ข่าวอาชญากรรม - Crime
สั่งฟันไม่เลี้ยง! เด้งเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เซ่นปมรับสินบน เอื้อสิทธิพิเศษนักโทษ VIP ชาวจีน
กรุงเทพฯ – เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนสะเทือนวงการยุติธรรมไทย เมื่อกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ได้สั่งดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาด พร้อมสั่งพักราชการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและเลขานุการส่วนตัวทันที…
กรุงเทพฯ – เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดประเด็นร้อนสะเทือนวงการยุติธรรมไทย เมื่อกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ได้สั่งดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาด พร้อมสั่งพักราชการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและเลขานุการส่วนตัวทันที สืบเนื่องจากเหตุการณ์อื้อฉาวช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยพบหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้เรียกรับสินบน แลกกับการให้สิทธิพิเศษระดับ VIP แก่กลุ่มผู้ต้องขังชาวจีน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่จงใจละเมิดกฎหมาย และสร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของระบบราชทัณฑ์อย่างร้ายแรง
ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมไทยอย่างมาก เพราะเรือนจำควรเป็นสถานที่ที่มีความโปร่งใส เท่าเทียม และยุติธรรมสำหรับผู้กระทำผิดทุกคน ไม่ควรมีใครได้รับอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นเพียงเพราะมีกำลังทรัพย์ การกระทำของเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงฝังรากลึก ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์ได้ออกมายืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่มีการละเว้นโทษ หรือให้ข้อยกเว้นใดๆ กับผู้ที่กระทำความผิดในกรณีนี้เด็ดขาด
เบื้องลึกสิทธิพิเศษและพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์
จากการสืบสวนเชิงลึกของเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม พบหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์และเงินสินบนจากนักโทษชาวจีน เพื่อแลกกับการทำเป็นหลับตาข้างเดียว ปล่อยปละละเลยให้เกิดการละเมิดกฎระเบียบของเรือนจำอย่างโจ่งแจ้ง โดยมีพฤติกรรมที่พบหลักฐานมัดตัว ได้แก่:
- การลักลอบใช้โทรศัพท์มือถือ: ผู้ต้องขัง VIP สามารถครอบครองและใช้งานโทรศัพท์มือถือภายในเรือนจำได้อย่างอิสระ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงทั้งทางวินัยและอาญา เพราะอาจเป็นช่องทางที่นำไปสู่การสั่งการเรื่องผิดกฎหมายจากในคุกได้
- การเข้าเยี่ยมของทนายความแบบพิเศษ: มีการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด เพื่อจัดเตรียมและอำนวยความสะดวกให้ทนายความ สามารถเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังกลุ่มนี้ได้ในรูปแบบที่ผิดระเบียบและขั้นตอนปกติ เพื่อแลกกับผลประโยชน์ตอบแทนบางอย่าง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของการทุจริตรับสินบน แต่ยังลุกลามไปถึงประเด็นละเอียดอ่อนด้านสิทธิมนุษยชนอีกด้วย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างมากต่อกรณีนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าการให้สิทธิพิเศษกับนักโทษเพียงบางกลุ่ม ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน และเป็นการเอาเปรียบนักโทษคนอื่นๆ ที่ต้องทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แออัดและเข้มงวด
การกระทำเช่นนี้ทำให้สังคมเกิดความรู้สึกไม่พอใจ และตั้งคำถามถึงมาตรฐานการดูแลผู้ต้องขังในประเทศไทย ว่ามีความยุติธรรมและโปร่งใสมากน้อยเพียงใด รวมถึงกระบวนการยุติธรรมได้ให้ความเสมอภาคแก่ทุกคนจริงหรือไม่
การดำเนินการทางกฎหมายและก้าวต่อไป
เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเอาจริงเอาจัง ทางกรมราชทัณฑ์ได้ส่งมอบสำนวนคดีนี้ให้กับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการสืบสวนและเอาผิดตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว กำลังเผชิญกับการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงและถูกสั่งพักงานไปแล้วทั้งหมด เพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
เหตุการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำวาทกรรมที่ว่า “คุกมีไว้ขังแค่คนจน” ให้กลับมาเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอีกครั้ง การที่คนกลุ่มหนึ่งสามารถใช้เงินซื้อความสะดวกสบายในเรือนจำได้ ทำให้เป้าหมายหลักของกรมราชทัณฑ์ในการดัดนิสัยและฟื้นฟูผู้กระทำผิดต้องสูญเปล่า
หากไม่มีการจัดการอย่างเด็ดขาด ระบบเรือนจำก็จะไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สิ่งที่กระทรวงยุติธรรมต้องทำควบคู่ไปกับการลงโทษ คือการยกเครื่องระบบตรวจสอบภายในให้มีความเข้มงวดมากขึ้น การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการสแกนสิ่งของต้องห้าม และการเปิดโอกาสให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณี “นักโทษ VIP” ซ้ำรอยอีกในอนาคต
การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้ตระหนักถึงจรรยาบรรณและหน้าที่อันทรงเกียรติของตนเอง ท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมเช่นไรก็ตาม
การเดินหน้าชนกับปัญหาคอร์รัปชันในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของภาครัฐ ว่าจะสามารถกวาดล้างเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติมิชอบได้อย่างหมดจดหรือไม่ ทุกขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อเรียกคืนศรัทธาของกระบวนการยุติธรรมไทยให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งนี้ คุณสามารถติดตามรายละเอียดข่าวฉบับเต็มได้จากสื่อต้นฉบับที่ Bangkok Post
ข่าวเด่นประจำกรุงเทพฯ
นักท่องเที่ยวชาวจีนสองคนถูกจับกุมในกรุงเทพฯ ในข้อหาปล้นร้านทองในโคราช
วิกฤตกรุงเทพฯ เดือด! ดัชนีความร้อนพุ่งทะลุ 52 องศาเซลเซียส กทม. เตือนภัยระดับสีแดงเข้ม
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ชายคนหนึ่งถูกจับกุมในคดีทำให้ทารกอายุ 4 เดือนจมน้ำเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า
อยุธยา – เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา บุกจับกุมตัวนายเฉลิมชัย หรือเหน่ง อายุ 36 ปี ชายคนสนิทของแม่เด็ก หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีการเสียชีวิตปริศนาของเด็กทารกวัย 4 เดือน โดยผลตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดในร่างกายอย่างชัดเจน
จากการเค้นสอบสวนอย่างเข้มข้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นคนแอบพายเรือไปอุ้มเด็กออกจากบ้านพักกลางดึก แต่เกิดอุบัติเหตุทำเด็กร่วงหลุดมือจมหายไปในแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถอ่านรายงานข่าวต้นทางเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวไทยรัฐออนไลน์
ประเด็นสำคัญ• ผู้ต้องหาคือ ชายคนสนิทของแม่ รับสารภาพว่าแอบพายเรือมาอุ้มเด็กวัย 4 เดือนกลางดึก ก่อนทำร่วงหลุดมือตกน้ำเสียชีวิต • ผลการตรวจร่างกาย พบสารเสพติดในตัวนายเหน่ง โดยเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเรือพลาสติกสีส้มและไม้พายของกลางไปตรวจพิสูจน์ • ตำรวจ สภ.บางปะอิน แจ้งข้อหาหนักดำเนินคดีตามกฎหมาย ท่ามกลางบรรยากาศการทำแผนสุดเดือดจากทางญาติและแม่เด็ก |
เปิดคำสารภาพสิ้นไส้: อ้างเอ็นดูเด็ก พลาดพลั้งทำหลุดมือ
นายเหน่งเปิดเผยต่อพนักงานสอบสวนว่า ตนคบหาดูใจอยู่กับแม่ของเด็ก แต่ยายของเด็กตั้งแง่กีดกันความรัก ทำให้ตนต้องแอบพายเรือลัดเลาะตามคลองบ้านเลนมาหาอยู่เป็นประจำในยามค่ำคืน
ผู้ต้องหาอ้างว่า ตนรักและเอ็นดูเด็กทารกคนนี้มาก และเคยเอ่ยปากขอเด็กมาเลี้ยงดูแต่ทางแม่ไม่ยินยอม ในคืนเกิดเหตุตนจึงลอบเข้าไปอุ้มเด็กออกจากมุ้งขณะที่คนในบ้านหลับสนิท สามารถตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ได้ที่ ข้อมูลอำเภอบางปะอิน
ทว่าระหว่างที่กำลังอุ้มเด็กพาดบ่าเพื่อก้าวลงเรือพลาสติกสีส้ม เด็กกลับลื่นพลัดตกลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ตนจึงตัดสินใจพายเรือหนีกลับบ้านโดยไม่บอกใคร
บรรยากาศทำแผนประกอบคำรับสารภาพสุดตึงเครียด
ต่อมา พ.ต.อ.พิภพ นาพุทรา ผกก.สภ.บางปะอิน ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่คุมตัวนายเหน่งลงเรือเพื่อไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดเกิดเหตุ ติดตามแนวทางปฏิบัติงานได้ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านพักที่เกิดเหตุ มารดาของเด็กทารกที่อยู่ในอาการโศกเศร้าได้ปรี่ตรงเข้าหานายเหน่งพร้อมตะโกนด่าทอด้วยความแค้น จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบกันตัวเพื่อความปลอดภัย
นายเหน่งได้ยกมือไหว้ขอโทษครอบครัวของผู้เสียชีวิต พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายเด็กแม้แต่น้อย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะควบคุมตัวขึ้นรถตู้เพื่อนำไปฝากขังดำเนินคดีตามกระบวนการกฎหมายต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ปาฏิหาริย์! มช. ทำคลอด แฝด 4 แท้ธรรมชาติ รอดปลอดภัยทุกคน
ศุลกากรเชียงรายยึดเงินสด 3.5 ล้านบาท ที่ด่านแม่สาย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หน่วยเฉพาะกิจชายแดนจังหวัดเชียงรายยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 20 ล้านเม็ด
เชียงราย — กองกำลังผาเมืองเปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนืออย่างเข้มข้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าตรวจสอบของกลางยาบ้าล็อตใหญ่กว่า 4 ล้านเม็ด หลังเปิดฉากยิงปะทะกับกลุ่มคาราวานลักลอบลำเลียงยาเสพติดในเขตป่าเขาบ้านผาแตก ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
การปะทะเกิดขึ้นกลางดึกเมื่อทหารร้อย ม.3 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ตรวจพบกลุ่มติดอาวุธลอบขนกระสอบฟางข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งสัญญาณขอตรวจค้น กลุ่มคนร้ายกลับเปิดฉากยิงอาวุธปืนเข้าใส่เพื่อเปิดทางหนี ทำให้ทหารต้องยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัว ก่อนที่ขบวนการจะทิ้งกระสอบฟางบรรจุยาบ้า 16 ใบไว้ในแนวป่าแล้วล่าถอยหนีไป
สรุปประเด็นสำคัญ• ยึดยาบ้ามหาศาล: กองกำลังผาเมืองสกัดกั้นยาบ้าสะสมกว่า 18.4 ล้านเม็ด และไอซ์ 120 กก. ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนของปีงบประมาณใหม่ • ปะทะเดือดชายแดน: เกิดเหตุปะทะกับขบวนการลำเลียงยาเสพติด 4 ครั้ง ส่งผลให้คนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิตรวม 3 ราย • จุดเพ่งเล็งแม่สาย: เจ้าหน้าที่ยึดยาบ้าล็อตใหญ่ล่าสุด 4 ล้านเม็ด บริเวณบ้านผาแตก อำเภอแม่สาย หลังคาราวานคนร้ายยิงเปิดทางหนี |
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 ตุลาคม พลตรีสาธิตย์ ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ได้มอบหมายให้ พันเอกสุทธิ์เขตต์ ศรีนิลทิน รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วยพันเอกบัณฑิต ชาวกัณหา รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.แม่สาย เข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด
จากการตรวจสอบจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบกระสอบฟางสีรุ้งดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลังจำนวน 16 ใบ ซุกซ่อนยาบ้ารวมกว่า 4,000,000 เม็ด ซึ่งกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดวางแผนลักลอบลำเลียงเข้ามาพักในหมู่บ้านแนวตะเข็บชายแดน เพื่อเตรียมกระจายส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศตามคำสั่งของเครือข่ายรายใหญ่
คำสั่งเข้มงวดสกัดกั้นยาเสพติดตลอด 24 ชั่วโมง
พันเอกสุทธิเขต เปิดเผยว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จโดยไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รับบาดเจ็บ
นอกจากนี้ รายงานสถิติผลการปฏิบัติงานของ กองกำลังผาเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่าสามารถสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดได้มากถึง 26 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 24 ราย เกิดการปะทะติดอาวุธ 4 ครั้ง และมีคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรมเสียชีวิต 3 ศพ
สรุปยอดจับกุมสะสม: ยาบ้าทะลุ 18 ล้านเม็ด เชียงรายครองสถิติสูงสุด
ยอดตรวจยึดของกลางรวมประกอบด้วย ยาบ้า 18,470,529 เม็ด, ยาไอซ์ 120 กิโลกรัม, ฝิ่นดิบ 102.4 กิโลกรัม และคีตามีนอีก 139 กิโลกรัม โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเพียงจังหวัดเดียว มีการสกัดกั้นได้ถึง 9 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหา 9 ราย ปะทะ 2 ครั้ง และยึดยาบ้าได้มากถึง 13,385,605 เม็ด
กองทัพภาคที่ 3 และฝ่ายปกครองยืนยันจะเดินหน้ากดดันขบวนการค้ายาเสพตามแนวป่าเขาชายแดนไทย-เมียนมาอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง เพื่อตัดวงจรเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติไม่ให้ทะลักเข้ามาทำลายความมั่นคงและเศรษฐกิจของสังคมไทยในทุกมิติ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เชียงรายเปิด Life Artist Exhibition โชว์งานผ้าดันเที่ยว
เกิดการปะทะอย่างรุนแรงที่ชายแดนเชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 4 ล้านเม็ด
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ช็อกวัดอ่างทอง พระบวช 24 พรรษา ผูกคอมรณภาพปริศนา
กำแพงเพชร – เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดขึ้นที่วัดอ่างทองในช่วงปลายเทศกาลเข้าพรรษา ตำรวจได้รับแจ้งเหตุพระภิกษุรูปหนึ่งเสียชีวิตกะทันหันภายในที่พักของท่าน เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและเศร้าโศกแก่ฆราวาสและพระภิกษุรูปอื่นๆ ในวัด ตำรวจและทีมแพทย์นิติเวชได้เดินทางมาตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตในทันที
เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม ทางด้าน พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ สิงพา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้รับแจ้งเหตุด่วน จึงได้ประสานแพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลกำแพงเพชรและอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิสว่างกำแพงเพชรธรรมสถานรุดไปยังวัดอ่างทอง หมู่ 1 บ้านปากอ่าง ต.อ่างทอง จุดเกิดเหตุเป็นกุฏิไม้ติดกับศาลาการเปรียญ ซึ่งพบร่างของพระภิกษุใช้เชือกไนล่อนสีเขียวผูกคอกับไม้แปกุฏิในสภาพกึ่งยืนกึ่งนั่งย่อเข่า
ประเด็นสำคัญ• พบศพพระสมบุญ ใบพะออม อายุ 57 ปี บวชมานาน 24 พรรษา มรณภาพในกุฏิไม้ โดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือถูกทำร้าย • โยมพ่อวัย 76 ปีติดต่อลูกชายไม่ได้ จึงขึ้นไปเรียกพร้อมพระลูกวัดก่อนพังประตูพบร่างผูกคอติดกับไม้แป • สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากความเครียดปัญหาสุขภาพระบบทางเดินหายใจ ประกอบกับความวิตกกังวลเรื่องลี้ลับหลังเผาตอไม้ |
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดภายในที่เกิดเหตุ พบว่าผู้เสียชีวิตคือ พระสมบุญ ใบพะออม หรือฉายา ปภสฺสโร อายุ 57 ปี โดยสภาพศพไม่พบร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย และข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องยังคงวางเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบร่องรอยการต่อสู้หรือการรื้อค้นทรัพย์สินใดๆ ภายในกุฏิไม้หลังดังกล่าว
สอบถามพระลูกวัดผู้เห็นเหตุการณ์คนแรกเล่าว่า โยมพ่อของพระสมบุญได้เดินทางมาตามหาลูกชายที่วัดเนื่องจากโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้ ทั้งสองจึงช่วยกันขึ้นไปเรียกที่หน้าประตูกุฏิแต่กลับไม่มีเสียงขานรับหรือสัญญาณตอบกลับใดๆ ออกมา ทุกคนจึงตัดสินใจช่วยกันพังประตูเข้าไป ก่อนที่โยมพ่อจะสังเกตเห็นร่างของพระลูกชายผูกคออยู่บริเวณมุมห้องและรีบแจ้งเจ้าหน้าที่
ทางด้าน นายอัครพล ใบพะออม อายุ 76 ปี ซึ่งเป็นโยมพ่อของพระสมบุญ ได้เปิดเผยข้อมูลด้วยน้ำตาและความอาลัยอย่างสุดซึ้ง โดยระบุว่าพระลูกชายได้อุทิศตนในร่มกาสาวพัสตร์บวชเรียนมาอย่างยาวนานถึง 24 พรรษา และมีอุปนิสัยร่าเริงเป็นมิตรกับทุกคน อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือมีปัญหากระทบกระทั่งกับใครในชุมชนวัดแห่งนี้แม้แต่ครั้งเดียว
ปมปริศนาความเครียดและลางบอกเหตุก่อนมรณภาพ
อย่างไรก็ตาม โยมพ่อได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเมื่อไม่นานมานี้ พระสมบุญได้ไปทำการเผาตอไม้ต้นหนึ่งภายในบริเวณวัด หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พระลูกชายเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนเงียบขรึม มีสีหน้าหมองคล้ำและมักบ่นว่ารู้สึกเหมือนมีคนคอยติดตามเอาชีวิตตลอดเวลา แม้ว่าจะมีหมอดูทักเตือนให้รีบทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้เคล็ด แต่พระสมบุญก็ยังไม่ได้มีโอกาสประกอบพิธีดังกล่าวแต่อย่างใด
ในส่วนของวันก่อนเกิดเหตุ โยมพ่อยังคงเดินทางมาร่วมทำบุญวันออกพรรษาตามประเพณีและได้นัดหมายกับพระลูกชายไว้ล่วงหน้า โดยตกลงกันว่าจะมาช่วยกางร่มให้ในพิธีทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะช่วงเช้า แต่วันรุ่งขึ้นกลับไม่เห็นพระสมบุญลงมารับบิณฑบาต จนกระทั่งรอถึงช่วงเย็นด้วยความเป็นห่วงจึงตัดสินใจเดินทางมาตรวจสอบที่กุฏิและพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต
ขณะเดียวกันกลุ่มญาติโยมและพระลูกวัดต่างให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า เมื่อวันก่อนพระสมบุญยังคงขึ้นแสดงธรรมเทศนามหาชาติกัณฑ์ที่สองตามหน้าที่ ทว่าในขณะแสดงธรรมนั้นมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่ช่วงเย็นจะยังคงลงมากวาดลานวัดตามกิจวัตรสงฆ์ แต่พอถึงเช้าวันถัดไปก็ไม่ปรากฏตัวในพิธีตักบาตรเทโว และพบว่าจานภัตตาหารที่นำมาถวายไว้หน้ากุฏิยังคงวางอยู่โดยไม่ได้เปิดฉัน
สรุปแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์นิติเวชสันนิษฐานสาเหตุเบื้องต้นว่า อาจเกิดจากภาวะความเครียดสะสมจากปัญหาสุขภาพทางกาย โดยเฉพาะอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจหรือโรคปอด ซึ่งพระสมบุญเคยบ่นกับคนใกล้ชิดว่ามีอาการเหนื่อยหอบอยู่เป็นประจำ บวกกับความวิตกกังวลทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนจะมาปองร้ายหลังจากเผาตอไม้ จึงอาจเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตลง
ทั้งนี้ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกำแพงเพชร ได้ทำการบันทึกภาพและรวบรวมพยานหลักฐานในสถานที่เกิดเหตุไว้อย่างครบถ้วน พร้อมส่งมอบร่างของพระสมบุญให้ทีมแพทย์นำไปชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการอีกครั้งเพื่อยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด ก่อนจะอนุญาตให้ทางครอบครัวรับร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาตามประเพณีของครอบครัวต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
พระภิกษุผู้กล้าหาญหยุดยั้งโจรหน้าด้านที่วัดเชียงใหม่
พระภิกษุรูปหนึ่งถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจับกุมหลังก่อเหตุทารุณกรรมลูกสุนัขอย่างน่าตกใจ
-
ข่าว - News4 วันที่แล้ว
สุวรรณภูมิแจงปมรื้อกระเป๋า ยันระบบโปร่งใสไร้ขโมย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 วันที่แล้ว
ดอยธิเบศร์ ตัดขาดกู้ภัยเชียงราย จี้สอบการเงินย้อนหลัง 10 ปี
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 วันที่แล้ว
ปะทะกันอย่างดุเดือดที่เชียงราย! ทหารยึดยาเมทแอมเฟตามีนได้ 900,000 เม็ด
-
ข่าว - News4 วันที่แล้ว
เสือดาวหายากสองตัวถูกบันทึกภาพไว้ด้วยกันในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

