอดภัยบนท้องถนนและระบบขนส่งสาธารณะ แม้ว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการสังสรรค์ระหว่างการเดินทาง แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นคือ “ความปลอดภัยของทุกคน” ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร หรือแม้แต่คนเดินเท้า
การเคารพกฎหมายและคำนึงถึงส่วนรวม จะช่วยให้ระบบขนส่งสาธารณะของไทยน่าใช้งานและเป็นมิตรกับทุกคนมากยิ่งขึ้น
ข่าวไทยยอดนิยม
การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะถูกห้ามทั่วประเทศในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งฐานแทงพ่อเสียชีวิต เนื่องจากพ่อปฏิเสธที่จะให้เงินค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข่าวธุรกิจ Business
ข่าวดี! ราคาน้ำมันจะลดลงวันนี้: น้ำมันดีเซล E20 และ B20 จะลดลงอย่างมาก
เชียงราย – ผู้ขับขี่รถยนต์ชาวไทยต่างยินดีเมื่อผู้ค้าปลีกน้ำมันรายใหญ่ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน E20 และ B20 ในประเทศ มีผลตั้งแต่เช้าตรู่ที่ผ่านมา การลดราคานี้เน้นไปที่เชื้อเพลิงชีวภาพทางเลือก ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางได้อย่างมาก ผู้ขับขี่ที่วางแผนจะเติมน้ำมันสามารถเลื่อนการซื้อไปเป็นวันพรุ่งนี้เพื่อใช้ประโยชน์จากส่วนลดน้ำมันครั้งสำคัญนี้ได้
การปรับเปลี่ยนราคาครั้งนี้สร้างความตื่นตัวให้กับทั้งกลุ่มผู้ใช้รถส่วนบุคคลและกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศ การลดราคาดังกล่าวถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานประจำสัปดาห์ของทุกคน ข้อมูลการปรับราคาอย่างเป็นทางการได้รับการยืนยันผ่านประกาศจาก สถานีบริการน้ำมัน ชั้นนำเรียบร้อยแล้ว
ประเด็นสำคัญ
- แก๊สโซฮอล์ E20 ปรับลดราคาลง 2.19 บาทต่อลิตร ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอย่างมาก
- ดีเซล B20 ปรับลดราคาลงแรงถึง 3.69 บาทต่อลิตร ส่งผลดีโดยตรงต่อต้นทุนภาคขนส่งและรถกระบะพาณิชย์
- น้ำมันกลุ่มอื่นทั้งหมด ทั้งแก๊สโซฮอล์ 91, แก๊สโซฮอล์ 95, เบนซิน, ดีเซลพื้นฐาน และกลุ่มพรีเมียม Super Power ยังคงราคาเดิม
รายละเอียดการปรับลดราคาพลังงานรอบล่าสุด
สำหรับการปรับลดราคาในครั้งนี้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ปรับลดลงทันที 2.19 บาทต่อลิตร นับเป็นการปรับลดที่ช่วยกระเป๋าเงินคนทำงานได้เป็นอย่างดี ในส่วนของ ราคาน้ำมันดีเซล สูตร B20 ปรับลดลงมากที่สุดถึง 3.69 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการวิ่งงานของรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถขนส่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขการปรับลดทั้งสองรายการถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคอย่างยิ่ง
ในทางกลับกัน น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่นยังคงตรึงราคาเดิมไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซินธรรมดา แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ผู้ใช้รถที่เติมน้ำมันกลุ่มดังกล่าวเป็นประจำจึงยังคงต้องจ่ายในอัตราเดิมตามโครงสร้างราคาปัจจุบัน นอกจากนี้ น้ำมันดีเซลมาตรฐานสำหรับรถยนต์ทั่วไปก็ยังไม่มีการขยับราคาลงในรอบการประกาศครั้งนี้เช่นเดียวกัน
เช็กราคากลุ่มน้ำมันพรีเมียมและคำแนะนำสำหรับผู้ขับขี่
ด้านกลุ่มน้ำมันเกรดพรีเมียมสมรรถนะสูงก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาเช่นกัน ทั้งน้ำมัน Super Power แก๊สโซฮอล์ 95, Super Power X ดีเซล และ Super Power X 99 ยังคงจำหน่ายในอัตราเดิมทุกสาขา ผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและการปกป้องเครื่องยนต์ขั้นสุดยังสามารถเลือกเติมได้ตามความต้องการ ข้อมูลโครงสร้างราคานี้ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องตามเกณฑ์นโยบายของ กระทรวงพลังงาน เรียบร้อยแล้ว
ข้อแนะนำสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหาน้ำมันเต็มถัง ขอให้ตรวจสอบสัญลักษณ์ประเภทน้ำมันที่ฝาถังน้ำมันของท่านอย่างรอบคอบก่อนเติม หากเครื่องยนต์รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 หรือดีเซล B20 ควรรอเติมหลังเวลาตีห้าของวันพรุ่งนี้เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด การวางแผนแวะเข้าปั๊มให้ถูกจังหวะเวลาจะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้หลายร้อยบาทต่อถังอย่างแน่นอน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเปิด Life Artist Exhibition โชว์งานผ้าดันเที่ยว
หน่วยงานสาธารณสุขของไทยทำลายยาเสพติดผิดกฎหมายได้ 93 ตัน
ข่าวธุรกิจ Business
สายการบินไทยเวียดเจ็ทได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างเชียงรายและภูเก็ตแล้ว
เชียงราย – ข่าวดีสำหรับนักเดินทางทุกคน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้กลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงอีกครั้ง เส้นทางนี้เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดภูเก็ตและเชียงราย โดยเริ่มบินตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารไม่ต้องเสียเวลาต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพฯ อีกต่อไป
การเปิดเส้นทางบินตรงนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับการเดินทางข้ามภูมิภาคได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัดให้คึกคักมากขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้นและประหยัดเวลาอันมีค่าได้มาก
ประเด็นสำคัญ
- เวียตเจ็ทไทยแลนด์เปิดเที่ยวบินตรง ภูเก็ต-เชียงราย เริ่ม 26 ตุลาคม 2569
- บินสัปดาห์ละ 3 วัน (จันทร์, พุธ, ศุกร์) ด้วยเครื่องบินใหม่ โบอิ้ง 737-8
- ช่วยลดเวลาเดินทาง ไม่ต้องต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ กระตุ้นเศรษฐกิจสองภูมิภาค
พิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นที่สนามบินเชียงราย
เมื่อเที่ยวบินปฐมฤกษ์เดินทางมาถึงท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทางจังหวัดได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ให้เกียรติเป็นผู้แทนต้อนรับ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง งานนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความยินดีจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมงาน
นายนรศักดิ์กล่าวว่า ทางจังหวัดรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เที่ยวบินนี้กลับมาให้บริการ เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมล้านนาที่โดดเด่นมากมาย การเชื่อมต่อกับภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
การเดินทางที่ง่ายขึ้นนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนและธุรกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกในเชียงรายต่างก็เตรียมพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากภาคใต้และชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาเยือน

สัมผัสความสบายกับเครื่องบินรุ่นใหม่
นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม ผู้บริหารจากสายการบินเวียตเจ็ทระบุว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาเส้นทางบินในประเทศอย่างต่อเนื่อง การกลับมาครั้งนี้จะเชื่อมโยงการเดินทางเหนือและใต้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญคือมีการนำเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่มาให้บริการแก่ผู้โดยสารทุกคน
เครื่องบินรุ่นใหม่นี้มีจุดเด่นหลายอย่างที่ช่วยให้ผู้โดยสารนั่งสบายขึ้น ห้องโดยสารมีความเงียบมากขึ้น และยังมีช่องเก็บสัมภาระด้านบนที่กว้างขวางกว่าเดิม ทำให้ทุกการเดินทางเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจและผ่อนคลายตลอดเส้นทางยาวนานนี้
ผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์การบินที่ราบรื่นและปลอดภัย การเลือกใช้เครื่องบินที่ทันสมัยแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของสายการบินที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า การเดินทางข้ามภูมิภาคจึงไม่ใช่เรื่องน่าเหนื่อยหน่ายอีกต่อไป

ตารางบินและช่องทางการจองตั๋วที่ง่ายดาย
เที่ยวบินเส้นทางภูเก็ต-เชียงรายนี้ จะให้บริการสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เที่ยวบิน VZ400 จะออกจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเวลา 08.30 น. และเดินทางถึงเชียงรายเวลา 10.35 น. เวลาที่ลงตัวนี้ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นทริปของวันได้ทันที
ส่วนเที่ยวบินขากลับ VZ401 จะออกจากเชียงรายเวลา 11.10 น. และเดินทางถึงภูเก็ตเวลา 13.25 น. ตารางเวลานี้เหมาะมากสำหรับการเตรียมตัวเดินทางกลับแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนตื่นเช้าจนเกินไป เป็นการจัดสรรเวลาที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
การเปิดเที่ยวบินตรงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในระยะยาว ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบตารางบินและจองตั๋วได้ที่เว็บไซต์ของ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ หรือผ่านแอปพลิเคชัน LINE ที่ @Thaivietjet นอกจากนี้ยังสามารถสอบถามผ่านศูนย์บริการลูกค้า โทร 02-089-1909 ได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 ถึง 22.00 น.
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ช็อก! รวบ 3 พระสงฆ์เชียงราย คากุฏิหลังพบเสพยาบ้า
ปะทะเดือดชายแดนเชียงราย! ยิงดับแก๊งค้ายา 2 ศพ ยึด 3 แสนเม็ด
ข่าว - News
รัฐอัดฉีดบริษัททัวร์ 40,000 บาท กระตุ้นเที่ยวไทย
เชียงราย – รัฐบาลไทยเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง เพื่อต้อนรับฤดูกาลแห่งการเดินทางที่กำลังจะมาถึง ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญใหม่เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเป็นทางการ โครงการนี้มุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการทัวร์และนักท่องเที่ยวชาวไทยโดยตรง รัฐบาลพร้อมมอบเงินอุดหนุนค่าเดินทางสูงสุดถึง 40,000 บาทต่อทริป เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออกเดินทางสำรวจความสวยงามของประเทศไทย
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จับมือกับพันธมิตร 9 องค์กร เพื่อเปิดตัวโครงการ “เที่ยวข้ามภาคกับทัวร์” แคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางนอกฤดูกาลท่องเที่ยวและกระจายคนสู่เมืองรอง รัฐบาลคาดหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 208 ล้านบาททั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับท้องถิ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
สรุปประเด็นสำคัญ
- รัฐบาลพร้อมอุดหนุนค่ารถบัสสูงสุด 40,000 บาท และรถตู้สูงสุด 10,000 บาทต่อทริป
- เงื่อนไขหลักคือต้องเป็นการเดินทางข้ามจังหวัด และพักค้างคืนอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน
- นักท่องเที่ยวสามารถจองและเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2570
เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม
สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิ์นั้น ผู้ประกอบการจะต้องจัดกลุ่มทัวร์ตามขนาดที่โครงการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด กรณีเดินทางด้วยรถบัสจะต้องมีนักท่องเที่ยวชาวไทยร่วมเดินทางอย่างน้อย 30 คน รัฐบาลจะช่วยอุดหนุนค่าเช่ารถให้วันละ 10,000 บาท โดยจำกัดเพดานสูงสุดไม่เกิน 40,000 บาทต่อหนึ่งทริป ส่วนการใช้รถตู้จะต้องมีผู้โดยสารขั้นต่ำ 6 คน ซึ่งจะได้รับเงินช่วยเหลือวันละ 2,500 บาท และสูงสุด 10,000 บาทต่อทริป
ทริปการเดินทางทั้งหมดที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นการข้ามเขตจังหวัดอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจะต้องพักค้างคืนในจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่พื้นที่จุดเริ่มต้นของทริป โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับบริษัททัวร์เท่านั้น แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนโดยตรง
โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกแพ็กเกจเดินทางได้หลากหลายรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ สุขภาพ หรือแม้แต่การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หากคุณเป็นบริษัททัวร์หรือนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถอ่าน มาตรการอัดฉีดการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษารายละเอียดของสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถโทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากสายด่วน ททท. 1672 เพื่อเริ่มต้นวางแผนวันหยุดพักผ่อนสุดคุ้มของคุณ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจช่วยเหลือแม่และลูกชายจากพ่อที่เสียสติ
ชาวจีน 99 คนถูกจับกุม! แก๊งอาชญากรถูกทลายที่ชายแดนเมียนมาร์-ไทย
-
ข่าว - News4 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News4 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

