ข่าวอาชญากรรม - Crime
นักท่องเที่ยวไทยแห่เที่ยวเชียงราย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตึงตัวในปี 2026
เชียงราย -ททท. เผยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน เน้นทริปสั้น ประหยัดงบ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจปี 2569 ชะลอตัว เลิกจ้างพุ่ง คนไทยลดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคนไทย…
ยาบ้าอีกราย">เชียงราย -ททท. เผยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน เน้นทริปสั้น ประหยัดงบ ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ เศรษฐกิจปี 2569 ชะลอตัว เลิกจ้างพุ่ง คนไทยลดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ปี 2569 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับคนไทย วิกฤตเศรษฐกิจที่สะสมมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบถึงระดับครัวเรือนอย่างชัดเจน ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ ทำให้เราได้เห็นภาพของการ “รัดเข็มขัด” ในทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม แม้กระเป๋าสตางค์จะแฟบลง แต่ความต้องการในการพักผ่อนและหลีกหนีจากความเครียดก็ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 พร้อมบทวิเคราะห์ว่าทำไมพฤติกรรมการท่องเที่ยวถึงเปลี่ยนไป และเหตุใดจังหวัด “เชียงราย” จึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตที่ตอบโจทย์ยุคข้าวยากหมากแพงได้ดีที่สุด
1. วิกฤตเศรษฐกิจปี 2569: เมื่อรายได้วิ่งตามค่าครองชีพไม่ทัน
หากเรามองภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ให้เห็นถึงความน่ากังวลหลายประการ เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเติบโตช้าลง โดยคาดการณ์ว่า GDP อาจขยายตัวเพียง 1.2% – 1.6% เท่านั้น ปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสินค้า
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ “คนทำงาน” ตัวเลขจากหน่วยงานด้านแรงงานระบุว่า ปัจจุบันมีคนไทยถูกเลิกจ้างสูงถึงประมาณเดือนละ 40,000 คน โดยกลุ่มพนักงานประจำและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมคือกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด นอกจากนี้ แรงงานอิสระอย่างกลุ่มไรเดอร์ก็ต้องเผชิญกับการถูกลดค่ารอบ ทำให้รายได้หดหายไปอย่างมาก
ผลกระทบหลักที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป:
- ค่าใช้จ่ายรายวันสูงขึ้น: แม้จะมีบางช่วงที่เงินเฟ้อดูเหมือนจะลดลง แต่นั่นเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ ในความเป็นจริง ราคาอาหารสด ค่าเดินทาง และค่าไฟยังคงอยู่ในระดับที่สร้างภาระให้กับประชาชน
- หนี้ครัวเรือนพุ่งกระฉูด: เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย หลายครอบครัวจึงต้องพึ่งพาสินเชื่อและบัตรเครดิต ทำให้ปัญหาหนี้สินรุนแรงขึ้น
- ความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน: ข่าวการปิดโรงงานและการเลิกจ้างที่มีให้เห็นทุกเดือน ทำให้พนักงานที่ยังมีงานทำอยู่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง และไม่กล้าใช้จ่ายเงินก้อนใหญ่
2. พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป: ตัดสิ่งบันเทิง รัดเข็มขัดแน่น
เมื่อรายได้มีจำกัดและอนาคตไม่แน่นอน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคนไทยคือการปรับตัวอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในปี 2569 จึงเปลี่ยนไปสู่โหมด “ประหยัดขั้นสุด” อย่างเต็มรูปแบบ
สินค้าและบริการที่ถูกจัดอยู่ในหมวด “ฟุ่มเฟือย” หรือ “ไม่จำเป็น” เป็นสิ่งแรกๆ ที่ถูกตัดออกจากงบประมาณรายเดือน
- ลดงบความบันเทิง: การเดินห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนม การดูหนังในโรงภาพยนตร์ราคาแพง หรือการไปคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ถูกปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยหันมาหาความบันเทิงราคาถูกหรือฟรี เช่น การดูซีรีส์อยู่บ้าน หรือการไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ
- ทำอาหารกินเองมากขึ้น: ร้านอาหารหรูหรือคาเฟ่ที่เคยคนแน่น เริ่มเห็นภาพของความซบเซา ประชาชนหันมาซื้อของสดจากตลาดเพื่อทำอาหารทานเองที่บ้านมากขึ้น เพื่อควบคุมงบประมาณค่าอาหารในแต่ละวัน
- ชะลอการซื้อของชิ้นใหญ่: การซื้อบ้าน รถยนต์ หรือแม้กระทั่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลายคนเลือกที่จะซ่อมแซมของเดิมเพื่อยืดอายุการใช้งานออกไปก่อน
3. การท่องเที่ยวปรับตัว: ทริปสั้น งบประหยัด ตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง
แม้เศรษฐกิจจะย่ำแย่ แต่การท่องเที่ยวยังคงเป็นสิ่งที่คนไทยโหยหา เพราะมันคือ “รางวัล” และ “ยาใจ” เพียงไม่กี่อย่างที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยไม่ได้หายไป แต่ “เปลี่ยนรูปแบบ” ไปอย่างชัดเจน
นักท่องเที่ยวไทยในปี 2569 หันมาให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก ดังนี้:
- เน้นทริปสั้น (Short-haul Trips): การลางานยาวๆ เพื่อไปเที่ยวต่างประเทศหรือทริปที่ต้องใช้เงินหลักหมื่นเริ่มน้อยลง คนส่วนใหญ่เปลี่ยนมาจัดทริปสั้นๆ 2 วัน 1 คืน หรือเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ (One-day trip) ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แทน
- ท่องเที่ยวภายในประเทศ: ตลาดการท่องเที่ยวในประเทศ (Domestic Tourism) กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่เป็นการเที่ยวในระยะทางที่ขับรถไปเองได้ เพื่อประหยัดค่าตั๋วเครื่องบิน
- จำกัดงบประมาณอย่างเข้มงวด: นักท่องเที่ยวจะคำนวณงบประมาณล่วงหน้าอย่างละเอียด เลือกที่พักราคาประหยัด (Budget Hotel) หรือโฮมสเตย์ของชาวบ้าน เน้นทานอาหารท้องถิ่นราคาถูกแทนการเข้าร้านอาหารหรู
- เที่ยวเมืองรอง: จังหวัดยอดฮิตที่ค่าครองชีพสูงเริ่มถูกมองข้าม นักท่องเที่ยวหันไปค้นหา “เมืองรอง” ที่มีความสวยงาม สงบ และที่สำคัญคือ “ราคาถูกกว่า”
4. ทำไม ‘เชียงราย’ ถึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตในปี 2569?
จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปข้างต้น ส่งผลให้ “จังหวัดเชียงราย” ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่คนไทยเลือกเดินทางไปเยือนในปี 2569 ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการปรับตัวและกลยุทธ์ที่ตรงจุดของหน่วยงานในพื้นที่
ททท. เชียงราย ได้ชูแนวคิด “Values over Volume” (เน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ) โดยนำเสนอโปรดักต์การท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ ความยั่งยืน และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในยุคนี้ได้อย่างลงตัว
เหตุผลหลักที่เชียงรายครองใจนักท่องเที่ยว:
4.1. ความคุ้มค่าทางอารมณ์และราคา (Value for Money)
เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีค่าครองชีพไม่สูงมากนัก ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก อาหาร หรือค่าเดินทาง นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสอากาศหนาว ชมวิวภูเขาหลักล้านได้ในราคาหลักร้อยหลักพัน นอกจากนี้ การเดินทางยังสะดวกสบาย มีเที่ยวบินตรงราคาประหยัด หรือจะขับรถล่องขึ้นเหนือก็เป็นเส้นทางที่สวยงาม
4.2. การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและธรรมชาติ (Wellness & Nature Tourism)
ในยุคที่คนเครียดจากเศรษฐกิจ การได้ไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติถือเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุด เชียงรายมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย เช่น การไปสูดอากาศบริสุทธิ์ริมแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนและเชียงของ การแช่น้ำพุร้อนที่แม่จัน หรือการขึ้นไปชมทะเลหมอกที่ภูชี้ฟ้าและผาตั้ง สิ่งเหล่านี้คือความสุขที่หาซื้อได้ในราคาที่ไม่แพง
4.3. สัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Experience)
แทนที่จะไปเช็คอินในสถานที่ประดิษฐ์ นักท่องเที่ยวในปี 2569 ชื่นชอบการเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน เชียงรายมีความโดดเด่นเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชุมชนบ้านหล่อโยของชาวอาข่า ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสวิถีชีวิต ดื่มกาแฟคั่วเอง และทานอาหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยตรง
4.4. โครงการพัฒนาและการเล่าเรื่องที่โดดเด่น
ททท. ได้มีการผลักดันโครงการต่างๆ เช่น โครงการ “ทูตถิ่นยั่งยืน 2569” ที่ฝึกให้คนในพื้นที่เป็นนักเล่าเรื่อง นำเอาอัตลักษณ์ของชุมชนมาสร้างจุดขาย ทำให้สถานที่ท่องเที่ยวในเชียงรายมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ใช่แค่ที่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป แต่เป็นสถานที่ที่สร้างความผูกพันให้กับผู้มาเยือน
บทสรุป: การปรับตัวคือหนทางรอด
สถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ได้สอนให้เราเรียนรู้ถึงความสำคัญของการตั้งรับและการปรับตัว แม้ค่าครองชีพจะพุ่งสูงและรายได้จะลดลง แต่คนไทยก็ยังรู้จักหาวิธีสร้างความสุขให้กับตัวเองภายใต้เงื่อนไขที่มีจำกัด
การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การหันมาท่องเที่ยวในประเทศที่เน้นความคุ้มค่า และการสนับสนุนเมืองรองอย่างเชียงราย ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ฐานราก ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แม้เศรษฐกิจภาพรวมจะซบเซา แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในท้องถิ่นกลับเติบโต นี่คือบทพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งและการรู้จักปรับตัวของสังคมไทยอย่างแท้จริง
ข่าวเชียงใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่วน! ตำรวจเชียงรายจับกุมเด็กอายุ 14 ปี 2 คน ในข้อหาขนส่งยาไอซ์เกือบ 30 กิโลกรัม
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเปิดตัวแคมเปญ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าลง 58% เพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ด่านชายแดนเชียงรายจับกุมคนโง่ที่พยายามลักลอบขนยาบ้าอีกราย
เชียงราย – หน่วยลาดตระเวนชายแดนจากกองกำลังเฉพาะกิจผาเมืองประสบความสำเร็จในการสกัดกั้นยาเสพติดล็อตใหญ่ ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่จับกุมตัวนายยุรนันท์ อายุ 22 ปี จากอำเภอเวียงแก่น พร้อมของกลางเป็นยาบ้า 20,200 เม็ด การจับกุมเกิดขึ้นที่ด่านบ้านปางหาด หมู่ 2 ตำบลโพธิ์
ก่อนหน้าที่จะมีการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้รับรายงานลับจากสายข่าว เบาะแสระบุชัดเจนว่าจะมีการขนยาเสพติด">ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติผ่านเส้นทางเลียบชายแดน ทหารพรานจึงได้สนธิกำลังออกตั้งจุดตรวจอย่างเข้มงวดในช่วงกลางดึก การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายหลุดรอดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน
ประเด็นสำคัญ
- เจ้าหน้าที่ทหารพรานสกัดจับรถกระบะต้องสงสัยบริเวณชายแดนไทย-ลาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
- พบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในคอนโซลหน้ารถจำนวน 10 มัด รวมทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
- ผู้ต้องหาอายุ 22 ปี มีท่าทีมีพิรุธขณะขับรถผ่านจุดตรวจเพียงลำพังในช่วงกลางดึก
ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น รถกระบะต้องสงสัยยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ตอนเดียว สีเทา ได้ขับผ่านมา รถคันดังกล่าวติดแผ่นป้ายทะเบียนจังหวัดน่าน และกำลังมุ่งหน้าลงไปยังพื้นที่ราบ ทหารพรานจึงส่งสัญญาณไฟเพื่อขอหยุดรถและทำการตรวจสอบตามขั้นตอนปกติ
เมื่อรถจอดสนิท เจ้าหน้าที่พบว่านายยุรนันท์เป็นผู้ขับขี่รถมาเพียงคนเดียว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นร่วมเดินทางมาด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ชายหนุ่มกลับแสดงอาการวิตกกังวลและมีท่าทีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ความผิดปกตินี้ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจขอตรวจค้นยานพาหนะอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม

ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
จากการค้นหาอย่างถี่ถ้วน เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติบริเวณคอนโซลหน้ารถ เมื่อเปิดออกดูจึงพบห่อกระดาษสาเคลือบไขจำนวน 10 มัดซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างมิดชิด การใช้กระดาษเคลือบไขเป็นวิธีการที่ผู้ค้ามักใช้เพื่อป้องกันความชื้น ภายในแต่ละมัดบรรจุยาบ้าประมาณ 2,000 เม็ด รวมเป็นของกลางทั้งสิ้น 20,200 เม็ด
หลังจากพบหลักฐานมัดตัวอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ทหารพรานจึงได้ทำการยึดของกลางทั้งหมดไว้ทันที นายยุรนันท์ถูกควบคุมตัวในที่เกิดเหตุโดยไม่มีการขัดขืน การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐในการทำงานเชิงรุก เพื่อตัดวงจรยาเสพติดตั้งแต่แนวชายแดน
เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องสงสัย ยาเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ และรถกระบะที่ใช้ในการก่อเหตุ ให้แก่พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจเวียงแก่นแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวจะถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวดตามกฎหมายยาเสพติดของประเทศไทย
การตั้งจุดตรวจบริเวณชายแดนยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดเข้าสู่หมู่บ้านและชุมชน เจ้าหน้าที่ทหารพรานและตำรวจพร้อมทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
กองทัพบกไทยรับมอบโดรน DJI Flycart 100 เพื่อใช้ในการบรรเทาภัยพิบัติในจังหวัดเชียงราย
ข่าวอาชญากรรม - Crime
ตำรวจกำลังไล่ล่า! ชายคนหนึ่งใช้มีดแทงประธานองค์การบริหารส่วนตำบลเสียชีวิตที่บ้านของเขา
เหตุการณ์สะเทือนขวัญคนเพชรบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งล่าตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกอาจ คนร้ายใช้อาวุธมีดบุกแทงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านติ้วจนเสียชีวิตคาที่ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก
ผู้เสียชีวิตคือ นายหลักทรัพย์ คำโสม อายุ 61 ปี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายก อบต.บ้านติ้ว อำเภอหล่มสัก เขาถูกคนร้ายกระหน่ำแทงหลายแผลจนเสียชีวิต นอกจากนี้ ภรรยาของเขาก็ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
ประเด็นสำคัญ
- ผู้นำชุมชนถูกฆาตกรรม: นายหลักทรัพย์ คำโสม นายก อบต.บ้านติ้ว ถูกแทงเสียชีวิตคาบ้านพักในจังหวัดเพชรบูรณ์
- ภรรยาบาดเจ็บสาหัส: นางสมจิตร ภรรยาของผู้ตาย เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงถูกแทงบาดเจ็บและต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
- คนร้ายขับรถหนีลอยนวล: มือมีดใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ เป็นพาหนะในการหลบหนี ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวอย่างใกล้ชิด
ก่อนเกิดเหตุการณ์สลด นายหลักทรัพย์ได้นั่งพูดคุยกับคนร้ายที่บริเวณโรงจอดรถของบ้านพัก ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นมุมรับแขก การเจรจานี้เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณหนึ่งทุ่มตรง ยาวไปจนถึงเกือบสี่ทุ่ม ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน หรือมีปัญหาขัดแย้งอะไรที่ซ่อนอยู่
จู่ๆ การพูดคุยก็กลายเป็นความรุนแรง คนร้ายชักอาวุธมีดออกมากระหน่ำแทงนายหลักทรัพย์อย่างโหดเหี้ยม เขาถูกแทงเข้าที่จุดสำคัญหลายแห่ง ทั้งบริเวณหน้าอก ใต้ลิ้นปี่ และลำคอ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและล้มลงทันที
ในจังหวะนั้นเอง นางสมจิตร คำโสม อายุ 60 ปี ภรรยาของผู้ตาย ได้เดินออกมาดูเหตุการณ์ที่โรงจอดรถ เมื่อคนร้ายเห็นเธอ จึงพุ่งเป้าไปใช้อาวุธมีดแทงเธอด้วย นางสมจิตรถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ แต่เธอรวบรวมสติและวิ่งหนีกลับเข้าไปในบ้านเพื่อเอาชีวิตรอดได้สำเร็จ
พฤติกรรมโหดและเส้นทางหลบหนี
หลังจากทำร้ายทั้งสองคนแล้ว คนร้ายยังได้ลากตัวนายหลักทรัพย์ออกไปจากจุดเกิดเหตุไกลถึง 30 เมตร การกระทำนี้แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมอย่างมาก จากนั้นคนร้ายก็รีบขึ้นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ขับหลบหนีฝ่าความมืดออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตำรวจและหน่วยกู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ พวกเขาพบร่างของนายหลักทรัพย์และนางสมจิตรนอนจมกองเลือด เจ้าหน้าที่กู้ชีพจากโรงพยาบาลหล่มสักได้รีบปฐมพยาบาล และนำตัวทั้งคู่ส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนที่สุด
แต่น่าเศร้าที่บาดแผลของนายหลักทรัพย์นั้นสาหัสเกินไป เขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตลงในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล ส่วนนางสมจิตรยังคงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ตำรวจเร่งสืบสวนหาความจริง
ร.ต.อ.สงัด กุมภาพันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.หล่มสัก เป็นผู้รับผิดชอบคดีนี้ ท่านได้ประสานงานกับทีมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด เจ้าหน้าที่ได้เก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น รอยเลือด และรอยนิ้วมือ เพื่อใช้ในการมัดตัวผู้กระทำผิด
ตอนนี้ตำรวจยังไม่ได้สรุปแรงจูงใจที่แน่ชัดของการฆาตกรรมครั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว เรื่องงานการเมืองท้องถิ่น หรือผลประโยชน์อื่นๆ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำพยาน และตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี
ชุมชนบ้านติ้วต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากนายหลักทรัพย์เป็นที่รู้จักและเคารพรักของชาวบ้าน การสูญเสียผู้นำท้องถิ่นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัว และต้องการให้ตำรวจจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้เร็วที่สุด
ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและตกใจ พวกเขาหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัว ตำรวจขอความร่วมมือจากประชาชน หากใครพบเห็นรถยนต์โตโยต้า วีออส สีดำ ต้องสงสัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ สภ.หล่มสัก ได้ทันที
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ทหารยึดยาเคตามีน 150 กิโลกรัม ในแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
ข่าวอาชญากรรม - Crime
หญิงขอความคุ้มครองจากตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด
กาญจนบุรี – เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อหญิงสาววัย 32 ปี เข้าร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมและขอความคุ้มครองความปลอดภัย เธอถูกสามีที่คบหากันมานานกว่า 10 ปี ทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมด้วยการสาดสารเคมีจนบาดเจ็บสาหัส เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดผวาให้กับเธออย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าผู้ก่อเหตุจะกลับมาทำร้ายซ้ำอีก เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายชายเคยพูดจาข่มขู่เอาชีวิต
รายงานข่าวระบุว่า หญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี เธอมีบาดแผลจากการถูกน้ำกรดกัดกร่อนบริเวณผิวหนัง ใบหน้า และศีรษะ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ผู้เสียหายยอมรับว่าเธอเป็นภรรยาคนที่สอง แต่ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความหึงหวงเมื่อเธอพยายามขอแยกทางเพื่อไปมีชีวิตใหม่
ประเด็นสำคัญ
- มูลเหตุจูงใจ: สามีเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง และไม่ยอมรับการตัดสินใจของภรรยาที่ต้องการขอเลิกราเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
- พฤติการณ์ก่อเหตุ: สามีหลอกพาขึ้นรถแล้วจับกดกับคอนโซล จากนั้นเรียกเพื่อนซึ่งเป็นอาสากู้ภัยให้นำน้ำกรดมาสาดใส่จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
- การช่วยเหลือ: หน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ก่อนเกิดเหตุ ผู้เสียหายเล่าว่าเธอใช้ชีวิตคู่อยู่กินกับสามีคนนี้มานานกว่า 10 ปี โดยมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน วัย 11 ขวบ เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองเป็นบ้านหลังที่สอง ซึ่งทางภรรยาคนแรกก็รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัญหาเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อเธอตัดสินใจขอเลิกรา เนื่องจากไม่อยากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบเดิมอีกต่อไป
แต่ฝ่ายชายไม่ยอมรับการตัดสินใจนี้ และมักจะพูดจาข่มขู่เสมอว่า “ถ้าจะออกไปก็ออกไปแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ” ผู้เสียหายเปิดเผยเหตุการณ์วันเกิดเหตุว่า สามีได้ชวนเธอออกจากบ้านเพื่อไปซื้อของในตอนเช้า แต่ระหว่างทางมีปากเสียงกันรุนแรง สามีจึงเรียกเพื่อนที่เป็นอาสากู้ภัยนำสิ่งของมาโปะจมูกและปากของเธอ เธอรู้สึกตกใจจึงตัดสินใจแกล้งสลบเพื่อเอาตัวรอด
แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อสามีรู้ทันว่าเธอแกล้งทำ ขณะที่จอดรถอยู่บริเวณเส้นทางเลี่ยงเมือง สามีได้เรียกเพื่อนคนเดิมมาหาอีกครั้ง สามีใช้กำลังจับเธอกดลงกับคอนโซลหน้ารถ จากนั้นมีผู้นำน้ำกรดมาสาดใส่เธอจนได้รับบาดเจ็บหนัก โชคดีที่ต่อมาเกิดอุบัติเหตุรถชนแบริเออร์ข้างทาง ทำให้เธอสามารถหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากรถพยาบาลที่ผ่านมาได้ทันเวลา
ตำรวจ หลังสามีหึงหวงจ้างเพื่อนให้ทำร้ายเธอด้วยกรด" width="1280" height="721" srcset="https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7.webp 1280w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-300x169.webp 300w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-1024x577.webp 1024w, https://www.chiangraitimes.com/th/wp-content/uploads/2026/08/2-7-768x433.webp 768w" sizes="auto, (max-width: 1280px) 100vw, 1280px" />
ความหวาดกลัว และการเรียกร้องความยุติธรรม
ปัจจุบันผู้เสียหายยังมีอาการหวาดผวาอย่างหนัก และกังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีนี้ เนื่องจากสามีของเธอเป็นคนกว้างขวางและรู้จักผู้คนมากมาย เธอจึงร้องขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของเธอและลูกสาวอย่างเร่งด่วน คุณสามารถอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ต้นฉบับเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์ข่าวอาชญากรรมไทยรัฐ
จากการสอบถามญาติของผู้บาดเจ็บ ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์สาดสารเคมีเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 03.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม ที่น่าตกใจคือฝ่ายชายผู้ก่อเหตุก็ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาตัวเช่นกัน แต่ต่อมาเขาได้แอบหลบหนีออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ประเด็นนี้ทำให้ครอบครัวยิ่งหวาดกลัวว่าคดีจะเงียบหายไป และกังวลเรื่องความปลอดภัยในชีวิต
เจ้าหน้าที่เร่งรัดคดี ยืนยันให้ความเป็นธรรมแก่เหยื่อ
เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตัวแทนจากหน่วยงานราชการหลายภาคส่วนได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บ นำโดยตัวแทน สส.กาญจนบุรี เขต 1 และนายอำเภอเมืองกาญจนบุรี พวกเขาได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งหมด และให้กำลังใจผู้เสียหายอย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่าจะให้การดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย
นายสมบูรณ์ แผนสมบูรณ์ นายอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ประสานงานโดยตรงไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองกาญจนบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้รับรายงานว่าพนักงานสอบสวนกำลังเร่งสอบปากคำพยาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบตัวผู้ก่อเหตุทั้งหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับเรื่องความปลอดภัยของครอบครัว ทางนายอำเภอได้สั่งการให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จัดกำลังเข้าดูแลอย่างเข้มงวดตลอดเวลา การทำงานที่รวดเร็วของเจ้าหน้าที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายได้มาก สังคมกำลังจับตามองว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไรและผู้กระทำผิดจะได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรมเมื่อใด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย ที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoด่านชายแดนเชียงรายยึดยาบ้าได้ 2.89 ล้านเม็ด: จับกุมชาย 4 คน
-
ข่าวอาชญากรรม - Crime5 days agoตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งและยึดปืนไรเฟิล AR-15 พร้อมกระสุนกว่าพันนัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News6 days agoอัปเดตด่วน! ปิดถนนแม่สายเชียงรายนาน 2 เดือน



