ข่าว - News
เตรียมรับมือกับราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น เนื่องจากเพดานเงินอุดหนุนจะสิ้นสุดในวันที่ 16 มีนาคม 2569
เชียงราย -กรุงเทพฯ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนมากนัก โดยเฉพาะดีเซลที่รัฐคุมราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่ 3 มีนาคม เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันดิบโลกที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง…
เชียงราย -กรุงเทพฯ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนมากนัก โดยเฉพาะดีเซลที่รัฐคุมราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่ 3 มีนาคม เพื่อช่วยลดแรงกระแทกจากราคาน้ำมันดิบโลกที่เร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม มาตรการคุมราคาดีเซลกำหนดสิ้นสุดในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2569 ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หลังจากนั้นราคาดีเซลมีโอกาสขยับขึ้นชัดเจนตั้งแต่ 17 มีนาคมเป็นต้นไป
จากการอัปเดตราคาของสถานีบริการหลัก ๆ เช่น ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ (ข้อมูล ณ 15 มีนาคม 2569) ราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น) อยู่ที่:
- ดีเซล B7 (ดีเซลมาตรฐาน): 29.94 บาท/ลิตร (คุมราคาโดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง)
- ดีเซลพรีเมียม (เช่น Hi Premium Diesel S): 43.44–45.64 บาท/ลิตร (แล้วแต่แบรนด์)
- แก๊สโซฮอล์ 91: 30.68 บาท/ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ 95: 31.05 บาท/ลิตร
- เบนซิน 95: 39.64 บาท/ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ E20: 27.84 บาท/ลิตร
- แก๊สโซฮอล์ E85: 25.79 บาท/ลิตร
การปรับราคาครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 10 มีนาคม 2569 โดยกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ขยับขึ้น 0.50 บาท/ลิตร ส่วนดีเซลยังคงถูกคุมราคาไว้ตามเดิม
ทำไมรัฐต้องคุมราคาดีเซลไว้ 15 วัน
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล (ในฐานะที่เกี่ยวข้อง) ให้คุมราคาดีเซลที่ 29.94 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน (3–16 มีนาคม 2569) เพราะราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นเร็วจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระอุดหนุนสูงมาก ระดับวันละกว่า 1,600 ล้านบาท โดยดีเซลถูกอุดหนุนราว 14–15 บาท/ลิตร
ถ้าไม่คุมราคา ดีเซลอาจข้ามไปแถว 34–35 บาท/ลิตรได้ทันที และนั่นจะดันต้นทุนขนส่ง ค่าครองชีพ รวมถึงราคาสินค้าในชีวิตประจำวันให้สูงตามไปด้วย ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยตรึงราคาสินค้าในช่วงเดียวกัน
แนวโน้มราคาน้ำมันหลัง 16 มีนาคม 2569
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองไปในทิศทางเดียวกันว่า เมื่อหมดช่วงคุมราคา รัฐอาจค่อย ๆ ลดการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อไม่ให้ภาระขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นอีก ผลที่ตามมาคือ ราคาดีเซลมีแนวโน้มปรับขึ้นแบบทยอยขึ้นเป็นขั้น ๆ
- ดีเซล: คาดว่ารอบแรกอาจขึ้น 0.50–2.00 บาท/ลิตร ไปอยู่ราว 31–32 บาท/ลิตร ภายในสัปดาห์แรก และถ้าสถานการณ์โลกยังตึง อาจเห็น 33–34 บาท/ลิตร ภายในปลายเดือนมีนาคม
- เบนซินและแก๊สโซฮอล์: ยังปรับตามตลาดโลกเป็นรายสัปดาห์ โดยอาจเพิ่มเล็กน้อย 0.20–0.50 บาท/ลิตร เพราะได้รับการอุดหนุนน้อยกว่า
- ปัจจัยที่ดันราคา: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย, ค่า Market GRM (ค่าการกลั่น) เพิ่มจาก 2 เป็น 6 บาท/ลิตร, และความต้องการใช้น้ำมันที่มากขึ้นในช่วงหน้าร้อน
ถ้ารัฐต่ออายุมาตรการเดิม หรือปรับสัดส่วนไบโอดีเซลจาก B7 ไปเป็น B10–B20 ก็อาจช่วยชะลอการปรับขึ้นได้บางส่วน
ภาพรวมราคาน้ำมันในเชียงรายและภาคเหนือ
สำหรับเชียงรายและหลายจังหวัดในภาคเหนือ ราคามักสูงกว่ากรุงเทพฯ เล็กน้อย เพราะมีต้นทุนขนส่งและภาษีท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยราคา ณ 15 มีนาคม 2569 อยู่ประมาณนี้:
- ดีเซล: 29.94–30.44 บาท/ลิตร (คุมราคาเหมือนทั้งประเทศ)
- แก๊สโซฮอล์ 95: ราว 31.20–31.50 บาท/ลิตร
- เบนซิน: ราว 40.00–40.50 บาท/ลิตร
หลัง 16 มีนาคม แนวโน้มการปรับขึ้นในเชียงรายน่าจะใกล้เคียงกรุงเทพฯ แต่ยังสูงกว่าประมาณ 0.20–0.50 บาท/ลิตรตามเงื่อนไขพื้นที่ ดังนั้น กลุ่มรถบรรทุกและเกษตรกรควรเผื่อแผนต้นทุนไว้ล่วงหน้า เพราะอาจกระทบค่าขนส่งและราคาผลผลิตได้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคนทั่วไป
ถ้าดีเซลปรับขึ้น จะกระทบแบบเห็นภาพทันที โดยเฉพาะ:
- ต้นทุนขนส่งสินค้าและค่าโดยสารสาธารณะ
- ราคาอาหารและของใช้จำเป็น
- ภาคเกษตรและโรงงานที่ใช้เครื่องจักรดีเซล
ด้านรัฐบาลยืนยันว่า มีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 98 วัน และอยู่ระหว่างเจรจาจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น เช่น รัสเซีย เพื่อลดความเสี่ยง
สุดท้ายแล้ว ผู้ใช้รถควรติดตามประกาศทางการจากกระทรวงพลังงาน และการแจ้งราคาจากบริษัทน้ำมันในช่วงวันที่ 16–17 มีนาคม 2569 อย่างใกล้ชิด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
รวบหญิงเชียงราย เปิดบัญชีม้าให้เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์
เชียงรายเร่งมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในอิหร่าน
ข่าว - News
ชายคนหนึ่งจากลำปาง เกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง จับได้ว่าภรรยานอกใจ จึงทำร้ายชู้จนหมดสติ
ลำปาง – เหตุการณ์ความรุนแรงจากปัญหาความรักซ้อน เกิดขึ้นอีกครั้งในพื้นที่จังหวัดลำปาง เมื่อสามีหนุ่มทนไม่ไหวหลังจับได้ว่าภรรยาแอบคบชู้ เขาตัดสินใจไปดักรอที่หอพักและพบภาพบาดตาบาดใจ เมื่อเห็นภรรยาจูบกับชายคนใหม่ในรถอย่างดูดดื่ม ความโมโหหึงทำให้เขาปรี่เข้าไปทำร้ายร่างกายชายคนดังกล่าว จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเข้ารับการรักษาด่วนในห้องไอซียู
หลังเกิดเหตุ ผู้กระทำความผิดเกิดความเครียดอย่างรุนแรงและตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการดื่มน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำเพื่อหนีการลงโทษ โชคดีที่ญาติพบและช่วยเหลือเขาได้ทันเวลา เมื่อไม่นานมานี้ ผู้กระทำความผิดได้ขอโทษพ่อของเหยื่อและสารภาพว่าเขาทำไปเพราะความโกรธชั่วขณะและไม่ได้ตั้งใจจะฆ่า
ประเด็นสำคัญ
- การทำร้ายร่างกายสาหัส: สามีจับได้ว่าภรรยามีชู้ จึงไปดักรอและใช้จานรองกระถางต้นไม้ฟาดชายคนใหม่จนเลือดคั่งในสมอง อาการโคม่า
- พยายามหนีความผิด: ผู้ก่อเหตุเครียดจัดจนกินยาล้างห้องน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย แต่รอดชีวิตมาได้ และได้เข้าขอขมาพ่อของผู้บาดเจ็บแล้ว
- ผลกระทบต่อครอบครัวเหยื่อ: ผู้บาดเจ็บเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวและเป็นเสาหลักของบ้าน ซึ่งมีลูกชายวัยเพียง 6 ขวบที่ต้องคอยดูแล
นายบาส ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่าเขาคบหาและอยู่กินกับ น.ส.ปุ้ย แฟนสาวมานานกว่า 2 ปี จนกระทั่งช่วงกลางเดือนสิงหาคม เขาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงแอบดูโทรศัพท์และพบข้อความสนทนา ทำให้ทราบว่าแฟนสาวแอบคบกับนายเอกพล (ผู้บาดเจ็บ) มาได้ประมาณ 5-6 เดือนแล้ว
ก่อนหน้านี้ นายบาสเคยขอร้องให้ทั้งคู่ยุติความสัมพันธ์ เนื่องจากเขากับแฟนสาวยังไม่ได้เลิกรากันตามที่ฝ่ายหญิงมักจะนำไปกล่าวอ้าง แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ความบาดหมางเริ่มสะสมและรอวันปะทุ
แม้จะมีการตักเตือนแล้ว แต่ความสัมพันธ์ลับๆ ของทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสิ่งนี้ได้นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงที่ไม่มีใครคาดคิดในเวลาต่อมา
วินาทีเผชิญหน้าและเหตุการณ์บานปลาย
ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 22.00 น. นายบาสทราบว่าทั้งคู่แอบนัดพบกัน เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปดักรอที่หอพักของแฟนสาว โดยซ่อนตัวอยู่บริเวณหลังแท็งก์น้ำเพื่อจับตาดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ
เมื่อนายเอกพลขับรถมาส่งแฟนสาวที่หอพัก นายบาสเห็นภาพที่ทั้งคู่จูบกันในรถอย่างสนิทสนม ภาพบาดตานี้ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาจึงพุ่งเข้าไปทำร้ายนายเอกพลทันที โดยในช่วงชุลมุน เขาได้คว้าจานรองกระถางต้นไม้ฟาดเข้าที่ศีรษะของนายเอกพลอย่างแรง
การทำร้ายร่างกายครั้งนี้ส่งผลให้นายเอกพลล้มลงและได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลศูนย์ลำปางอย่างเร่งด่วน
อาการบาดเจ็บสาหัสและผลกระทบต่อครอบครัว
ปัจจุบัน นายเอกพลยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู เขาได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนักจนมีเลือดคั่งในสมอง และแพทย์จำเป็นต้องทำการผ่าตัดเจาะกะโหลกศีรษะเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอด
นายบุญส่ง อายุ 61 ปี พ่อของผู้บาดเจ็บ เปิดเผยด้วยความเศร้าว่า ลูกชายของเขาเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวและเป็นเสาหลักของครอบครัว หากลูกชายต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา หลานชายวัย 6 ขวบจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน
ครอบครัวของผู้บาดเจ็บยืนยันอย่างหนักแน่น ว่าจะดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่รุนแรงและโหดร้ายเกินกว่าจะรับได้
การพยายามหนีความผิดและการขอขมาพ่อเหยื่อ
หลังจากก่อเหตุรุนแรง นายบาสได้กลับไปที่บ้านของแฟนสาวด้วยความเครียดจัด วันต่อมาเขาตัดสินใจดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำเพื่อหวังฆ่าตัวตายและหนีความผิด แต่โชคดีที่พ่อของแฟนสาวพบเข้า และรีบแจ้งกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา
เมื่ออาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล นายบาสได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง และบังเอิญพบกับนายบุญส่ง พ่อของผู้บาดเจ็บ เขาจึงรีบเข้าไปก้มกราบเท้าเพื่อขอขมาในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด
นายบาสยืนยันว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะฆ่า หรือทำร้ายให้ถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แต่ทำไปเพราะความโมโหสุดขีดที่เห็นภาพบาดตา เขาพร้อมที่จะรับผิดชอบและเยียวยาตามกำลังทรัพย์ที่มี แม้จะไม่ได้มีฐานะร่ำรวยก็ตาม
การต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
ขณะนี้ น.ส.ปุ้ย แฟนสาวที่เป็นต้นเหตุ ได้กลับไปอยู่กินกับนายบาสแล้วตามคำขอร้องของผู้เป็นพ่อ และไม่เคยติดต่อมาหาครอบครัวของนายเอกพลเลยตั้งแต่เกิดเรื่องราวขึ้น
นายบุญส่งได้ขอความช่วยเหลือจากทนายความเจสาดา ฟูกุล เพื่อจัดการคดีนี้ เนื่องจากครอบครัวของเขาขาดความรู้ด้านกฎหมาย ทนายความได้พบกับเจ้าหน้าที่สอบสวนเพื่อเร่งรัดคดีและเตรียมการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจเกี่ยวกับความซับซ้อนของความรักและความสัมพันธ์ การใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาไม่เคยเป็นประโยชน์ต่อใคร นอกจากจะทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บแล้ว ผู้กระทำผิดยังต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายด้วย ครอบครัวของผู้เสียหายยังคงหวังว่าระบบยุติธรรมจะให้ความยุติธรรมแก่พวกเขาในที่สุด
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่วน! ระทึกไฟไหม้อู่ซ่อมรถใต้สะพานฮ่องอ้อ เชียงราย รอดหวุดหวิดไม่ลามชุมชน
เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ
ข่าว - News
เกิดเหตุสุดสยอง! รถบัสพลิคว่ำที่ลำปาง มีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน คนขับอ้างว่าหักหลบรถกระบะ
ลำปาง – เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา เกิดอุบัติเหตุระทึกขวัญขึ้นในพื้นที่จังหวัดลำปาง รถบัสรับส่งคนงานของโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ชื่อดังเกิดเสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทาง เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางความตกใจของชาวบ้านในพื้นที่
อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นบนถนนสายบ้านเสด็จ-เขื่อนกิ่วลม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางเข้าออกโรงงาน เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานต้องเร่งระดมกำลังเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
ประเด็นสำคัญ
- เกิดเหตุรถบัสพลิกคว่ำ: รถบัสรับส่งพนักงานโรงงานแปรรูปไก่เสียหลักตกลงไปในคันนาที่จังหวัดลำปาง มีผู้โดยสารอยู่ในรถราว 30 คน
- มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย: เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลประมาณ 10 ราย ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
- สาเหตุเบื้องต้น: คนขับอ้างว่าต้องหักหลบรถกระบะที่ขับสวนมา ประกอบกับมีฝนตกหนักทำให้ถนนลื่นจนรถเสียการควบคุม
ภายในรถบัสคันดังกล่าวมีพนักงานโดยสารมาด้วยประมาณ 30 ชีวิต ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในแผนกเชือดและแปรรูปไก่ พวกเขาเพิ่งเลิกงานและกำลังเดินทางกลับที่พักในตัวเมืองลำปาง
การเดินทางกลับบ้านที่ควรจะราบรื่นกลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อรถบัสขับออกจากหน้าโรงงานมาได้เพียงแค่ประมาณ 100 เมตรเท่านั้น รถก็เกิดสูญเสียการควบคุมและพลิกตะแคงตกลงไปในคันนาข้างทาง ทำให้คนงานร้องตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยความตกใจ

กู้ภัยระดมกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ สมาคมกู้ภัยลำปาง กู้ภัยสว่างลำปาง และกู้ภัยบ้านเสด็จ ได้ประสานงานร่วมกันลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีรถกู้ชีพจากโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีและโรงพยาบาลลำปางเข้าร่วมภารกิจด้วย
ทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนจะทยอยลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บที่มีอาการหนักประมาณ 10 รายส่งไปยังโรงพยาบาล ส่วนคนงานที่เหลืออีกกว่า 10 รายได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในอาการขวัญเสีย
จากการสอบถามคนขับรถบัสวัย 50 ปี เขาได้เล่าถึงวินาทีระทึกว่า ขณะที่กำลังขับรถออกมาตามปกติ จู่ๆ ก็มีรถกระบะคันหนึ่งขับสวนทางมากะทันหัน ทำให้เขาต้องตัดสินใจหักพวงมาลัยหลบเพื่อป้องกันการชนประสานงา
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากฝนตกก่อนหน้านี้ ทำให้พื้นผิวถนนลื่นกว่าปกติ การหักเลี้ยวอย่างกะทันหันทำให้รถบัสเสียการควบคุม ท้ายรถหมุนคว้าง และพุ่งออกนอกถนน ก่อนจะพลิกคว่ำในที่สุด ตามข้อมูลที่ได้รับรายงานจากตำรวจ
ตำรวจเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดี
เบื้องต้น คนขับรถบัสยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ก่อนที่จะมาขับรถรับส่งพนักงาน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเสด็จ จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ตำรวจได้ควบคุมตัวคนขับรายนี้ไปทำการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย พร้อมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อุบัติเหตุในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัย ในการจัดการรถโดยสารรับส่งพนักงานของบริษัทและโรงงานต่างๆ การตรวจเช็กสภาพรถบัสให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ การอบรมพนักงานขับรถให้มีความพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉิน และการขับขี่อย่างระมัดระวังในช่วงฤดูฝน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้แรงงานทุกคนเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยในทุกๆ วัน
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ยามรักษาความปลอดภัยผับถูกแทง!! ตำรวจจับกุมชายอายุ 26 ปี ในจังหวัดลำปาง
พระภิกษุจังหวัดเชียงรายพบอยู่กับหญิงฆราวาสในห้องเดียวกัน และระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูงเกิน 300 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
ข่าว - News
ทหารและอาสาสมัครเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในมณฑลน่าน
นาน – เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่จังหวัดน่านได้ทิ้งคราบดินโคลนและความเสียหายไว้เบื้องหลังอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปัวที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน บ้านเรือนหลายร้อยหลังเต็มไปด้วยโคลนหนาและเศษซากสิ่งของที่พัดมากับกระแสน้ำ ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ การลงพื้นที่ช่วยเหลือในครั้งนี้ถือเป็นความหวังสำคัญของชุมชนที่กำลังรอคอยการเยียวยา
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 ได้สั่งการด่วนให้จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ทันที โดยมีการผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มจิตอาสาและเจ้าหน้าที่จากกรมทหารพรานที่ 32 เข้าช่วยเหลือชาวบ้านในตำบลศิลาแลง ทีมงานได้ช่วยกันตักโคลน ล้างทำความสะอาดบ้านเรือน และขนย้ายสิ่งของที่พังเสียหายออกนอกพื้นที่ เป้าหมายหลักคือการลดความเหน็ดเหนื่อยของประชาชน และช่วยให้ทุกคนได้กลับเข้าพักอาศัยในบ้านของตนเองได้อย่างปลอดภัย
ประเด็นสำคัญ
- ทหารและจิตอาสาเร่งลงพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อล้างโคลนและฟื้นฟูบ้านเรือนหลังถูกน้ำป่าซัดถล่มอย่างหนัก
- เป้าหมายการช่วยเหลือมุ่งไปที่ตำบลศิลาแลง ตำบลปัว และตำบลแวง ซึ่งมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบหลายร้อยหลังคาเรือน
- ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่เสียหายไปแล้วกว่าร้อยละ 40-60 ในหมู่บ้านหลัก และยังคงเดินหน้าช่วยเหลือต่อไป
เร่งทำความสะอาดบ้านเฮี้ยและบ้านฝาย ตำบลศิลาแลง
สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในตำบลศิลาแลงคือ บ้านเฮี้ย หมู่ที่ 1 ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงถึง 180 หลังคาเรือน จากการสำรวจพบว่ามีบ้านที่พังเสียหายและเต็มไปด้วยดินโคลนจำนวน 90 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ได้จัดทีมปฏิบัติงาน 6 ชุดเข้าไปดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด ขณะนี้ทีมงานสามารถล้างทำความสะอาดบ้านเรือนไปแล้ว 24 หลัง คิดเป็นความคืบหน้าร้อยละ 60 ของพื้นที่ที่ต้องจัดการเร่งด่วน การทำงานดำเนินไปอย่างรวดเร็วแม้จะมีอุปสรรคเรื่องความชื้นและสภาพอากาศ
ถัดมาที่บ้านฝาย หมู่ที่ 7 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่รับศึกหนักจากภัยพิบัติครั้งนี้เช่นเดียวกัน พื้นที่นี้มีบ้านเรือนรวม 92 หลังคาเรือน และมีบ้านที่ได้รับความเสียหายหนักจำนวน 31 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ทหารและจิตอาสาได้ใช้กำลัง 6 ชุดปฏิบัติการเข้าเคลียร์พื้นที่อย่างเต็มกำลัง ปัจจุบันสามารถทำความสะอาดและฟื้นฟูไปได้แล้ว 5 หลังคาเรือน หรือประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่วิกฤต ชาวบ้านต่างรู้สึกดีใจที่หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระในยามยากลำบากเช่นนี้
นอกจากภารกิจล้างโคลนแล้ว เจ้าหน้าที่ยังช่วยตรวจสอบโครงสร้างบ้านที่อาจเป็นอันตรายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน การฟื้นฟูไม่เพียงแต่ทำให้บ้านเรือนสะอาดตาขึ้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ประสบภัยให้ดีขึ้นด้วย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือเพิ่มเติมได้จาก ข่าวสถานการณ์น้ำท่วมน่าน ล่าสุดจากสื่อมวลชนต่างๆ ทุกฝ่ายหวังว่ารอยยิ้มของชาวบ้านจะกลับมาอีกครั้งโดยเร็ว
ขยายพื้นที่ช่วยเหลือช่วงบ่าย ครอบคลุมตำบลปัวและตำบลแวง
การทำงานของทีมบรรเทาสาธารณภัยไม่ได้หยุดพักเพียงแค่ช่วงเช้าเท่านั้น ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ได้จัดกำลังพลและจิตอาสาชุดใหม่ลงพื้นที่เพิ่มเติม ทีมงานกลุ่มนี้ได้รับมอบหมายให้ขยายพื้นที่ช่วยเหลือไปยังตำบลปัวและตำบลแวง ซึ่งเป็นรอยต่อที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าเช่นเดียวกัน พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพโคลนที่เริ่มแห้งและจับตัวแข็ง ทำให้การทำความสะอาดต้องใช้แรงและอุปกรณ์ฉีดน้ำเข้าช่วยอย่างมาก
เป้าหมายในช่วงบ่ายมุ่งเน้นไปที่บ้านปรางค์และบ้านร้อง ในตำบลปัว รวมถึงบ้านหนองเงือก ในตำบลแวง อำเภอปัว กำลังพลได้กระจายกำลังกันเข้าตักดินโคลน ขนเศษกิ่งไม้ขนาดใหญ่ และยกสิ่งของเครื่องใช้ที่เปียกน้ำออกมาตากแดด การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องนี้ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม หลายคนเริ่มมีความหวังที่จะลุกขึ้นสู้และจัดแจงชีวิตใหม่หลังผ่านพ้นวิกฤต
เหตุการณ์น้ำป่าในอำเภอปัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมีน้ำใจและการทำงานร่วมกันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยงานท้องถิ่น หรือประชาชนจิตอาสา ทุกคนต่างมุ่งหน้าเข้ามาช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน การฟื้นฟูเมืองน่านให้กลับมาสวยงามและปลอดภัยยังคงต้องใช้เวลา แต่ด้วยพลังความร่วมมือที่แข็งแกร่ง ชุมชนแห่งนี้จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างแน่นอน
การเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกชุมชนต้องให้ความใส่ใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เริ่มพูดคุยเรื่องการจัดระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ชาวบ้านอพยพได้ทันท่วงที บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาระบบป้องกันภัยของจังหวัดน่านต่อไป
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เมืองนานฟื้นตัวหลัง “อุทกภัยร้ายแรง”ที่พัดถล่มเมือง สร้างความเสียหายอย่างหนัก
ทหารระดมกำลังด่วน! ลุยน้ำท่วมฉับพลันอำเภอปง จ.พะเยา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก
-
เชียงราย - Chiang Rai News2 days agoน่าตกใจ!! รถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงชนนักเรียนเสียชีวิต 2 ราย ในจังหวัดเชียงราย
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายจับกุมหญิง 2 ราย ในคดีฉ้อโกงเกี่ยวกับการเสนองานปลอม มูลค่า 27 ล้านบาท
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoด่วน! AIS เตือนลูกค้าอัปเดตข้อมูลซิมก่อน 31 ส.ค. 2569 ป้องกันโดนตัดสัญญาณ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจทลายแก๊งค้าอาวุธปืนผิดกฎหมายในจังหวัดเชียงราย





