ข่าวธุรกิจ Business
ราคาน้ำมันดิ่งทั่วโลก! ข่าวดีผู้ใช้รถหลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ
กรุงเทพฯ — ราคาน้ำมันดิบโลกดิ่งลงกว่า 4% ในวันนี้ ข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ทั้งในภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา หลังจากการประกาศความสำเร็จของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ความร่วมมือนี้ยุติความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลางที่ยาวนานกว่าสามเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การประกาศข้อตกลงนี้ส่งผลให้เกิดการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง ทันทีที่ข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ราคาน้ำมันดิบสัญญาเบรนท์ (Brent) ดิ่งลงเหลือ 83.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ลดลงเหลือ 80.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามรายงานข่าวล่าสุดจากสำนักข่าวชั้นนำอย่าง The Straits Times
Key Takeaways (สรุปประเด็นสำคัญ)
- ข้อตกลงประวัติศาสตร์: สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ยุติการเผชิญหน้าทางทหารในตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการ
- เปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ทั่วโลกเตรียมเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุด ซึ่งเคยรองรับปริมาณน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก
- ราคาน้ำมันโลกร่วง: ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทั้งสัญญา Brent และ WTI ปรับตัวลดลงทันทีมากกว่า 4% หลังการประกาศข่าว
- คนไทยเตรียมเฮ: คาดการณ์ว่าปั๊มน้ำมันรายใหญ่ในไทยอย่าง OR และ Bangchak จะปรับลดราคาขายปลีกในประเทศเร็ว ๆ นี้
ความตึงเครียดที่ผ่านมาทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดตัวลงชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานทั่วโลกอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความยืนยันความสำเร็จของข้อตกลงนี้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้สั่งยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านในทันทีอีกด้วย
ด้านตัวแทนทางการทูตของอิหร่านและปากีสถาน ซึ่งเป็นตัวกลางในการเจรจา ได้ยืนยันกำหนดการสำคัญร่วมกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะเดินทางไปลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ การยุติสงครามครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่กองเรือพาณิชย์ทั่วโลกอย่างมาก ตามข้อมูลจาก Livemint
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกในไทยและสหรัฐฯ
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคาดว่า ปั๊มน้ำมันในสหรัฐฯ จะปรับลดราคาขายปลีกลงอย่างรวดเร็วในสัปดาห์นี้ ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์หวั่นใจว่าราคาขายปลีกอาจพุ่งสูงถึง 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอนหากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับประเทศไทย ผู้ขับขี่รถยนต์ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเตรียมรับข่าวดังกล่าวด้วยความยินดี คาดว่าบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง PTT OR และ Bangchak จะประกาศลดราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์และดีเซลลงในไม่ช้า การลดราคาครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนไทยได้อย่างดีเยี่ยม สามารถตรวจสอบราคาย้อนหลังได้ที่ Bangchak Corporation
แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะตอบสนองในเชิงบวกด้วยการลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การฟื้นตัวที่แท้จริงอาจต้องใช้เวลา โครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการสู้รบในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตให้กลับมาเท่าเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย
นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำระบุว่า การกำจัดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงสันติภาพนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการลดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ทำลายอาคารทางการเกษตรในเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
ช็อกริมโขง! ทหารเรือยึดยาบ้ากว่า 6 ล้านเม็ด แก๊งค้ายาทิ้งไว้ชายแดนเชียงราย
ข่าวธุรกิจ Business
ผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ปี 2569
ภูเก็ต – เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ดร.โสภณจัดสัมมนาหัวข้อ “Leasehold vs Sap Ing Sit & 3 MB LongStay Visa” โดยบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ณ Pearl Phuket Hotel พร้อมแถลงผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตฉบับล่าสุด เพื่อให้ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และประชาชนที่สนใจซื้อขายที่อยู่อาศัยนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจ
ในปี 2569 ภูเก็ตมีหน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดรวมมูลค่า 176,538 ล้านบาท นับเป็นจังหวัดภูมิภาคที่มีมูลค่าที่อยู่อาศัยเปิดขายสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับจังหวัดภูมิภาคทั้งหมด 76 จังหวัด มูลค่าดังกล่าวสูงกว่าจังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ที่ 151,822 ล้านบาท จังหวัดระยอง 51,453 ล้านบาท และจังหวัดเชียงใหม่ 49,303 ล้านบาท
จังหวัดระยองเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ ส่วนเชียงใหม่เป็นเมืองหลักของภาคเหนือ ขณะที่ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้าที่อยู่อาศัยในตลาดสูงจากราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่อยู่ในระดับสูง
หากนับตามจำนวนหน่วยที่เปิดขาย ภูเก็ตมีหน่วยรอการขายทั้งหมด 13,779 หน่วย ต่ำกว่าจังหวัดชลบุรีที่มี 37,628 หน่วย และจังหวัดระยองที่มี 19,209 หน่วย อย่างไรก็ตาม ภูเก็ตมีมูลค่าสินค้ารอขายสูงที่สุด เพราะราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 12.812 ล้านบาท
กรุงเทพมหานครมีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วย 5.808 ล้านบาท ส่วนจังหวัดชลบุรีมีราคาเฉลี่ยเพียง 4.035 ล้านบาท จึงเห็นได้ว่าตลาดภูเก็ตมีจำนวนหน่วยไม่มากเท่าหลายจังหวัด แต่มีสินค้าระดับราคาสูงเป็นสัดส่วนมาก
ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยภูเก็ต
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูมิภาคทั่วประเทศ และพบว่าภูเก็ตมีลักษณะเฉพาะตัว เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญ และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
การสำรวจครอบคลุมบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว อาคารชุด และที่ดินจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัย สำหรับภูเก็ต ดร.โสภณแยกประเภทเพิ่มเติมเป็นอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศ โดยไม่นับวิลล่าตากอากาศรวมกับบ้านเดี่ยว
สินค้าหกประเภทแรกมีผู้ซื้อหลักเป็นคนไทยในภูเก็ตและคนไทยที่เข้ามาทำงานในจังหวัด ส่วนอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติด้วย
จากการสำรวจล่าสุด ภูเก็ตมีโครงการที่ยังมีหน่วยรอขายทั้งหมด 806 โครงการ ครอบคลุมอำเภอเมืองภูเก็ต อำเภอกะทู้ และอำเภอถลาง จำนวนโครงการที่มากไม่ได้หมายความว่าแต่ละโครงการมีขนาดใหญ่ เพราะแต่ละโครงการมีหน่วยขายเฉลี่ยเพียง 112 หน่วย ขณะที่กรุงเทพมหานครมีหน่วยขายเฉลี่ยต่อโครงการประมาณ 250 หน่วย
อำเภอถลางมีโครงการมากที่สุด 411 โครงการ รองลงมาคืออำเภอเมืองภูเก็ต 281 โครงการ และอำเภอกะทู้ 84 โครงการ
โครงการทั้ง 806 แห่งมีหน่วยขายรวม 90,597 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 705,055 ล้านบาท ในจำนวนนี้ขายไปแล้ว 76,582 หน่วย มูลค่ารวม 527,777 ล้านบาท หรือประมาณ 85% ของหน่วยทั้งหมด ถือเป็นอัตราการขายที่อยู่ในระดับสูง
โดยเฉลี่ยแต่ละโครงการขายที่อยู่อาศัยได้เดือนละประมาณ 5.2% ของหน่วยที่เปิดขาย ดร.โสภณประเมินว่า หากไม่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด สินค้าที่เหลืออยู่จะขายหมดภายในประมาณ 19.2 เดือน
ประเภทสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
วิลล่าตากอากาศเป็นสินค้าที่มีจำนวนมากที่สุดในภูเก็ต มีทั้งหมด 40,263 หน่วย หรือ 44% ของหน่วยขายทั้งหมด เมื่อรวมกับอาคารชุดตากอากาศอีก 6,830 หน่วย หรือ 8% จะพบว่าสินค้าตากอากาศมีสัดส่วนรวมกันถึง 52% ของตลาดภูเก็ต
ในทางกลับกัน ที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยและผู้ที่เข้ามาทำงานในภูเก็ตมีสัดส่วนน้อยกว่าสินค้าที่มุ่งขายให้ชาวต่างชาติ
สำหรับตลาดคนไทย อาคารชุดมีจำนวนมากที่สุด 21,392 หน่วย หรือ 24% ของหน่วยทั้งหมด รองลงมาคือทาวน์เฮาส์ 9,729 หน่วย ภูเก็ตมีบ้านแฝด 5,924 หน่วย มากกว่าบ้านเดี่ยวที่มี 5,126 หน่วย เนื่องจากบ้านแฝดใช้ที่ดินน้อยกว่า โดยมีพื้นที่ขั้นต่ำประมาณ 35 ตารางวา ขณะที่บ้านเดี่ยวต้องใช้ที่ดินขั้นต่ำประมาณ 50 ตารางวา
เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการพัฒนารวม 705,055 ล้านบาท พบว่าอาคารชุดตากอากาศมีมูลค่าสูงสุด 339,227 ล้านบาท รองลงมาคือวิลล่าตากอากาศ 221,672 ล้านบาท สินค้าสองประเภทนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 80% ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งหมดในภูเก็ต
ตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยจึงมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% ทำให้ตลาดที่ผู้ประกอบการไทยพัฒนาเพื่อขายให้คนไทยมีขนาดเล็กกว่าตลาดที่มุ่งขายให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศ
ห้องชุดพักอาศัยเป็นสินค้าที่ขายได้เร็วที่สุด โดยขายได้เฉลี่ยเดือนละ 8.1% ของหน่วยที่เปิดขาย ส่วนอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศขายได้เฉลี่ยเดือนละ 4.9% แม้จะเป็นสินค้าราคาสูงก็ตาม
บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และที่ดินจัดสรรขายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 3% เท่านั้น ข้อมูลนี้สะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับคนไทยยังมีความเปราะบาง และผู้ประกอบการที่มุ่งจับกลุ่มลูกค้าคนไทยมีโอกาสเผชิญกับการหดตัวของตลาดมากกว่า
ระดับราคาของที่อยู่อาศัยแต่ละประเภท
ลักษณะด้านราคาและจำนวนหน่วยของสินค้าแต่ละประเภทมีดังนี้
- บ้านเดี่ยวมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 5 ถึง 7 ล้านบาท มี 1,875 หน่วย หรือ 37% ของบ้านเดี่ยวทั้งหมด
- บ้านแฝดเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท มี 2,821 หน่วย หรือ 48%
- ทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่ 6,566 หน่วย หรือ 68% อยู่ในช่วงราคา 2 ถึง 3 ล้านบาท
- อาคารชุดพักอาศัยมี 9,481 หน่วย หรือ 44% อยู่ในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท
- อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 3 ถึง 5 ล้านบาท อยู่ที่ 11,849 หน่วย หรือ 29% ขณะที่ช่วงราคา 5 ถึง 7 ล้านบาทมีจำนวน 8,072 หน่วย หรือ 25%
- วิลล่าตากอากาศมีจำนวนมากที่สุดในช่วงราคา 20 ถึง 40 ล้านบาท มี 2,930 หน่วย หรือ 43%
ตลาดที่อยู่อาศัยแยกตามอำเภอ
อำเภอเมืองภูเก็ต
อาคารชุดพักอาศัยเป็นสินค้าที่มีจำนวนมากที่สุด มี 11,794 หน่วย หรือ 34% ของหน่วยทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 29,006 ล้านบาท
อาคารชุดตากอากาศมี 10,987 หน่วย หรือ 32% แม้จำนวนจะน้อยกว่าอาคารชุดพักอาศัย แต่มูลค่ารวมสูงถึง 69,922 ล้านบาท
อำเภอกะทู้
อาคารชุดพักอาศัยมีจำนวนมากที่สุด 6,940 หน่วย หรือ 49% ของหน่วยทั้งหมด ขณะที่อาคารชุดตากอากาศมี 4,282 หน่วย แต่มีมูลค่าสูงถึง 32,498 ล้านบาท
อำเภอถลาง
อาคารชุดตากอากาศมีจำนวนสูงที่สุด 24,994 หน่วย หรือ 54% ของหน่วยทั้งหมด และมีมูลค่ารวม 236,807 ล้านบาท หรือ 53% ของมูลค่าทั้งหมดในอำเภอ
เหตุผลที่อำเภอถลางได้รับความนิยม
อำเภอถลาง โดยเฉพาะพื้นที่เชิงทะเล บางเทา ลายัน ศรีสุนทร และเทพกระษัตรี กลายเป็นทำเลยอดนิยมสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย วิลล่าตากอากาศ และอาคารชุดตากอากาศ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมีทั้งด้านทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างของกลุ่มผู้ซื้อ
เดินทางสะดวกและอยู่ใกล้สนามบิน
ถลางอยู่ทางตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตประมาณ 15 ถึง 25 นาที ทำเลนี้เหมาะกับชาวต่างชาติและนักลงทุนที่ต้องเดินทางเข้าออกบ่อย เพราะไม่ต้องผ่านการจราจรหนาแน่นในตัวเมืองหรือบริเวณป่าตอง
มีที่ดินผืนใหญ่สำหรับโครงการแนวราบ
เมื่อเทียบกับป่าตอง กะตะ และกะรน ซึ่งมีพื้นที่ลาดชันหรือมีข้อจำกัดด้านขนาดที่ดิน ถลางยังมีที่ดินผืนใหญ่ที่เหมาะกับการพัฒนาโครงการแนวราบ เช่น วิลล่าตากอากาศ และโครงการแบบ Mixed-Use Community
มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม
การพัฒนา Laguna Phuket ในพื้นที่เชิงทะเลและบางเทามานานกว่า 30 ปี ทำให้พื้นที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับสากล ทั้งสนามกอล์ฟ 18 หลุม โรงแรมระดับ 5 ดาว และบริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ยังมีแหล่งไลฟ์สไตล์และศูนย์การค้าชุมชน เช่น Porto de Phuket ของ Central Group, Boat Avenue และ Blue Tree Phuket จึงมีร้านค้า ร้านอาหาร และบริการที่รองรับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย
มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับครอบครัว
พื้นที่ถลางมีโรงเรียนนานาชาติ เช่น UWC Thailand International School และ Headstart International School สาขาเชิงทะเล รวมถึงโรงพยาบาลและคลินิกที่ได้มาตรฐาน ทำเลนี้จึงเหมาะกับชาวต่างชาติที่ต้องการย้ายมาอยู่อาศัยระยะยาวพร้อมครอบครัว
มีชายหาดและธรรมชาติฝั่งตะวันตก
ถลางครอบคลุมชายหาดฝั่งตะวันตกหลายแห่ง เช่น หาดบางเทา หาดลายัน หาดสุรินทร์ และหาดในยาง พื้นที่เหล่านี้มีชายหาดยาว บรรยากาศสงบ และมีทิวทัศน์พระอาทิตย์ตกที่สวยงาม เมื่อเทียบกับพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีความหนาแน่นสูงอย่างป่าตอง ถลางมีความเป็นส่วนตัวและเหมาะกับการพักอาศัยมากกว่า
ความต้องการจากผู้ซื้อชาวต่างชาติและกลุ่มทุนเพิ่มขึ้น
หลังปี 2565 เป็นต้นมา ชาวรัสเซีย ยุโรป ออสเตรเลีย จีน และผู้ซื้อจากตะวันออกกลางเข้ามาพำนักในภูเก็ตระยะยาวมากขึ้น ความต้องการบ้านหลังที่สองและวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
มีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุน
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย เช่น แสนสิริ ศุภาลัย ออริจิ้น และสิงห์ เอสเตท รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น Botanica Luxury และ The Title เปิดโครงการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การมีผู้พัฒนาหลายรายเข้ามาลงทุนช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้ซื้อและสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาด
มีโอกาสสร้างรายได้จากการเช่า
อาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในย่านเชิงทะเลและบางเทามี Rental Yield เฉลี่ยประมาณ 6% ถึง 10% ต่อปี จากความต้องการเช่าทั้งแบบรายวันและรายระยะยาวของนักท่องเที่ยวระดับบน
โครงการเปิดใหม่ช่วงปี 2568 ถึง 2569
โครงการที่เปิดขายใหม่ในช่วงปี 2568 ถึง 2569 มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยประมาณ 10 ล้านบาท โดย 60% ของจำนวนโครงการเป็นการพัฒนาวิลล่าตากอากาศ ซึ่งมีราคาเฉลี่ยประมาณ 32 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากจำนวนหน่วยที่เปิดขาย อาคารชุดตากอากาศมีสัดส่วนสูงสุดที่ 60% สินค้าในโครงการเปิดใหม่ขายได้ค่อนข้างดี โดยทำเลที่มีโครงการเปิดตัวมากที่สุดคืออำเภอถลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงและมีระดับราคาที่ดินค่อนข้างแพง
โครงการใหม่ในอำเภอถลางกระจายอยู่ในตำบลหลัก 5 แห่ง ทำให้อำเภอนี้มีจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่มากกว่าพื้นที่อื่นของภูเก็ตอย่างชัดเจน
กลุ่มผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต
กลุ่มผู้ซื้อวิลล่าตากอากาศและอาคารชุดตากอากาศในภูเก็ตช่วงปี 2568 ถึง 2569 แบ่งตามสัญชาติและลักษณะการซื้อได้ดังนี้
ผู้ซื้อจากรัสเซียและยุโรปตะวันออก
ชาวรัสเซียและผู้ซื้อจากประเทศในกลุ่ม CIS ยังคงเป็นกลุ่มกำลังซื้อชาวต่างชาติอันดับหนึ่งของภูเก็ต เหตุผลสำคัญคือความต้องการย้ายเงินทุนออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย การหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม รวมถึงการย้ายออกจากประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น
กลุ่มนี้นิยมวิลล่าตากอากาศในพื้นที่ถลาง โดยเฉพาะเชิงทะเลและบางเทา รวมถึงฉลองและราไวย์
ผู้ซื้อจากจีนและเอเชีย
ผู้ซื้อจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวันกลับเข้าสู่ตลาดอย่างแข็งแรงและมีกำลังซื้อสูง เหตุผลในการซื้อมีทั้งการกระจายความเสี่ยงจากปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ การส่งบุตรหลานมาเรียนโรงเรียนนานาชาติในภูเก็ต และการซื้ออาคารชุดหรือวิลล่าตากอากาศเพื่อปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศเดียวกัน
ผู้ซื้อจากยุโรปตะวันตกและตะวันออกกลาง
ผู้ซื้อจากสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และประเทศในตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง หลายคนต้องการบ้านพักหลังเกษียณหรือบ้านพักตากอากาศในช่วงฤดูหนาว
สำหรับผู้ซื้อจากตะวันออกกลาง ความสนใจวิลล่าตากอากาศขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เพราะต้องการพื้นที่สำหรับการพักผ่อนร่วมกับครอบครัวขนาดใหญ่
ผู้ซื้อชาวไทย
ผู้ซื้อชาวไทยมีสัดส่วนประมาณ 15% ถึง 25% ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม กลุ่มหลักคือผู้มีรายได้สูงจากกรุงเทพมหานครที่ต้องการบ้านหลังที่สองเพื่อพักผ่อน กระจายการลงทุน หรือถือเป็นทรัพย์สินสำหรับส่งต่อให้บุตรหลาน
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต
ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติในภูเก็ตกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับการพักผ่อนตามฤดูกาล ปัจจุบันมีผู้ซื้อจำนวนมากขึ้นที่ต้องการอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว
1. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรผู้ซื้อ
กลุ่มผู้ซื้อจากอินเดียและตะวันออกกลางเพิ่มบทบาทมากขึ้น ผู้ซื้อจาก UAE และซาอุดีอาระเบียสนใจวิลล่าหรูสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ซื้อชาวอินเดียมักเลือกห้องชุดแบบ 1 ห้องนอนเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่า
ชาวยุโรป รัสเซีย และผู้ซื้อจากกลุ่มประเทศ CIS ยังคงเป็นฐานตลาดสำคัญ แต่พฤติกรรมเปลี่ยนจากการเดินทางมาพักผ่อนชั่วคราวเป็นการพำนักระยะยาวหรือย้ายถิ่นฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศในประเทศต้นทาง
ผู้ซื้อมีอายุน้อยลงด้วย กลุ่ม Digital Nomads ผู้ประกอบการเทคโนโลยี และผู้ทำงานทางไกลที่มีรายได้สูงเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นบ้านหลังที่สอง เพื่อใช้เป็นทั้งที่พักอาศัยและสถานที่ทำงาน
2. รูปแบบอสังหาริมทรัพย์และทำเลที่ได้รับความสนใจ
คอนโดและวิลล่าแบบ Branded Residences ที่มีบริการในระดับโรงแรม 5 ดาวได้รับความนิยม เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับมาตรฐานการบริหารจัดการและบริการหลังการขาย
โครงการที่เน้นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือแนวคิด Eco & Health-conscious ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน
วิลล่าตากอากาศระดับราคา 30 ถึง 50 ล้านบาทเป็นกลุ่มที่ได้รับการตอบรับดีจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการที่มีพื้นที่ใช้สอยมากและรองรับครอบครัว
พื้นที่ชายหาดฝั่งตะวันตก เช่น บางเทา เชิงทะเล และกมลา มีที่ดินสำหรับพัฒนาเหลือน้อยลงและราคาสูงขึ้น ผู้พัฒนาและผู้ซื้อจึงเริ่มขยับไปยังพื้นที่รอบนอกที่มีความสงบมากกว่า เช่น ถลางตอนบน ศรีสุนทร ไม้ขาว ป่าคลอก และฉลอง
การขยายสนามบินนานาชาติภูเก็ตในระยะต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงข่ายถนน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับการเดินทางของผู้พักอาศัยและนักท่องเที่ยว
ตลาดอาคารชุดตากอากาศและวิลล่าตากอากาศในทำเลที่มีความต้องการเช่าสูงมีแนวโน้มสร้าง Rental Yield ประมาณ 6% ถึง 8% ต่อปี
ประวัติ ดร.โสภณ พรโชคชัย
ดร.โสภณ พรโชคชัยมีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน และได้รับเชิญให้บรรยายด้านอสังหาริมทรัพย์ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
ที่ผ่านมา ดร.โสภณเคยเป็นที่ปรึกษาให้ ESCAP, UN-Habitat, World Bank และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาที่ดินและที่อยู่อาศัยจาก Asian Institute of Technology หรือ AIT นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรการประเมินค่าทรัพย์สินจาก LRTI, Lincoln Institute of Land Policy และหลักสูตรการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก Katholieke Universiteit Leuven ประเทศเบลเยียม
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคม FIABCI ประเทศไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิประเมินค่าและนายหน้าแห่งประเทศไทย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมผู้ซื้อบ้าน
นอกจากนี้ยังเป็นผู้แทนสมาคม International Association of Assessing Officers ในประเทศไทย เป็นสมาชิก Global Valuation Forum ของ The Appraisal Foundation ประเทศสหรัฐอเมริกา และดำรงตำแหน่งรองประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย
ผลงานวิจัยและงานสำคัญของ ดร.โสภณ ได้แก่ การสำรวจพบชุมชนแออัด 1,020 แห่งในปี 2528 การพัฒนาแบบจำลอง CAMA หรือ Computer Assisted Mass Appraisal สำหรับประเมินค่าทรัพย์สินในปี 2533 การพยากรณ์จำนวนบ้านว่าง 300,000 หน่วยได้อย่างถูกต้องในปี 2538 และ 2541 การศึกษาการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติในปี 2543 และการพัฒนาแบบจำลองประเมินมูลค่าที่ดินในปี 2545
นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ปรึกษาโครงการวางมาตรฐานวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินของเวียดนามให้กระทรวงการคลังเวียดนามในปี 2549 เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังอินโดนีเซียในปี 2551 ทำโครงการเวนคืนของธนาคารโลกในกรุงจาการ์ตาในปี 2553 เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังกัมพูชาในปี 2555 สำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์อาเซียนและศึกษานครทั่วโลกในปี 2558 ให้คำปรึกษาโครงการย้ายสวนสัตว์กรุงเทพฯ ในปี 2562 ประเมินค่าเขื่อน 28 แห่งในประเทศลาวในปี 2567 และทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียในปี 2569
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ด่วน: กำแพงกั้นน้ำในท่าขี้เหล็กพังถล่ม กระแสน้ำเชี่ยวกรากทะลักเข้าท่วมเมืองชายแดน
สุดทน! ท้องถิ่นแม่สายแจ้งจับตาเฒ่า รื้อบิ๊กแบ็กกั้นน้ำซ้ำซาก หวั่นทำทั้งเมืองจมบาดาล
ข่าวธุรกิจ Business
AUX เปิด ตัวครั้งแรกใน งาน IFA พร้อม นำเสนอโซลูชันด้านอากาศที่ขับเคลื่อนด้วย AI สู่กรุงเบอร์ลิน
งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคระดับโลก IFA 2026 ที่กรุงเบอร์ลิน ซึ่ง ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 8 กันยายน ได้นำเสนอปรัชญา “AI FOR AIR” โดยการสร้าง อุปกรณ์แห่งอนาคต ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จำนวน 5 ชิ้น โซนการอยู่อาศัย นิทรรศการนี้จัดแสดงผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงซีรีส์ i9 เครื่องปรับอากาศแบบพกพา และปั๊มความร้อน R290 ซึ่งครอบคลุมสถานการณ์ที่หลากหลายสำหรับการใช้งานทั้งในที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมมากขึ้น AUX ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมของการผลิตอัจฉริยะของจีน
นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่ AUX นำทรัพย์สินทางปัญญาของแมนเชสเตอร์ซิตี้มาจัดแสดงในงานนิทรรศการระดับนานาชาติ หลังจากประกาศอย่างเป็นทางการถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลกกับสโมสร
ความต้องการ ระดับโลก ออกแบบ มา เพื่อตลาดท้องถิ่น
ฤดูร้อนปีนี้ ความร้อนจัดแผ่ปกคลุมทั่วยุโรป อาคารเก่าหลายแห่งยากต่อการปรับปรุง และต้องการเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเงียบ ทำให้ข้อจำกัดในการติดตั้งเครื่องปรับอากาศกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้บริโภคในท้องถิ่น เครื่องปรับอากาศแบบพกพาของ AUX ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยข้อดี ” ไม่ต้องติดตั้ง และเสียงรบกวนต่ำ” ด้วยเทคโนโลยีการระเหยน้ำอัตโนมัติของคอนเดนเซอร์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ พร้อมถังเก็บน้ำขนาด 400 มล. ทำให้สามารถใช้งานได้นานถึง 12 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเทน้ำทิ้ง ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัดและจัดเก็บง่าย นอกจากนี้ AUX ยังได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความจุในการบรรจุต่อตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 26% สิ่งนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งและลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อหน่วยได้อย่างมาก และให้การสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสำหรับ การจัดส่ง ขนาดใหญ่ ไปยังตลาดยุโรป

สำหรับสภาพอากาศหนาวจัดในยุโรปเหนือ เครื่องทำความร้อนแบบแยกส่วนอุณหภูมิต่ำพิเศษของ AUX สามารถทำงานได้อย่างเสถียรที่อุณหภูมิต่ำถึง -40°C โดยให้กำลังการทำความร้อนสูงสุด 8 กิโลวัตต์ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาความท้าทายของอุตสาหกรรมในเรื่องความร้อนไม่เพียงพอและประสิทธิภาพที่ไม่เสถียรในภูมิภาคที่หนาวจัด และให้ความร้อนที่เชื่อถือได้ในทุกสภาพอากาศสำหรับครัวเรือนในกลุ่มประเทศนอร์ดิก
เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสีเขียวและคาร์บอนต่ำของยุโรป เครื่องปั๊มความร้อน R290 ซึ่งใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติ จึงเป็นจุดเด่นในบูธ ผลิตภัณฑ์นี้ให้ความร้อนเต็มกำลังที่อุณหภูมิ -7°C โดยมีอุณหภูมิน้ำออกสูงสุด 80°C และรองรับ การเชื่อมต่อ แบบเรียงลำดับ ประกอบด้วย หลายยูนิต ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจของยุโรปหลายแห่ง รวมถึง ErP, Keymark, CE และ BAFA ซึ่ง สอดคล้องกับ มาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานและการเข้าถึงตลาดที่เข้มงวดของยุโรป อย่างครบถ้วน และมีส่วนช่วยในการยกระดับการ ใช้ชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในตลาด ยุโรป

ในฐานะผลิตภัณฑ์ตัวแทนในงาน IFA เครื่องปรับอากาศ AUX AI รุ่น i9 ได้รับรางวัล “ความสำเร็จด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ประจำปี 2026” ซึ่งนำปรัชญา “AI เพื่ออากาศ” มาสู่สถานการณ์จริง

ผลิตภัณฑ์นี้มาพร้อมเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ 7 อย่าง ช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การไหลของอากาศ การฟอกอากาศ และความสดชื่นได้อย่างแม่นยำใน 5 มิติ ทำให้สามารถจัดการอากาศได้เพียงสัมผัสเดียว AUX ได้รับการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรมที่สำคัญ 2 รายการ ได้แก่ L4 ได้รับการรับรองด้านระบบอัจฉริยะและการรับรองด้านเสียงอัจฉริยะระดับ L5 เซ็นเซอร์ TVOC ความแม่นยำสูงแบบบูรณาการจะตรวจสอบคุณภาพอากาศภายในอาคารแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับระบบระบายอากาศบริสุทธิ์ที่ควบคุมด้วย AI ซึ่งจะหมุนเวียนอากาศภายในและภายนอกอาคารเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
ด้วย “รับรู้-ตัดสินใจ-ดำเนินการ-บริการ” เป็นแกนหลัก เครื่องปรับอากาศ AUX AI i9 ใช้ระบบตรวจจับแบบหลายมิติที่ครอบคลุมและสถาปัตยกรรมกำหนดตารางเวลา AI ทั้งเครื่องเพื่อรวบรวม ประมวลผล และประมวลผลข้อมูลแบบหลายมิติอย่างชาญฉลาด รวมถึงความรู้สึกของร่างกายมนุษย์และคุณภาพอากาศภายในอาคาร สิ่งนี้ผลักดันให้เครื่องปรับอากาศก้าวไปสู่การยกระดับเทคโนโลยีแบบเต็มรูปแบบจาก “การตอบสนองแบบพาสซีฟ” ไปสู่ “การตรวจจับแบบแอคทีฟ”
จาก “เครื่องมือควบคุมอุณหภูมิ” สู่ “การจัดการอากาศแบบครบวงจร” นี่ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเกรดผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของ AUX ที่ว่า อนาคตของเครื่องปรับอากาศอยู่ที่โซลูชันอากาศอัจฉริยะสำหรับทั้งบ้าน ซึ่งสามารถให้บริการสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชิงรุก
ความเป็นผู้นำสองด้านทั้ง ด้าน การขายและชื่อเสียง : ความแข็งแกร่งของแบรนด์ ที่ได้รับการยืนยันจากตลาดโลก
ท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีจะต้องผ่านการทดสอบจากตลาด
ผล การ รับรอง ของ Frost & Sullivan บริษัท AUX ได้ รับการจัดอันดับที่ 3 ในด้าน ปริมาณ ยอด ขาย สะสม ของ เครื่อง ปรับอากาศ แบบ แยก ส่วน สำหรับ ใช้ ใน ครัวเรือน ทั่ว โลก เป็น เวลาเจ็ด ปี (2018-2024) และเป็นผู้นำด้านยอดขายเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะทั่วโลกเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน (2024–2025 ) ปัจจุบัน AUX ให้บริการ ในกว่า 160 ประเทศและภูมิภาค และในกลุ่มประเทศที่มีกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนมากที่สุด 10 อันดับแรก AUX ครองอันดับหนึ่งใน 3 ประเทศ

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการสร้างขีดความสามารถระดับโลกอย่างเป็นระบบในด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต การขาย และบริการ ปัจจุบัน AUX ได้จัดตั้งบริษัทขายในท้องถิ่นใน 11 ประเทศ พร้อมทีมปฏิบัติการในพื้นที่ โดยใช้ประโยชน์จากจุดบริการกว่า 5,700 แห่งทั่วโลก AUX ได้สร้างระบบบริการหลังการขายในต่างประเทศที่สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใน 24-48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของอุตสาหกรรมในตลาดต่างประเทศที่ว่า “ให้ความสำคัญกับการขายแต่ละเลยบริการหลังการขาย” ด้วยความสามารถแบบบูรณาการด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต การขาย และบริการ AUX จึงยังคงเสริมสร้างชื่อเสียงระดับโลกควบคู่ไปกับการเติบโตของปริมาณการขายและมูลค่าแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
รากฐานการผลิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนการขยายธุรกิจไปทั่วโลก
เบื้องหลังผลการดำเนินงานทางการตลาดที่ยอดเยี่ยมและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ คือระบบการวิจัยและพัฒนาและการผลิตที่ครอบคลุม AUX ได้สร้างขีดความสามารถแบบครบวงจร ตั้งแต่ส่วนประกอบหลักไปจนถึงหน่วยผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปทั่วโลก
ในแง่ของกำลังการผลิตและโครงสร้างการวิจัยและพัฒนา AUX ดำเนินงานฐานการผลิตทั่วโลก 7 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนา 3 แห่งในหนิงโป จูไห่ และญี่ปุ่น ซึ่งช่วยให้เกิดการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างการวิจัยและพัฒนาทั่วโลก การผลิตในท้องถิ่น และการจัดส่งทั่วโลก โรงงานอัจฉริยะหนิงโปเป็นที่รู้จักในฐานะ “โรงงานอัตโนมัติเต็มรูปแบบ” ในเดือนมิถุนายน 2568 AUX และพานาโซนิคได้ร่วมกันก่อตั้งฐานการผลิตคอมเพรสเซอร์ในอู่หู โดยมีกำลังการผลิตรวมที่วางแผนไว้ 30 ล้านหน่วย ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในส่วนประกอบหลักของเครื่องปรับอากาศด้วยเทคโนโลยีคอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์ DC

ณ เดือนมีนาคม 2568 AUX ได้สะสมสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปรับอากาศกว่า 12,000 รายการ จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหลักและการผลิตชิ้นส่วนสำคัญด้วยตนเอง ไปจนถึงการผลิตเครื่องปรับอากาศแบบครบวงจรอย่างชาญฉลาด AUX ได้ก้าวข้ามจาก “การผลิตแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “การผลิตอัจฉริยะ” อย่างลึกซึ้ง
ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือด้านกีฬาระดับโลกเพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การขยายแบรนด์ไปทั่วโลกนั้นไม่ใช่แค่การส่งมอบสินค้าและบริการเท่านั้น แต่ยังต้องการความเชื่อมโยงทางอารมณ์ด้วย ทรัพย์สินทางปัญญาด้านกีฬาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับ AUX ในการเชื่อมโยงผู้บริโภคในต่างประเทศให้ห่างไกลกัน
ก่อนการเปิดงาน IFA ไม่นาน AUX ได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรระดับโลกและพันธมิตรด้านเครื่องปรับอากาศอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ในงาน IFA นั้น AUX ได้นำความร่วมมือระดับโลกที่เพิ่งประกาศไปมาสู่ยุโรป ดึงดูดผู้เข้าชมรุ่นเยาว์จำนวนมากให้แวะมาชม และกลายเป็นหนึ่งใน “จุดดึงดูดผู้คน” ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในงานอย่างรวดเร็ว

ในฐานะสโมสรฟุตบอลชั้นนำระดับโลก แมนเชสเตอร์ซิตี้เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ แรงผลักดันที่ไม่หยุดยั้งเพื่อความเป็นเลิศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญของบริษัท AUX ที่ทุ่มเทให้กับเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศและการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ด้วยการใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของแมนเชสเตอร์ซิตี้ AUX ได้สร้างสะพานเชื่อมการสื่อสารแบรนด์ข้ามภูมิภาคและข้ามวัฒนธรรม ฉายภาพแบรนด์ที่ล้ำหน้าทางเทคโนโลยี ทะเยอทะยาน และมีคุณภาพสูงสู่สายตาชาวโลก ประสบความสำเร็จอย่างครอบคลุมตั้งแต่การส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการยกระดับแบรนด์

การเข้าร่วมงาน IFA 2026 เป็นการแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ระดับโลกของ AUX อย่างเข้มข้น ผ่าน การปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นในยุโรป อย่าง ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การพัฒนา เทคโนโลยี AI และ การขยายธุรกิจ ไปทั่ว โลก ด้วยความสามารถ ในการผลิต แบบบูรณาการ และ ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านกีฬา AUX กำลัง ดำเนินตาม เส้นทาง ที่แตกต่าง และ ยั่งยืน สู่การเติบโตในระดับโลก โดยมุ่งมั่นที่จะ เป็น ผู้ ให้บริการ โซลูชัน ด้านอากาศ ชั้นนำระดับโลก
หนึ่งโลก หนึ่งเมือง หนึ่งอนาคต เมื่อมองไปข้างหน้า AUX ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาในระยะยาว เพื่อนำ ประสบการณ์การเดินทางทางอากาศ ระดับพรีเมียม ด้วย “AI for Air” ไปสู่ครอบครัวต่างๆ ทั่วโลกมากยิ่งขึ้น
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
เจาะลึก iPhone 18 Pro Max: เตรียมพลิกโฉมวงการสมาร์ทโฟนไทย กันยายน 2026 นี้ กับสเปคที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
OpenAI ปล่อยฟีเจอร์ ‘Codex’ บนแอปมือถือ ChatGPT เปลี่ยนสมาร์ทโฟนเป็นศูนย์ควบคุม AI เขียนโค้ด
ก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์: เจาะลึกแผนยุทธศาสตร์ “การรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์” ของประเทศไทย
ข่าวธุรกิจ Business
TCCTA Contact Center Awards 2026: เฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญ
ฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศฟรี ใต้แสงดาว">กรุงเทพฯ – สมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA : Thai Contact Center Trade Association) จัดงานมอบรางวัล TCCTA Contact Center Awards 2026 เพื่อยกย่องความเป็นเลิศและเชิดชูเกียรติแก่องค์กรและบุคลากรที่ร่วมผลักดันงานบริการคอนแทคเซ็นเตอร์ไทย โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Contact Center สมัยใหม่ในยุค Digital & AI” มุ่งผลักดันให้อุตสาหกรรมคอนแทคเซ็นเตอร์ของไทยปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
นายศรัณย์ เวชสุภาพร นายกสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว โลกของคอนแทคเซ็นเตอร์ ไม่ได้วัดกันที่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่วัดกันที่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมศักยภาพให้ ‘คน’ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใส่ใจยิ่งขึ้น เราต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวช่วย แต่ ‘ความจริงใจและความใส่ใจของมนุษย์’ คือหัวใจสำคัญที่จะชนะใจลูกค้าได้อย่างยั่งยืน สมาคมฯ มุ่งมั่นที่จะใช้เวที TCCTA Contact Center Awards เป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงองค์กรชั้นนำ เพื่อให้ทุกองค์กรวิเคราะห์และพัฒนาตัวเองตั้งแต่วันแรกที่สมัคร พร้อมก้าวสู่การแข่งขันในระดับเอเชียแปซิฟิกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การประกวดในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหลายองค์กรปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการใช้ AI แบบเต็มรูปแบบ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร หันมาใช้ AI ในรูปแบบ Copilot หรือผู้ช่วยพนักงาน (AI-Assisted Human) แทน ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน ควบคู่ไปกับการรักษาความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction) ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง นอกเหนือจากการใช้ CX Tech, GenAI หรือ Automation เราเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของ Contact Center ยุคใหม่คือ “ความจริงใจและความใส่ใจของมนุษย์” องค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบหรือระเบียบปฏิบัติที่ตายตัว มีกระบวนการพิเศษในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน (Empowerment) เพื่อเปลี่ยนคอนแทคเซ็นเตอร์จากศูนย์รับเรื่องทั่วไป ให้กลายเป็น “ที่ปรึกษาที่สร้างความรักและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์” อย่างแท้จริง
งานมอบรางวัล TCCTA Contact Center Awards 2026 มีองค์กรและบุคลากรส่งผลงานเข้าร่วมมากกว่า 100 โครงการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่ให้ความสนใจการใช้ Contact Center เป็นกลยุทธ์หลักในการแข่งขัน สำหรับผลการตัดสินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
รางวัลประเภทบุคคล (Individual Awards) รวม 54 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลยอดเยี่ยม 8 รางวัล และรางวัลดีเด่น 46 รางวัล มอบให้แก่นักบริหาร หัวหน้างาน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานโดดเด่น
รางวัลประเภทองค์กร (Corporate Awards) รวม 46 รางวัล แบ่งเป็นรางวัลสุดยอด Contact Center of the Year 2 รางวัล ได้แก่ บริษัท รู้ใจ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) สำหรับ Over 100 seats และ บริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด สำหรับ Under 100 seats พร้อมด้วยรางวัลระดับ Gold 17 รางวัล, Silver 15 รางวัล และ Bronze 12 รางวัล
ในปีนี้ มีบุคลากรและบริษัทชั้นนำระดับประเทศเข้าร่วมรับรางวัลอันทรงเกียรติกันอย่างคับคั่ง อาทิ อาทิ บริษัท รู้ใจ ประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส (ภาคเหนือของประเทศไทย">ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท บุญรอด ซัพพลายเชน จำกัด, บริษัท เทเลไดเร็ค เทเลคอมเมิร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด (TDCX), บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด, บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด, บริษัท วัน แบงค็อก จำกัด, ศูนย์บริการลูกค้าเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรูทัช จำกัด และองค์กรชั้นนำอีกหลากหลาย
ไฮไลต์สำคัญในปีนี้ องค์กรที่ได้รับ รางวัลเหรียญทอง (Gold) ใน 5 สาขา ได้แก่ The Best Employee Engagement, The Best Technology Innovation, The Best Contact Center Operations, The Best Business Contribution และ The Best Customer Experience Contact Center จะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประกวดในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก “CCAPAC Award 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ในเดือนพฤศจิกายนนี้
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและภาพบรรยากาศภายในงานประกาศรางวัล TCCTA Contact Center Awards 2026 ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Thai Contact Center Trade Association-TCCTA หรือ www.tccta.or.th
ข่าวที่กำลังเป็นที่นิยม
ไขความลับ: กลยุทธ์สร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในประเทศไทย
พลิกโฉมธุรกิจไทย: ปรับเพิ่มประสิทธิภาพด้วยซอฟต์แวร์สั่งตัดพิเศษ (ซอฟต์แวร์ที่กำหนดเอง)
-
ข่าว - News3 days agoพะเยาอ่วม! ฝนกระหน่ำน้ำท่วมถนนสายหลัก พระเณรเร่งขนกระสอบทรายกั้นน้ำทะลักวัด
-
เชียงราย - Chiang Rai News5 days agoสลด! กระบะชนประสานงากลางถนนเชียงราย ดับ 1 เจ็บ 4 เร่งหาสาเหตุ
-
เชียงราย - Chiang Rai News7 days agoตำรวจเชียงรายสอบสวนคดีกราดยิงปริศนาในป่าบ้านดู
-
เชียงราย - Chiang Rai News4 days agoเมียนมาส่งตัว 9 ผู้ต้องหาหนีคดีชาวไทยที่ชายแดนเชียงราย


